รีวิวการ์ตูนไทย - Thai Comic Review
Group Blog
 
<<
เมษายน 2563
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
14 เมษายน 2563
 
All Blogs
 
(รีวิวการ์ตูนไทยเฉพาะกิจ) Smilephobia (สหพล เพ็งนวล (FAD*))


 
จะเกิดอะไรขึ้น!!! ถ้าตัวเราเกิดวาร์ปไปอยู่ในโลกแฟนตาซี ที่ "การยิ้ม" นั้น ถือเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายชนิดถึงขั้นโทษประหาร แต่เราดันมีพลังพิเศษที่สามารถเรียกกัญชาออกมาเสพได้ทุกเมื่อ และเราดันลงแดงอยากเสพใจจะขาดซะด้วย!!! (ว้อย!! แล้วจะไปรอดมั้ยวะเนี่ย ดูดไปมีหวังขำไม่หยุดแน่)

FAD* หรือ Forever Alone Drawtime ถือเป็นนักเขียนไทยคนหนึ่งที่น่าจับตามอง เพราะด้วยความเป็นนักเขียนการ์ตูนเพจเพียงไม่กี่คน ที่สามารถแจ้งเกิดได้ด้วย "เอกลักษณ์" ของตัวเองอย่างแท้จริง โดยไม่พึ่งพาฉากเซอร์วิส แก๊กเล่นคำง่ายๆ หรือล้อเลียน pop culture เกาะกระแสดังๆที่พบเห็นตามเพจทั่วไป คือฉายแววความเป็น pure artist ตั้งแต่ยังไม่แจ้งเกิด และดูท่าจะไหลไปตามกระแสได้ยากซะด้วย -- โดยสไตล์งานของ FAD* นั้น จะคล้ายกับ Monday8th ช่วงแรกๆ อยู่หลายๆอย่าง คือจะเน้นขายความแปลก เล่นแก๊กตลกร้าย หลอนเลือดสาด แล้วก็หักมุมแบบ WTF อยู่ตลอด -- แต่รายนี้จะซาดิสม์หน่อย ตรงที่มักจะชอบซัดรีแอ็กชั่นสยองๆ โถมเข้าใส่คนอ่านอยู่ตลอดเวลา คล้ายๆกับการ์ตูนชุด "เด็กๆจ๋า หรรษากันหน่อย" ของ ทวีศักดิ์ วิริยวรานนท์ เพียงแต่ของ FAD* จะลดความ surreal ลงมาในระดับหนึ่ง และจะเน้นหนักไปทาง meme เป็นหลัก ในยุคที่อินเตอร์เน็ตนั้นรุ่งเรืองและเข้าถึงได้ง่ายกว่าแต่ก่อน แต่ทว่า ก็ยังไม่ละทิ้งความเป็น cursed image ให้กลับไปหลอนประสาทอยู่เป็นเนืองๆ

 

เรื่องราวสุดเพี้ยนบ้าบอคอแตกนี้ เริ่มต้นจาก กัญญาลักษณ์ หญิงสาวที่เสียชีวิตกระทันหันจากการเสพกัญชาเกินขนาด และได้ไปเกิดใหม่เป็นผู้กล้าในโลกแฟนตาซี แต่ทว่า เขากลับได้รับพลังในการเสกกัญชาเป็นอาวุธติดตัวมาด้วย ซึ่งก็กลายเป็นซวยซะงั้น เพราะในโลกแห่งนี้ดันมีกฎหมายที่ว่า "หากผู้ใดยิ้มต่อหน้าพระราชา จะต้องถูกสั่งประหารชีวิต" นี่สิ (เอาแล้วไง) แล้วทีนี้หน้าที่ของนางเอกก็คือ จะต้องไปปราบจอมมาร ซึ่งเงื่อนไขก็คือ ผู้ที่เอาชนะจอมมารได้เป็นคนแรก ก็จะสามารถกลับไปใช้ชีวิตบนโลกได้ตามเดิม โดยผู้กล้าแต่ละคนนั้น จะได้คนรับใช้ (ที่ถูกที่ปิดปากเหล็กล็อคปากเอาไว้) มาช่วยซัพพอร์ตผู้กล้าตลอดการเดินทาง ซึ่งดันต่อสู้เก่งกว่าผู้กล้าซะอีก (โฮ่... งี้ก็สบายเลยสิ ไม่ต้องสู้เองให้เปลืองแรงเปล่าๆ แล้วจะให้ผู้กล้าออกไปสู้เองทำไมตั้งแต่แรกวะนั่น!!?!)

