รีวิวการ์ตูนไทย - Thai Comic Review
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2563
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
7 สิงหาคม 2563
 
All Blogs
 
(รีวิวการ์ตูนไทย) ต้นสนทรายขาว (ยุทธภูมิ ตั้งศิริสัมฤทธิ์)



หลังจากที่ "ยุทธภูมิ" ได้แจ้งเกิดอย่างเป็นทางการจากการ์ตูนชุด "ถนนพระอาทิตย์" -- ด้วยเนื้อหาที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตของคนในสังคมไทย ที่เต็มไปด้วยอุปสรรคชีวิต จนต้องเข้าหายาเสพติด แต่ก็สามารถผ่านไปได้ ด้วยกำลังใจคนรอบข้าง ซึ่งค่อนข้าง touching คนอ่าน (และเข้ากับปัญหาบ้านเมืองในสมัยนั้นด้วย) -- ทำให้สื่อมวลชนหลายสำนัก ต่างเริ่มที่จะหันมาสนใจในตัวยุทธภูมิมากขึ้น ขนาดถึงขั้นถูกสัมภาษณ์ลงรายการโทรทัศน์ ลงนิตยสารต่างๆเป็นว่าเล่น (แถมมีโอกาสได้ออกรวมเล่ม "about:blank ช่องว่างไม่ต่างวัย" กับทาง "สำนักงานศิลปวัฒนธรรม" ด้วยนะ) -- ซึ่งก็เรียกได้ว่า เป็นจุดพีคสำคัญในชีวิตของยุทธภูมิ ที่นอกจากจะประสบความสำเร็จด้านชื่อเสียงแล้ว "ยุทธภูมิ" ก็สามารถมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้ ด้วยฐานะนักเขียนที่เป็นมากกว่านักเขียน -- นั่นคือ การเป็น "กระบอกเสียงของสังคม" 

และเมื่อสำนักพิมพ์ได้เล็งเห็น "ความสำเร็จ" ที่เกิดขึ้น มีหรือที่ทางต้นสังกัดจะไม่ออกรวมเล่มชุดใหม่ในทันที -- ภายในเล่มประกอบจะไปด้วย "ต้นสนทรายขาว" ซึ่งเป็นการรวมเรื่องสั้น 3 ตอนจบที่เคยตีพิมพ์ในนิตยสารไทคอมิคในปี พ.ศ. 2545 (รวมเล่มออกปี พ.ศ. 2547) มารวมกันเป็นตอนเดียว พร้อมกับเรื่องสั้นสุดพิเศษ ที่ไม่เคยตีพิมพ์ที่ไหนมาก่อน อย่างเรื่อง "Shaft Girl สาวน้อยสายฟ้าฟาดทะลุ" ซึ่งถือเป็นการคืนฟอร์มกลับมาทำสายแอคชั่น- แฟนตาซีอีกครั้ง หลังจากรวมเล่มเรื่องแรกสุด ที่วาดห่างกันถึง 8 ปี อย่างเรื่อง "ล่ามหากาฬ" (ส่วนที่มาของชื่อ Shaft Girl คิดเอาเล่นๆว่า น่าจะมาจากหนังเรื่อง Shaft (พ.ศ. 2543) แน่ๆ เพราะตัวเอกมันจะใส่เสื้อคลุมยาวๆ เหมือนนางเอกในเรื่อง)

 
 
สำหรับเรื่องแรกของเล่ม "ต้นสนทรายขาว" จะเป็นเรื่องราวของ ต้นสน (พระเอก) และ ทรายขาว (นางเอก) ที่ตั้งใจจะมาฆ่าตัวตายในเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่แห่งความทรงจำ ด้วยเหตุผลสุดแสนปวดร้าวที่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่สามารถกล้ำกลืนฝืนทนได้ และเมื่อทั้งคู่มาเจอกัน ทั้งสองก็เลยวางแผนที่จะฆ่าตัวตายด้วยกัน (เฮ้ย!!! เล่าหยั่งงี้เลยเรอะ) แต่ด้วยความกล้าๆกลัวๆ ก็เลยทำไม่สำเร็จหลายครั้ง (ต้นสนทรายขาว เคยถูกตีพิมพ์ให้อ่านเป็นฉบับนิยาย ลงเว็บ Pantip ประมาณ 4 ตอนจบ เพื่อใช้โปรโมตรวมเล่ม "ถนนพระอาทิตย์ ฉบับนิยาย")

