All Blog
--- บั น ทึ ก ก า ร วิ่ ง ม า ร า ธ อ น EP. 2 ---































เช้าวันอาทิตย์ พวกเราลงมาที่ห้องอาหารราว ๆ 6.45 น. เพราะห้องอาหารโรงแรมเปิด 7 โมงตรง มีนักวิ่งมานั่งตามโต๊ะเกือบทุกโต๊ะแล้ว และตรงเคาเตอร์อาหารมีขนมปัง(แทนข้าว) แฮม เนย ชีส น้ำเปล่า น้ำผลไม้ กาแฟ ผลไม้วางเกือบครบแล้วเช่นกัน นักวิ่งต่างชาติคนหนึ่งไปเปิดประเดิมก่อน เราเลยได้ตามไปเข้าแถวเตรียมโหลดมื้อเช้าไว้ด้วย เร็วกว่าเดิม 15 นาทีดูเหมือนมีเวลาเยอะ เรากินแล้วจะได้ออกเดินทางไปสนามวิ่ง

เมื่อคืนนอนหลับดีมาก นอนรวดเดียวตื่นเลย ถ้าวิ่งไม่ดีจะโทษการนอนไม่ได้แล้วนะ

ฉันหยิบขนมปัง แฮม เนย ชีส มาทำเป็นแซนวิชไส้หนา ๆ พยายามเคี้ยวอย่างช้า ๆ ขนมปังเขาแน่น เหนียวเคี้ยวยากมาก เมื่อยปากแต่ก็ต้องกินให้หมด รวมทั้งกล้วยหอม ฉันกินกล้วยสองผล ไม่กินอย่างเดียวคือกาแฟ กลัวปวดท้องเข้าห้องน้ำ คิดว่าร่างกายพร้อมมาก อยากไปปล่อยพลังแล้ว วู้วววว

พยากรณ์อากาศบอกเราว่า วันนี้ฝนจะตกทั้งวัน เริ่มตั้งแต่ 10 โมงเช้า จะตก ๆ หยุด ๆ และตอนบ่ายจะตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ งานนี้ก็สนุกอีกงานแล้วสิ ปีนี้วิ่งกลางสายฝนมาหลายงานแล้ว เริ่มตั้งแต่โตเกียวมาราธอนมาเลย งานนั้นอุณหภูมิ 3 องศา ฝนตกตั้งแต่เข้าแถวก่อนปล่อยตัวเกือบสองชั่วโมง สงสารคนที่ไม่ได้เอาเสื้อกันฝนมา ฝนอย่างเดียวก็แย่แล้ว นี่อากาศเย็นเจี๊ยบ เราก็ต้องนิ่งทำสมาธิภายใต้เสื้อกันฝน แต่งานโตเกียวนั้น ฉันแต่งตัวครบมาก มีเสื้ออุ่นแนบตัว เสื้อวิ่ง เสื้อกันลมกันฝน สวมกางเกงสองชั้น ทั้งขายาวและขาสั้นข้างนอกอีกตัว แถมยังมีเสื้อกันฝนคลุมลงไปครึ่งเข่า แต่งตัวซะหนักเลยแต่อุ่น จะได้ไม่ปวดฉี่ งานนั้นจะไปต่อแถวเข้าห้องน้ำคงกลับมาไม่ทันคัทออฟแน่ ๆ มีคัทออฟตั้ง 9 จุด ทำเป็นเล่นไม่ได้ ใครก็รู้ว่า วินาทีเดียวก็ไม่ได้ กติกาเขาเข้มมาก เป๊ะเวอร์ แต่ทุกคนเคารพกติกานี้ค่ะ เพียงแต่ตอนที่เห็นเชือกสีเหลืองพาดสองข้างถนนไม่ให้นักวิ่งที่มาไม่ทันเวลาแล้วใจหาย เขาจะเคลียร์นักวิ่งที่มาไม่ทันคัทออฟขึ้นรถบัสเป็นจุด ๆ ไป

