ผ่านทะเลเห็นน้ำไร้ความหมาย
Group Blog
 
<<
มกราคม 2549
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
23 มกราคม 2549
 
All Blogs
 
เล่าเรื่อง พระเจ้า เทพเจ้า และเทวดา3

ความเป็นมาของยาเวห์และคัมภีร์ไบเบิ้ล




อาร์มสตรองชี้ให้เห็นว่าความเป็นมาของยาเวห์และไบเบิ้ลนั้นซับซ้อนยิ่งนัก ไบเบิ้ลก็เหมือนกับตำนานในที่อื่น ๆของโลกคือเขียนหลังจากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นไปแล้วเป็นเวลานับร้อย ๆปี เจเนซิสนั้นบอกว่าพวกฮิบรูที่ย้ายจากเมโสโปเตเมียมาอยู่ที่ดินแดนคะนาอันนั้น ย้ายมาหลายระลอก แต่ละระลอกก็ห่างกันเป็นร้อยปี เจเนเซิสชี้ชัดลงไปว่าชาวอิสราเอลโบราณประกอบด้วยหลายชนเผ่า เป็นลักษณะของสมาพันธรัฐมากกว่า ซึ่งนับถือพระเจ้าองค์เดียวกันนั่นก็คือ ยาเวห์ของโมเสส แต่บางเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นหลังจากสมัยโมเสสนานมาก การตีขลุมว่าเป็นพระเจ้าองค์เดียวกันนั้นดูน่าสงสัยมาก

ในคริสศตวรรษที่ 19 นักวิชาการได้ศึกษาไบเบิ้ลและกล่าวว่า เรื่องราวในไบเบิ้ลนั้นหาได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่ เนื่องจากได้รวบรวมเอามาจากต่างแหล่งที่มา และเรื่องราวที่เกิดก่อนการบันทึกเป็นไบเบิ้ลนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่เล่าต่อต่อกันมาสืบทอดรุ่นต่อรุ่น

พระคัมภีร์ไบเบิ้ลนั้นประกอบด้วยหลายส่วน เช่น เจเนซิส เอ๊กโซดัส, เลวิติคุส, นัมเบอร์ส, ดิวเตอโรโนมี่ และเพนทาทิวช์ (Genesis Exodus, Leviticus, Numbers, Deuteromony and Pentateuch) ห้าภาคต้นเขียนขึ้นก่อนราวแปดร้อยปีก่อนคริสตกาล ส่วนภาคสุดท้ายเพนทาทิวช์นั้นถูกเอามารวมเมื่อราวห้าร้อยปีก่อนคริสตกาล

ในภาคสร้างโลกนั้นมีการเล่าเรื่องสองกระแสโดยนักเขียนพระคัมภีร์ยุคต้นสองคนซึ่งงานของเขาทั้งสองถูกผสมผสานรวมกันในเจเนซิสและเอ๊กโซดัส นักประวัติศาสตร์กล่าวว่างานอยู่ในราวแปดร้อยปีก่อนคริสตกาลหรือนานกว่านั้น คนแรกนักประวัติศาสตร์สมมุติชื่อว่า เจ เพราะเขาเรียกพระเจ้าของเขาว่ายาห์เวห์ (เวลาออกเสียง yahweh จะเป็น จาห์เวห์) อีกคนชื่อ E เพราะว่าเขาเอ่ยพระนามของพระองค์ว่า Elohim ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดแห่งสวรรค์มิได้เป็นชื่อ

ในศตวรรษที่แปดนั้น อิสราเอลโบราณได้แบ่งออกเป็นสองรัฐ เจเขียนพระคัมภีร์อยู่ในจูดาห์ ซึ่งเป็นรัฐทางใต้ และE นั้นอยู่ในรัฐอิสราเอล ทางเหนือ แนวการเขียนของทั้งสองคนได้รับอิทธิพลอย่างใหญ่หลวง เจได้เล่าเรื่องการสร้างโลกของยาห์เวห์ว่า “พระองค์ได้ทรงสร้างสวรรค์และโลก ตอนนั้นยังมิได้มีพุ่มไม้หรือต้นไม้บนโลก และพระองค์ก็ยังมิได้ส่งฝนมาบนโลก และก็ยังมิได้มีมนุษย์ขึ้นมาทำการเพาะปลูก พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาจากธุลีดิน และใส่ลมหายใจของพระองค์เข้าไปทางจมูก ลมหายใจนั้นเป็นลมหายใจแห่งชีวิต ดังนั้นคนจึงกลายเป็นสิ่งมีชีวิตขึ้นมา” (ในเจเนซิสนั้นพูดถึงเรื่องการสร้างโลกละเอียดกว่านี้ เพราะได้รับการต่อเติมจากนักเขียนพระคัมภีร์คนอื่นในภายหลัง)

