รีวิวการ์ตูนไทย - Thai Comic Review
Group Blog
 
<<
มกราคม 2562
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
21 มกราคม 2562
 
All Blogs
 
(รีวิวการ์ตูนไทย) Trick (Side A-B) (ภาสวุฒิ ธนานุรักษ์วงศ์)

 
 
 
(รีวิวนี้เขียนไว้ยาวมากๆ ใครอ่านไม่ไหว สามารถเลื่อนไปดูที่คะแนนได้เลย มันยาวจริงๆนะ เดี๋ยวจะตายกันซะก่อน)
 
ลองจินตนาการหนังสือการ์ตูน เปรียบเสมือนเทปเพลงม้วนนึงดู --  คุณอาจจะคิดว่า เฮ้ย!! มันก็แค่ออฟชั่นเสริมพูดให้ดูเท่ๆเท่านั้นแหละ แบบนี้เรื่องไหนก็เป็นได้ ...แต่ถ้าเราจะบอกว่า นี่เป็นเทปเพลงใต้ดิน 18+ ล่ะ คุณจะหันกลับมาสนใจมันมั้ย?
 
คุณภาสวุฒิ (หรือในนามปากกา Giltaro) เปิดตัวการ์ตูนเรื่องแรกของเขา ด้วยความเสี่ยงที่มากพอๆกับเดอะดวง (อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ) ด้วยงานภาพและบทบรรยายที่มีความรุนแรงสูงมาก เน้นเลือดสาด หรือแม้กระทั่งบทพูดและพฤติกรรมตัวละครที่สยองโรคจิตเอามากๆ จนหลายๆหน้าที่ได้อ่าน ทำเอาผมแบบ ...here!! ขนลุก
 
ความสุดยอดอีกอย่างหนึ่งของ Trick อยู่ที่บทบรรยายที่ทำออกมาได้ถึงพริกถึงขิง
 
ยกตัวอย่างง่ายๆเลย ใน Side A คุณจะเห็นฉากที่นางเอกเอามีดอีโต้ตัดหัวตัวเอง เพื่อพิสูจน์รักแท้ แล้วพระเอกก็เก็บหัวเอาไว้ในกระเป๋าเรียน ประมาณเราจะรักกันตลอดไป (โอ้ ก้อด!!!) หรือฉากที่พระเอกขย้ำเนื้อเพื่อนตัวเองอย่างเอร็ดอร่อย ตามสุภาษิต "เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก" ตรงตามตัวอักษร (แล้วเพื่อนเอ็งที่โดนกินไป เค้าไม่เรียกว่าตายเรอะ บัดซบ!!!) ซึ่งดูจากแต่ละพล็อตแล้ว ต้องใช้คำว่า "โคตรบ้ามาก" โหดคือโหดจริง  มันโหดจนทุกวันนี้ก็ยังงงอยู่ว่า มันรอดจากกองเซ็นเซอร์ตอนนั้นไปได้ยังไงฟะ!!?! 
 
หลายเรื่องในเล่มมีความเป็นการ์ตูนทดลอง ...แบบทดลองไปเรื่อย ดังนั้นสไตล์ภาพจึงหลากหลายเอามากๆ แต่ก็ยังคงความเนี้ยบของเส้นเอาไว้ ตามสไตล์ไทคอมิค (มีเรื่องหนึ่งใน Side A ใช้สไตล์ภาพแบบ Cartoon Network ด้วยนะ) -- หลายๆเรื่อง มีการลดความสยองด้วยงานภาพสไตล์คอมิคอเมริกัน แล้วใส่บรรยากาศการ์ตูนสยองขวัญแฟนตาซี แนวสัตว์ประหลาดขย้ำคนเข้าไปแทน (ซึ่งมันไม่มีจริงหรอกเฟ้ย!!!) ทำให้บรรยากาศโรคจิต เบาบางลงไปมาก
 