งานนั้นฉันก็วิ่งสุดกำลัง ขอผ่าน คัทออฟที่ 5 และ 10 กิโลแรกก่อน อย่าเพิ่งโดนตัดออกแต่แรก มันจะเสียขวัญ ตั้งใจว่า วิ่งไปแล้วจะถอดเสื้อกันฝนทิ้งข้างทาง แต่แล้วก็ไม่ได้ทำ สวมอย่างนั้นจนเข้าเส้นชัย แต่งตัวพร้อมขนาดนั้นยังหนาวสั่นแทบแย่ แต่ดีที่สามีดูแล มีชุดมาเปลี่ยนให้หลังเข้าเส้นชัยไปแล้ว ไม่ต้องแช่ในชุดเปียก ๆ โดยเฉพาะรองเท้าและหัว

ทั้งที่มีประสบการณ์จากตรงนี้แล้วแต่ฉันยังชะล่าใจ คิดว่าเคยวิ่งกลางฝนมาหลายงานทั้งเทรลที่แม่แจ่มและสนามแม่เมาะ งานนี้เราอยากใส่เสื้อที่ระลึกของเบอร์ลินสีส้มตัวนี้โดยไม่ใส่เสื้อกันฝนคลุมตอนวิ่ง ทั้งที่เราเตรียมเสื้อประเทศไทยของเรามาแล้วนะ ส่วนกางเกงก็ใส่ขาสั้น เราสองคนแต่งตัวเหมือนกันเลย คิดแค่ว่า ใส่ขาสั้นจะวิ่งสะดวกกว่า ถึงเจอฝนก็คงไม่หนาวมากเพราะเราวิ่งอยู่ ความร้อนในร่างกายน่าจะพอดีกัน

เราออกจากโรงแรมเจ็ดโมงครึ่ง นั่งรถไฟไปสนามอีก 40 นาที บนรถไฟเต็มไปด้วยนักวิ่งนานาชาติ ดูจากการแต่งกาย ข้อมือและชิปที่ผูกอยู่บนรองเท้าวิ่ง ฟังเขาทักทายกัน มาจากทั่วทุกมุมโลกแหละงานนี้ นักวิ่งมาราธอนไม่เหมือนนักวิ่ง 50/100/200หรือ400 เมตร ที่อาศัยความเร็วเป็นหลัก นักวิ่งเหล่านี้แหละที่เราเป็นไม่ได้ ส่วนใหญ่จะแข้งขาเล็ก ๆ ตัวเพรียว ๆ ดูหุ่นก็รู้ว่าวิ่งเร็ว

แต่นักวิ่งมาราธอนจะดูหุ่นหรือรูปร่างไม่ได้เลย ไม่ว่าสูงต่ำ อ้วน เตี้ย ก็วิ่งได้ ใคร ๆ ก็วิ่งได้ถ้าอยากวิ่ง ใคร ๆ ก็วิ่งดีได้ถ้าซ้อมมาอย่างดี เรามองภายนอกไม่รู้ ดูไม่ค่อยออกนอกจากรอดูตอนเขาห้อยเหรียญแล้วนั่นแหละ

ลงจากรถไฟ เราก็เดินไหลไปกับเขา ใจเดียวกัน ทางเดียวกันหมด อากาศเย็นลง น่าจะอยู่ที่ 12-13 องศา ใบไม้กำลังเปลี่ยนสี ฝนตกมาปรอย ๆ แค่เดินจากสถานีรถไฟไปยังสนามก็เกือบสองกิโลแล้ว ได้เดินวอร์มกันไปในตัว เช้านี้ดูสดชื่นกันทุกคน ฉันก็ใจพร้อมมากเพราะได้กินอิ่ม นอนหลับ ขณะเดินไปสนามก็เก็บภาพระหว่างทางไปเรื่อย ๆ ฉันไม่ใช่นักเดินทาง ไม่เคยไปที่ไหนไกล ๆ แบบนี้บ่อย ๆ ความแปลกตาทำให้มองอะไรก็สวยงาม น่าสนใจ ดึงดูดใจให้เก็บภาพไปหมด

น้อง ๆ กองเชียร์ทั้ง 5 คนนั้น สองคนเป็นนักวิ่งที่วิ่งด้วยกันมาตลอด แต่งานนี้ไม่ได้ลงสนามด้วยกัน อีกสามคนเป็นกองเชียร์จริง ๆ เตรียมข้าวปลาอาหารมาทำให้เรากินด้วย พวกเธอเตรียมธงชาติและเตรียมใจมาเชียร์พวกเราในวันนี้ และกำลังพาพวกเราไปส่งที่จุดสตาร์ท