Smilephobia เปิดตัวครั้งแรกในเว็บ DeviantArt ในชื่อแอคเค้าท์ Aceticat (ซึ่งลบรูปไปแล้ว) ก่อนที่จะมาประกาศอีกทีในเพจ Forever Alone Drawtime ส่วนการ์ตูน เป็นการผสมกันระหว่างพล็อตล้อเลียนการ์ตูนผู้กล้าในต่างโลก ที่อัดแน่นไปด้วยแก๊กเสื่อมๆ แก๊กเลือดสาด และพ่วงด้วยแก๊กล้อการเมืองที่ "โคตรรุนแรง" มาก ชนิดที่ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมมันถึงได้ติดเรต 18+ แบบนั้น 5555+ (เอ้อ!!! สมควรและ) -- แต่ทว่า อาวุธลับที่แท้จริงของการ์ตูนชุดนี้ กลับอยู่ตรงที่ความลงตัว ระหว่าง "การ์ตูนมุกเสื่อม" กับ "การ์ตูนสายหลักสไตล์ Shonen Jump" ต่างหาก (พวก Naruto, Dragon Ball, One Piece) -- สังเกตได้จากพล็อตเอาก็ได้ คือผู้ที่ถูกเลือกจากคนที่เสียชีวิต 1,000 คน จะถูกปลุกพลังพิเศษบางอย่างในตัวที่ชื่อ Phobia ขึ้นมา ตามสาเหตุที่ตัวเองเสียชีวิต (เช่น ถ้าถูกไฟช็อตตาย ก็จะมีพลังพิเศษสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้) เพื่อไว้ใช้สู้กับจอมมาร เห็นมั้ยล่ะ พล็อตการ์ตูนโชเน็นเห็นๆ -- ซึ่งคนที่สามารถพิชิตจอมมารได้ ก็จะได้กลับไปอยู่บนโลกตามเดิม แต่กลับไปได้แค่คนเดียวเท่านั้นนะ

 

แล้วทำไมต้องชื่อ Phobia ? ล่ะ -- เออ เนอะ ก็เพราะในเนื้อเรื่องหลัก มันจะบอกเล่าถึงทฤษฎีบางอย่าง เช่น คนที่ตายไป (ในที่นี้คือ ผู้กล้า) ส่วนมากมักจะมีความรู้สึกฝังใจกับสาเหตุการตาย จนรู้สึก "กลัว" พลังพิเศษของตัวเอง (เอ้า!!!) ก็เลยเป็นที่มาของชื่อ Phobia นั่นเอง (จากที่ได้ไปค้นข้อมูลเพิ่มเติมนิดหน่อย phobia จะต่างกับ fear ตรงที่ phobia จะแรงกว่า fear -- คือ phobia จะเป็น "ความกลัวแบบฝังใจ ในสิ่งที่คนทั่วไปไม่น่าจะกลัวได้ง่ายๆ" เช่น กลุ่มคนที่กลัวสัตว์หรือสิ่งของบางอย่าง กลัวกลัวที่สูง กลัวเลือด หรือกลัวเสียงฟ้าผ่า อะไรทำนองนี้แหละ ซึ่งแน่นอนว่าผู้ที่ตกอยู่ในภาวะ phobia นั้น จะแสดงความกลัวออกมาแบบรุนแรงและมากกว่าคนทั่วไป ขนาดผมฟังแล้วรู้สึกหนาวถึงง่ามตูด

