มกราคม 2562

 
 
1
4
6
13
17
20
22
27
30
31
 
 
All Blog
สะดุดรักคุณเมีย บทที่ 1 (ต่อ)


       เช้าวันอาทิตย์ต่อมาปริมต้องพาพ่อแม่และพี่ชายไปตามหาบ้านเรือนไทยตามที่ชินแสบอก 

ทีแรกเขาแกล้งขับรถไปรอบเกาะอยุธยา เพื่อฆ่าเวลา 


แล้วพอผ่านไปหลายชั่วโมงเขาก็จะบอกพ่อกับแม่ว่าเขาหลงทางหาบ้านหลังนั้นไม่เจอ 

แต่ขณะวนไปวนมาคุยกันเพลินๆ เขาขับรถเลี้ยวไปเลี้ยวมา 


จนรถมาดับหน้าบ้านเรือนไทยที่เขาพยายามหนี เขาต้องจำใจพาพ่อแม่ลงจากรถใจก็ภาวนาอย่าเป็นบ้านที่เขาตามหากันอยู่ 


ขณะที่ 2 พี่น้องช่วยกันหาสาเหตุการดับของรถณรินทร์กลับจากส่งผัก


เธอเชื้อเชิญพ่อกับแม่เข้าบ้านอย่างมีมารยาทแม้จะนึกด่าทอชายหนุ่มที่กลับมาเจอกันอีกก็ตามที


พ่อกับแม่ของปริมได้พูดคุยกับแม่ของณรินทร์จึงได้รู้ว่าลูกชายมาอาศัยบ้านเธออยู่เมื่อเดือนก่อน 


ทั้งสองจึงได้พูดคุยทาบทามสู่ขอณรินทร์อย่างรวดเร็วโดยที่ฝ่ายหญิงไม่ทันได้ตั้งตัว 


ปริมกระซิบกระซาบกับแม่ว่าณรินทร์หน้าตาธรรมดาเกินไปที่เขาจะควงออกงานแต่แม่ก็ไม่ได้สนใจเพราะกลัวลูกคนเล็กตาย


ส่วนณรินทร์เองก็รู้สึกมึนงงหูตาลายกับการสู่ขอแบบฟ้าแลบตอนกลางวันแสกๆ 


เธอจะเอ่ยปากปฏิเสธก็ถูกแม่ผู้สูงวัยห้ามไว้เพราะเด็กไม่ควรพูดแทรกเวลาที่


ผู้ใหญ่คุยกันแลดูไม่มีมารยาทไม่ได้รับการสั่งสอน


ณรินทร์ได้แต่เหลือกตามองชายหนุ่มอยากโกรธแค้น 


ส่วนปริมเองก็ยังทำใจไม่ได้ที่ต้องแต่งงานกับผู้หญิงธรรมดา 


แม้จะนึกถึงคุณงามความดีที่เธอช่วยชีวิตเขาเอาไว้ก็ตามที แต่เขาก็ยังรักสนุกและใช้ชีวิตอิสระ


พ่อกับแม่ของปริมขอคุยกับแม่ของณรินทร์เป็นการส่วนตัว 


หนุ่มสาวเลยต้องย้ายมานั่งที่ระเบียงบ้าน


ปรวิชญ์ ดูสถานการณ์ชักจะตรึงเครียดเขาเลยหาหัวข้อสนทนามาเริ่มคุย


“เอ่อ...คุณรินทร์ครับ ผม โปรด เป็นพี่ชายของปริมนะครับ”


“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” เธอตอบรับยิ้มเล็กน้อย โปรดมองหน้าน้องชายที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว


“บ้านคุณรินทร์น่าจะอายุเยอะมากเลยนะครับ ทรงไทยแบบนี้บางหลังก็รื้อถอนไปแล้วเพราะเก่ามาก” 


โปรดเป็นมัฑนากรมือหนึ่งมองแว๊บเดียวเขาก็สามารถรู้ได้ว่าเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนี้ทำจากอะไรอายุมากน้อยแค่ไหน


“ค่ะ น่าจะ 100-200 ปีได้ รินทร์ก็อายุยังไม่ถึง 100ก็เลยไม่รู้ว่ามันจะสักเท่าไหร่” เธอตอบเขา