พล็อตฮีโร่ในโลกที่ไม่มีเหล่าร้าย แล้วกลายเป็นตัวร้ายซะเอง สามารถพบเห็นได้ตามหนังสือการ์ตูนทั่วไป
ถ้าไม่ซ้ำเพราะลอกกันมา ก็คงเป็นเพราะไอเดียมันไม่ได้แปลกใหม่อะไรเลยนั่นแหละนะ ใครก็คิดได้

 
แต่น่าเสียดาย ที่ไอเดียหักมุมใน Side A นั้นไม่ค่อยมีอะไรใหม่ คาดเดาได้ง่าย อีกทั้งหลายเรื่อง หักมุมได้ธรรมดามากๆ พอจะเอาสาระก็ไม่ได้ความอีก กรรม.. (เช่นในเรื่อง ปีศาจสนธยา ที่ตัวเอกถูกปีศาจเอาวิญญาณไป เพราะกำลังท้อแท้กับชีวิต เป็นการเตือนสติคนที่สิ้นหวังให้เดินหน้าต่อไป...ตรงไหน?) ...ยังดีที่มีอยู่แค่สองสามเรื่องเท่านั้นที่ไอเดียใช้ได้ (ชอบเรื่องอาณาจักรแสงสว่างมากๆ ที่ชาวเมืองต่อสู้กับปีศาจ แต่หักมุมว่า ทั้งหมดเป็นแค่การถอนฟัน...ซะงั้น 5555+ ) แต่ความน่าเบื่อในเรื่องที่เหลือนี่สิปัญหา ...แม้แต่ความโหดและปริมาณเรื่องก็ไม่สามารถ save เล่มนี้เอาไว้ได้จริงๆ
 
Side A จึงเปรียบเสมือนเทปเดโม่ไปโดยปริยาย....
-----------------------------------------------------
ปกหลัง เป็นการอธิบายภาพรวมของแต่ละเล่มได้เกือบชัดเจน สมกับที่แบ่งเป็น 2 ด้าน

ส่วนเนื้อหาใน Side B นั้นจะต่างจาก Side A อย่างเห็นได้ชัด คือ...จะดูจริงจัง ดูมีแก่นสารมากกว่า และต้องใช้สมองคิดมากขึ้น เหมือนรูปที่เห็นในหน้าปก (ซึ่ง Side A จะเน้นเอาสะใจ + ทดลองไปเรื่อยซะมากกว่า) อย่างไรก็ตาม Side B ก็ยังคงความโหดเลือดสาดตามแบบฉบับ Side A ไว้เหมือนเดิม เพียงแต่สอดแทรกการวิพากษ์วิจารณ์สังคม (social commentary) เข้าไปด้วย
 
"อะไรฝังอยู่ในหัวของคุณ เครื่องจักรงั้นเหรอ?"
 
อย่างที่จั่วหัวไว้ตั้งแต่หน้าปก ประเด็นหลักๆใน Side B จะพูดถึงสังคมมนุษย์ที่มีความคิดเหมือนเครื่องจักร เดินตามระเบียบสังคม ซึ่งล้วนขาดความเชื่อมั่นและหลงเชื่อคนอื่นได้ง่ายเหมือนถูกป้อนคำสั่ง โดยเราจะเห็นได้ชัดที่สุดในเรื่อง "รั่ว" จะเห็นได้ว่า สังคมเมืองในโลกของ Giltaro ล้วนมีแต่คนแปลกๆเพี้ยนๆเต็มไปหมดในสังคมเมือง แต่นั่นก็เป็นการอธิบายภาพรวมในมุมมืดของคนในสังคมเมืองได้เป็นอย่างดี มีทั้ง....
 
