คัมภีร์มรกต-ธรรมมะจากธรรมชาติ

-----คาดว่าปัจจุบันนี้ แผ่นมรกตที่จารึกคัมภีร์นี้-นั้น อยู่ในความครอบครองของพรรคอิลลูเนติยุโรป (มีคนยืนยันว่าได้เห็นมันจริงๆ ) หรือเรียกว่า พวก "บิลเดอร์เบอร์เกอร์" ที่กำลังปกครองโลกนี้อยู่ โดยทำตัวเหมือนรัฐบาลเงาของโลก พวกนี้กำความลับการเปลี่ยนแปลงดินฟ้าอากาศ การโคลนนิ่ง ยารักษาเอดส์ และหวัด 2009 -ไข้หวัดนก กระทำการร่วมกับพวกเอเลี่ยน พเอยึดครองโลกยุคหลังปี 2012 ในนามของ "การจัดระเบียบโลกใหม่"--(ความเห็นของเจ้าของบล็อก)
---ขอบคุณข้อมูลจากเวปธรรมจักร ซึ่งได้มาจากคนหนึ่งที่ จีโอซิตี้ ปัจจุบัน หน้าเพจหายไปแล้ว----แต่เรื่องนี้ยังมีอยู่-ซึ่งเกี่ยวพันกับพวก อิลลูมิเนติ-
---------------------------------------------------------------------------
.......ผู้เขียนมังกรจักรวาล(ดร.สุวินัย) พูดถึงข่าวสารเกี่ยวกับความลับของปิรามิด ของชาวแอตแลนติสที่ชื่อ โธท(THOTH) ที่ถูกบันทึกไว้ใน "คัมภีร์มรกต"(The Emerald Tablets) (1939) ที่ท่านรู้มาว่า คัมภีร์มรกต เป็นภาษาแอตแลนติส และถูกนำมาแปลโดยคุรุแห่งศัมภาลาคนหนึ่ง ชื่อ ดร.มูเรียล (Muriel Doreal) ( ค.ศ. 1901 - 1963 ) ในสังกัดของ Brotherhood of the White Temple (กลุ่มภราดรภาพขาว)ของศัมภาลา(Shambhala) ในธิเบต "คัมภีร์มรกต" นี้ ดร.โดเรียลอ้างว่า เป็นหนึ่งในความรู้ของปิรามิด ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ยกเว้นคัมภีร์ในศัมภาลา(ชัมบาลา)นคร ที่ใต้พิภพในธิเบต ที่ยังไม่เปิดเผยออกมาเท่านั้น

ความเป็นมาของคัมภีร์มรกต จาก ดร.มูเรียล โดเรียล

......."…ที่มาของคัมภีร์มรกตที่ผมแปลออกมาเป็นภาษาอังกฤษนี้ ช่างน่าพิศวงเหลือเกิน เพราะมันมีอายุเก่าแก่มาก ถึงสามหมื่นหกพันปี ก่อนคริสต์กาลทีเดียว ผมรับรองว่า พวกนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ไม่มีทางยอมเชื่อในเรื่องนี้อย่างแน่นอน ผู้เขียนคัมภีร์มรกตนี้ เป็นชาวแอตแลนติส ชื่อ โธท หรือเรียกอีก อย่างหนึ่งว่า เฮลมอส ภายหลังจากที่ทวีปแอตแลนติสล่มสลายจมลงใต้สมุทรแล้ว โธทได้ไปสร้างอาณานิคมแห่งหนึ่งของแอตแลนติสที่อียิปต์โบราณ โธทนี่แหละ ที่สร้างมหาปิรามิดแห่งกีซา แต่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผลงานของพระเจ้าคีออปส์ โธทได้บรรจุองค์ความรู้และภูมิปัญญาโบราณ ของตนซ่อนเอาไว้ใต้มหาปิรามิด พร้อมกับบันทึกของแอตแลนติสและเครื่องมือต่างๆ…
------" "โธทปกครองอียิปต์โบราณ เป็นเวลา 16,000 ปี ในช่วง ห้าหมื่นปีถึงสามหมื่นสี่พันปีก่อนคริสต์กาล เขาได้ฉายาจากผู้คนว่า เป็นเทพผู้อมตะ คัมภีร์มรกตถูกเก็บเอาไว้ในมหาปิรามิด และได้รับการดูแลโดยเหล่าศิษย์ของโธท หลังจากที่โธทจากอียิปต์ไปแล้ว ซึ่งคัมภีร์นี้มีอยู่ทั้งหมด 12 แผ่น ต่อมาในราว หนึ่งพันสามร้อยปีก่อนคริสต์กาล เกิดความวุ่นวายในอียิปต์ กลุ่มพระผู้ดูแลมหาปิรามิด ได้นำคัมภีร์มรกตไปที่อเมริกาใต้ ที่เป็นที่ตั้งของอาณานิคมของแอตแลนติสเหมือนกัน นั่นคือชาวเผ่ามายา"