ชายหนุ่มนึกขัน มองหน้าน้องชายที่นั่งเต๊ะท่าใส่ไม่พูดจา


“ถ้าให้ผมเดานะครับ น่าจะ 200 ปีได้ ดูจากไม้ที่เก่าแก่มากแล้วแต่คุณรินทร์คงจะรักษาไว้ดีมากนะครับ”


“ค่ะ รินทร์ก็ทำเท่าทำได้ค่ะ ดูแลไม่ให้มีปลวกขึ้น แต่ปกติพี่ชายจะมาดูทุกเดือน” เธอตอบเขา


ปริมเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าหญิงสาวมีพี่ชาย


“คุณรินทร์มีพี่ชายด้วยเหรอครับ”


“มีค่ะ 2 คน ทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ พี่ๆ ก็แวะมาทุกเดือนค่ะ”


“ดีครับ บ้านอยู่ไม่ไกล ขับรถแป๊ปเดียวก็ถึงแล้ว บรรยากาศที่นี่ก็ดีนะครับ ไม่มีมลพิษ”ชายหนุ่มกวาดตาไปรอบทิศ


พยายามหาเรื่องมาคุยแต่เขาก็ไม่รู้จะหาเรื่องอะไรมาคุยกับหญิงสาวที่พึ่งพบกันครั้งแรกแบบนี้เจ้าน้องชายตัวดีก็เอาแต่เงียบ


“บ้านเก่าๆ แบบนี้ มองดูจากภายนอกดูขลังดีนะครับ”


“ค่ะ บางทีบรรพบุรุษก็ออกมาเดินเล่นให้เห็นด้วยนะคะ” เธอแกล้งพูดเล่นแต่คือเรื่องจริง


“ปกติ หลัง 6 โมง แถวนี้ไม่ค่อยมีคนผ่านนะคะ เพราะเขากลัวกัน”เธอบอกเขา


ปริมที่นั่งนิ่งมานานถึงกับกรอกตาไปมา


โปรดหันไปมองน้องชาย


“แล้วมีคนเคยเห็นจริงๆ เหรอครับ” เขาถามอย่างอยากรู้


ณรินทร์มองโปรด แล้วพูดกดเสียงต่ำ


“มีสิ”


สายลมหอบใหญ่พัดมาทำเอา 2 หนุ่มสะท้าน


“อย่ามาหลอกกันเลย คุณน่ะน่ากลัวกว่าผีอีก”ปริมที่นั่งเงียบมานานรีบพูดแทรก 


แต่ใจจริงก็หวั่นๆแต่จะมาทำหน้าตื่นตะหนกต่อหน้าหญิงสาวก็กลัวเสียฟอร์ม


“อยากลองไหมล่ะ” หญิงสาวเอ่ยท้าทาย


โปรดเลยรีบตัดบท


“แล้วมีคนสนใจมาถ่ายหนังย้อนยุคที่นี่ไหมครับ”


ณรินทร์หันไปมองโปรด


“ไม่หรอกค่ะ ปู่ทวดท่านห่วงบ้าน”


“เหรอครับ...เอ๊ะ แล้วปู่ทวดคุณรินทร์ ท่านไปไหนล่ะครับทำไมเราไม่เห็น” โปรดถามพาซื่อ เพราะเขาเองก็เห็นมีเพียง ณรินทร์กับแม่อยู่ที่บ้าน


"ก็อยู่ตรงนั้นไง"


หญิงสาวบุ้ยใบ้ไปด้านหลังเขาด้านหลังเงาชายชรายืนถือไม้เท้ามองเขาอยู่ แต่ชายหนุ่มไม่เห็นมีใคร


“ไหนครับไม่เห็นเลย”


หญิงสาวอมยิ้ม


“ก็รูปที่แขวนอยู่ผนังนั่นไงคะ” เธอเอ่ย โปรดถึงกับหน้าถอดสี จมูกพลันได้กลิ่นบุหงารำไปลอยมากับลมถึงกับขนลุก


“เอ้อ...เอ่อ..ครับ..เดี่ยวผมขอไปห้องน้ำก่อนนะครับ”เขาขอตัวไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งน้องชายไว้กับหญิงสาว


