มิถุนายน 2564

 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
11
12
13
18
19
20
21
26
27
29
30
 
 
All Blog
เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูฝัน บทที่ 4
บทที่ ๔

วันวิสาข์พี่สาวของวันรบเรียนอยู่ชั้นปีที่ ๑ ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ โดยเธอเลือกเรียนสาขาวิชานิเทศศาสตร์ ทีแรกเธอไม่รู้ว่านิเทศศาสตร์คืออะไร แต่เมื่อครูแนะแนวถามว่าเรียนจบแล้วเธออยากเป็นอะไร วันวิสาข์ตอบอย่างมั่นใจว่า “หนูอยากเป็นนักข่าวค่ะ” เพราะสมัยที่เรียนเธออยู่ชั้นมัธยม เธอจำได้ว่ามีนักข่าวมาทำสารคดีเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนกงไกรลาศ และวันวิสาข์ได้สังเกตการทำงานของเขาด้วยความสนใจและรู้สึกว่าเขาเก่งมาก จึงอยากทำอาชีพแบบนั้นบ้าง ครูจึงแนะแนวทางให้เธอเลือกเรียนสาขานิเทศศาสตร์ ซึ่งหมายถึงศิลปะของการสื่อสารทุกประเภททั้งในระดับบุคคลและมวลชน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน ดังนั้นหน้าที่ของนักข่าวหรือสื่อมวลชนจึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้คนในสังคมมีความเข้าใจกันได้

เมื่อวันวิสาข์เข้ามาเรียนในสาขานี้ เธอสัมผัสได้ว่าการเป็นสื่อมวลชนหรือนักข่าวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิดแต่แรก เพราะสื่อมวลชนเป็นเสมือนกระจกสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมทั้งด้านดีและด้านไม่ดี เช่น คอยสอดส่องดูแลเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง แล้วเตือนหรือสะท้อนออกมาให้ประชาชนได้รับรู้ ซึ่งจำเป็นต้องเสนอตามความเป็นจริง ไม่มีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง

สื่อมวลชนเป็นเสมือนตะเกียงที่ส่องนำทางให้ประชาชนได้เกิดปัญญา เนื่องจากคนจำนวนมากยังขาดการศึกษาที่ดี สื่อมวลชนจึงกลายเป็นผู้นำทางความคิดในสิ่งที่ถูกต้องแก่พวกเขา เช่น เสนอการแก้ปัญหาจราจรติดขัดไม่ใช่สร้างถนนเพิ่ม แต่ควรลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวเพื่อให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทน

สื่อมวลชนเป็นเสมือนสะพานที่เชื่อมโยงคนกลุ่มต่างๆ ประสานความสัมพันธ์กันได้ เช่น ช่วยเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่คนไร้สัญชาติที่เกิดบนแผ่นดินไทย เพื่อให้สังคมได้รับรู้ว่าคนเหล่านี้ก็เป็นคนไทยเช่นกัน

และสื่อมวลชนยังเป็นเสมือนครูที่จะให้ความรู้ในเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ เช่น อธิบายว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงคืออะไร สถาบันพระมหากษัตริย์มีความสำคัญต่อสังคมไทยอย่างไร เป็นต้น

ทุกๆ วันหยุด สิ่งที่วันวิสาข์ต้องทำเป็นประจำคือ การตระเวนไปตามที่ต่างๆ เพื่อถ่ายภาพที่น่าสนใจที่พอจะเป็นภาพข่าวได้ส่งอาจารย์ทุกเช้าวันจันทร์ แต่สุดสัปดาห์นี้ยังไม่มีเหตุการณ์ใดที่ทำให้เธอเลือกเป็นภาพข่าวได้เลย ระหว่างที่เธอเดินเลียบไปตามคูน้ำด้วยความกังวลใจเพราะยังไม่มีงานส่ง วันวิสาข์เหลือบไปเห็นสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่งอยู่ในคูน้ำ เธอหยุดดูให้แน่ใจ
“เฮ้ย นั่นหมานี่!!!” เธออุทานออกมา

