มีนาคม 2564

 
2
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
17 วันที่ฉันเป็นครู : น้องผึ้งของครู
            หลังจากนั้นไม่นาน ในเย็นวันอาทิตย์ฉันตัดสินไปบ้านน้องผึ้งเพื่อเอาหนังสือพิมพ์ไปให้โดยไม่ได้โทรศัพท์บอกล่วงหน้า พอไปถึงฉันเจอกับพี่บัว พี่เลี้ยงของน้องผึ้ง เธอยังจำฉันได้ เธอตะโกนเรียกน้องผึ้งซึ่งอยู่ข้างบนบ้าน
 
            “น้องผึ้งลงมานี่หน่อย ครูพี่เล็กมาหา”
            “ครูเล็กเหรอ เย้” ฉันได้เสียงตะโกนกลับลงมา นึกในใจ เธอยังไม่เปลี่ยนไปจริงๆ
            เด็กน้อยวิ่งลงมายกมือไหว้ฉัน พอเห็นหนังสือพิมพ์ที่ฉันถืออยู่ในมือ เธอก้บอกว่า “หนูเห็นแล้วจากที่อุดรฯ หนูจะดังแล้ว หนูเป็นดาราแล้ว ฮ่าๆๆๆ” เธอยิ้มอย่างสดใส
            “เป็นไงบ้างเทอมที่แล้วสอบได้ที่เท่าไหร่”
            “ได้ที่ 11”
            “เด็กมี 12 คนเหรอ” ฉันแซว
            “เปล่า มี 52 คน”
            “โอ้โห ทำไมเด็กห้องนึงเยอะจัง”
            “จริงๆทั้งโรงเรียนมีเป็นแสนๆคนแน่ะ”
            “เว่อร์ไปแล้ว”
            “ก็หมายถึงที่ผ่านมาน่ะ”
            “แล้วยังชอบเรื่องผีอยู่อีกรึเปล่า” น้องผึ้งยังไม่ทันตอบ พี่บัวก็แย่งตอบทันที “ยังเหมือนเดิมเลยค่ะ เล่าทุกวัน”
            “เกมล่ะเล่นอีกมั้ย”
            “เล่นสิหนูชอบเกมที่สุดเลย” จากนั้นเธอก็ร่ายยาวถึงเรื่องเกมอะไรต่อมิอะไรมากมายที่ฉันไม่เข้าใจสักนิด เธอว่าเธอชอบเกมแอ๊คชั่น กับแอดเวนเจอร์ พูดภาษาอังกฤษเสียด้วย ฉันถามว่าทำไมชอบเล่นเกมเหมือนเด็กผู้ชายล่ะ เธอบอกว่าเกมของผู้หญิงน่าเบื่อ ไม่ตื่นเต้น มีแต่ปิ๊งๆกัน
 