แน่นอนว่าประเด็นหลักๆในรอบนี้ จะพูดในเรื่องของ "การฆ่าตัวตาย" ก็ไม่แปลก ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและกลืนได้ยาก ("ความรู้สึกบางอย่างน่ะ ใครไม่เจอเอง ก็ไม่มีวันรู้หรอก") แต่ด้วยลายเส้นสบายๆ และการเล่าเรื่องที่ไม่พยายามบีบคั้นอารมณ์จนเกินไป ทำให้โทนเรื่องที่ดูเหมือนจะรุนแรง กลับเบาลงผิดคาดในหลายต่อหลายครั้ง และสามารถอ่านได้ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยที่ไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ แถมอารมณ์ของเรื่องก็ไม่เสียด้วย  -- ซึ่งก็ถือเป็น "อีกหนึ่งพรสวรรค์" ที่น่าสนใจของยุทธภูมิ ที่ทำให้เรารู้สึกทึ่งทุกครั้งที่ได้อ่าน ซึ่งส่วนตัว เราก็ชอบสไตล์นี้มาตั้งแต่เรื่อง "ถนนพระอาทิตย์" อยู่แล้ว 

 

ลายเส้นใน "ต้นสนทรายขาว" ถือเป็นตัวอย่างที่ดี ที่คนรุ่นหลังสามารถศึกษาได้ -- ยุทธภูมิมีความกล้าได้กล้าเสีย ที่จะวาดงานฉากไปพร้อมกับตัวละครแทบจะทุกช่อง โดยที่ไม่กลัวว่า ภาพรวมมันจะออกมารกหรือไม่ ซึ่งปรากฎว่า เขาก็ทำออกมาได้ดีมาก พอๆกับการการวาดตัวละครและการแปะสกรีนโทน โดยเฉพาะฉาก "บ้านพัก" ที่ใครต่อใครได้เห็น ก็น่าจะรู้สึกทึ่งไปตามๆกัน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเค้าใช้วิธีอะไรกันนะ ทำไมฉากมันถึงได้เป๊ะขนาดนั้น แต่ที่มั่นใจแน่นอนก็คือ คนเขียนมีเวลาทำมากพอ งานก็เลยออกมาไม่ดูลวก ซึ่งก็ถือว่า เป็นอีกหนึ่งพัฒนาการใน "ด้านงานภาพ" ที่ทำออกมาได้สมบูรณ์ขึ้น ตามแบบที่มันควรจะเป็นจริงๆตั้งแต่แรก

ยุทธภูมิทดลองใส่ความเป็น "แฟนตาซี" ลงไปในพล็อตดราม่าเป็นครั้งแรก อย่างเรื่อง "การมาของสุนัขที่ชื่อโขดหิน" ที่ดูเหมือนจะคอยพยายามขัดขวางการฆ่าตัวตายของ "ต้นสน และ ทรายขาว" หลายต่อหลายครั้งด้วยวิธีต่างๆ (หรือด้วยความบังเอิญก็ไม่ทราบ 5555+) ทำให้การฆ่าตัวตายของทั้งสองไม่เป็นไปได้ดั่งใจ -- หรือแม้กระทั่งในฉากหลังๆที่ พระเอกเองที่สามารถรอดตายมาได้เพราะใช้โขดหิน (ที่อยู่ใกล้มือได้ยังไงก็ไม่รู้) ตัดเชือกที่ถ่วงตัวเองไว้กับหินก้อนใหญ่จนขาด และว่ายขึ้นบกไปช่วยนางเอกได้ทันเวลา ก็ดูจะเป็นการจงใจอย่างเห็นได้ชัด เพื่อที่จะเน้นย้ำบทบาทของโขดหิน ที่เปรียบเสมือนตัวแทนของพระเจ้า ที่พยายามจะช่วยให้ทั้งสองมีชีวิตรอด (ในฉากที่โขดหินถูกรถชนตาย ก็เหมือนเป็นการแสดงให้เห็นว่า ความตาย มันเป็นเรื่องที่เจ็บปวดและทรมานทั้งกายและใจ โดยเฉพาะกับ "เรา" และ "คนที่รักเรา")