“คุณไปล้อพี่ผมแบบนี้ ระวังเถอะ”


“ทำไม..ฉันไม่ได้ล้อซะหน่อย หน้าฉันเหมือนคนชอบล้อเล่นหรือไงคะ”เธอต่อล้อต่อเถียง


ปริมอยากจะกระโดดมาบีบคอหญิงสาวนัก เขาเองก็อกสั่นไม่หาย 


ตลอดเวลาที่อาศัยที่บ้านหลังนี้เมื่อเดือนก่อน เขารับรู้ถึงเรื่องพวกนี้ดี


“แล้วนี่ พวกคุณทำไมต้องยกโขยงกันมามากมายฉันนึกว่าคุณจะไปแล้วไปเลยซะอีก”


“คุณมีพระคุณกับผม การที่จะพาพ่อ แม่ มาขอบคุณคุณก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกครับ” 


ชายหนุ่มไม่เข้าใจว่าเขามีปมอะไรบนใบหน้าทำไม 


ผู้หญิงคนนี้ถึงมองเขาราวกับสิ่งที่ไม่มีชีวิต 


ทำเอาเขาเองรู้สึกขาดความมั่นใจทั้งที่เขาคือหนุ่มในฝันของผู้หญิงทั้งเมือง


“คุณพ่อกับคุณแม่ ท่านก็เกริ่นไปแล้วนิว่ามาเพราะอะไร”


“นี่เป็นมุขตลกก่อนบ่ายคลายเครียดเหรอ หรือตลกหกฉาก” เธอเอ่ยขำๆ


“ผมไม่ได้ตลกนะ หน้าตาผมเหมือนคนพูดตลกเหรอ” ชายหนุ่มพูดเอาจริงเอาจัง


ตั้งแต่เธอรู้จุดประสงค์การมาของครอบครัวเขา ดูการสนทนาของเธอไม่ค่อยเป็นมิตรกับเขาเท่าไหร่


“นี่ บอกไว้ก่อนนะ เรื่องแต่งงานไม่เคยอยู่ในหัวฉัน”


“อืม...เราก็ไม่ต่างกันหรอก ถ้าไม่มีเรื่องแบบนี้ ผมก็...” ชายหนุ่มรีบหยุดคำพูดที่จะเอ่ยต่อด้วยกลัวเหตุผลจะยิ่งขัดใจอีกฝ่าย


“ทำไม ผมก็อะไร?” ท่าทางการพูดก็ยังกะนักเลงหัวไม้หาความเป็นหญิงก็ไม่เจอ


ทำไมเขาจะต้องเอาชีวิตมาทิ้งกับผู้หญิงที่ไม่มีความอ่อนหวานแบบนี้ คิดแล้วให้รู้สึกคับแค้นใจ


“เจ้าสาวผม ต้อง สวย หุ่นดี น่าฟัด ไม่ใช่หน้าตาเรียบๆ บ้านๆ แบบนี้” 


เขาว่าจะรักษาน้ำใจอีกฝ่ายไว้แล้วเชียวแต่ปากก็พาลจนได้


ณรินทร์ขบกรามแน่น


“งั้นเชิญ...เชิญ พ่อ แม่คุณกลับซะ ถ้าจะมาแวะเพื่อกินน้ำกินท่าฉันไม่ว่าอะไร ถ้าจะมาพูดเรื่องบัดสีบัดเถลิงก็เชิญกลับไปได้เลย” 


หญิงสาวเดือดดาษจนหูตาแดง


โปรดกลับมาพบสถานการณ์อันเลวร้ายระหว่างหนุ่มสาว 


ถึงกับหน้าเหวอน้องชายลุกจากเก้าอี้อย่างโมโห 


ส่วนหญิงสาวหน้านิ่งเรียบแต่ก็ดูออกว่ากำลังโกรธ


พ่อกับแม่ออกมาที่ระเบียงพอดี ทั้งสองเลยระงับอารมณ์ไว้


“พ่อกับแม่คุยกันเสร็จแล้วนะ” แม่พลอยเอ่ยยิ้มๆ


“เสร็จ? แบบไหนครับแม่”