            ฉันสังเกตว่าเธอเปลี่ยนทรงผมไป จากเดิมเคยไว้ผมหน้าม้า แต่มาคราวนี้เธอแสกกลาง เห็นดวงหน้าที่กลม และตาคมชัดเจนขึ้น
            “ทำไมไม่ไว้ผมหน้าม้าแล้วล่ะ” ฉันถาม
            “จริงๆที่โรงเรียนเขาให้ไว้หน้าม้า แต่หนูเบื่อทำตามกฎแล้ว รองเท้านักเรียนก็ห้ามใส่หลวม ครูจะตรวจด้วยว่าใส่พอดีรึเปล่า”
            “ไม่เห็นจะเกี่ยวเลยนี่ รองเท้าคับหรือหลวมมันต่างกันตรงไหน” ฉันเห็นพ้องกับน้องผึ้ง แม้ว่าโรงเรียนที่ฉันเคยเรียนจะเข้มงวดเรื่องระเบียบวินัยเพียงใด แต่ไม่เคยบังคับเด็กให้สวมรองเท้าพอดีเท่านั้น
            “หนูก็ว่างั้นแหละ หนูว่าใส่รองเท้าหลวมน่ะดี เผื่อเท้าโตจะได้ไม่ต้องซื้อใหม่บ่อยๆ” เธอพูดอย่างรู้จักค่าของเงิน เธอป้องปากว่า “มันเปลือง”
            “นั่นสิ เค้าลืมคิดถึงตรงนี้ว่าร่างกายของเด็กจะต้องเจริญเติบโตขึ้น ครูที่ออกกฎน่ะเค้าแก่แล้ว เท้าเค้าก็อยู่ตัวไม่โตกว่านี้แล้วเค้าก็ทำได้สิ” ฉันเข้าข้างน้องผึ้ง
            “หนูเกลียดกฎระเบียบ มาบังคับกันอยู่ได้ น่ารำคาญ สักวันเหอะหนูจะเผาโรงเรียน” อ้าวกลายเป็นการก่อการร้ายไป เรื่องนิดเดียวกะจะเผาโรงเรียนเสียแล้ว ฉันมิต้องกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในข้อหาวางเพลิงไปด้วยหรือนี่
            “เฮ้ย ไปเผาได้ไง โรงเรียนออกจะใหญ่โตจะเผาหมดเหรอ แล้วจะไปเรียนที่ไหนล่ะ ถ้าวิ่งออกมาไม่ทันล่ะทำไง”
            “จริงด้วย หนูลืมไป”
            “น้องผึ้งรู้มั้ยว่าน้องผึ้งหน้าเหมือนใคร”
            “ไม่ทราบค่ะ หนูไม่เคยสังเกต”
            “เคยดูเรื่อง ซูซูรัน มั้ย”
            “อ๋อ รู้จัก แต่ไม่เคยดูหรอก”
            “นั่นแหละ น้องผึ้งหน้าเหมือนโมเอะ ตอนเด็กๆน่ะ หน้าอย่างนี้เลย โดยเฉพาะตอนที่ไว้ผมม้านะ”
            “จริงเหรอ” เธอยิ้มน้อยๆ ดีใจที่หน้าละม้ายนางเอกตอนเด็ก
            “นี่ก็เหลืออีกเทอมเดียวก็จะจบ ป.6 แล้วสิ จะขึ้น ม.1แล้ว ตื่นเต้นมั้ย”
            “ตื่นเต้นค่ะ ถ้าหนูได้เข้าเรียนแล้วหนูจะได้ไปเที่ยวญี่ปุ่น หนูอยากไปญี่ปุ่นมากเลย หนูจะไปตึกโซนี่”
            “ได้ไปญี่ปุ่นเหรอ ดีจัง แล้วไปโซนี่ทำไม”
            “ก็ไปซื้อเกมไง มีเกมเยอะที่สุดเลย หนูจะซื้อเกมที่ใหม่ๆที่เมืองไทยไม่มี”
            “เพื่อนๆชอบเล่นเกมเหมือนน้องผึ้งมั้ยคะ”
            “ชอบ เราคุยกันแต่เรื่องเกมทั้งวันเลยค่ะ”
            “อ้าวครูไม่ว่าเหรอ”
            “แอบคุย”
 
            พอฉันไม่มีเรื่องคุย เธอก็เอาเรื่องเกมเพลย์สเตชั่นมาคุยอีก ฉันก็นั่งฟังไปยิ้มไปโดยไม่รู้เรื่องเลย แต่เปิดโอกาสให้เธอระบายออกอย่างเต็มที่เพราะเข้าใจว่าที่บ้านคงไม่มีใครฟังเธอเล่าแล้ว
            “หนูว่าประเทศไทยเนี่ยเชย นายกฯน่าจะยอมให้มีซีดีเถื่อนเยอะๆ ขายซีดีเถื่อน ก็รู้อยู่แล้วว่าเศรษฐกิจไม่ดี คนก็ไม่มีอาชีพ จะให้ไปขายอะไร” ฉันฟังแล้วก็หัวเราะ คิดได้ยังไง แถมคิดแทนพวกคนขายอีกด้วย
            “ถ้าน้องผึ้งเป็นนายกฯมีหวังของเถื่อนเต็มเมือง”
            “ไม่หรอกค่ะ ไม่ต้องเถื่อนก็ได้ ขายของจริงก็ได้ แต่ให้มันถูกๆหน่อย” ความคิดแบบนี้ค่อยเข้าท่าขึ้นมานิดหนึ่ง
            “อย่าไปสนใจเลยวัฒนธรรมน่ะ เชยจะตาย ไม่ไฮเทคเลย”
            “อ้าวต้องรักษาไว้บ้างสิ ถ้าวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้มั้ย”
            “ถ้าญี่ปุ่นได้ค่ะ” เป็นงั้นไป
            “ของไทยด้วยก็ได้ แต่ไม่ต้องมากหรอก พื้นบ้านเนี่ยมันเชย หนูไม่ชอบ ไม่เห็นได้อะไรเลย หนูชอบเกมจับผิด แล้วก็เกมเต้นด้วย”
            “ครูเคยเล่นเกมจับผิดแล้วล่ะ ครูหามันไม่ทัน โดนกินเงินไปหลายบาทเลย”
            “บางเครื่องมันขี้โกงน่ะ จิ้มมันแล้วมันไม่ขึ้น เปลี่ยนเครื่องแล้วมันก็โกงอีกหนูอยากจะทุบมันจัง”
            “เออ แล้วไฮเทคมันดีกว่าพื้นบ้านตรงไหนล่ะ”
            “ก็หนูว่าพื้นบ้านไม่เห็นมีประโยชน์เลย สู้เกมเต้นก็ไม่ได้ ได้ออกกำลังกายด้วย ส่วนเกมจับผิดก็ได้ฝึกเรื่องสายตา แต่พื้นบ้านไม่ได้อะไรเลย” แหมพอให้เหตุผลอย่างนี้มา ฉันก็ชักคล้อยตาม แต่ไม่ได้สิ พื้นบ้านก็คือภูมิปัญญาของชาวบ้าน มันต้องมีประโยชน์เพียงแต่น้องผึ่งยังไม่เคยได้สัมผัสเท่านั้น
           