เนี่ย!!! แน่นอนแหละว่า พล็อตลักษณะนี้ มันสามารถต่อยอดไปได้ไกลเป็นร้อยกว่าตอนได้เลยด้วยซ้ำ ด้วยความที่มันเป็นพล็อตสำเร็จรูปตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะนอกจากมันจะสามารถเอามาแปรรูปเป็นการ์ตูนแอคชันเลือดเดือดได้แล้ว ความสนุกอีกอย่างหนึ่งของการ์ตูนชุดนี้ มันอยู่ตรงที่การที่ต้องมาเดาสาเหตุการตายของแต่ละคน เวลาที่ได้เห็นพลังวิเศษ (อย่างเช่นในเรื่องนี้ มีตัวละครตัวหนึ่งที่สามารถระเบิดตัวเองเป็นวงกว้าง แล้วฟื้นขึ้นมาใหม่ได้เรื่อยๆ แต่จุดสังเกตคือ สมองซีกซ้ายของไอ้หมอนี่มันยุบ แล้วไอ้หมอนี่ก็ติดนิสัยบ๊องๆด้วย เพียงแค่นี้ก็พอจะเดาได้ใช่มั้ยว่า ไอ้หมอนี่มันเจออะไรมาบ้าง เห็นมั้ย สนุกจะต๊ายยยยย) ....แต่ทว่า การที่นางเอกจะหาทางใช้ประโยชน์จากพลังเรียกกัญชา เพื่อหาทางไปตบจอมมารทั้งๆที่แค่เลเวลต้นๆได้อย่างไรนี่สิ!!!! ตรงนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน (ในส่วนของแก๊กตลกต่างๆ บอกเลยว่ามีเด็ดๆเยอะมาก เหมือนงานก่อนๆ แต่ขอข้ามดีกว่า เผื่อคนยังไม่ได้อ่าน แล้วกลัวโดนสปอย เพราะตรงนี้แหละเป็น "จุดแข็ง" ของเล่ม ขืนบอกไปจะเสียอรรถรสกันซะเปล่าๆ 5555+)

 

ทีนี้มาพูดถึงน้ำลงกันบ้าง ในส่วนของลายเส้น ต้องยอมรับเลยว่า...มันดีกว่าตอนลงในเพจมากจริงๆ (ก็แหงล่ะ งานขายนี่หว่า) ถือว่ามาไกลพอสมควร เพราะถ้ายังจำกันได้ กับการ์ตูนในเพจหลายๆเรื่องก่อนหน้านั้น --  FAD* มักจะปาดเส้นหยาบๆลวกๆ แบบเอาให้พออ่านได้แทบจะทุกครั้ง ซึ่งเป็นอะไรที่เห็นแล้ว รู้สึกเสียดายแทนซะจริงๆ ทั้งๆที่หลายเรื่อง มันสามารถเอามารวมเล่มขาย แล้วเป็น Best Seller ได้ง่ายแท้ๆเลยนะนั่น (เช่นเรื่อง "คุณยายตะไคร้" แล้วก็อีกหลายๆเรื่อง)

และเป็นเพราะ FAD* เอง ก็ดูจะไม่ได้เอาจริงเอาจังกับการทำการ์ตูนมาตั้งแต่แรก ก็เลยส่งผลทำให้งานภาพใน Smilephobia กลับทำออกมาได้ครึ่งๆกลางๆเอามากๆ น้ำหนักเส้นเหลื่อมแทบจะทุกช่อง ไม่สมดุลเอาเสียเล้ยยย เดี๋ยวบางเดี๋ยวเข้ม ถ้ามองทีละหน้าก็จะรู้เลย -- และที่แย่กว่านั้น FAD* ดูเหมือนจะมีความคิดที่ว่า ฉากไหนยิ่งอยู่ไกลจากสายตา ยิ่งต้องตัดเส้นให้บางลงเรื่อยๆ เพราะมันอยู่ไกล (เดี๋ยวเฮ้ย!!! อะไรดลใจพี่ให้คิดแบบนั้นวะครับ?) วาดซะนึกว่าหมอกเข้า (รู้นะว่าจะวาดฉากหลังให้มันมีความลึกแบบภาพ 3 มิติใช่มั้ยล่ะ? แต่มันดูแปลกๆอ่ะ มีนักเขียนที่ไหน เค้าวาดฉากกันแบบนี้บ้างฟะ!!?!)

 

แถม FAD* ยังใช้ฉากสำเร็จรูปด้วย ซึ่งบอกตรงๆเลยว่า มันไม่ค่อยเนียน (นั่นหญ้าหรือ CG ช่อง 7 ?) เข้าใจอยู่ว่า เจ้าตัวพยายามจะลดระยะเวลาในการทำงาน และส่วนตัวก็ไม่ได้มีปัญหากับการใช้ฉากสำเร็จรูปด้วย แต่ใจจริงก็คืออยากเห็นเจ้าตัววาดฉากด้วยตัวเองมากกว่า เพราะเท่าที่เห็นในตอนนี้ รู้สึกว่าคนเขียนยังทำฉากในส่วนที่วาดเองออกมาได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เล้ยยยย