“เราจะรีบจัดงานแต่งให้ปริมกับหนูรินทร์ ในวันสิ้นปีใหม่ เป็นกฤษ์ดี”ผู้ใหญ่ต่างยิ้มแย้มยินดีกับการตกลงกันได้


ต่างกับหนุ่มสาวที่เดือดดาษจนหัวร้อน


“ไม่แต่ง!!!” ทั้งสองเอ่ยพร้อมกัน


“อะไรกัน” ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมองหน้าลูกตัวเองทั้งสองอย่างสงสัย


“คุยอะไรกันอยู่ พ่อกับแม่ ตกลงกันแล้วนะทางแม่ทิพย์ก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร 

แต่เราอาจจะฉุกระหุกหน่อยที่ต้องเตรียมงานกระชั้นชิดแต่เราก็เตรียมทันได้ 

จัดงานเล็กๆ แม่ทิพย์ไม่อยากจัดงานใหญ่โต” 


แม่พลอยเอ่ยมองหน้าลูกชายคนหล่อที่เหมือนกำลังโกรธอะไรอยู่


“บอกแม่คุณไปสิ ว่าอยากได้เมีย หุ่นเช้งกระเด็บ อกตูมก้นใหญ่หน้าสวยๆ” หญิงสาวเชิดหน้าใส่ชายหนุ่ม


แม่พอมองสถานการณ์ออก


“คุยอะไรกันอยู่นิ ปริม”


แม่ทิพย์จับแขนลูกสาวเพื่อเป็นการปราม


“รินทร์ ผู้ใหญ่คุยกันแล้วนะลูกจะมาพูดแบบนี้ไม่ได้นะ”


“แม่คะ...แม่ถามหนูก่อนได้ไหม ว่าหนูจะแต่งกับคนแบบนี้ไหม 

แม่ถามหนูไหมว่าหนูพร้อมจะแต่งงานหรือยังแล้วแม่รู้จักเขาดีพอที่จะยกลูกสาวให้แล้วเหรอคะ 

แม่บอกหนูเสมอมาควรเลือกผู้ชายที่ดีเป็นหัวหน้าครอบครัว

เขาดูแลเราได้แม่คิดว่าผู้ชายคนนี้เขาสมควรที่จะมาเป็นลูกเขยแม่แล้วเหรอคะ” 


แม่ทิพย์หน้าชากับคำพูดบุตร นางรู้ดีว่า บุตรคนนี้เวลาโกรธแล้ว 

พูดอะไรยาวเหยียดไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นได้พูดหรือแสดงความคิดเห็น 

แล้ววาจาทิ่มแทงไม่สนใจหน้าอิฐหน้าปูนผู้ใด


ปริมถึงกับหัวร้อนที่ถูกปรามาศว่าไม่เหมาะสมกับหล่อน


“เอ่อ..หนูรินทร์จ๊ะ เรื่องนั้น หนูอย่าเพื่งพูดไปก่อนสิจ๊ะ 

แม่เชื่อว่าลูกชายของแม่เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี หน้าที่การงาน ก็ดี 

หน้าตาก็ดีเขาต้องดูแลหนูได้ดีอยู่แล้วล่ะค่ะ 

ถ้าเจ้าปริมทำอะไรขัดใจหนูล่ะก็บอกแม่ได้เลยนะลูก 

หนูน่ะมีบุญคุณท่วมหัวชีวิตนี้ของปริมมันอยู่ในมือหนู ต้องให้หนูจัดการเต็มที่เลยลูก” 


คุณแม่พลอยหาช่องทางเพื่อให้อีกฝ่ายเย็นลงแม้นางจะรู้สึกหนักใจที่เจอว่าที่ลูกสะไภ้ปากหนักแบบนี้ 

แต่ก็ไม่อาจปล่อยโอกาสที่จะจับลูกชายดัดนิสัยบ้าง ส่วนปริมมองหน้าแม่ปริบๆเขาจะขยับปากโต้เถียง


 แต่ก็เหมือนมีอะไรมาบีบปากเขาไม่ให้พูด


นั่นก็เพราะปู่ทวดบีบปากเขาไว้


“แม่จะให้หนูรินทร์จัดการทุกอย่างเลยจ๊ะ หนูรินทร์อยากได้อะไร 

บอกแม่นะคะ แม่จะให้คนหามาให้ ค่าสินสอดหนูรินทร์จะเรียกเท่าไหร่ก็บอกแม่ค่ะ”