เราจะผ่านตึกรัฐสภาที่เรามาถ่ายรูปเล่นกันเมื่อวาน แต่วันนี้ถ่ายในชุดวิ่งกันอีกรอบ และถ้าหากเข้าเส้นชัย เราก็จะมาตรงนี้อีกครั้งหลังจากรับเหรียญแล้ว คาดว่าน่าจะวิ่งจบนะถ้าไม่มีอุบัติเหตุอะไร

เขาปล่อยตัวนักวิ่ง 9 โมงตรง มีนักวิ่งงานนี้ทั้งหมด 4 หมื่น 6 พันคน จะแบ่งออกเป็นบล็อก A ถึง H

บล็อก A นั้นเป็นนักวิ่งอีลิท / บล็อก B ถึง G นั้นก็นักวิ่ง sub 4 หมายถึงวิ่งมาราธอนต่ำว่า 4 ชั่วโมง พวกเราสามคนนั้นอยู่บล็อก H ซึ่งไม่ต้องอธิบายอะไรมาก วิ่งจบเหมือนกันแต่อาจจะช้าหน่อย แต่ในจำนวนนักวิ่งเหล่านี้ ฝีเท้าที่วิ่งจบมาราธอนสี่ชั่วโมงกว่า ๆ นั้นเยอะมาก และตั้งใจมาทำลายสถิติตัวเองในสนามตำนานนี้ด้วย

เขาจะปล่อยตัวทีละบล็อก ห่างกัน 10 นาที บล้อกของเราก็จะถูกปล่อยตัวตอน 10.10 น. แต่ใช้เวลา Chip Time / Cut oFF 6 ชั่วโมง

ฉันคิดแค่ว่า ทำยังไงก็ได้อย่าวิ่งเกินเพซ 8 หรือ 8.30 เป็นใช้ได้ ไม่งั้นคงไม่ทันเวลาคัทออฟแน่ ๆ โชคดีที่ระหว่างทางไม่มีการคัทออฟตามจุด แต่มีจุดเช็คพ้อยต์กิโลที่ 10 / 21 และ 35 มาให้รู้ว่าวิ่งมาตามเส้นทางจริง ไม่ทราบว่าต่างประเทศมีนักวิ่งโกงหรือเปล่า ไม่คิดว่านักกีฬาที่มาวิ่งขนาดนี้แล้วจะคิดเรื่องพวกนี้ด้วย

เราไม่เซ็งหงอยอะไรกันนะ แม้ว่าเขาปล่อยตัวนักวิ่งบล็อก A ไปแล้ว มีการเปิดเพลงและบิ้วท์อารมณ์นักวิ่งสารพัด แค่เพลงก็คึกคักจนหายหนาวทั้งที่ฝนเริ่มมาโปรยปราย ฉันสวมเสื้อกันฝนที่เตรียมมาด้วย งานนี้กะว่าจะถอดทิ้งข้างทางแน่ ๆ อยากวิ่งตัวเบา ๆ ไม่อยากหอบอะไรพะรุงพะรัง

น้องที่วิ่งด้วยกันนั้น เป็นความหวังของหมู่บ้านเลยทีเดียว เราดันให้เธอไปแถวหน้า ๆ ตอนปล่อยตัว เพราะงานนี้มีความสำคัญต่อเธออย่างยิ่ง เธอต้องการทำเวลาให้ดีเพื่อจะได้ใช้เป็นใบรับรองในการสมัครสนามบอสตันมาราธอน

ในบรรดางานมาราธอนเมเจอร์ทั้ง 6 แห่งนั้น ( มีสนามชิคาโก ลอนดอน เบอร์ลิน โตเกียวและบอสตัน ) มีสนามบอสตันแห่งเดียวที่ต้องใช้สถิติในการสมัคร อีกห้าสนามนั้น ขอมีแรง มีเงินค่าสมัครวิ่ง ก็พอจะเป็นไปได้ หลังจากนั้นก็ต้องมีดวงเพราะเขาจะจับฉลากสุ่มเลือกจากนักวิ่งทั่วโลกที่สมัครเข้ามาในแต่ละปี ให้โอกาสกับทุก ๆ คนแม้จะวิ่งไม่เก่งมาก ขอให้วิ่งจบภายในหกชั่วโมงก็สามารถสมัครมาวิ่งได้ อย่างไรก็ตาม ซ้อมมาให้ดี จะได้วิ่งสนุกทุกสนาม