......."ในศตวรรษที่ 10 ชาวเผ่ามายาได้อพยพไปที่อื่น คัมภีร์มรกตได้ถูกซ่อนไว้ใต้แท่นบูชาของวิหารที่บูชาพระอาทิตย์" "มหาปิรามิดแห่งกีซามิใช่ห้องเก็บศพของพระราชา แต่เป็นอารามถ่ายทอดวิชาเร้นลับต่างหาก ตัวผมได้บุกป่าฝ่าอันตรายคนเดียวเข้าไปพบคัมภีร์มรกตนี้ที่ ประเทศเม็กซิโก เมื่อปี 1925 แต่ผมไม่ได้รับอนุญาตให้นำฉบับจริงออกมา จึงได้แต่คัดลองคัมภีร์นี้กลับมาแทน"

.......แน่นอนว่า มีแต่ ดร.โดเรียลคนเดียวเท่านั้น ที่อ่านรู้เรื่อง ความน่าเชื่อถือ ผมคิดว่า ยังสู้ของ เอ็ดการ์ เคซี่ที่มีผลงาน "การอ่าน" ในอดีตพิสูจน์ยืนยันไม่ได้ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ทั้งสองท่าน พูดเหมือนกันว่า มหาปิรามิดถูกสร้างโดยชาวแอตแลนติสที่ชื่อ เฮลเมส"



ใจความคัมภีร์มรกต

คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 1

......กล่าวถึง ความเป็นมาของชาวแอตแลนติสชื่อโธท โดยโธทเล่าเรื่องตัวเองว่า เขาต้องการบันทึกองค์ความรู้อันยิ่งใหญ่ของ แอตแลนติสไว้ให้คนรุ่นหลัง

.......โธทบอกว่า ทุกๆพันปี และทุกๆห้าสิบปี เขาจะทำการ "อวตาร" และชุบร่างกายให้หนุ่มขึ้นมาอีกครั้ง โดยเข้าไปในอารามศักดิ์สิทธิ์และนอนใต้ "ดอกไม้แห่งชีวิต" หรือ อาบ "ไฟแห่งชีวิต" ตอนที่โธทเขียนคัมภีร์เล่มนี้ เขามีอายุ ห้าหมื่นปีแล้ว โธทบอกว่า เขาสามารถตั้งจิตให้ดวงวิญญาณของเขา ไปเกิดในร่างอื่นหรือชีวิตอื่นได้ โดยร่างเดิมของเขายังนอนหลับอยู่ เขาจึงสามารถเดินทางไปทั่วจักรวาลได้โดยเพ่งจิตไปที่หัวใจของตน เพราะที่นั่นมีความเร้นลับอันยิ่งใหญ่ดำรงอยู่ โธทและผู้ติดตามนั่ง "จานบิน" ไปยังอียิปต์และใช้ "ไม้เท้าวิเศษ" ที่ควบคุมโดยอำนาจจิต สามารถปล่อยแสงปล่อยพลังได้ต่างๆนานา สะกดให้ผู้คนที่นั่น ยอมรับในตัวเขาคือเทพเจ้าและเป็นบุตรของพระอาทิตย์

คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 2

.......โธทบอกว่า ที่ตั้งของอารามศักดิ์สิทธิ์ที่เขาใช้ชุบร่างกายทุกห้าสิบปี นั้น อยู่ใต้ทวีปแอตแลนติส ณ ที่อารามนั้น เป็นศูนย์รวมของ "พลังชีวิต" ที่ค้ำจุนสรรพชีวิตบนพื้นโลก ที่เรียกว่า "ดอกไม้แห่งชีวิต" ซึ่งทำหน้าที่เดียวกับ "โซล่าเพลกซัส" (จักรสะดือ) ในร่างกายมนุษย์ ซึ่งเป็นตำแหน่งเก็บพลังชีวิตของมนุษย์ โดยมีทางเข้าของพลังอยู่ที่กลางกระหม่อม (จักรมงกุฎ)
.......เมื่อโธทได้ฝึกฝน "พลังชีวิต" (ปราณ) จนตัวเขาบรรลุธรรมขั้นสูงสุดได้แล้ว เขาสามารถเลือกวิธีแห่งการทำงานของเขาได้อย่างเสรี จะไปอยู่ดวงดาวอื่นหรือภพอื่น หรือจักรวาลอื่นก็ย่อมได้ดังใจปรารถนา แต่ตัวเขากลับตัดสินใจอยู่ในโลกนี้ต่อ และทำงานให้โลกนี้ต่อ เพื่อเป็นผู้นำแห่งการชี้นำจิตวิญญาณของหมู่มนุษย์ ให้หลุดพ้นจากความมืดมิด และฟื้นฟู "ความเป็นเทพ" หรือ "ความเป็นพระเจ้า" กลับคืนให้แก่มวลมนุษย์

คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 3

........โธทกล่าวถึงกุญแจที่จะไขไปสู่ "ปัญญา" ที่จะนำมาซึ่ง "พลัง" และพลังจะทำให้เกิดปัญญาว่าอยู่ที่ความถ่อมตัว เพราะ ผู้ที่ยะโสหลงตัวเองคือคนโง่ที่ปฏิเสธที่จะเรียนรู้

........คนเราพึงปฏิบัติตามคำสั่งของ "คุรุ"(ครู-กูรู) หรือสิ่งที่อยู่ในตัวเรา หรือ "อาตมัน" ทรัพย์สมบัติเป็นเพียงวิธีการ ไม่ใช่เป้าหมาย เมื่อความต้องการทางวัตถุได้รับการตอบสนองแล้ว ควรหันมาสนใจยกระดับจิตวิญญาณ "อาตมัน" หรือ "ใจที่แท้" ตั้งอยู่ในบริเวณกึ่งกลางของหัวใจ ที่เชื่อมโยงกับต่อมไพนีลในสมองได้