- คนที่เกิดจากน้ำในท่อผสมกับกองขยะ พร้อมใส่ชุดนักโทษ (คนไร้บ้านที่ขาดโอกาสในการใช้ชีวิตแบบคนเมืองทั่วไป หรือพระเอกของเรื่องนี้)
- คนสวมเขาควายที่ชอบโดนคนอื่นจูงจมูก 
- คนสองหน้าที่อีกหน้า ชอบชื่นชมคน แต่ด้านหลัง กลับชอบต่อว่าคน (หน้าไหว้หลังหลอก)
- คนที่โดนมีดปักกลางหลัง แต่ไม่รู้สึกรู้สาอะไร
- คนที่ชอบเอามีดแทงข้างหลังคนอื่นอย่างสนุกสนาน
- คนปากสุนัขที่ชอบยุแยงให้คนทะเลาะกัน
- คนที่วางยาคนในถ้วยกาแฟสำเร็จ และกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดในภายหลัง (หมายถึง ผู้หญิงที่แสร้งทำตัวดี แต่เผยธาตุแท้ในภายหลัง)
- ฝูงคนที่มุงดูเหตุการณ์เดือดร้อน แต่ไม่คิดเข้ามาช่วย (พวกไทยมุง)
- หรือแม้แต่ผู้ชายสวมชุดสูทถืออาวุธที่ตามล่าพระเอก เพื่อที่จะเอาแขนไม่ก็ขาไป (ชัดเลย นี่หมายถึง คนที่ชอบหาผลประโยชน์จากคนที่ด้อยกว่า อาจหมายถึง ด้อยไหวพริบ ด้อยฐานะ ตามระบบของปลาใหญ่กินปลาเล็กนั่นแหละ)
 
ตายๆๆ หวังว่าปัจจุบัน คนเขียนจะเปิดใจกับเทรนด์ตามกระแสมากขึ้นนะ

อาจจะฟังดูโอเวอร์ แต่ถ้าคนเหล่านี้ไม่มีอยู่ในสังคมเมืองจริงๆแล้วสุภาษิตไทยเหล่านี้จะเกิดขึ้นมาได้ยังไงเล่า (ใช่รึเปล่านะ 5555+) แต่บางที ทัศนคติบางอย่างของคนเขียนก็ "แรงเกินไป" จนต้องส่ายหัว อย่างเช่น การเปรียบเทียบคนที่ชอบตามเทรนด์แฟชั่น คือ "คนไม่มีสมอง" เป็นต้น -- คือ...เห็นแล้วอยาก facepalm
 
แต่ถึงจะอย่างไรก็ตาม ก็พอจะสรุปได้บ้างว่า "การที่เรามัวแต่ยอมตกอยุ่ในอำนาจของคนที่เหนือกว่า ก็เท่ากับว่าเรากลายเป็นเครื่องจักรในกำมือของเขาไปแล้วนั่นเอง....." (จำประโยคนี้เอาไว้นะ เพราะสำคัญมากๆในรีวิวนี้)
 
ความหมายของ "เครื่องจักร" ใน Trick Side B นั้น ไม่ได้เจาะจงเฉพาะ "การอยู่ภายใต้คนที่มีอำนาจเหนือกว่า" เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง โฆษณาชวนเชื่อต่างๆ อีกด้วย -- อย่างเรื่อง "ยาลดความอ้วน เห็นผลภายใน 7 วัน" งี้ -- ที่ถึงแม้ว่า บทสรุปมันจะโหดบัดซบแค่ไหน สุดท้ายแล้ว นางเอกก็หนีการวิ่งออกกำลังกายไม่พ้นอยู่ดี และเรื่อง "ฟุ้งซ้านกับเพ้อเจ้อ (ภาคทดลอง)" ที่จิกกัดรายการขายของ (ทีวีไดเร็กต์ ควอนตั้มเทเลวิชั่น) ที่ชอบขายของแพงเกินจริง และชอบแถมของที่ไม่เข้าพวกบ่อยๆ (ขายเครื่องออกกำลังกาย แต่แถมไม้ตีแมลงวัน....) คนที่ไม่มีเงินซื้อ ก็ทำได้แค่ฟุ้งซ้านไปเรื่อย (ตัวเอกในเรื่องนี้อยู่ห้องเช่า) ซึ่งสถานการณ์นี้ ก็นับว่าเป็นเครื่องจักรได้เช่นกัน เพียงแต่สองคนนี้รอดมาได้ เพราะไม่มีเงินซื้อนั่นเอง