เมื่อผู้หลักผู้ใหญ่ ยอมอ่อนขนาดนี้ หญิงสาวก็ไม่อาจจะแข็งข้อใส่ได้


“ถ้าเป็นไปได้หนูไม่อยากแต่งค่ะ” เธอตอบเสียงอ่อน


“แม่ทาบทามสู่ขอหนูแล้วนะคะ แล้วแม่หนูก็ตกลงแล้วด้วยอย่าให้ผู้ใหญ่เสียคำพูดสิคะ”


“มันดูกระทันหันไปไหมคะ”


“หนูไม่ต้องห่วงเรื่องจัดงาน แม่มีทีมงานมืออาชีพแล้วแม่ทิพย์เองก็ตกลงกันแล้วเราจะทำแบบเรียบง่าย”


“ใช่จ๊ะ หนูรินทร์ ไอ้ปริมมันนิสัยยังเด็ก อย่าถือสาอะไรเขาเลย มีอะไรเราคุยกันได้ส่วนเรื่องสินสอด 

พ่อจะให้หนูเป็นเรียกเองแล้วกัน เรียกมาได้เลยเอาให้ปริมมันหมดตัวไปเลย” 

พ่อเอ่ยเสริมอีกคน


ณรินทร์มองผู้ปกครองของชายหนุ่ม ทำไมพ่อกับแม่ช่างแสนดีขนาดนี้ช่างต่างอะไรกับลูกราวฟ้ากับเหว


ปริมพยายามจะพูดอย่างอึดอัดแต่เขาไม่สามารถโต้แย้งอะไรได้เลยได้แต่อู้อี้อยู่อย่างขัดใจ


ณรินทร์มองหน้าทีละคนอย่างช่างคิด แล้วมาหยุดตรงหน้าหล่อที่น่าชังหนักหน้า


“ก็ได้ค่ะ” เธอขบฟันเม้มปาก เอาให้หมดสิ้นเนื้อปะดาตัวอย่างนั้นหรือ


“2 ล้าน ทอง 10 บาท” ปริมตาเหลือกลานกับคำพูดไร้สติของอีกฝ่าย


มีเพียงแม่พลอยกับพ่อที่ยังยิ้มหน้าบานอย่างยินดี


“ได้จ๊ะลูก ลูกอยากได้อะไรเพิ่มเติมไหม”


ณรินทร์มองว่าที่แม่สามีอย่างอ่อนน้อม


“ค่ะ หนูไม่สะดวกไปอยู่ที่บ้านคุณน้านะคะ” เธออ้อมแอ้มบอกว่าที่มารดาสามี


“ได้จ๊ะ หนูจะอยู่ที่นี่เหมือนเดิมก็ได้ แม่จะให้ปริมมาหาหนูทุกอาทิตย์แล้วก็อย่าเรียกน้านะ นี่คือแม่ ฮิฮิ” 


คุณแม่พลอยเข้าไปโอบไหล่กอดว่าที่ลูกสะไภ้แล้วหัวเราะอารมณ์ดี


ปล่อยให้ปริมขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่คนเดียว


โปรดลงจากเรือนก่อนเพื่อนเพื่อตรวจสอบรถอีกครั้งเขาก็แปลกใจที่รถกลับสตาร์ทติดอย่างง่ายดาย


หลังจากขึ้นรถแล้วโปรดทำหน้าที่พลขับ ปริมนั่งหน้าคู่พี่ชายด้วยความหมดเรี่ยวแรง


“บ้า บ้า บ้า บ้า กันไปแล้ว” ปริมพ่นบ่นหลังจากที่สามารถพูดได้แล้ว


ส่วนพ่อแม่ พี่ชายต่างอารมณ์ดี


“นี่ พ่อกับแม่ พี่โปรดอีก ทำไมอารมณ์ดีกันนัก” เขาต่อว่า


“ก็ดีแล้วนิ แกก็สมควรเหมาะกับหนูรินทร์ดี”


“ผู้หญิงอะไรปากร้าย หาความอ่อนหวานก็ไม่มี ดูสิเรียกสินสอดไม่ดูตัวเอง” เขาพ่นเป็นไฟอย่างหัวเสีย