เจดูเหมือนไม่ใคร่สนใจเรื่องก่อนอับราฮัมจะเกิดนัก เขาเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ก่อนหน้านั้นอย่างรวดเร็วและรวบรัด อย่างเช่นน้ำท่วมครั้งใหญ่ หอคอยบาเบล และเริ่มต้นขึ้นเล่าโดยพิสดารเกี่ยวกับกำเนิดชนเผ่าอิสราเอล เขาเล่าถึงแอแบรม Abram ที่ต่อมาถูกเรียกว่า อับราฮัม (แปลว่าบิดาแห่งผองชน) ถูกพระผู้เป็นเจ้าสั่งให้ย้ายจากเมืองฮารานปัจจุบันอยู่ในตุรกีตะวันตก มายังดินแดนคะนาอัน ยาห์เวห์บอกเขาว่า เขาจะกลายเป็นบิดาแห่งชาติที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรและมีดินแดนเป็นของตนเองในคะนาอัน
การพบระหว่างยาห์เวห์กับอับราฮัมเป็นการเปลี่ยนรูปโดยสิ้นเชิงของธรรมเนียมเดิม ศาสนาหลายเทพนั้นการจะพบพระผู้เป็นเจ้าได้ต้องผ่านพิธีกรรม บวงสรวงต่าง ๆมากมาย แต่ยาห์เวห์ปรากฏพระองค์แบบไม่ต้องมีพิธีกรรม พระองค์ทรงเรียกอับราฮัม มิใช่อับราฮัมบวงสรวงแล้วพระองค์จึงแสดงพระเมตตา

*นี่เป็นรูปแบบการปฏิเสธสิ่งที่มีอยู่ก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด และศาสนาคริสต์ก็ดำรงลักษณะเช่นว่านี้มาอย่างเข้มข้น ในรุ่นต่อมาการบวงสรวงโดยการร่วมเพศ ด้วยชีวิตสัตว์และคนนั้นเป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าแห่งศาสนาคริสต์รังเกียจและห้ามกระทำโดยสิ้นเชิง การเร่งเร้าให้เข้าถึงพระองค์โดยการอธิษฐานจิตอย่างที่คริสตศาสนิกชนรุ่นใหม่ ๆกระทำก็น่าจะนับเนื่องมาจากสมัยของเจ… เราตีความว่ามันเป็นการปฏิเสธการกระทำภายนอกเพื่อให้เข้าถึงครรลองแห่งเทพอย่างที่ทำกันเกร่อในสมัยนั้น เป็นการหันมามองลึกลงในจิตของตนเอง เหมือนลูกตุ้มที่เหวี่ยงไปสุดโต่งแล้วก็ต้องเหวี่ยงกลับมาอีกข้างหนึ่ง เมื่อผู้คนให้ความสำคัญกับการพบพระเจ้าโดยสังเวยวัตถุซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีคนเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่จะเข้าถึงพระเจ้าได้มากกว่าคนอื่น เพราะสามารถเสาะหาเครื่องบำบวงมามากกว่า ดังนั้นย่อมต้องเกิดกระแสต่อต้านขึ้นมาว่าพระเจ้าที่แท้จริงสามารถพบได้ในจิตโดยไม่ต้องบำบวง ลักษณะต้านเช่นนี้เกิดขึ้นเหมือนกันในชมพูทวีปที่กล่าวต่อไปข้างหน้าทำให้ศาสนาพุทธ ไชนะ แยกออกมาจากศาสนาฮินดู…




Create Date : 23 มกราคม 2549
Last Update : 23 มกราคม 2549 20:05:25 น. 10 comments
Counter : 1598 Pageviews.