........"ใจที่แท้" (จิตเดิมแท้(จขกท.))นี้ไ ม่แค่สนใจแสวงหาเรื่องความมั่งคั่งเลย มันสนใจแต่เรื่อง "ความเป็นพระเจ้า" หรือ "ความบริสุทธิ์ของจิตเท่านั้น"

........"ความรัก"(รักเมตตา) เป็นจุดเริ่มต้นของ "ทาง" และเป็นจุดสิ้นสุดของ "ทาง"(วิถีทาง)

........โธทเน้นความเป็นเอกภาพของทุกๆสิ่งในจักรวาล ที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วย "ความรักอันยิ่งใหญ่" ความสงบเงียบ คือกุญแจสำคัญไปสู่ความรุดหน้า จงใช้ความสงบเงียบรักษาพลังภายในตัวเราไว้ อย่าหลงตัวเอง ว่าเรายิ่งใหญ่กว่าใครอื่น เพราะทุกคนต่างก็เป็นเพชร ต่างกันที่บางคนเป็นเพชรที่ยังไม่เจียระไนเท่านั้น

........ร่างกายเป็นธาตุดินที่หยาบ จิตเป็นธาตุไฟที่ละเอียด ก่อนที่จิตวิญญาณจะเข้ารวมเป็นหนึ่งเดียวกับ "พระอาทิตย์ดวงแม่" (พระอาทิตย์ในโลกทิพย์)(ดวงอาทิตย์ใจกลางกาแลกซี่ทางช้างเผือก--(ชื่อโปราณชื่อ อัลซีโอน-Alcyone-และจิตวิญญาณ ก็คือพระพรหม-จขกท.) จิตวิญญาณจะต้องละจากร่างกายที่เป็นวัตถุหยาบเสียก่อน

........พลังสร้างสรรค์เกิดจากการเปิดตาที่สามหรือต่อมไพนีล --คนธรรมดาตาที่สามจะเปิดอยู่เล็กน้อย ต้องฝึกฝนให้ตาที่สามเปิดกว้างเต็มที่ เพื่อรวมเป็นหนึ่งเดียวกับปรมาตมันได้ มีแต่ความเพียรกับประสบการณ์เท่านั้น ที่จะทำให้จิตใจหลุดพ้นจากความมืดมิดได้ วัตถุเป็นเพียงรูปการที่แสดงออกมาของจิตเท่านั้น ขั้นสุดท้ายวัตถุกับจิตจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน (วิชาตาที่สาม มีสอนในทิเบตเดิม และสำนักโยคืเชิงเขาหิมาลัย--จขกท.)

........สรรพสิ่งล้วนอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา(อนิจจตา-impermanent) มนุษย์เพียงแต่ใส่ "จิต" เข้าไปในกฎของธรรมชาติเท่านั้น "ปัญญา" จะมาหาแก่ผู้แสวงหามัน สิ่งสำคัญคือ "โลกทางวัตถุคือมายาที่เกิดจากใจของผู้ที่มีอวิชชา แต่โลกวัตถุนี้ก็เป็นการสำแดงตนของพระเจ้าผู้สร้างโลกด้วยเช่นกัน (กฎของจักรวาล) ไม่ว่าจะเป็นยุคใดก็ตาม "ผู้ที่ตื่นแล้ว" จะได้รับแสงสว่าง ปัญญา และความเร้นลับเสมอ


คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 4

........โธทได้กล่าวถึงประสบการณ์ทางจิตในการท่องจักรวาล จนเขาได้พบกับ "จิตสำนึกแห่งจักรวาล" และได้เรียนรู้ว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึงของจิตสำนึกแห่งจักรวาลนี้ ดุจความสัมพันธ์ระหว่างสมองกับเซลล์สมอง โธทได้แนะวิธีถอดกายทิพย์ออกจากกายหยาบว่า วิธีที่ดีที่สุดคือการขยาย "โซล่าเพลกซีส" (จักรสะดือ) หรือ "ดอกไม้แห่งชีวิต" ในกายคนให้ใหญ่ขึ้น จนพลังชีวิตไหลเข้ามากระตุ้นกายหยาบให้ทำงานอย่างมีชีวิตชีวา เพื่อเป็นการเตรียมให้จิตออกจากร่างได้ราบรื่น ต่อไป ทำการอดอาหารในช่วงสั้นๆ ราวๆหนึ่งวัน เพื่อตัดความรู้สึกภายนอกและไม่พูดจาใดๆ อยู่ในความสงบ เมื่อความสงบบรรลุถึงภาวะสมบูรณ์ โดยผ่านการโน้มนำแห่งจิตแล้ว ให้เพ่งจิตไปที่ต่อมไพนีล ที่เป็นที่ตั้งของจิตวิญาณ ก่อนที่จะนึกถึงสถานที่ที่กายทิพย์ต้องการจะไป โดยจะต้องทำการสั่นขึ้นที่ต่อมไพนีล จากนั้นให้จิตหมุนภายในสมอง แล้วให้จิตเคลื่อนที่ออกนอกศีรษะไปตามเส้นโค้งที่เกิดจากการหมุนข้างในนั้น