“ฮ้าๆๆๆๆ อย่างแก ก็ต้องโดนแบบนี้แร่ะ” พ่อตอกกลับ


“พ่อ..ดูพ่อมีความสุขมากเลยนะครับ อยู่ๆมาจับผมแต่งงานกับชาวบ้านตาดำๆ แถวนี้ เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยทุกคน”

เขาตัดพ้อต่อว่าอย่างน้อยใจแล้วที่เขาพูดไม่ได้มันคืออะไรกัน


“ก็แหง่สิ ทีแรกพ่อก็นึกไม่ออกว่าบ้านเขาจะเป็นยัง พอได้มาเจอ 

พ่อก็ว่าดีออก แม่ทิพย์แค่คุยด้วย 2-3 คำ ก็รู้ว่าเป็นคนดี 

ดูช้างให้ดูที่หางดูนางให้ดูที่แม่ หนูรินทร์ดูภายนอกอาจจะดูแข็งๆ แต่ข้างในจิตใจเป็นคนดีนะ”


“นางมารร้ายล่ะไม่ว่า” พอรถออกจากบ้านเรือนไทยได้ เขามองกลับกระจกมองข้าง


 เห็นชายชราในชุดโจงกระเบนยืนโบกมือให้ เขาหันกลับไปมองอย่างเหลือกลานไม่มีเงาใครเหงือแตกท่วมทั้งที่นั่งอยู่หน้าแอร์

งานแต่งถูดจัดอย่างเรียบง่ายอย่างที่ฝ่ายเจ้าสาวต้องการมีเพียงญาติผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่าย และเพื่อนของบ่าวสาวเพียงไม่กี่คน


ชินแสได้มาร่วมงานแต่งนี้ด้วย พอก้าวลงจากรถชินแสก็รับรู้ได้ว่าบ้านนี้ไม่ธรรมดา 


พอได้เห็นหน้าหญิงสาวตรวจดวงชะตาท่านก็อมยิ้ม


“ขอให้พวกลื้อสองคนครองคู่กันอย่างมีความสุข หนักก็เอาเบาก็สู้ 

อยู่จนถือไม้ยอดทองกระบอกยอดเพชร 

พวกลื้อต่อสู้กับการพลัดพรากมาหลายขวบปีแล้วสมหวังเสียที” 

ท่านชินแสเอ่ยคำอย่างแปลกประหลาดทำเอาบ่าวสาวงุนงง


“พลัดพรากอะไรกันครับ” ชายหนุ่มถาม


“ลื้อก็เลิกเสเพลได้แล้ว มีครอบมีครัวก็ดูแลครอบครัวให้ดีแม่หนูมีโหวงเฮ้งดี เป็นแม่ศรีเรือน แล้วยังเป็นผู้มีดวงเหนือเจ้า” ชินแสเอ่ย


สร้างความไม่พอใจให้ชายหนุ่มที่เกิดเป็นชายแต่ต้องมาถูกเมียข่มเหง


“ผมไม่กลัวเมียหรอก”


“ฮ้าๆๆๆ ก่อนแต่งทุกคนก็พูดแบบนี้แร่ะ ลื้อแต่งไปแล้ว อั๊วจะคอยดู”


 ชินแส หัวเราะอารมณ์ดี


“ดูท่าประวัติไม่ดีล่ะสิ” หญิงสาวพูดเหน็บเขา


ชายหนุ่มหันมามองตาขวาง


งานแต่งผ่านไปด้วยดี โดยทั้งสองพยายามทำตัวนิ่งที่สุดเพื่อไม่ให้พ่อกับแม่ขายหน้า


คืนส่งตัวเข้าหอ ชายหนุ่มคิดจะหนีออกจากห้องหอกลับบ้าน 


แต่ข้างนอกก็โดนปิดกั้นจากแม่เฒ่าพ่อแก่ ทำให้เขาอารมณ์เสีย 

หญิงสาวมองดูสถานการณ์นิ่งๆ


“คิดว่าฉันอยากนอนกับคุณนักหรือไง แค่คิดก็หยะแหยงแล้ว”เธอเริ่มประเด็นสงครามก่อน


“ฮืม ผมก็ไม่คิดจะเสียตัวให้ผู้หญิงบ้านๆ แบบคุณหรอก”