ทีนี้ ลองย้ายก้นมาที่ส่วนของเนื้อเรื่องกันบ้าง เห็นได้ชัดว่า Smilephobia ดูจะประสบความสำเร็จอย่างมาก ในแง่ของไอเดียตั้งต้น (พล็อตพลังพิเศษจากสาเหตุการตาย) และมุกตลกร้ายหลอมใจ ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของ FAD* มาโดยตลอด แต่ด้านความสมเหตุสมผลของบทนั้น กลับทำออกมาได้แย่เกินจะบรรยาย ชนิดที่ว่าถ้าส่งสำนักพิมพ์ไปแล้ว เรื่องนี้จะต้องโดนตีกลับแน่ เพราะนอกจากลายเส้นจะไม่คงที่แล้ว ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่สามารถเดาทางได้ แม้จะแกะเนื้อเรื่องจนไม่เหลืออะไรให้แกะแล้ว อย่างเช่น เพราะคุณสมบัติอะไร ทำไมราชาต่างโลกถึงใช้มนุษย์โลกของเราไปปราบจอมมาร (เพื่อที่จะได้ไม่ต้องให้ชาวเมืองในโลกตัวเองไปต่อสู้หยั่งงี้เรอะ?) แล้วอย่างที่นางเอกคิด ถ้าคนรับใช้โหดกว่าคนทั่วไปขนาดนั้น แล้วทำไมถึงไม่รวมกลุ่มคนรับใช้ไปปราบจอมมารซะเองล่ะ (เอ้อ!!! นั่นสิ ใช่มั้ยๆ) และอีกทั้งเราก็ยังไม่สามารถรู้ด้วยว่า ทำไมคนรับใช้ที่ติดตามนางเอก ถึงจงรักภักดีต่อพระราชาขนาดนั้น? แล้วปีกนางฟ้านี่ ปกติเค้าใช้กินกันเรอะ!!?! กินเข้าไปไม่คันคอรึไงฟะ แน่จริงคนเขียนถ่ายคลิปลงเพจ แล้วกินให้ดูหน่อยซิ!!!!


ด้วยจำนวนหน้าที่จำกัดเพียง 96 หน้า ทำให้การเล่าเรื่องใน Smilephobia จึงเน้นไปที่ความกระชับเป็นหลัก แน่นอนแหละว่า มันก็ต้องมีการตัดทอนข้อมูลบางส่วนที่คนเขียน "คิดว่า" มันไม่น่าจะจำเป็นกับเนื้อเรื่องออกไป ซึ่งตรงนี้แหละ ที่มันกลับกลายเป็นดาบสองคม ที่ส่งผลทำให้เนื้อเรื่องนั้น เกิดช่องโหว่ที่ชวนให้ค้างคาใจ อย่างช่วงหนึ่งของเรื่องที่บอกว่า "สงครามระหว่างมนุษย์กับจอมมารนั้น มีมาอย่างช้านาน" แต่ในเรื่อง ก็ไม่เห็นบ้านเมืองมันจะเดือดร้อนเพราะจอมมารอะไรตรงไหนเล้ยยย!!!! เห็นอยู่กันอย่างปกติสุขโคตรๆ (แต่จะเดือดร้อนก็เพราะไอ้กฎห้ามยิ้มของพระราชานี่แหละ) -_-*  -- แล้วไอ้จอมมารที่ว่ามาเนี่ย มันได้ไปสร้างความเดือดร้อนยังไงให้กับอาณาจักรตรงไหน ถึงได้สมควรปราบ ในเรื่องก็ไม่เห็นมีเขียนเอาไว้  (ขนาดเกม RPG หลายๆเกม ยังมีเกริ่นนำก่อนเลยนะเฮ้ยว่าตัวร้ายมันเลวยังไง อันนี้มันผู้กล้าไปบุกรุกจอมมารแล้วโว้ย!!!!)