ในเรื่อง "ในที่สุด" เป็นเรื่องของผู้ชายเจ้าชู้ ที่พยายามจะบอกเลิกกับสาวทั้งสอง เพราะสำนึกผิดได้ว่าตัวเองนั้นเลวแค่ไหน (แต่ดันหักมุมว่า เป็นเกย์ฝ่ายรับ เวรเอ้ย!!!) ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพียงแต่ถ่ายทอดโดยมุมมองของ "คนควบคุม" แทน และเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ไม่ดีเอามากๆ ของพระเอก ที่จะชอบใครก็ได้ และจะทิ้งใครก็ได้แบบไม่มีเยื่อใย เหมือน "เครื่องจักร" ที่ใช้แล้วทิ้ง (ซึ่งในอนาคต เราเองก็ยังไม่รู้เลยว่า ตัวเอกจะหักอกเกย์คนนี้ไปอีกหรือไม่ ซึ่งตรงนี้แหละ ที่สยองยิ่งกว่าผีหลอกซะอีก)

 
แล้วในที่สุด ผมก็ได้ "ชีวิตของผม"กลับคืนมาเช่นกัน

จนมาถึงบทสรุปสุดท้ายของเรื่อง Freedom มาสองตอนรวด ซึ่งเป็นการไถ่ถามถึงอิสรภาพที่แท้จริง เราจะปลดแอกการเป็นเครื่องจักรของสังคม และมุ่งสู่อิสรภาพได้อย่างไร? 
 
เป็นเรื่องของเซลล์แมนขายของในบริษัทแห่งหนึ่ง ที่ต้องตกอยู่ภายใต้ความกดดันของบริษัท เพราะยอดขายไม่ตรงเป้า ทำให้เขาตัดสินใจที่จะผูกคอตายในห้องเช่าเล็กๆของเขา ด้วยเนคไทที่เขาใส่ไปทำงานทุกวัน....
 
"....แล้วนี่มันอะไร ผมเหลือบมองดูเนคไทที่มันพันธนาการที่คอของผม  ทำไมมันต้องมาผูกคอตูกับคนอีกกว่าร้อยล้านคนบนโลกนี้ เพื่ออะไร มันคือสิ่งแรกที่ผมไม่พอใจเลย มันทำอะไรได้รึไง ใช้ล่าสัตว์เรอะ เป็นเครื่องนุ่งห่มกินแทนยา รักษาโรคได้มั้ย หรือใช้มันแทนเงินได้ หา!! 
 
ไร้ประโยชน์สำหรับผม มันไม่ต่างกับเชือกที่ทำให้สามารถผูกคอตายที่ไหนก็ได้ทุกที่ทุกเวลาดีๆนี่เอง แหม!! วิเศษจริงๆเชียว....."
 
แต่แล้ว ด้วยพัดลมเพดานราคาถูกที่รองรับเชือกและน้ำหนักของเขา ทำให้แกนพัดลมหัก เขาร่วงลงมาหัวกระแทกกับพื้น (มีขี้แตกด้วยนะ) เขาตื่นขึ้นมาในอีกโลกหนึ่งที่มีแต่ทะเลทราย (แห้งเหือดและว่างเปล่า) เขาพยายามที่จะออกจากที่นี่ให้ได้ ซึ่งมันก็แลกมาด้วย แขนและขาของเขาที่ขาดไปเรื่อยๆ จนเหลือแต่หัว แต่เขาก็ไม่หยุดอยู่แค่นั้น เขาใช้ฟันเจาะดินเคลื่อนตัวไปข้างหน้า จนไปถึงปลายทาง และได้พบกับวัตถุปริศนาที่หน้าคล้ายตัวเอก ซึ่งบอกกับเขาว่า ตัวเขาได้เข้าใจความหมายของ อิสรภาพ แล้ว -- และหลังจากนั้น พระเอกก็ฟื้นขึ้นมา เขาไม่รอช้า รีบลาออกจากที่ทำงานทันที และเริ่มค้นหาตัวเองอีกครั้ง
 
ตอนลุกจากเตียง ผมก็ทำแบบนี้ (....)