 
J นั้นเล่าในเจเนเซิสว่าพวกอิสราเอลบูชายาห์เวห์มาสมัยหลานของอาดัม อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นไปสองร้อยปี P นักเขียนไบเบิ้ลอีกคนหนึ่งซึ่งเล่าในยุคสมัยของโมเสสได้เขียนไว้ว่า พระเจ้าที่โมเสสได้พบนั้นกล่าวว่าอับราฮัมเรียกท่านว่า เอล ชัดได แลมิได้รู้จักพระนามยาห์เวห์….

อาร์มสตรองสันนิษฐานว่า ความจริงนั้นการนับถือเทพในบรรดาหมู่ชนในคะนาอันนั้นน่าจะปนเปกันไป และในบางช่วงก็เปลี่ยนมานับถือเทพเพียงองค์เดียว และก็อาจเปลี่ยนกลับคืนไปนับถือเทพหลายองค์ได้อีกแล้วแต่ว่าเทพองค์ใดสามารถสนองตอบต่อความต้องการเฉพาะหน้าได้ดีกว่ากัน

เอล ชัดไดนั้น แท้จริงแล้วเป็นอีกชื่อหนึ่งของเอล เทพสูงสุดแห่งคะนาอัน (ทีเป็นพ่อของบาอัลกับอานัตไง…ชักจะหลายเทพมากตอนนี้คนเขียนเองยังงงนิดหน่อยเลย) เอลชัดไดแปลว่า เอลแห่งภูเขา ดังนั้นหากเชื่อตามการเล่าของ P ก็เป็นไปได้มากว่าอับราฮัมยอมรับเอลเข้ามาเป็นเทพเพียงองค์เดียวของเขา

นอกจากนี้อาร์มสตรองยังได้แสดงความเห็นอีกว่า เทพที่อับราฮัม ไอแซค (ลูกชาย) และเจคอบ(หลานชาย) นับถือนั้นอาจจะไม่ได้ใช่เทพองค์เดียวกันด้วยซ้ำ (ทั้งสามคนถือว่าเป็นผู้ก่อตั้งอิสราเอล เมื่อสมัยเด็ก ๆเรียนพระคัมภีร์จำได้ว่าไอแซคถูกเรียกว่ายิสฮาค เจคอบคือยาโคโบ) และยิ่งกว่านั้นไม่น่าจะใช่พระเจ้าที่โมเสสได้พบในภายหลัง

เอลชัดไดทรงปรากฏตัวต่ออับราฮัมในรูปของมนุษย์ ชายสามคนเดินทางไกลผ่านมาทางบ้านของอับราฮัม เขาจึงกุลีกจอต้อนรับตามธรรมเนียม และไม่นานก็พบว่าชายทั้งสามไม่ใช่มนุษย์ หนึ่งในนั้นคือเอล และอีกสองเป็นเทวดา การปรากฏตัวของเทพในรูปธรรมดาเช่นนี้เป็นการฝืนธรรมเนียมของการเข้าถึงเทพในยุคสมัยนั้นโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้เทพก็ได้สัญญาต่ออับราฮัมว่าเขาจะได้ลูกชาย ซึ่งสร้างความขบขันให้แก่อับราฮัมและซาราห์ภรรยามาก เพราะตอนนั้นซาร่าห์หมดประจำเดือนเสียแล้ว

ในเวลาไม่นาน ซาร่าห์ก็ท้องดังคำทำนาย ดังนั้นอับราฮัมจึงต้องรับเอลชัดไดเป็นเทพองค์เดียว ลูกชายคนแรกในสมัยนั้นถือว่าเป็นลูกของเทพ ดังนั้นจึงต้องถูกฆ่าทิ้งเพื่อคืนให้แก่พระผู้เป็นเจ้า แต่ไอแซคนั้นเป็นพรแห่งพระเจ้าจึงไม่ต้องคืนซึ่งก็ผิดธรรมเนียมสมัยนั้นอีกเช่นกัน