และที่แย่ไปกว่านั้น มันยังมีหลายๆฉากที่อ่านแล้ว รู้สึกขัดแย้งบอกไม่ถูก อย่างเช่นช่วงแรกๆของเล่ม ที่นางเอกดูเหมือนจะรู้ว่าตัวเองตายไปแล้ว (จากบทพูด "เด็กคนนี้ยังไม่รู้ว่าตัวเองตายสินะ ไม่อยากทำลายความหวังเด็กเลยแฮะ") แต่พอพลิกไปอีกหน้าหนึ่งที่พระราชาบอกว่าทุกคนตายแล้ว นางเอกกลับตกใจขึ้นมาซะหยั่งงั้นว่า "ระ...เราตายแล้วจริงๆด้วย" เฉย (เอ๊า..ไรวะ?) -- หรือแม้แต่คำหยาบคายที่ใช้ในเรื่อง ก็ยังออกมาดูแปลกๆ ไม่สมกับเป็น FAD* เหมือนพูดปกติกันอยู่ดีๆ แล้วจู่ๆก็มีซับนรกโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ (และออกมาแปลกๆทุกจุดเลยด้วย) อย่างเช่นในฉากหนึ่งที่คนรับใช้คุยกับนางเอก จากบทพูด "ท่านกัญ ถ้าไม่รีบปราบจอมมาร จะไม่ได้กลับโลกเดิมเอานะ" แล้วจู่ๆก็พูดขึ้นมาว่า "รีบๆเข้าเมืองไปหางานทำซะอีโง่" เหมือนจงใจหยาบ แต่มันกลับให้ความรู้สึกที่ดูฝืนเอามากๆ เหมือนคนเขียนตั้งใจพยายามจะรักษาภาพลักษณ์ "นักเขียนสายห่าม" เอาไว้ (เพราะแจ้งเกิดจากตรงนั้น) แต่น่าเสียดาย ที่เขากลับหยิบเอกลักษณ์ตรงนั้นมาใช้ใน "งานตัวเต็ม" ออกมาได้อย่างไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ ทำให้คาแรกเตอร์มันดูหลุดๆ ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่ผิดคาดมากๆ และไม่น่าจะเกิดขึ้นกับ FAD* ได้ง่ายๆ

 

อาจเป็นเพราะสาระสำคัญหลักของเรื่องไม่ใช่ ผู้กล้า VS จอมมาร ล่ะมั้ง เพราะไอ้โลกคู่ขนานที่นางเอกได้อยู่นี่ โดยเฉพาะช่วงท้ายๆ (ที่เคลียร์ปัญหาแล้วเรียบร้อย) จริงๆแล้ว มันคือสวรรค์แท้ๆสำหรับนางเอกเลยนะนั่น (คุ้นๆเนอะ คล้ายๆ Alice Hunt, Moon Sanctury, กับ คุณด่างกับโลกต่างมิติเลย) เพราะจากนางเอกที่ใช้ชีวิตหลักลอยไปวันๆเพียงลำพัง กับการดูดกัญชาและนอนแบบไม่ทำอะไร (เอ้อ!!! ลืมไปว่าอยู่กับแมวด้วยนี่นะ) แต่พอมาอยู่ต่างโลก นางเอกกลับได้ออกผจญภัยไปตามที่ต่างๆ แถมยังสามารถเสกกัญชาได้ตลอดเวลา แล้วเอามาขายได้อย่างเป็นอิสระโดยไม่เสียภาษีอีกด้วย วุ้ย!!! (เพราะในต่างโลก ไม่มีใครรู้ว่ากัญชาคืออะไร) สุดท้าย นางเอกแม่มก็เลยเป็นเอสโคบาร์ในต่างโลกไปซะหยั่งงั้น 5555+ แถมบทสรุปของเรื่องของนางเอก ก็จบได้ดีงามชนิดที่ว่าสุดลิ่มทิ่มประตู เรียกได้ว่าเพรียบพร้อมทุกอย่าง ซึ่งถ้าคุณไม่มีญาติพี่น้อง เพื่อน หรือพ่อแม่รอเรา รับรองว่าคุณจะต้องไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตบนโลกเดิมอีกแน่ๆ 5555+ (อะไรๆ ไม่บอก อันนี้ไม่บอก อยากรู้ก็ซื้ออ่านสิ แบร่!!!)

แต่ด้วยอะไรหลายๆอย่างที่ดูไม่ชัดเจน และยังมีข้อเสียปลีกย่อยอีกมากมาย ทำให้ "เป้าหมายหลักของเรื่อง" อย่างการไปปราบจอมมารนั้น ดูหลักลอย และไม่มีน้ำหนักพอ ทำให้ภาพรวมของงาน มันออกมาดูไม่สมบูรณ์ขั้นรุนแรง -- FAD* ใช้ 96 หน้า ใน Smilephobia ได้ไม่คุ้มเอาเสียเลย ซึ่งนั่นก็ทำให้โลกใน Smillephobia นั้น กลับให้ความรู้สึกเหมือนโลกจำลองในเกมที่ยังสร้างไม่เสร็จ มากกว่าที่จะเป็น โลกคู่ขนานที่ต้องพึ่งพาเหตุและผลเพื่อหาคำตอบ ไม่ต่างจากโลกของเรา ซึ่งจริงๆแล้ว มันก็แตกต่างกันแค่กฎและขนบธรรมเนียมไม่ใช่หรือไง?