ใกล้เวลาจริง ยิ่งตื่นเต้น ความรู้สึกแบบนี้ไม่เคยหายไปไม่ว่าจะลงสนามไหน เพียงแต่ระยะมินิมาราธอน เราอาจจะวิ่งเป็นธรรมชาติมากขึ้น ไม่ค่อยกังวลสำหรับระยะนี้

ส่วนฮาล์ฟมาราธอน ก็จะตื่นเต้นนิดหน่อย รู้ว่าเหนื่อยแต่ก็ยังรู้ว่าจะวิ่งให้จบได้

แต่ระยะมาราธอนนี่ ไกลมาก ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นระหว่างทาง เราต้องมีสมาธิ อยู่กับตัวเอง อย่าวิ่งตามคนอื่น วิ่งให้เหมือนตอนซ้อมมาแม้ว่านักกีฬาคนอื่นจะแรงดีทำให้เราเผลอวิ่งตามเขา อย่าเผลอนะเดี๋ยวจะวิ่งไม่จบ เพราะเคยทำแบบนั้นและขาตาย ก้าวแทบไม่ออกเลยทีเดียว

การวิ่งตามเพซเซอร์ของงานก็ดีถ้าซ้อมมาดีและตามเขาทัน แต่ตอนที่เพซเซอร์พาลูกโป่งค่อย ๆ เคลื่อนผ่านข้างตัวไป และค่อย ๆ ลอยห่างไปข้างหน้า ใจหวิว ๆ เลย เหมือนคนรักจากไปยังไงยังงั้น เพียงหลุดโฟกัสจากลูกโป่ง มันก็หายไปเลย แรงเราก็เหมือนจะน้อยลงเมื่อระยะหลัง 21 กิโลเป็นต้นไป

งานนี้ หลังจากปล่อยตัวแล้ว เราจะวิ่งผ่านอาคารรัฐสภาเยอรมนี เดอะไรช์ทาค ซึ่งเคยเป็นที่บัญชาการใหญ่สมัยอาณาจักรไรซ์ที่สามปกครองเยอรมนี

ว่ากันว่า ที่เยอรมันมีสวนสาธารณะกว้างใหญ่ของเมืองซึ่งมีเสาชัยชนะหรือเสาชัยชนะแห่งเบอร์ลินอยู่ตรงกลาง ยอดเสาจะมีรูปปั้นวิคตอเรีย เทพธิดาแห่งชัยชนะซึ่งมีน้ำหนักถึง 35 ตันอยู่บนยอด คนท้องถิ่นตั้งฉายาให้เธอว่า Golden Elise ผู้หญิงที่หนักที่สุดในเบอร์ลินเลยก็ว่าได้

เราวิ่งผ่านจุดนี้ก็ได้แต่เหลือบตาขึ้นมานิดนึง แต่ต้องมองทางวิ่งที่นองไปด้วยน้ำฝนมากกว่า ถนนของเขาบางช่วงก็เป็นแอ่งน้ำฝนเย็น ๆ เหมือนกัน แม้ถนนจะเป็นทางราบ มีบางช่วงเป็นเนินยาว ไม่ค่อยรู้สึกตัวหรอกว่าเนินยาวแค่ไหนเพราะไม่ได้มองไกล คนเยอะมาก มองตามหลังนักวิ่งข้างหน้าไปเรื่อย ๆ มองไกลก็จะใจเสีย เพราะมีนักวิ่งล่วงหน้าไปก่อนแบบมืดฟ้ามัวดินเลยล่ะ

ผ่านกิโลที่ 11 ก็เป็นย่านจัตุรัสอเล็กซานเดอร์ เป็นบริเวณที่พักของพวกเรา บอกตัวเองว่าตอนนี้เราวิ่งมาได้ 1 ใน 4 ของระยะมาราธอนแล้ว

ฉันยังวิ่งตามสามีไปเรื่อย ๆ ตัวเปียก หัวเปียกเพราะหมวกเราเป็นแบบครึ่งหัว มีแค่ปีกหมวกเท่านั้นที่กันฝน น้องก็บอกแล้วว่า หมวกกันฝนก็สำคัญนะพี่ หัวจะไม่เย็น แต่ฉันไม่มีนั่นเองและไม่ชอบใส่เสียด้วยสิ ฉันอาจจะวิ่งเทรลมากกว่า หมวกเปิดแบบที่ชอบใส่จะระบายอากาศได้ดี แต่งานนี้ทำให้เย็นยะเยือกถึงตาตุ่มเลย