ภายหลังเอลชัดไดได้ลองใจอับราฮัมโดยการสั่งให้นำไอแซคไปบูชายันต์เพื่อเป็นเครื่องหมายความภักดี ซึ่งอับราฮัมก็ยอมทำตาม ขณะจะลงมีด พระองค์ก็ได้ขัดขวางและบอกว่าเป็นแค่การทดสอบเท่านั้น …และในอนาคตพระองค์ก็ทรงทดสอบผู้ภักดีของพระองค์ไปอีกหลายครั้งหลายหน

การปฏิเสธการทำลยชีวิตเป็นลักษณะสำคัญของพระเจ้าแห่งอับราฮัม พระองค์ทรงเป็นเหมือนผู้นำเผ่ามากกว่าพระผู้เป็นเจ้า ทรงให้คำปรึกษา สร้างความไว้วางใจ และชี้นำหนทางให้

แต่พระเจ้าแห่งโมเสสทรงไม่รักสงบในแบบเดียวกันแม้แต่น้อย สิ่งที่พระองค์ทรงทำกับชาวอียิปต์ที่ไม่ยอมให้อิสราเอลกลับคืนสู่ดินแดนคะนาอันนั้นเต็มไปด้วยความรุนแรงและเหี้ยมโหด (ขออภัยค่ะ เขาว่างั้นจริง ๆ) พระองค์เป็นพระเจ้าแห่งนักรบ และชนชาวอิสราเอลรู้จักพระองค์ในพระนามของ Yahwey Sabaoth

มีข้อสันนิษฐานของนักประวัติศาสตร์ศาสนาบางคนว่ายาห์เวห์แห่งโมเสสนั้นทรงเป็นเทพแห่งการสงครามและเทพแห่งภูเขาไฟ ที่เป็นที่นับถือกันในมีเดียน ในเขตจอร์แดนมาก่อน แต่ภายหลังทฤษฎีนี้มักไม่ได้รับความเชื่อถือมากนัก อย่างไรก็ตามอาร์มสตรองก็มีแนวโน้มที่จะเห็นด้วย เธอบอกว่าก่อนที่โมเสสจะมานำชาวอิสราเอลกลับไปยังดินแดนแห่งพันธสัญญานั้น โมเสสเคยอยู่ที่มีเดียนมาก่อน เขาหลบคดีฆ่าคนตายมาจากอียิปต์และมาแต่งงานกับลูกสาวแห่งชนเผ่าเลี้ยงแกะที่นั่น และที่มีเดียนนี้เองที่พระผู้เป็นเจ้าแสดงตนต่อโมเสสโดยมาในรูปของพุ่มไม้ที่ลุกเป็นไฟแต่ไม่มอดไหม้

ยาห์เวห์ ซะบาโอธทรงมีความชำนาญในด้านการรบยิ่ง ดังนั้นชาวอิสราเอลที่ต่อสู้เพื่ออิสระภาพจึงเคารพนับถือพระองค์หมดหัวใจ พระองค์ทรงปกปักกองทัพของพวกเขา คุ้มครองให้ได้รับชัยชนะเหนือศัตรูเสมอ ๆ และพระองค์ทรงมีพลังอำนาจเหลือคณานับ ทรงทำให้ฟาโรห์แห่งอียิปต์ต้องยอมจำนนกับภาวะโรคร้ายและเหตุประหลาดนานาที่ทำให้คนอียิปต์ตายเป็นเบือและปล่อยทาสอิสราเอลไปตามคำขอของโมเสส พระองค์ทรงแยกทะเลแดงออกเป็นสองส่วนเพื่อให้ผู้คนของพระองค์ผ่านไปได้ และเมื่อไปถึงดินแดนพันธสัญญา ทรงก็คุ้มครองพวกเขาให้ได้รับชัยในการแย่งชิงดินแดนคืนมา

แต่พระองค์ก็เรียกร้องความภักดีโดยไม่มีเงื่อนไข ห้ามลูกแกะของพระองค์นับถือเทพอื่นใด ห้ามทำรูปบูชา สัญญานี้ไม่มีสิ้นสุด หากมิเป็นเช่นนั้นแล้วไซร้ มนุษย์จะเผชิญหน้ากับการลงทัณฑ์ อาร์มสตรองเปรียบเทียบให้เห็นว่ากษัตริย์เมอร์ซิลิสที่สองแห่งฮิทไทท์ที่เคยอยู่มาก่อนหน้านี้ก็เคยทรงเรียกร้องความภักดีเช่นนี้จากคนของพระองค์ “อย่าหันไปจงรักผู้อื่นใด แม้บรรพบุรุษของเจ้าจักเคยสวามิภักดิ์ต่ออียิปต์มา แต่เจ้าจงละเว้นเช่นนั้นเสีย…เจ้าจงดีต่อสหายของข้า และเป็นปรปักษ์ต่ออริแห่งเรา…”