 
 
แม้จะรู้สึกเล็กๆว่า การเล่าเรื่องในลักษณะ "ปาฏิหารย์" (แบบที่ "หนังฮอลลีวู้ด" หลายเรื่องเคยใช้) จะทำให้พลังในการสื่อสารมันจางลงไปบ้าง อย่างเช่น สาเหตุการรอดตายของตัวเอกที่ดูบังเอิญเกินไป ทำให้การเดินเรื่องถึงกับหลุดโฟกัส -- แต่อย่างน้อย คนเขียนก็ได้มีโอกาสใส่ "สุนัข" ลงไปในการ์ตูนอีกครั้ง อย่างที่เขาเคยตั้งใจเอาไว้ (คือ...ในตอนนั้น ยุทธภูมิเลี้ยงสุนัขไว้ตัวหนึ่ง ชื่อว่า "กาแฟ" ซึ่งรักและผูกพันมาก จึงไม่แปลกที่เขาจะใส่มันเข้ามาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แต่อย่างน้อยการ์ตูนก็จบแบบ Happy Ending แหละนะ)

ซึ่งก็ดีแล้ว เพราะส่วนตัวเราเองก็รู้สึกว่า ไม่อยากให้สองคนนี้ต้องตายเหมือนกัน ดีแล้วที่มีปาฏิหารย์เข้าช่วย (ในฉบับรวมเล่ม จะเพิ่มตอนจบแบบใหม่ เป็น Bad Ending คือ ตัวเอกตายหมด ซึ่งทางสำนักพิมพ์ก็คงเห็นแหละว่า ตอนจบแบบแรก มันยังมีช่องโหว่อยู่ ก็เลยให้คนเขียนใส่เพิ่มเข้ามา ซึ่งก็คิดว่าเป็นทางเลือกที่ดีแหละมั้ง เพราะได้เห็นทางออกสองแบบด้วย)

ในฉากที่ตัวเอก (ต้นสน) ต้องการจัดฉากการตายตัวเองให้ดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุ (พลาดตกเขาลงมาตาย/ มอเตอร์ไซค์เบรกแตก) เพื่อไม่ให้ใครต่อใครมาบอกว่า ตัวเองโง่ไม่มีความคิด เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า "การฆ่าตัวตาย" มันไม่ใช่การคิดสั้น แต่มันคือการวางแผนไว้ล่วงหน้า เอาไว้รู้สึกตอนที่ไม่ไหวจริงๆเท่านั้น เพราะบนโลกใบนี้มันไม่ได้มีใครอยากตายจริงๆ หลายคนที่อับจนหนทาง ก็หวังเพียงแค่จะให้มีอะไรสักอย่างเข้ามาช่วย แล้วทำให้ทุกอย่างมันลุล่วงไปได้ด้วยดี แต่พอความหวังมันไม่มีเหลือ และจะอยู่ต่อไปทำไมล่ะ ก็ตายไปซะเลยจะดีกว่า -- ซึ่งถ้าดูจากบทสรุปท้ายเล่ม ยุทธภูมิเองก็คงมีเจตนาที่ดีแหละ ที่ไม่อยากจะให้ใครตาย ทั้งอัตราการฆ่าตัวตายปี พ.ศ. 2546 ในไทย ที่มีจำนวนสูงถึง 713,000 คน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีอายุตั้งแต่ 20 - 40 ปี (อ้างอิงจาก กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข) ด้วยสาเหตุหลายอย่าง ทั้ง ความผิดหวังเรื่องความรัก เรื่องเงิน และหน้าที่การงาน ซึ่งดูจากจำนวนผู้เสียชีวิตแล้วแล้ว ก็ถือว่าไม่ใช่น้อยๆเลยนะ (ถึงอัตราการฆ่าตัวตายล่าสุดของปี พ.ศ. 2562 จะลดลงเหลือประมาณ 662,000 คน แต่ก็ถือว่าเยอะอยู่ดี ถ้านับจากประชากรไทยที่มีอยู่ 66,371,311 คน) นี่ตกลงตูกำลังรีวิวหนังสืออยู่ใช่มั้ย?