".....นี่อาจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดของผม แต่ไม่เป็นไร ผมยังมีเวลาค้นหาตัวเอง หาสิ่งที่เหมาะกับผมที่สุด ผมออกเดินทางอีกครั้ง ตราบใดที่ยังมีไฟ มีมือ มีเท้า เหมือนคนอื่นๆ -- บางทีอิสรภาพอาจอยู่ใกล้กว่าที่ผมคิดก็ได้ ผมเคยกลัวจนมองไม่เห็นปัญหา ผมเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง 

 เอาล่ะ ลองค้นหาตัวเองอีกครั้ง บางทีอาจจะมีอะไรที่ผมทำได้ดีกว่านี้ก็ได้ใครจะรู้ นี่แหละคือ "อิสรภาพ"ในรูปแบบของผม"
 
ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาได้เรียนรู้ว่า -- สิ่งที่ควบคุมมนุษย์ให้เป็นเครื่องจักร มันไม่ใช่ระเบียบสังคมตั้งแต่แรก แต่เป็นมนุษย์นั่นแหละ ที่ปิดกั้นอิสรภาพตัวเอง (ปรบมือให้ Giltaro กันเร้ว!!!)
 
ซึ่งนั่นทำให้ Trick กลายเป็นการ์ตูนที่สามารถสื่อถึงการไขว่คว้าอิสรภาพ (Redemption) ได้ทรงพลังมากๆ ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลาอ่านมันซัก 2-3 รอบก็ตาม ถึงจะเข้าใจ -- แต่ทว่า  เนื้อหาในเล่มมันยังไม่จบแค่นี้น่ะสิ
 
เพราะหากมองลงไปให้ลึกกว่าเดิม คุณจะต้องแปลกใจกับคอนเซ็ปต์ใน Side B ที่ออกมาเพอร์เฟ็กต์มากกว่าที่เห็น เพราะจริงๆแล้ว มันไม่ได้พูดถึงการไขว่คว้าอิสรภาพอย่างเดียว แต่เป็นการสรุปความโหดซาดิสม์ที่ผ่านมาในงานของเขาได้ทั้งหมด (ซึ่งมันมีที่มาที่ไป)  -- จากเรื่องแรก "Think" คนเขียนบอกเราล่วงหน้าว่า จงอย่าตัดสินทุกสิ่งเพียงแค่เปลือกนอก ก่อนที่จะจบลงด้วยเรื่อง "โตขึ้นผมอยากเป็น" ซึ่งกลับมาวาดสไตล์เดิม เน้นโหดเข้าว่า ฟังดูไม่เข้าพวกใช่มั้ย?
 
จะเห็นว่าลายเส้นในเรื่อง มันละเอียดยิบเอามากๆ เหมือนตั้งใจให้เรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้ายในชีวิตของเขาจริงๆ และนี่น่าจะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในชีวิตของคนเขียน ที่วาดการ์ตูนแอ็คชั่น ซึ่งวาดฉากต่อสู้ออกมาได้สะใจสุดๆ ซึ่งสมศักดิ์ศรีในการปิดฉากอำลาวงการของเขามากๆ (การ์ตูนแอ็คชั่น เป็นแนวที่ใช้ทักษะการวาดมากที่สุด) แต่เนื้อเรื่องต่างหากที่สำคัญ มันเหมือนว่าคนเขียนกำลังคุยกับเราอยู่
 
"แม่ครับ ผมรู้แล้วว่าอยากเป็นอะไร ผมจะเป็นตำนาน!!!"
 
ใช่แล้ว!!! จุดประสงค์ที่แท้จริงของ Trick ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แค่อยากจะวาดการ์ตูนโหดๆเพื่อสนองกิเลสส่วนตัว แต่เพราะคนเขียนต้องการที่จะสร้างตำนาน โดยการเป็นนักเขียนการ์ตูนไทยแนวโหดเลือดสาดคนแรกนั่นเอง!!!!
 