ฉันยังวิ่งสนุกไปได้เรื่อย ๆ เพราะวิ่งตอนซ้อมก็ประมาณนี้ คุมเวลาไม่ให้เกินเพซ 8 และวิ่งมาจน 21 กิโล ผ่านจุดเช็คพ้อยต์ไปสักหน่อยหนึ่ง มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นจริง ๆ คือ ตะคริวค่ะ ตะคริวขึ้นทั้งสองขาเลย คิดว่าอากาศเย็นมาก รองเท้าวิ่งแช่น้ำเย็นมาสักพักนึงแล้ว ไม่รู้จะทำยังไงดี ตกใจนะ เราไม่มีสเปรย์ยาชา ยาแก้ปวดอะไรทั้งนั้น เพราะไม่เคยตะคริวขึ้น ถึงอยากจะพกติดตัวกันเหนียวก่อนเข้าสนาม เขาก็ไม่ยอมให้ผ่านเข้าไปได้ ข้างสนามก็ไม่มีหน่วยพยาบาลหรือเรายังวิ่งไปไม่ถึงจุดพยาบาลไม่ค่อยแน่ใจ คือไม่ได้ดูหน่วยพยาบาลตามแผนที่เลย หันไปทางไหน นักวิ่งก็วิ่งกันตัวเบาเหมือนเรา ไม่มีใครพกเป้หรือพกสเปรย์มาฉีดขาฉีดแข้งกันสักคน

บอกสามีไปว่า ตะคริวขึ้นนะ คงต้องช้าลงแล้ว แต่คิดว่าไปเองได้ อยากไปช้ากว่านี้ ยกขาสูงกว่านี้ไม่ได้ ตะคริวจะขึ้นหน้าแข้งอีก

โชคดี สามีไม่ได้พูดอะไร เขาก็เฉย ๆ รอได้

บางทีก็ต้องทำใจละนะ ฉันบอกแต่แรกแล้วว่า ฉันวิ่งเองได้ ไม่อยากเป็นภาระเขา ไม่อยากเห็นการชักสีหน้าหรือหงุดหงิด นิดเดียวก็ไม่ได้ ฉันจะเสียความรู้สึกและกังวลไปต่าง ๆ นานา ค่อนข้างเซ้นสิถีฝกับเรื่องพวกนี้ เราแรงไม่เท่ากันจะให้วิ่งเหมือนกันได้อย่างไร ไม่มีใครอยากวิ่งไม่จบหรอก แต่เกิดอะไรขึ้นก็ต้องดูสถานการณ์และประเมินตัวเองอยู่แล้ว

อาการนี้คือ ดึงร่างกายให้ช้าลง อย่ายกเท้าสูงและอย่าตื่น ทำสมาธิและค่อย ๆ ไป ช่วงนี้ขากำลังเริ่มล้าแล้ว เรื่องเหนื่อยเป็นเรื่องธรรมดา แต่ช่วงหลัง ๆ เวลาลงสนาม ฉันเลิกคิดเรื่อง DNF จะไม่ท้อและคิดดีอย่างเดียว ระยะมาราธอนนี้ห้ามท้อ ถ้าท้อแล้วจะหมดแรง วิ่งมาครึ่งทางแล้ว อีกแค่ครึ่งทางเท่านั้น ก็คิดเก็บระยะไปทีละห้ากิโล นับถอยหลังไปแบบนี้ท่ามกลางฝนพรำและความหนาวเย็น ทั้งที่วิ่งไม่หยุดแต่เหมือนร่างกายไม่อบอุ่นเอาเสียเลย