แม่หมาตัวหนึ่งกำลังคาบลูกหมาตัวเล็กๆ และว่ายน้ำเพื่อข้ามคูน้ำที่กำลังไหลเชี่ยวกราก เธอสังเกตเห็นว่าแม่หมาตัวนั้นกำลังจะหมดแรง เพราะต้านแรงน้ำไม่ไหว ฝั่งตรงข้ามมีลูกหมาตัวน้อยนอนร้องหงิงๆ อยู่อีกสองตัว

วันวิสาข์จดจ่อกับภาพที่เห็นเบื้องหน้า พลางคิดในใจว่าหากเธอถ่ายภาพนี้เก็บไว้ โดยให้ชื่อภาพว่า “ดวงใจแม่” และส่งภาพข่าวนี้ไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของมหาวิทยาลัย คงจะได้ขึ้นหน้า ๑ แน่ๆ เพราะเป็นภาพที่สะเทือนอารมณ์ของผู้อ่านเป็นอย่างมาก แต่เมื่อนึกถึงจริยธรรมของสื่อมวลชนที่เธอได้เรียนมา และด้วยความที่เธอรักสัตว์ จึงรีบวางกล้องและกระเป๋า แล้วโดดลงไปในคูที่ประเมินด้วยสายตาแล้วว่าไม่ลึกมากนัก เธอค่อยๆ เดินไปหาแม่หมาตัวนั้นช้าๆ เพื่อไม่ให้มันตกใจ

สาวน้อยเข้าไปพยุงตัวแม่หมาอย่างระมัดระวัง ปากของแม่หมายังคาบลูกหมาไว้แน่น ตัวสั่นเทาด้วยความเหนื่อยและความกลัว ทั้งสองตัวก็ถึงตลิ่งได้อย่างปลอดภัย แม่หมาคายลูกออกจากปากและนอนหอบหมดแรง จากนั้นเธอลุยน้ำข้ามคูที่สูงเทียมอกอีกครั้งเพื่อไปอุ้มลูกหมาอีกสองตัวที่อยู่อีกฝั่งมาวางข้างๆ แม่ของมันอย่างปลอดภัยเช่นกัน

เธอยืนแช่น้ำอยู่ครู่หนึ่งปาดเหงื่อที่ไหลเปื้อนแก้ม มองดูแม่หมาและลูกหมาสามตัวอยู่ด้วยกันพร้อมยิ้มน้อยๆ แม่หมาเลียบนตัวที่เปียกปอนของลูกหมาตัวแรกที่คาบมา อีกสองตัวที่อุ้มมาสมทบครางหงิงๆ พยายามขยับตัวเข้าใกล้ตัวแม่เพื่อจะกินนม ภาพที่เห็นทำให้หญิงสาวต้องยกมือขึ้นปาดน้ำตาด้วยความซาบซึ้งและนึกถึงพ่อกับแม่ตอนที่โอบกอดเธอในวันที่ส่งเธอขึ้นรถเพื่อมาเรียนที่กรุงเทพฯ

วันวิสาข์ปีนขึ้นตลิ่งในสภาพเปียกโชกไปครึ่งตัว แต่เธอก็ไม่ได้อนาทรร้อนใจกับกางเกงตัวใหม่ที่เปรอะเปื้อนสิ่งสกปรก กลับมีความสุขใจเสียด้วยซ้ำที่ได้ทำในสิ่งที่สมควรทำ เธอหยิบกระเป๋าและกล้องที่วางอยู่ หันไปมองภาพความอบอุ่นของแม่หมาและลูกหมาอีกครั้งก่อนจะเดินจากไปด้วยความอิ่มเอิบใจ แม้ว่าเธอจะไม่ได้บันทึกภาพที่เห็นไว้ แต่ภาพประทับใจนี้ก็ได้ถูกบันทึกเป็นความทรงจำของเธอไปเรียบร้อยแล้ว
ก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน ฟ้ากำลังจะเปลี่ยนสี วันวิสาข์เดินลงจากรถโดยสารเพื่อเข้าหอพักของมหาวิทยาลัยอย่างเหนื่อยล้า