สำหรับเรื่อง "ต้นสนทรายขาว" นั้น ผู้เขียนเล่าว่าได้แรงบันดาลใจมาจาก การไปเที่ยวทะเล แล้วรู้สึกชอบบรรยากาศ (น่าจะเป็น "เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง" แบบในเรื่องแน่ๆ เพราะงานฉาก เหมือนจะไปถ่ายรูปมา แล้วก็วาดตาม) ประกอบกับรู้สึกเบื่อกับการวาดฉากตึกรามบ้านช่องจากงานก่อนๆ แต่ส่วนหนึ่งที่เราคิดไว้ ก็คิดว่าน่าจะต่อยอดมาจาก ถนนพระอาทิตย์ ในตอนที่ 35 เพราะมันมีฉากหนึ่งที่ นางเอกเข้าเรียนวิชา จิตวิทยา แล้วทางวิทยาลัยเขาสอนเรื่อง "โรคซึมเศร้า" กับ "การฆ่าตัวตาย" ซึ่งก็เป็นไปได้อยู่แล้ว ที่ยุทธภูมิจะเอาเรื่องพวกนี้มาต่อยอด แล้วสร้างเรื่องใหม่อีกที

ปัจจุบันสามารถอ่าน "ต้นสนทรายขาว" แบบเต็มเรื่องได้แล้ว ที่เพจส่วนตัวของยุทธภูมิ ตามลิงค์ข้างล่างนี้ เผื่อมีคนสนใจอยากอ่าน คิดเห็นยังไงก็สามารถคุยกันได้นะครับ (เวอร์ชั่นนี้ จะเป็นตอนจบแบบ Good Ending ซึ่งเป็นตัวต้นฉบับ (เป็นฉากที่ตัวเอกทั้งสอง นั่งมองดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้น ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวัง) แต่ใจจริงอยากให้มันจบแบบไม่พูดถึงโขดหินไปเลย เพราะมันจะทำให้ประโยคที่ว่า "ธรรมชาติยังมีหนทางของมัน มนุษย์ก็เช่นกัน" มันทรงพลังขึ้นมาทันที (เหมือนกลางคืนที่มืดมิด ก็ย่อมมีกลางวันที่ส่องสว่าง) เอาเป็นว่าลองเอา "ตอนจบแบบที่เราเขียน" ไปอ่านเทียบดู)

https://www.facebook.com/media/set/?vanity=Yuttapoomcomic&set=a.1054967231370052

 