........การสั่น (Vibration) เป็นความเร้นลับอันยิ่งใหญ่ สรรพสิ่งล้วนเป็นความสั่นของคลื่นทั้งสิ้น การสั่นของคลื่น เป็นกุญแจของการสร้างจิตที่หลุดพ้น หากอยากเข้าถึงปัญญา ก็ต้องหมั่น "ภาวนา" เพราะการภาวนาเป็นการปรับการสั่นของคลื่น ให้สอดคล้องกับพระผู้เป็นเจ้า

คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 5

.......โธท กล่าวถึง เหล่าที่พำนักอยู่ที่เกาะอุนาล ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบเอ็ดเกาะของดินแดนแอตแลนติส และเล่าถึงการพาชาวแอตแลนติสกลุ่มหนึ่ง รวมทั้งเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ขึ้นจานบินมาที่อียิปต์ ก่อนที่ทวีปแอตแลนตีสจะล่มสลาย หลังจากที่ทำให้ชาวอียิปต์นับถือบูชาได้แล้ว โธทก็ได้สร้าง ปิรามิดกับสฟิงส์ขึ้นมา

คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 6

.......โธทถ่ายทอดเคล็ดลับการเอาชนะพลังมืดเอาไว้ หากเป็นพลังมืดจากภายนอก ให้เข้าไปอยู่ในห้องมืด และปิดวงกลมล้อมรอบตัวเองไว้ เพราะวงกลมสามารถ มีพลังป้องกันภูตร้ายได้ จากนั้นก็ท่องชื่อ คุรุทั้งเจ็ด ดังนี้ Untanas , Quertas , Chietal , Goyana , Huertal , Semveta , Ardal

.......แต่ถ้าเป็นพลังมืดภายในจิตใจ ให้สร้างความสั่นขึ้นภายในต่อมไพนีล ก่อนที่จะขับออกไปจากร่างกายพร้อมกับลมหายใจออก


คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 7

.......โธทบอกว่า ชีวิตคนเต็มไปด้วยอุปสรรค มีหลุมพลางต่างๆ ที่คอยฉุดให้มนุษย์ลงสู่หนทางที่ตกต่ำ

.......ดังนั้น

.......ผู้แสวงหาทุกคน ควรตั้งเป้าหมายชีวิตไว้กับการเป็นหนึ่งเดียวกับจิตสำนึกแห่งจักรวาล จงเพ่งกระแสจิตและความคิด ไปข้างในตัวเอง เพื่อค้นพบ "จิตวิญญาณที่เป็นแสง" อยู่ข้างใน และเมื่อนั้น ตัวเราก็จะเป็น "คุรุ" ของตัวเรา


คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 8

.......โธทบอกว่า ในสัญลักษณ์ต่างๆ จะมีกุญแจไปสู่ปัญญา ได้โดยที่ปัญญาก็คือความรู้เกี่ยวกับ "การประยุกต์ใช้กฎแห่งจักรวาล" นั่นเอง บางครั้งปัญญาก็แฝงอยู่ในความมืด ต้องใช้ความพยายามเสาะหาเอง ความเป็นแสง ซ่อนตัวอยู่ในความมืดฉันใด ปัญญาที่แท้จริง ก็มักจะซ่อนตัวอยู่ในความมืดฉันนั้น

คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 9

.........โธทบอกให้แสวงหาความเป็นวงกลม เพราะวงกลม (จักร) เป็นสัญญลักษณ์ที่แสดงถึง ความสมบูรณ์ของการเป็นช่องทางให้พลังจักรวาล ไหลผ่านศูนย์ต่างๆในร่างกาย การใช้ภาษาก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะภาษาคือคลื่นหรือความสั่น ที่ปลดปล่อยพลังออกมา มนุษย์ นั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่วัตถุ แต่คือแสงหรือพลังงานที่เปล่งมาจากต้นตอ ที่เป็นนิรันดร์ต่างหาก แต่คนเราเห็นเป็นวัตถุไปเอง

เพราะ

.........สิ่งที่เรียกว่าวัตถุนั้น จริงๆแล้วก็คือแสงเช่นกัน แต่คนเห็นเป็นวัตถุไป (หากได้อ่าน ฟิสิกส์แห่งยุคใหม่ กับศาสนาตะวันออก คงพอเข้าใจถึงความสัมพันธ์ ดังกล่าว) คนเรามีปัญญาอยู่แล้ว ก็ควรที่จะแสวงหาปัญญาเพิ่มอยู่เสมอ

มนุษย์สามารถทำตัวเองให้เป็นได้ทั้งเทพและมาร

และโธทได้ให้มนตร์ในการปลุกพลังภายในตัวเอง คือ "Zin Uru"


คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 10

........โธทบอกว่า จิตวิญญาณที่สามารถเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจักรวาลได้แล้ว จะเป็นเหมือน "พระอาทิตย์ในหมู่แสง" สิ่งที่ชี้นำชะตาชีวิตของคนเรานั้น ก็คืออาตมันของผู้นั้น ซึ่งเป็นเสียงแห่งความสงบเงียบของจักรวาล