เราวิ่งมาถึงกิโลที่ 28 เกือบจะ 29 เสียงโทรศัพท์สามีดังขึ้น บอกว่าน้องอีกคนเข้าเส้นชัยไปแล้ว ทำ New PB ได้ด้วยและได้สถิติสำหรับสมัครบอสตันได้ โอ๊ยยยย อยากจะกระโดดกรี๊ดแต่ตะคริวต้องขึ้นทั้งตัวแน่ ๆ เราสองคนนี่ยิ้มหน้าบานเลย ดีใจสุด ๆ แม้สภาพฉันตอนนี้ยังระหกระเหินลุยฟ้าลุยฝนอยู่เลย ตะคริวแหย่มาตลอด มันเกาะหนึบทั้งสองข้างจนเผลอยกขาสูงไม่ได้ ขณะที่เราซอยเท้าสั้น ๆ ถี่ขึ้น นักวิ่งต่างชาติข้าง ๆ ที่สวม ไนกี้ Next% รอบตัวฉันเดินก้าวยาว ๆ แต่เร็วมากกกก

คุณลุงหลายคนก็ใส่ Next% ด้วย หันไปทางไหนก็มีไนกี้รุ่นนี้ทุกสี ไม่รู้ว่าเมืองนอกรองเท้านี้ก็ดังด้วย ฉันนึกว่ามีแต่นักวิ่งบ้านเราเสียอีก ฉันมองหาแต่คนที่สวมรองเท้าเหมือนฉันมากกว่า งานนี้ฉันใส่ ออน รันนิ่งนะเพราะนิวตั้นทรยศ ทำให้ปวดรองช้ำมาเป็นเดือน ตัดสินใจลองใส่ออน รันนิ่งครั้งแรก ไม่รู้จะมีปัญหาหรือเปล่า แต่ต้องไว้ใจกันหน่อยล่ะ เคยใส่จ็อกกิ้งมาอาทิตย์กว่า ๆ เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาและไม่ปวดรองช้ำมากไปกว่าเดิม

หลังกิโลที่ 35 สามีฉันวิ่งล่วงหน้าไปยืนรับโทรศัพท์และส่งไลน์ รอถ่ายรูปฉันส่งให้ลูก ๆ

เด็ก ๆ ส่งเสียงเชียร์ให้แม่สู้ ๆ หน้าตาฉันสดชื่นอยู่นะ ไม่รู้ร้อน รู้แต่โคตรหนาว +_+

ดูเวลาก็คิดว่าน่าจะวิ่งทันนะ อีก 7 กิโลภายในสองชั่วโมง

ฉันว่า ฉันคงเป็นนักวิ่งจากไทยที่วิ่งช้าสุดแล้วมั้งงานนี้ เห็นว่านักวิ่งไทยมีถึงสามร้อยกว่าชีวิตเลยค่ะ แต่ฉันก็พยายามสุดแล้วที่จะประคองตัวให้ถึงประตูบรันเดนบูร์ก ในหัวมีแต่ภาพที่ตัวเองวิ่งผ่านประตูชัย แต่ไม่ชะล่าใจนะ

เห็นใจแต่สามีนี่แหละที่เขาไม่วิ่งทำเวลาดี ๆ ของเขา แต่ต้องมาวิ่งเป็นเพื่อนกับฉัน ก็เขาเป็นเสนอเอง ฉันไม่ได้ขอร้องเพราะคิดว่าการซ้อมน่าจะทำให้ฉันผ่านงานนี้ได้

เขาบอกตลอดว่า อยากมีรูปวิ่งด้วยกัน ไม่รู้จะทำเวลาไปทำไม ไหน ๆ ก็ได้มาวิ่งด้วยกันแล้ว

ฉันดีใจที่สุดแล้วนะที่เขาไม่รำคาญกับการวิ่งช้าของฉัน ก็พากันไปเรื่อย ๆ

อยากบอกว่า สองกิโลสุดท้ายนี้เป็นนรกสำหรับคนที่ตะคริวจ่อมาตั้งแต่หลังกิโลที่ 21 แล้ว ไม่สนุกเลย ต้องคุมสติดี ๆ