อำลาวงการด้วยฉากแอ็คชั่น เหมื่ือนเรื่อง Unknown Fear เลย 5555+

จะเห็นได้ชัดว่า สิ่งที่ดีที่สุดในเล่ม ไม่ใช่เรื่องสั้น แต่เป็นโครงสร้างและคอนเซ็ปต์ที่ประกอบเรื่องสั้นเหล่านั้นเข้าไว้ด้วยกันต่างหาก -- เราชอบการ represent ที่กล้าได้กล้าเสียและดูฉลาด มีการวางแผนล่วงหน้าในตัวคนเขียน /เราชอบแก่นสารเนื้อหาที่อ่านเข้าใจง่าย แต่มีการรวบคอนเซ็ปต์ให้เป็นก้อนเดียวกัน ทั้งหมดนี้แหละมั้ง ที่ทำให้เรารู้สึกว่า ตัวเราชอบ Trick Side B มากกว่า Side A ซะอีก

ยังมีข้อเสียบางจุดที่รู้สึกว่า มันไม่จำเป็นกับเนื้อเรื่องเลย อย่างเช่นเรื่อง ยาลดความอ้วน ที่กินแล้วจะลดน้ำหนักได้ภายใน 7 วัน แต่ก็ต้องแลกมาด้วย การละเมอวิ่งไล่ฆ่าคนแบบบ้าหอบฟาง ซึ่งตรงนี้ผมสงสัยว่าทำไมต้องฆ่าคนด้วย มันไม่ make sense เหมือนจงใจให้เรื่องมันโหดยังไงยังงั้น 
แค่วิ่งแบบบ้าหอบฟางอย่างเดียวมันก็ผอมแล้วรีเปล่าล่ะ? (ตอนแรกตัดย่อหน้านี้ออก เพราะกลัวว่ารีวิวจะยาวเกินไปและหลุดประเด็น แต่ตอนนี้คิดว่าใส่เข้ามาดีกว่า)
 
ถ้าคนเขียนวางแผนเรื่องดีๆตั้งแต่แรก มันไม่จำเป็นที่จะต้องมี Side A เลยด้วยซ้ำ เพราะจริงๆแค่ Side B ก็ทำหน้าที่ของมันได้ดีมากพอแล้ว (ถึงแม้ว่าจะมีเรื่องสั้นแย่ๆอยู่ไม่กี่เรื่องก็ตาม) -- มันเหมือนอัลบั้มเพลงที่มีคอนเซ็ปต์เจาะลึก และมีการวางโครงสร้างเป็นขั้นเป็นตอน ผมว่าตรงนั้นแหละที่ทำให้ภาพรวมของ Side B ดูน่าสนใจ 
 
...และแน่นอน ผลลัพธ์ต่างจาก Side A ราวฟ้ากับเหว -- นอกจากจะเป็นรวมเล่มที่ดีที่สุดในชีวิตของคนเขียนแล้ว Side B ยังเปรียบเสมือนอัลบั้มเดบิวท์อัลบั้มหนึ่งที่ทรงคุณค่า!!!
 
(สรุป/ Side A: 7/10 --- Side B: 10/10) (รอเขียนเพิ่มเร็วๆนี้ (เฉพาะ Trick Side B)

ติดตามเพจที่ https://www.facebook.com/ThaiComicReview/
 
เป็นรีวิวที่เขียนยากที่สุดเท่าที่เคยทำมาแล้ว (และใช้เวลาเขียนนานที่สุดด้วย) เขียนยากกว่าเรื่องตะกร้ออีกวุ้ย!!! ใครอ่านไม่เข้าใจตรงไหน ก็บอกกันได้นะ 5555+

 



Create Date : 21 มกราคม 2562
Last Update : 12 กันยายน 2563 17:53:13 น. 0 comments
Counter : 1103 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

เรลกันคุง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีครับ ผมเรลกันครับ ชอบอ่านการ์ตูนมากๆ หวังว่าจะสนุกกันนะครับ




Friends' blogs
[Add เรลกันคุง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.