คราวนี้มาถึงเรื่องที่สองกันบ้าง -- Shaft Girl สาวน้อยสายฟ้าฟาดทะลุมิติ เป็นเรื่องของ บอน เด็กหนุ่มที่เชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า มนุษย์ต่างดาวมีจริง จนกระทั่งเขาได้พบกับ "นักล่าสิ่งมีชีวิตจากต่างดาว" ที่ชื่อ พึนซ์ (ชื่อเห้อะไรวะนั่น?) ได้เดินทางข้ามเวลามาปราบ "สิ่งมีชีวิตจากต่างดาว" ที่แฝงตัวอยู่บนโลกถึงสองตัว -- โดยเป้าหมายหลักของพวกมันก็คือ กลายพันธุ์มนุษย์ทั้งโลกให้เป็นพวกเดียวกัน ซึ่งถ้าหากทำสำเร็จ ก็จะส่งผลร้ายแรงต่ออนาคต ทำให้มนุษยชาติถึงกาลอวสาน ทั้งสองจึงจำเป็นต้องร่วมมือกัน เพื่อปราบพวกมันให้สิ้นซาก

"เทคโนโลยีล้ำสมัย" ในเรื่องส่วนมาก ล้วนหยิบจับมาจากภาพยนตร์ดังๆทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น "ดาบเลเซอร์" จากเรื่อง Star Wars และ "เครื่องลบความทรงจำ" จากเรื่อง Men in Black  ซึ่งทั้งหมดนั้น ก็ได้กลายมาเป็นอาวุธประจำตัวของนางเอก ที่มาจากจากโลกอนาคตไปแล้วเรียบร้อย ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะผู้เขียนต้องการที่จะแสดงให้เห็นว่า จินตนาการของมนุษย์นั้น ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ เพราะความคิดสร้างสรรค์ของคนในสมัยนั้น สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลัง ทำให้เกิดการต่อยอด และผลิตเป็นสิ่งของที่สามารถใช้ได้จริงในอนาคต ด้วยวิทยาการสมัยใหม่ที่ก้าวกระโดดมากขึ้นเรื่อยๆ และมันสมองของมนุษย์ที่ไม่หยุดการพัฒนา ดังนั้น จินตนาการของมนุษย์ จึงเป็นสิ่งที่ดูถูกไม่ได้เลยทีเดียว (อย่างเช่นหลายๆคลิปใน YouTube ที่พยายามจะทำ "ดาบเลเซอร์แบบใช้ได้จริง" ขึ้นมา แต่...แต่......เอ้อ ช่างเถอะ)

 
ประเด็นหลักของเรื่องจะพุ่งตรงไปที่ "ความไม่สู้คนของพระเอก" จนถูกคนอื่นกลั่นแกล้งบ่อยๆ พระเอกเริ่มสนใจหนังมนุษย์ต่างดาว และอยากจะเจอตัวเป็นๆซักครั้ง เพราะหวังว่าซักวันหนึ่ง มนุษย์ต่างดาวจะพาเขาไปจากโลกบ้าๆแห่งนี้ ซึ่งพูดง่ายๆก็คือ "หนีปัญหา" นั่นแหละ (เป็นไปได้ว่าสาเหตุที่พระเอกโดนแกล้ง อาจจะไม่ใช่เพราะ "บ้าหนังมนุษย์ต่างดาวเกินเหตุ" จนโดนล้อตั้งแต่แรก) จนกระทั่ง ในตอนท้ายที่พระเอกคิดอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง พระเอกก็เริ่มแสดงความกล้า ด้วยการยอมสละชีวิตตัวเอง รับการโจมตีจากปีศาจทั้งหมด เพื่อปกป้องนางเอก -- ถึงตัวจะตาย แต่ก็ไม่ได้เป็นไอ้ขี้แพ้ไปตลอดชีวิต ซึ่งอย่างน้อยมันก็คุ้มแล้วสำหรับพระเอก ที่มักจะหนีปัญหาอยู่ตลอด ความเก่งกล้าที่ใช้ช่วยเหลือคน ย่อมทรงพลังกว่า ความเก่งกล้าที่ใช้ข่มเหงคนเป็นไหนๆ