งานนี้มีน้ำเกลือแร่ น้ำกิน กล้วยหอม แอปเปิ้ลเหลือเฟือ โดยเฉพาะแอปเปิ้ล หวานกรอบมาก ฉันรับมากินเต็มมือ ไม่หิวเลยนะ แต่กินแล้วอร่อยดี เสียแต่ท้องเสียกับเกลือแร่ของเขา ไม่รู้ยี่ห้ออะไรไม่เคยกิน มีน้ำชามะนาวอุ่น ๆ อีก ฉันดื่มไปหลายแก้ว ถ่ายเป็นน้ำหยอด ๆ ระหว่างวิ่งด้วย แต่เป็นช่วงท้าย ๆ ช่วงห้ากิโลสุดท้าย จะเข้าห้องน้ำก็เกรงใจสามี กลัวเขาจะรอ เพราะเขาวิ่งนำหน้าไปเป็นช่วง ๆ นึกแล้วสงสาร วิ่งไปก็หันหลังมาดูว่าฉันตามเขาไปหรือยัง ฉันน่ะ ไม่ท้ออยู่แล้ว เชื่อว่ายังไงก็ไปได้ บอกเขาไปล่วงหน้าก่อนก็ได้ แต่พูดครั้งเดียว ไม่พูดซ้ำเพราะก็รำคาญตัวเองเหมือนกัน ตกลงกันแล้วก็ต้องไปตามนั้น

ฉันหยิบเจลในงานมาหนึ่งซอง แต่ไม่กินหรอก เอามาไว้เป็นที่ระลึกจากงาน แค่ฉันกินเกลือแร่ น้ำ กล้วย แอปเปิ้ลในงานก็จุกแล้ว ไม่ได้หิวเหมือนตอนวิ่งที่โตเกียวนะ ตอนนั้นหิวข้าวมาก กินก่อนวิ่งน้อยไปหน่อย แต่งานนี้กินดี นอนดี เสียตะคริวนี่แหละ มาตอด ๆ ให้รำคาญ

จบการแข่งขัน มาคิดทบทวน ไม่มีมาราธอนครั้งไหนที่สมบูรณ์สักครั้งตั้งแต่วิ่งมา มาราธอนแรกก็เหนื่อยใจแทบขาด แถมใส่กางเกงรัดกล้ามอีกทั้งที่ไม่เคยใส่ซ้อมสักครั้งเดียว หายใจไม่ออกต้องถอดกางเกงข้างทางกิโลที่ 15 และใส่ขาสั้นวิ่งต่อ สามีก็ทั้งเร่งทั้งลากทั้งขู่ไม่ให้เดิน อย่าเดิน อย่าเดิน เดินแล้วเมื่อไรจะจบบบบบ เฮ้ออออ ฮ่วยยยยย

วิ่งเมืองไทยมาราธอนเป็นครั้งที่สองก็สะบักสะบอมเพราะซ้อมน้อย เป็นหวัดก่อนแข่งอีก เริ่มรู้มานิดนึงว่า อย่าหวังเรื่องเวลาถ้าไม่ซ้อม
ต่อมาก็มาราทอนเทรล ก็ป่วยหนักก่อนแข่งเดือนนึงทั้งที่ซ้อมหนักมาตลอด

งานเขาค้อก็เป็นมาราธอนโหดไปสำหรับคนไม่ค่อยแข็งแรงเพราะไม่เคยซ้อมทางชันและดาวฮิลล์ แดดเผา กลัวฮีทสโตรก หากตายกลางแดดจะว่าไง แต่ก่อนจะขี้กลัวอยู่เหมือนกันนะ

ครั้นมาบุรีรัมย์ก็ท้องเสียกิโลที่ 12 วิ่งเข้าห้องน้ำ ปวดบิด ร้องไห้ อยากออกจากการแข่งขัน ร้อนจนตับแล่บ เข้าห้องน้ำถึงสามครั้ง ใจสั่น ดีที่เอาเกลือแร่ผงติดตัวไป เดินจิบ เดินครึ่งทาง วิ่งครึ่งทางจนจบ สะโหลสะเหลเลย นี่ก็วิ่งเป็นสนามรองก่อนไปโตเกียวมาราธอน พอเจอโตเกียวก็อากาศหนาวและฝน ชุดก็หนักพะรุงพะรัง แถมหิ้วท้องวิ่งอีก หิวเป็นบ้า วิ่งหนีคัทออฟมันมาก ๆ ให้ตายสิ และยังมีมาราธอนเทรลอีกที่เหนื่อยใจแทบขาดตอนกิโลที่ 25 คิดในใจว่า กลับไปจะขายบิบอัลตร้าทิ้งให้หมด ฯลฯ