“คิดว่าตัวเองหน้าตาดีเกินไปหรือไง”


“ฮืม...อย่างน้อยผมก็ติดโผท็อปเทนหนุ่มหน้าตาดีของปีแล้วกัน”


หญิงสาวไม่ได้สนใจคำพูดเหล่านั้น ตัวเขาโตเปล่าแต่ก็พูดราวกับเด็ก


“เรามาตกลงกันดีกว่า”


ชายหนุ่มหันมามอง


“ตกลงอะไร” เขาเอ่ยถามอย่างสนใจ


“ฉันไม่ได้อยากแต่งงานกับคุณ คุณก็ไม่ได้อยากแต่งงานกับฉัน 

งานแต่งอะไรนี่ฉันก็งงเต็มที จะให้อยู่กินกับสามีความคิดไม่โตอีก 

ฉันไม่เอาอนาคตมาทิ้งหรอก” 


คำพูดเชือดเฉือนคนแบบนี้ไปเรียนรู้มาจากไหนกันนะแม่คุณ


“แล้วคิดว่าผมอยากได้ผู้หญิงหน้าตาบ้านๆ เป็นเมียหรือแค่ให้จับปลายผมก็ขนลุกแล้ว” ชายหนุ่มตอบโต้


“ก็เอาเถอะ แม่บอกฉันหมดแล้ว ที่พ่อกับแม่คุณขอฉันแต่งงานฉันก็ไม่อยากจะเชื่อ คนอย่างคุณจะเชื่อเรื่องดวง เป็นถึง ท็อปเทนหนุ่มหน้าตาดีของปี”


“ถึงผมไม่เชื่อ แต่ผมก็ขัดพ่อกับแม่ไม่ได้ แล้วเหตุการณ์มันบังคับ”


“เพราะงั้นเราก็แค่ตกลงกัน”


“ก็ว่ามาสิ”


“เราจะแต่งแค่ในนามเท่านั้น เมื่อถึงเวลานึง เราก็เลิกกัน ในระหว่างนี้ เราก็แสร้งทำตามหน้าที่ของลูกที่ดีไปก่อน

เราจะไม่จดทะเบียนกัน ฉันจะไม่ยุ่งกับคุณแล้วคุณก็ต้องไม่ก้าวก่ายชีวิตฉัน”


“สบายมาก”


“เมื่อดวงชะตาของคุณเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นแล้ว เราค่อยหาทางเลิกกันโดยที่ไม่ทำให้ทั้งสองฝ่ายเสียใจ”


“ก็เป็นความคิดที่ไม่เลว”


ปริมสบตามาดมั่นดวงโต ในเวลานี้ เขาคิดว่าเธอจะเต้นผางๆ แว๊ดๆโวยวายกับเขา ดีดดิ้นไม่ให้เขาเข้าใกล้ 

แต่กลายเป็นว่า เธอนั่งราวกับเป็นนางหงส์นิ่งลึกสุขุม ควบคุมสถานการณ์ได้ 

ชี้ทางออกอย่างแจ่มใสให้กับชีวิตเขา พาลคิดไปว่าเขาเองเป็นผู้ชาย 


นักธุระกิจหนุ่มหล่อไฟแรง เป็นผู้นำของเหล่าพนักงานร่วมร้อย 

มีแนวคิดเป็นเริศมีไอเดียล้านแปด กลับมานั่งยินยอมกับแม่สาวบ้านๆ อย่างเรียบร้อย


“โอเคร ผลการตกลงของเราก็สัมฤทธิ์ผล คุณนอนพื้นแล้วกันฉันจะนอนบนเตียง” หล่อนลุกขึ้นสรุปความอย่างง่ายดาย


“อ้าวววว...ให้ผมนอนพื้นได้ไง”


“ก็นี่มันเตียงฉันนิ” ดวงตากลมโตมองเขาดุเข้ม ชายหนุ่มพูดอะไรไม่ออก




Create Date : 05 มกราคม 2562
Last Update : 5 มกราคม 2562 15:34:22 น.
Counter : 672 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

unitan
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]