........ร่างกายคนเราเกิดมาจากขั้วสองขั้ว หากขั้วใดขั้วหนึ่งเสียสมดุล จะทำให้เกิดโรคภัย แต่ถ้าร่างกายอยู่ในสภาวะสมดุลโดยสมบูรณ์ ระหว่างสองขั้วนี้ คนผู้นั้นจะปลอดโรคและไม่ตาย สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้ร่ายกายเสียสมดุล เกิดจากการเสียสมดุลของใจแทบทั้งสิ้น ทำให้ต่อมไร้ท่อบกพร่อง

ถ้านอนเอาศีรษะหันไปทางทิศเหนือ(ขั้วบวก) ให้วางจิตอยู่ระหว่างช่วงหน้าอกถึงศีรษะ

ถ้านอนเอาศีรษะหันไปทางทิศใต้(ขั้วลบ) ให้วางจิตอยู่ระหว่างช่วงหน้าอกถึงปลายเท้า

หากฝึกเช่นนี้ได้ จะช่วยให้เกิดสมดุลภายในร่างกาย


........เมื่อถึงเวลาใกล้ตาย แล้วต้องรักษาความทรงจำในชาตินี้ ให้ไประลึกได้ในชาติหน้า โธทบอกให้ทำดังนี้ จงผ่อนคลายร่างกายอย่าให้เกิดความตึงเครียดใดๆ เป็นอันดับแรก ต่อจากนั้น เอาจิตสำนึกของตน ไปตั้งไว้ที่หัวใจ ก่อนที่จะโน้มนำอย่างรวดเร็ว ไปที่ต่อมไพนีล(บริเวณกึ่งกลางของสมอง) ตั้งใจไว้ที่ต่อมไพนีลชั่วครู่ แล้วค่อยเคลื่อนจิตไปที่ต่อมพิตทูอิทารี บริเวณกึ่งกลางหัวคิ้ว ซึ่งเป็นที่ควบคุมความทรงจำของชีวิต กำหนดจิตไว้ที่จุดนี้ จนกระทั่งความตายมาพาตัวเราไป

คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 11


โธทบอกว่า

วิถีของจิตวิญญาณ มีอยู่ 3 ด้วยกันคือ

พัฒนาจากมนุษย์ที่เป็นสัตว์โลก

ไปเป็นจิตสำนึกที่บริสุทธิ์ก่อน

แล้วค่อยพัฒนาเป็น "แสงสว่าง" หรือเทพเจ้า

และอุปสรรค ก็มีอยู่ 3 อย่างคือ

ขาดความเพียรพยายามในการแสวงหาธรรม

ไม่เอาใจใส่ในพระผู้เป็นเจ้า

และหมกมุ่นอยู่กับความชั่วช้า

พลังในการสร้างสรรค์สรรพสิ่ง ก็มีอยู่ 3 อย่างคือ

การมีความรักอันศักดิ์สิทธิ์

การมีปัญญาในการใช้วิธีการทั้งปวง

และการมีความมุ่งมั่น ที่จะผนึกความรักอันศักดิ์สิทธิ์ กับปัญญาอันศักดิ์สิทธ์เข้าด้วยกัน

.........การพิชิตพลังแห่งความมืด ไม่ใช่การต่อสู้กับความมืด แต่คือการเปล่งแสงแห่งอาตมัน หรือความเป็นพระเจ้าในตัวเราให้เจิดจ้าออกมาต่างหาก

.........คำสอนเหล่านี้ อย่านำไปสอนต่อผู้มีใจไม่สะอาด และผู้มีใจอ่อนแอเลย มันจะเป็นความสูญเปล่าโดยแท้

คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 12

โธทบอกว่า บทนี้เป็นสุดยอดแห่งความลับทั้งปวง

........เพราะเขาจะถ่ายทอดพลัง เพื่อการเป็น "เทพมนุษย์" ให้แก่ผู้เป็นศิษย์เขา การเป็น "เทพมนุษย์" คือการสำแดงออกซึ่งความเป็นแสงสว่าง ของพระเจ้าที่อยู่ในตัวมนุษย์นั่นเอง อันที่จริง "ความมืด" กับ "ความสว่าง" เป็นสิ่งต่างกันแค่ภายนอกเท่านั้น แท้ที่จริงแล้ว มันเป็นสองด้านของสิ่งที่เป็นธาตุแท้เดียวกัน ที่มาจากต้นตอเดียวกัน

ความมืดคือความไร้ระเบียบ ความสว่างเป็นความมีระเบียบ

หากเกิดการเปลี่ยนแปลง ความมืดย่อมกลายเป็นความสว่างได้ และนั้นคือเป้าหมายของชีวิตคนเรา