            เราคุยกันได้ประมาณครึ่งชั่วโมง น้องผึ้งจะเป็นผู้เล่าเสียมากกว่า เพราะดูเธออยากเล่าเหลือเกิน เล่าเรื่อง คฤหาสน์กึ๊กกึ๋ย หรือเรื่อง  Bio Hazzard อะไรทำนองนี้แหละ ฉันเองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน ซึ่งหนังที่เธอดูจากวิดีโอให้ฉันฟังจบไปหนึ่งเรื่องแล้วด้วย แสดงท่าทางประกอบสนุกสนาน รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างแต่ก็ขำๆดีเหมือนกัน
 
            “แล้วตอนนี้ยังอยากจะเป็นนักเขียนการ์ตูนอีกรึเปล่า” ฉันถามถึงความใฝ่ฝันของเธอเมื่อครั้งยังสอนเธออยู่
            “ไม่แล้ว หนูว่ามันยากง่ะ”
            “แล้วอยากเป็นอะไรล่ะ” ฉันหวังว่าจะได้รับคำตอบว่าเป็นหมอเหมือนคุณแม่หรือพี่สาว
            “อยากเป็นแม่มด” เธอตอบทันที
            “มันไม่ยากยิ่งกว่าเหรอ”
            “ไม่นะไปเรียนไปฝึกวิชาเดี๋ยวเดียวก็เป็นแล้ว”
            “จะเอารายได้จากที่ไหนล่ะ”
            “ก็รายได้จากการปราบผีไง”
            ความฝันของเธอดูจะหนักข้อกว่าเก่า ฉันไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เธอจะเลิกเพ้อฝันกับเรื่องเหล่านี้เสียที อีกไม่นานเธอก็จะเป็นสาวแล้ว ขืนยังอยากจะเป็นแม่มดอยู่นี่ ท่าทางจะลำบาก เพราะในเมืองไทยยังไม่เห็นที่ไหนเขาเปิดโรงเรียนสอนกัน
           
            ฉันเห็นว่าเย็นมากแล้ว สมควรที่จะกลับเสียที ก่อนกลับฉันบอกเธอถึงเรื่องที่ฉันเขียนอยู่
            “ตอนนี้ครูกำลังเขียนเรื่องของน้องผึ้งอยู่นะ”
            “เหรอ ครูเขียนประวัติของหนูเหรอ หนูจะเล่าให้ฟัง หนูเป็นคนสนุกสนาน”
            “อันนั้นครูรู้แล้ว”  เธอหัวเราะชอบใจ
            “หนูชอบเรื่องผี ชอบเล่นเกมมากที่สุด”
            “นั่นก็เขียนแล้ว เดี๋ยววันนี้จะไปเขียนต่อ” น้องผึ้งแสดงอาการตื่นเต้นดีใจอย่างชัดเจน
            “หนูจะดังอีกแล้วเหรอ ฮ่าๆๆๆ”
 