พอมาวิ่งงานนี้ กินดี นอนดี แต่แต่งตัวไม่เข้ากับภูมิอากาศและสภาพร่างกายของตัวเอง เจอตะคริวอีก ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่าจะพูดว่าอย่างไรดี มาราธอนก็เหมือนชีวิตจริงจริง ๆ นะ มันคือช่วงชีวิตเราที่เผชิญอะไรที่ไม่รู้จัก ต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้า บางช่วงก็ท้อจนจะไปไม่ไหว เหมือนเดินอยู่คนเดียวท่ามกลางฝูงชนที่ร่วมทาง ทั้งที่คนอื่นก็ต้องมีบ้างแต่เราไม่ได้เปิดใจคุยกัน เวลาทุกข์ ก็รู้สึกว่าทุกข์ของตัวเองมากกว่าคนอื่น ที่ทำได้คือต้องยอมรับและปรับใจให้ได้เร็ว ๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้ระหว่างทางเดินชีวิต ขอให้มีสติเร็ว ๆ ประคับประคองตัวเองดี ๆ ประเมินตัว ประมาณตนและค่อย ๆ ก้าวไป จุดหมายอาจเลือนรางบ้างเป็นเพราะยังแตะไม่ถึง จุดหมายที่ไกลจนมองไม่เห็นก็ดูไม่ฉลาดที่จะทำอีกเช่นกัน ความไม่รู้อนาคตเป็นเสน่ห์ของชีวิต อาจไม่ต้องอยากรู้เพื่อคลายความเคลือบแคลง ไม่ต้องสงสัย เพียงแต่เดินไป ขออย่าประมาทกับทุกเส้นทาง

ระหว่างทางนั้นมีความหมายต่อเรามาก ได้เรียนรู้ใจตัวเอง ได้เรียนรู้คู่ของเรา ได้หัดฟังเสียงร่างกาย มีรอยยิ้มและกำลังใจจากเพื่อนร่วมทาง จากเพื่อน ๆ ที่มาให้กำลังใจ จากลูก ๆ ที่คอยส่งกำลังใจเชียร์ จากคนข้างกายที่คอยดูแลเราทั้งใกล้และห่างเพราะเข้าใจในสิ่งที่เราทำ

ฉันมาไกลกว่าที่เคยคิด ฉันมักถามตัวเองว่าหนังสือเล่มไหนที่เปลี่ยนแปลงโลกภายในของฉันบ้าง ฉันนึกไม่ออกเพราะมันหมายถึงหลาย ๆ เล่มรวมกัน ฉันโชคดีที่ชอบอ่านหนังสือและได้อ่านหนังสือที่ชอบ ๆ มากมาย แต่ไม่น่าเชื่อว่า หนังสือเล่มหนึ่งเล่มนั้นจะเปลี่ยนชีวิตฉันอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด

'เย็นวันเสาร์ เช้าวันอาทิตย์' เขย่าโลกภายใน ปลุกวิญญาณนักกีฬาซึ่งหลับไหลในห้วงลึก ขุดความใจสู้ที่เคยคิดว่ามันจบไปแล้วกับวัยเยาว์ เปิดโลกใบใหม่ให้ฉันเข้าไปสัมผัสด้วยตัวเอง เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ มีน้ำใจเป็นนักกีฬา ดีใจที่วัยนี้ ฉันยังเป็นน้ำที่พร่องอยู่ สามารถเรียนรู้และรับอะไรใหม่ ๆ ได้อีก มีประสบการณ์บางอย่างที่แลกเปลี่ยนกับผู้อื่นได้บ้าง การวิ่งเหมือนการปฏิบัติธรรม ฟังดูเหมือนใช้ศัพท์ใหญ่โต แต่จริง ในแต่ละช่วงชีวิตของเราควรดำเนินไปด้วยสติ มีสมาธิกับทุกสิ่งตรงหน้า อยู่กับเวลาปัจจุบัน

ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างและทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต หลายสิ่งหลายอย่างหล่อหลอมเราให้เป็นคนใหม่ที่อดทนขึ้น รู้จักรับและแบ่งปัน รู้จักเพื่อนใหม่ที่เป็นคอเดียวกัน ชีวิตมีสีสัน มีชีวิตชีวาขึ้น

การอ่านหนังสือนี่ดีจริง ๆ
จบ EP.2 ดื้อ ๆ แบบนี้แหละค่ะ

ขอบคุณที่อ่านนะคะ
ภูพเยีย


















Create Date : 10 ตุลาคม 2562
Last Update : 11 ตุลาคม 2562 7:56:27 น.
Counter : 35 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#15



ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]



  •  Bloggang.com