........การที่จะรู้ความเร้นลับเกี่ยบกับธาตุแท้ของมนุษย์ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ร่างกายคนเราประกอบด้วยกายหยาบ กายทิพย์ และกายละเอียดที่สุด(-mental body) และในร่างกายมีช่องทางต่างๆ ให้ปราณไหลผ่าน เพื่อค้ำจุนชีวิตเอาไว้ การไหลเวียนของปราณ อยู่ภายใต้การควบคุมของจิต มนุษย์ขณะที่อยู่บนโลกนี้ เขาจะถูกผูกมัดจองจำให้เป็น "ทาส" ของเวลาและสถานที่ การจะปลดปล่อยตัวเองให้ "หลุดพ้น" จากการถูกจองจำนี้ เคล็ดลับอยู่ภายในตัวเขาผู้นั้น คนเราจะค้นพบเสรีภาพที่แท้จริงจากภายในตัวเราเองเท่านั้น
........ในตอนที่ผู้ฝึกต้องการหลุดลอยออกจากกายหยาบ ไปยังที่ไกลๆสุดขอบฟ้า ขอให้เขาบริกรรมมนตร์ "Dor-E-Ul-La" เอาไว้ในใจ ก่อนอื่นต้องทำใจให้สงบนิ่ง ผ่อนคลายร่างกายตั้งจิตมุ่งมั่น ที่จะปลดปล่อยตนเองออกจากกายหยาบ หากต้องการพาดวงจิตขิงตนไปที่ใด ก็ขอให้นึกถึงเสรีภาพแห่งดวงจิต พร้อมบริกรรมมนต์ต่อไปนี้ "la Um-I-L-Gan" (ลาอุมอีลูกาน)

........หากต้องการจะถอดจิต ไปยังวิหารศักดิ์สิทธิ์ของแอตแลนติส ก็ให้บริกรรมมนตร์ต่อไปนี้ โดยไม่ออกเสียง

1. Me-Kut-El-Shab-El

2. Hale-zur-Ben-El-Zabrut

3. Zin-Efrim-Quar-El

........และหากต้องการถอดจิตไป "ศัมภาลา" ก็ขอให้บริกรรมมนต์ต่อไปนี้ เพื่อเปิดทวารเข้าสู่ศัมภาลา "Edom-El-Ahim-Sabbe-Rt-zur-Adom"

-------------------------จบแค่นี้--------------ต้นฉบับอยู่ที่-------

http://www.crystalinks.com/emerald.html

(คำว่า โซล่าร์ เพล็กซุส --เป็นศุนย์รวมเส้นประสามแถวช่องท้อง มีใช้ในหนังสือของหลงวิจิตรวาทการ"วิชชาแปดประการ" และหนังสือ "วิทยาศาสตร์การหายใจ" ของท่าน เจ้าคณนร แต่น่าจะเป็นสิ่งเดียวกับคำว่า "จักรา"--(จุดจักรใหญ่ตรงสะดือ) เนืองจาก สมัยนั้น คำว่า จักรา ไม่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายนัก--จขกท.(จักรามี 7 จุดเรียงตามกระดูกสันหลัง พลังที่วิ่งขึ้นลง เรียกว่า--กณฑาลิณี ศักติ--ศักติแปลว่าพลัง--จขกท.)
-----------------ข้อความเดิมจากตอนสุดท้าย----------------
Now ye assemble, my children,
waiting to hear the Secret of Secrets
which shall give ye power to unfold the God-man,
give ye the way to Eternal life.

Plainly shall I speak of the Unveiled Mysteries.
No dark sayings shall I give unto thee.
Open thine ears now, my children.
Hear and obey the words that I give.


First I shall speak of the fetters of darkness
which bind ye in chains to the sphere of the Earth.


Darkness and light are both of one nature,
different only in seeming,
for each arose from the source of all.
Darkness is disorder.
Light is Order.
Darkness transmuted is light of the Light.
This, my children, your purpose in being;
transmutation of darkness to light.


Hear ye now of the mystery of nature,
the relations of life to the Earth where it dwells.
Know ye, ye are threefold in nature,
physical, astral and mental in one.


Three are the qualities of each of the natures;
nine in all, as above, so below.


In the physical are these channels,
the blood which moves in vortical motion,
reacting on the heart to continue its beating.
Magnetism which moves through the nerve paths,
carrier of energies to all cells and tissues.
Akasa which flows through channels,
subtle yet physical, completing the channels.


Each of the three attuned with each other,
each affecting the life of the body.
Form they the skeletal framework through
which the subtle ether flows.
In their mastery lies the Secret of Life in the body.
Relinquished only by will of the adept,
when his purpose in living is done.


Three are the natures of the Astral,
mediator is between above and below;
not of the physical, not of the Spiritual,
but able to move above and below.


Three are the natures of Mind,
carrier it of the Will of the Great One.
Arbitrator of Cause and Effect in thy life.
Thus is formed the threefold being,
directed from above by the power of four.


Above and beyond man's threefold nature
lies the realm of the Spiritual Self.


Four is it in qualities,
shining in each of the planes of existence,
but thirteen in one,
the mystical number.
Based on the qualities of man are the Brothers:
each shall direct the unfoldment of being,
each shall channels be of the Great One.


On Earth, man is in bondage,
bound by space and time to the earth plane.
Encircling each planet, a wave of vibration,
binds him to his plane of unfoldment.
Yet within man is the Key to releasement,
within man may freedom be found.


When ye have released the self from the body,
rise to the outermost bounds of your earth-plane.
Speak ye the word Dor-E-Lil-La.


Then for a time your Light will be lifted,
free may ye pass the barriers of space.
For a time of half of the sun (six hours),
free may ye pass the barriers of earth-plane,
see and know those who are beyond thee.


Yea, to the highest worlds may ye pass.
See your own possible heights of unfoldment,
know all earthly futures of Soul.