*…การเปรียบเทียบเช่นนี้ทำให้เห็นได้ว่ายาห์เวห์ทรงทราบว่าพระองค์จะต้องเผชิญหน้ากับการช่วงชิงความภักดีอย่างแน่นอน สถานการณ์ของพระองค์นั้นมิมั่นคงนัก และเหนือสิ่งอื่นใด พระองค์แสดงอำนาจอันไร้ขอบเขตเช่นดังกษัตริย์กระทำต่อประชาราษฏร์ ไม่เหมือนเอล ชัดไดที่ทรงไม่เคยแสดงอำนาจเบ็ดเสร็จเช่นนั้น พระองค์ทรงเป็นที่นับถือเช่นดังผู้นำเผ่าเท่านั้น…อิสราเอลที่มาจากคะนาอันและมาอยู่ในอียิปต์อาจซึมซับเรื่องอำนาจสูงสุดของฟาห์โรว์และดินแดนใกล้ ๆอียิปต์เข้าไปในความคิดเรื่องพระเจ้าด้วย

เมื่อเดินทางมาถึงคะนาอัน ตั้งดินแดนเป็นหลักแหล่งแล้ว ความสามารถในทางการรบของยาห์เวห์ ซะบาโอธก็เริ่มไม่เป็นประโยชน์ต่ออิสราเอลอีกต่อไป พวกเขาเริ่มละเลยสัญญาที่ให้ไว้กับพระองค์และหันกลับไปบูชาบาอัล เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ของพืชผลการเกษตรตามเดิม..นี่เป็นเหตุให้บาอัลกลายเป็นบีลเซบับในพระคัมภีร์ยุคหลัง เพราะเป็นคู่แข่งแห่งยาห์เวห์……



โดย: ดาหาชาดา วันที่: 23 มกราคม 2549 เวลา:20:07:33 น.  

 
ขอเบรคจากเรื่องยาเวห์สักเล็กน้อย มาพูดถึงเรื่องของความเชื่อของมนุษย์ที่ทำให้เกิดศาสนาที่คล้ายคลึงกันทั่วโลก

(คัดลอกมาจากหนังสือเรื่อง "เกิดเป็นคน" ของสุเมชฌ์ ปรัชญาปารมิตา ผู้เป็นทั้งเพื่อนรุ่นพี่, ครู และผู้นำทางด้วยความรำลึกถึงและอาลัยยิ่ง)

มนุษย์เกิดมามีความรู้ความเชื่อติดตัวมาหลายอย่าง การทดลองของนักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่ามนุษย์เรารู้ว่าจำนวนสองมากกว่าหนึ่งตั้งแต่ยังอยู่ในวัยทารก พูดไม่เป็น ฟังภาษาไม่ออก ( แล้วนักวิทยาศาสตร์รู้ได้ไงเนอะ ก็เด็กยังไม่รู้ภาษาเลยอ่ะ)

ในการทดลองอีกเหมือนกัน ที่ยืนยันว่า คนเราเกิดมาพร้อมกับความกลัวตกจากที่สูง นักสัตววิทยายืนยันด้วยว่า ลองบางชนิดที่เกิดในสวนสัตว์มาหลายรุ่น และไม่เคยได้พบงู แต่กลับมีความกลัวงูโดยสัญชาตญาณในฐานะเป็นสัตว์มีพิษร้าย

คาร์ล จุง นักจิตวิทยาชาวสวิส ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Psychology of the Unconcious และ Symbols of Transformation คิดว่ามนุษยชาติมีจิตใต้สำนึกพื้นฐานร่วมกัน สิ่งนี้อาจจะตกทอดมาจากบรรพกาล สืบทอดมาตามครรลองของวิวัฒนาการของมนุษย์ มนุษย์จึงได้มีความคิดความเชื่อบางอย่างเหมือนกันหมดทั้งโลก