            น้องผึ้งเดินออกมาส่ง พร้อมกับสวัสดีอย่างสวยงาม ฉันเองยิ้มให้เธอก่อนหันหลังกลับ โดยไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้มาหาเธออีกเมื่อไหร่ เพราะต่อไปนี้ก็ไม่มีธุระอะไรอีกแล้ว จะมาเยี่ยมเธอเฉยๆ ก็กลัวว่าจะเข้าใจผิดคิดว่ามาหางานทำ
           
            ฉันไม่เคยรู้ว่าตัวเองเป็นคนที่รักเด็กอยู่เหมือนกัน โดยปกติแล้วถ้าเด็กดื้อ ฉันจะดุ แต่สำหรับน้องผึ้งแล้ว เธอไม่ใช่เด็กดื้อซะทีเดียว   เพราะยังพูดจากันรู้เรื่องแม้ว่าจะเสียงดังบ้าง ซนบ้าง มีความคิดต่อต้านแปลกๆบ้าง แต่เธอก็ยังรับฟังเหตุผลของคนอื่น
 
            ฉันเห็นเธอในวันนี้ เธออายุ 11 ปี สดใสเริงร่า ไม่มีจริต เมื่อเทียบกับเด็กวัยใกล้เคียงกันแถวศูนย์การค้าในกรุงเทพฯ ใส่สายเดี่ยวประชันกัน มีแฟนแล้ว หัวเราะคิกคักเสียงดัง ลดความอ้วนเพื่อจะได้แต่งตัวสวยๆ อยากเป็นดาราหน้าใสวัยเยาว์ เพื่อจะได้ไปทำท่าคิกขุอยู่ในหน้านิตยสารวัยรุ่น หรือปรากฏตัวอยู่ในมิวสิควิดีโอของนักร้องวัยรุ่น ดูแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง น้องผึ้งยังคงเล่นเกม ดูโทรทัศน์ อ่านการ์ตูนอยู่กับบ้าน สวมเสื้อยืดนุ่งกางเกงขาสั้นที่ขายตามแผงลอย แม้ว่าเธอจะมีฐานะดีพอที่จะซื้อเสื้อผ้าราคาแพงกว่านั้นก็ตาม เช่นเดียวกับน้ำหวานพี่สาวของเธอ ซึ่งตอนนี้เป็นนักศึกษาแพทย์ไปแล้ว น้ำหวานเป็นวัยรุ่นเต็มตัว แต่การวางตัวของเธอน่ารักเรียบร้อย ดูแลน้องสาวและรับผิดชอบแทนพ่อแม่ได้อย่างน่าชื่นชม ไม่จัดจ้านเหมือนเด็กวัยเดียวกันกับเธอ ที่มีกิริยามองดูแล้วน่าเวียนหัว
 
            การอบรมสั่งสอนจากพ่อแม่เป็นสิ่งที่สำคัญ แม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่กับลูกตลอด แต่ไม่ทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กมีปัญหา ซึ่งน่านับถือไม่น้อย และฉันเชื่อว่าสักวันน้องผึ้งจะตระหนักได้เองว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร เพราะเธอมีแบบอย่างที่ดีให้เห็นอยู่ในครอบครัวของเธอแล้ว.
 



Create Date : 04 มีนาคม 2564
Last Update : 4 มีนาคม 2564 11:54:43 น.
Counter : 66 Pageviews.

2 comments
(โหวต blog นี้) 
  
สวัสดีคะ..

น้องผึ้ง เป็นเด็กมีจินตนาการสูง..น่าทึ่ง..

คนเป็นครูหรือผู้ปกครองต้องมีความเข้าใจ..

โดย: อ้อมแอ้ม (คนผ่านทางมาเจอ ) วันที่: 4 มีนาคม 2564 เวลา:16:54:37 น.
  
ใช่ค่ะ ป่านนี้โตไปทำงานเก่งแล้ว
โดย: Alex on the rock วันที่: 5 มีนาคม 2564 เวลา:15:30:38 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Alex on the rock
Location :
มหาสารคาม  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 39 คน [?]



Blog นี้เป็นพื้นที่ส่วนตัว เป็นความเห็นส่วนตัว ผู้อ่านอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อเขียนใน Blog กรุณาแสดงความคิดเห็นด้วยความสุภาพและเคารพสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญของเจ้าของ Blog ด้วย หากผู้อ่านที่แสดงความคิดเห็นไม่อาจจะปฏิบัติตามนี้ได้ เจ้าของ Blog สามารถลบความคิดเห็นของท่านโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบ
  •  Bloggang.com