Bound are ye in your body,
but by the power ye may be free.
This is the Secret whereby bondage
shall be replaced by freedom for thee.


Calm let thy mind be.
At rest be thy body:
Conscious only of freedom from flesh.
Center thy being on the goal of thy longing.
Think over and over that thou wouldst be free.
Think of this word La-Um-I-L-Ganoover
and over in thy mind let it sound.
Drift with the sound to the place of thy longing.
Free from the bondage of flesh by thy will.


Hear ye while I give the greatest of secrets:
how ye may enter the Halls of Amenti,
enter the place of the immortals as I did,
stand before the Lords in their places.


Lie ye down in rest of thy body.
Calm thy mind so no thought disturbs thee.
Pure must ye be in mind and in purpose,
else only failure will come unto thee.


Vision Amenti as I have told in my Tablets.
Long with fullness of heart to be there.
Stand before the Lords in thy mind's eye.


Pronounce the words of power I give (mentally);
Mekut-El-Shab-El Hale-Sur-Ben-El-Zabrut Zin-Efrim-Quar-El.
Relax thy mind and thy body.
Then be sure your soul will be called.


Now give I the Key to Shambbalah,
the place where my Brothers live in the darkness:
Darkness but filled with Light of the Sun
Darkness of Earth, but Light of the Spirit,
guides for ye when my day is done.


Leave thou thy body as I have taught thee.
Pass to the barriers of the deep, hidden place.
Stand before the gates and their guardians.
Command thy entrance by these words:


I am the Light. In me is no darkness.
Free am I of the bondage of night.
Open thou the way of the Twelve and the One,
so I may pass to the realm of wisdom.


When they refuse thee, as surely they will,
command them to open by these words of power:
I am the Light. For me are no barriers.
Open, I command, by the Secret of Secrets
Edom-El-Ahim-Sabbert-Zur Adom.


Then if thy words have been Truth of the highest,
open for thee the barriers will fall.


Now, I leave thee, my children.
Down, yet up, to the Halls shall I go.
Win ye the way to me, my children.
Truly my brothers shall ye become.


Thus finish I my writings.
Keys let them be to those who come after.
But only to those who seek my wisdom,
for only for these am I the Key and the Way.



THE EMERALD TABLETS OF THOTH THE ATLANTEAN

ShareThis



PSYCHIC & SPIRITUAL DEVELOPMENT INDEX

ALPHABETICAL INDEX OF ALL FILES


CRYSTALINKS HOME PAGE


PSYCHIC READING WITH ELLIE


2012 THE ALCHEMY OF TIME
---------------------------------------------------------------------





Create Date : 01 กรกฎาคม 2554
Last Update : 1 กรกฎาคม 2554 22:24:23 น. 5 comments
Counter : 4476 Pageviews.

 
พระครูเทพโลกอุดร คือ การหลอกลวง


ผมได้รับข้อมูลนี้มา
จากกลุ่มพระภิกษุผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งหลาย
ว่า
มีเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ.......แต่ก็น่าเชื่อถือได้ว่า

แท้จริงแล้ว
พระครูเทพโลกอุดร ก็คือ นักบวชนอกศาสนาปลฃอมแปลงมาบวชในพระพุทธศาสนา
พระครูเทพโลกอุดร ไม่ใช่มนุษย์
แต่พระครูเทพโลกอุดร เป็นเทพฝ่ายมิจฉาทิฐิ ต่างศาสนา


ภิกษุกลุ่มนี้
ต่างก็ถูกพระครูเทพโลกอุดร หลอกพาเข้าไปในป่า เพื่อใช้ญาณครอบ
แล้วทำให้ภิกษุเหล่านี้ มีจิตวิปลาส
ภิกมาหลายรูป ที่ออกจากป่ามาได้ ต่างก็ต้องเข้าโรงพยาบาลรักษาทางจิตเวชหลายปี

หลวงพ่อรูปหนึ่งที่ถูกหลอก
ท่านกล่าวว่า
แท้จริงแล้ว พระครูเทะพโลกอุดร ท่านไม่ใช่มนุษย์ที่มีอายุยืนเป็นพันๆปี ตามกระแสแต่อย่างใด
แต่ท่านคือกลุ่มเทพของอิสลามที่หวังเข้ามาทำลายพระพุทธศาสนา
กล่าวคือ พระครูเทพโลกอุดร ก็คือ อัลเลาะห์นั่นเอง


พระครูเทพโลกอุดร หรือ อัลเลาะห์ หมายมั่นปั้นมือว่า
จะมาเป็นจักรพรรดิ์ในยุคนี้
หลวงปู่เณรคำ เป็นพระองค์แรกที่ถูกเทพโลกอุดร หลอกเอาที่ถ้ำแห่งหนึ่งในภูเขาควาย




มีกลอนผญา ทางภาคอิสาน
ซึ่งเป็นใบลานเก่าแก่
ได้กล่าวไว้ว่า
ในยุคหน้า
จะเกิดปรากฏการณ์
ม้าจะมีเขา เสาจะออกดอก..............หมู่หงส์ จะก้มกราบกาดำ