ขณะที่เดินผ่านห้องโถงของหอพัก เธอหันไปเจอกับสายตาคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมองเธออยู่
“แม่!!” วันวิสาข์ร้องเสียงหลง พลางวิ่งโผเข้าไปกอดวรรณาผู้เป็นแม่ที่นั่งรอลูกสาวตั้งแต่บ่าย
“แม่มาได้ยังไง ทำไมแม่ไม่โทรมาบอกว่าแม่จะมาล่ะคะ” วันวิสาข์ถามด้วยเสียงระล่ำระลัก เพราะความดีใจแบบไม่ทันตั้งตัว
“แม่มาเยี่ยมป้าปรีดาน่ะ แกไม่ค่อยสบาย แม่โทรหาหนูตั้งแต่บ่ายๆ แล้ว ไม่เห็นรับโทรศัพท์ ไม่รู้เป็นอะไรหรือเปล่า แม่เป็นห่วง เลยมาหาที่นี่เลยดีกว่า”
“โอ๊ย ตายแล้ว หนูขอโทษ หนูผิดเองค่ะแม่ หนูลืมโทรศัพท์ไว้ที่ห้อง”
“แล้วนี่ไปทำไรมา ทำไมเสื้อผ้ามันเปียกชื้นและมอมแมมอย่างนี้” แม่ลูบศีรษะลูกสาวด้วยความห่วงใย
“อ๋อ หนูไปช่วยแม่หมากับลูกหมามาค่ะ จริงๆ จะไปทำงานส่งอาจารย์ แต่กลับไปทำเรื่องอื่นมาแทน กำลังคิดว่าคืนนี้จะโทรไปเล่าให้แม่ฟังอยู่เลย สงสัยจะเป็นเพราะอานิสงส์ที่หนูช่วยหมาวันนี้แน่เลย ทำให้หนูได้เจอกับแม่ในรอบสองเดือน” พูดจบวันวิสาข์กอดและหอมแก้มผู้เป็นแม่ วรรณายิ้มแก้มปริ

“แม่ขา แม่นอนที่ไหนคะคืนนี้”
“แม่จะนอนบ้านป้าปรีดา แกชวนไว้แล้ว ไปอยู่เป็นเพื่อนแกหน่อย ลูกไปนอนกับแม่ไหม ป้าก็ถามถึงลูกนะ”
“ไปค่ะๆ พรุ่งนี้วันอาทิตย์หนูไม่มีเรียนอยู่แล้ว เดี๋ยวหนูเก็บเสื้อผ้าก่อนนะ แม่รอเดี๋ยวนะ คืนนี้หนูจะนอนคุยกับแม่ทั้งคืนเลย ฮิๆๆ” สาวน้อยรีบวิ่งขึ้นห้องพักไปด้วยความกระตือรือร้นและหัวใจที่พองโตเป็นที่สุด




Create Date : 15 มิถุนายน 2564
Last Update : 15 มิถุนายน 2564 14:40:40 น.
Counter : 202 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Alex on the rock
Location :
มหาสารคาม  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [?]



Blog นี้เป็นพื้นที่ส่วนตัว เป็นความเห็นส่วนตัว ผู้อ่านอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อเขียนใน Blog กรุณาแสดงความคิดเห็นด้วยความสุภาพและเคารพสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญของเจ้าของ Blog ด้วย หากผู้อ่านที่แสดงความคิดเห็นไม่อาจจะปฏิบัติตามนี้ได้ เจ้าของ Blog สามารถลบความคิดเห็นของท่านโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบ
  •  Bloggang.com