 

สรุปแล้ว Smilephobia ถือเป็นอีกหนึ่งรวมเล่มที่พิสูจน์ให้เห็นว่า นอกจาก FAD* จะสามารถทำการ์ตูนตลกพล็อตกาวๆให้ฮาแตกแบบที่คุ้นเคยกันดีได้แล้ว ยังมีแววสามารถที่จะไปได้สวยกับการ์ตูนสายหลักสไตล์ Shonen Jump ได้อีกด้วย (ถ้าเกิดคิดจะเอาจริงเอาจังขึ้นมาน่ะนะ) แต่ในขณะเดียวกัน FAD* ก็ยังมีปัญหาใหญ่ในเรื่องของการควบคุมน้ำหนักเส้นกับความไม่ลงตัวของเนื้อเรื่อง ทำให้คุณภาพงานนั้น ยังออกมาไม่เต็มที่ ยังดูเป็น showcase มากกว่าที่จะเป็นงานตัวเต็ม ถึงยังงั้น เราก็พอจะเห็นแววจาก FAD* ได้ชัดเจนเพียงพอแล้วว่า โว้ว!!! คนนี้มีของนะ น่าสนใจว่างานชิ้นต่อไปของไอ้หนุ่มดอยเต่าคนนี้ จะสามารถรีดเร้นศักยภาพไปได้อีกมากแค่ไหน ถ้าออกงานใหม่มา ผมก็คงไม่พลาดที่จะซื้อแหละ

โปรดติดตามตอนต่อปายยยยยยยย แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะทู้กค้นนนนนนน เอื้อก!!!!

(สรุป 5/10)
--------------------------------------------
ซื้อผลงานได้ที่ https://www.mebmarket.com/ebook-110155-Smilephobia- (80 บาท)
ส่วนรูปเล่มหนังสือ เชื่อว่าจะต้องมีรอบสองแน่ๆ ดังนั้นติดตามเพจคนเขียนเอาไว้ให้ดีเลย
-----------------------------------------------------------------------
(ตอนนี้เพจเก่า Forever Alone Drawtime ได้ถูกซื้อไปแล้ว (แล้วก็กลายเป็นเพจอะไรก็ไม่รู้ คนซื้อเพจยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเอาเพจหลักแสนไปทำอะไร กลัวเค้าจะลบคอนเทนต์เพจแล้วเอาไปขายจัง แถมเพจใหม่เจ้าตัวก็ไม่ re-upload อะไรแล้วด้วย สงสัยต้องรีบเซฟการ์ตูนเก็บไว้ซะแล้วล่ะมั้ง) แต่ข่าวดีคือ ผู้เขียนได้ออกไปตั้งเพจใหม่เรียบร้อยแล้วในชื่อเพจ เสวยกาว พร้อมการ์ตูนเรื่องใหม่ล่าสุดที่ชื่อ โอชาพันธ์ุ ซึ่งดูเป็นงานตัวเต็มมากขึ้นในแง่ของการเดินเรื่อง (แล้วลับแลล่ะเฮ้ย!!?! ไม่ทำต่อเรอะ) ก็เอาเป็นว่าหากใครชอบ ก็ไปกดติดตามกันได้เลย เผื่อมีออกรวมเล่มให้ได้อ่านกันอีก จะได้ตามทัน อย่าให้ต้องพิมพ์ซ้ำ เมื่อยนิ้ว)

ตามนี้เลย เหล่าหนุ่มสาวหัวใจชมพู
https://www.facebook.com/ForeverAloneDrawtimee/

 



 


Create Date : 14 เมษายน 2563
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2563 12:59:40 น. 0 comments
Counter : 927 Pageviews.

เรลกันคุง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีครับ ผมเรลกันครับ ชอบอ่านการ์ตูนมากๆ หวังว่าจะสนุกกันนะครับ




Friends' blogs
[Add เรลกันคุง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.