ในยุคหน้าที่บันทึกไว้ในใบลาน ก็หมายถึงยุคนี้นั่นเอง
ม้าจะมีเขา หมายความว่าถึง รถมอเตอร์ไซด์ ที่มันวิ่งเร็วเหมือนม้า แต่มันมีเขาก็คือ แฮนด์รถ
ส่วนคำว่า เสาจะออกดอก หมายความถึง เสาไฟฟ้า ที่ออกดอก ก็คือ มีวงกลมที่พันสายไฟบนเสาไฟฟ้านั่นเอง



แล้วคำผญาที่ว่า
หมู่หงส์จะก้มกราบกาดำ หมายถึง เหล่าโพธิสัตว์ทั้งหลายที่ลงมาเกิดเพื่อมาทำบารมีในยุคนี้ ต้องไปก้มกราบกาดำด้วยความที่เข้าใจผิด
กาดำ หมายถึง บุคคลต่างศาสนาที่มีแต่มิจฉาทิฐิปลอมตัวเพื่อเข้ามาในพระพุทธศาสนา เพื่อหลอกให้พระผู้ที่มีบารมีในพระพุทธศาสนาก้มกราบนับถือตนเอง
แต่ตนเองมิได้สอนธรรมะอะไรให้เลย มีแต่หลอกให้เข้าไปยึดมั่นถือมั่น ในคุณวิเศษทั้งหลาย ที่กาดำตัวนี้หรือพระครูเทพโลกอุดรจะหยิบยื่นให้


ไปดูที่สำนักสงฆ์ถ้ำวัวแดง ที่ชัยภูมิก็ได้
ที่นั่นเป็นสำนักสงฆ์ที่พระครูเทพโลกอุดร ใช้เป็นสถานที่หลอกพระภิกษุทั้งหลาย
ที่นั่น พระสงฆ์ เอาแต่เล่นของขลัง สักยันต์ ใบ้หวย
ไม่มีคำสอนในเรื่องสัจจะธรรม แม้แต่สักนิดเดียว



พระพุทธองค์ ท่านกล่าวไว้ถูกต้องแล้ว
พระพุทธศาสนานี้ ท่านไม่ได้ฝากไว้กับใคร
ท่านฝากไว้ กับ ธรรมและวินัย เท่านั้น












โดย: grooeng IP: 182.232.241.120 วันที่: 2 กรกฎาคม 2554 เวลา:3:49:18 น.  

 
ขอบคุณ สำหรับข้อมูล ความจริงศาสนา-ในมุมมองของเทพเบื้องบน เป็นหนึ่งเดียวและส่งเสริมกัน
--การมีอายุยืนของพระเทพโลกอุดร ก็เป็นการฝืนหลักธรรมชาติ เกี่ยวกับการเกิดแก่เจ็บตาย และมีแต่อภินิหาร จนทำให้เราลืมหลักแท้จริงของพุทธศาสนาอีกด้วย


โดย: jesdath วันที่: 3 กรกฎาคม 2554 เวลา:2:25:00 น.  

 
ท่านรู้ได้อย่างไรว่าคำที่ท่านกล่าวนั้นเป็นความจริง
แล้วท่านทราบได้อย่างไรถ้าท่านไม่สามารถ รู้ได้ด้วยตัวเอง
ท่านเชื่อเช่นนั้นจริงหรือ ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ที่อยู่โลกใบเดียวกับท่าน แต่ข้าพเจ้าไม่ขอคิดเช่นนั้น เพราะท่านเห็นและรู้ความจริงได้อย่างไร ถ้าท่านไม่สามารถรู้ด้วย สัมผัสของท่านเองท่านเชื่อคำพูดผู้อื่นได้อย่างไร เหตุใดท่านถึงไม่ตั่งข้อสมุติฐานข้อนี้ แล้วใช้ สัมผัสของท่านที่รับรู้สัมผัสทั้งหมดที่ท่านมีหาคำตอบด้วยตัวของท่านเอง แล้วคำตอบก็จะเกิดกับท่านเอง โดยไม่ต้องฟังใครพูดหรือเล่าให้ฟัง ท่านจะได้คำตอบที่ท่านสงสัยและจะได้ไม่เหยียดหยามผู้ที่เคารพกับ ท่านที่คุณกล่าวถึง.......


โดย: ผู้ไม่เอยนาม IP: 171.99.230.206 วันที่: 15 ตุลาคม 2555 เวลา:23:28:15 น.  

 
ถ้าโธทเป็นเรื่องจริง
1. เป็นคนเที่เห็นแก่ตัว เคยแบ่งปันวิธิการชุบชิวิตภายใต้โคมไฟให้ใครบ้าง
2. เจริญถึงขั้นมียานพาหนะชั้นสูง แต่ทำไมบันทึกไอ้พวกข้อความต่างๆ ลงบนแผ่นหิน

เอาแค่นี้ก่อน


โดย: chal IP: 182.232.44.147 วันที่: 14 กันยายน 2559 เวลา:20:15:49 น.  

 
ไอ้โธทมันบอกว่ามันปกครองอียิปมา 15,000 ปีแล้วมันบันทึกไว้รึเปล่าว่า มันทิ้งอียิปไปเพราะอะไร


โดย: chal IP: 182.232.44.147 วันที่: 14 กันยายน 2559 เวลา:20:23:45 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

jesdath
Location :
เชียงราย Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 34 คน [?]




Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2554
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
1 กรกฏาคม 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add jesdath's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.