ในส่วนของฉากแอคชั่น (ที่ออกมาเหมือนการ์ตูนยุค '90) ยุทธภูมิก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ลายเส้นเบาๆก็สามารถวาดฉากแอคชั่นโหดๆได้ (โดยเฉพาะฉากที่นางเอกใช้ดาบเลเซอร์ฟันสัตว์ประหลาดจนขาดครึ่งท่อน ตรงนั้นต้องชมเลยว่า ปาดเส้นได้แรงมาก) แม้สไตล์ภาพ มันอาจจะมีข้อจำกัดบางอย่าง ที่ทำให้ความแรงของฉากแอคชั่นมันไปไม่สุด (ก็แหงล่ะ) แต่ก็ถือว่าทำออกมาได้ดีกว่าเรื่อง "ล่ามหากาฬ" เยอะมาก แถมสไตล์ภาพแบบนี้ ยังสามารถใส่มุกตลกแทรกเข้ามาในเรื่องได้ โดยที่งานภาพมันไม่ขัดกันอีกด้วย

 

ถึงแม้ความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับ "เทคโนโลยีในอีก 2,000 ปีข้างหน้า" ของยุทธภูมิ จะดูค่อนข้างจำกัดไปซักหน่อย (ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานขนาดนั้น เทคโนโลยีมันก็น่าจะพัฒนาไปไกลแล้วนะนั่น แล้วองค์กรบ้าอะไรฟะ เอาแต่ดาบเลเซอร์มาสู้ เสี่ยงชิบหาย ไม่พกปืนกันรึไง?) รวมไปถึงบทพูดแบบไม่มีที่มาที่ไปของนางเอก (พึนซ์) ที่จู่ๆจะกำหมัดต่อยพวกนักเลงที่กำลังดูถูกพระเอก โดยไม่มีที่มาที่ไปเลยว่า ทำไมถึงรู้สึกไม่พอใจ มันก็เลยทำให้ประโยคปิดท้ายสุดเจ๋ง ที่ดูเหมือนจะเป็นบทสรุปของเรื่อง ("ความเก่งกล้าน่ะ ไม่จำเป็นต้องแสดงออกมาด้วยการกดหัวผู้อื่นให้อยู่ต่ำกว่าตัวเองหรอก") มันดูเหมือนเป็น self-insert ไป ซึ่งทำให้พลังการสื่อสารของเรื่อง มันดรอปลงไปด้วย

ถ้านับจากเรื่องสั้นเก่าๆอย่าง Chat (อยู่ใน ถนนพระอาทิตย์ เล่ม 2) ที่ทำออกมาได้ค่อนข้าง throwaway ก็ถือว่ายุทธภูมิมาได้ไกลมากแล้วจากจุดนั้น -- ถือเป็นงานยุคแรกๆ ที่สามารถรีดเร้นศักยภาพทางด้านงานภาพและการเล่าเรื่องออกมาได้แบบเต็มที่ที่สุด ส่วนหนึ่งก็น่าจะเป็นเพราะ เป้าหมายเล่นใหญ่ที่ต้องการจะให้ "การ์ตูนไทยไปถึงระดับโลก" -- แม้เนื้อเรื่องจะยังมีช่องโหว่อยู่บ้างเล็กน้อย แต่ก็สามารถมองข้ามไปได้ เพราะพล็อตมันแน่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และสำหรับใครที่คิดว่า เล่นปล่อยของซะหมด ตั้งแต่ "ถนนพระอาทิตย์" แบบนี้ เรื่องต่อไปจะแผ่วรึเปล่า คำตอบก็คือ ไม่แน่นอน เพราะหัวข้อส่วนมาก มันก็ต่อยอดมาจากประเด็นเล็กๆในงานก่อนๆนั่นแหละ 

(สรุป 8/10)

ติดตามเพจที่ https://www.facebook.com/ThaiComicReview/



Create Date : 07 สิงหาคม 2563
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2563 13:21:33 น. 0 comments
Counter : 418 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

เรลกันคุง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีครับ ผมเรลกันครับ ชอบอ่านการ์ตูนมากๆ หวังว่าจะสนุกกันนะครับ




Friends' blogs
[Add เรลกันคุง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.