เรามีความคิดความเชื่อดั้งเดิมในลักษณะแยกแยะระหว่างความดีกับความชั่ว คนดีกับคนร้าย และการต่อสู้กันระหว่างควมดีและความชั่ว ความเชื่อเหล่านี้จะปรากฏให้สังเกตได้ในความฝัน เรื่องราวประเภทเพ้อฝัน ตำนานที่เล่าสืบต่อกันตั้งแต่โบราณ จินตนาการทางจิตในแบบที่โลดโผน และศาสนา

ศาสนาและ/หรือความเชื่อ เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมซึ่งรวมถึงขนบประเพณีของสังคม วัฒนธรรมในสังคมหนึ่ง ๆ เป็นสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อความคิดความเชื่อของบุคคล ในสังคมที่คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ไม่มีใครเห็นเป็นเรื่องแปลกประหลาด ที่จะมีใครเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกภายในเจ็ดวัน และสร้างสิ่งอื่น ๆด้วย


……แม้ในบรรดานักวิทยาศาสตร์ที่ควรจะไม่เชื่อถือแนวคิดเรื่องพระเจ้าอย่างที่สุดนั้น เมื่อมีการวัดความคิดเห็น ก็ปรากฏว่ามีนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำจำนวนถึง 20 เปอร์เซนต์ที่ยังคงเชื่อว่าพระเจ้ามีจริง แม้ว่าบางส่วนอาจจะไม่ได้เชื่อตามพระคัมภีร์ และเชื่อว่าสมควรจะตีความบางอย่าง แม้กระทั่งไอน์สไตน์ก็ยังอุตส่าห์มีฟรอยเดียน สลิปให้คนฮือฮากันในเรื่องความเชื่อถือในเรื่องพระเจ้าของเขา

…ไอน์สไตน์นั้นแสดงความคลางแคลงใจกับทฤษฏีควันตัมและอันเซอร์เทนตี้ของ Max Planck กับWerner Heisenberg สองนักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน ทฤษฏีดังกล่าวบอกว่า เราไม่สามารถวัดสภาพของจักรวาลได้ เนื่องจากสรุปมาจากการทดลองที่พบว่า เราจะระบุที่ตั้งอนุภาค(ส่วนเล็กจิ๋ว)ของวัตถุไม่ได้เลย เพราะเมื่อเราวัดอนุภาคด้วยลำแสง ซึ่งเป็นเครื่องมืออย่างเดียวที่วัดได้ ก็จะทำให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงที่อนุภาคอันไม่อาจจะพยากรณ์ได้ จักรวาลก็เป็นเช่นเดียวกัน(ถูกไหมเนี่ยน้องเฟิร์น อันนี้พยายามย่อที่เขาเขียนลงมา เขียนไปยังงงไป) ไอน์สไตน์คัดค้านทฤษฏีนี้อย่างรุนแรง และเขียนจดหมายไปถึงคนทั้งสองเป็นส่วนตัว ในนั้นมีความข้อความที่โด่งดังมากก็คือ God does not play dice พระเจ้าไม่ได้ใช้วิธีทอยลูกเต๋า(ในการสร้างสิ่งต่าง ๆ) หมายถึงว่าทุกอย่างต้องมีกฏเกณฑ์แน่นอนตายตัว

คำพูดนี้เองที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์สมัยหลังตีความว่า ไอน์สไตน์นั้นมีภูมิหลังที่ได้รับการปลูกฝังให้เชื่อในเรื่องศาสนาดังนั้นเป็นการยากที่จะยอมรับว่าสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้นไร้กฏเกณฑ์ตายตัว (จำเรื่องก่อกำเนิดพระเจ้าได้ไหมคะ ตำนานบอกว่าเมื่อเทพหรือพระเจ้าอุบัติขึ้นก็จะรบกับตัวแทนแห่งความวุ่นวายไร้ระเบียบเพื่อสถาปนาระบบระเบียบอันหนึ่งขึ้นและสร้างโลกกับมนุษย์) และทำให้ยอมรับผลความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในห้องทดลองได้ยาก

นักมานุษยวิทยาโดนัลด์ บราวน์ ก็ได้เคยบรรยายถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมหรือสิ่งแวดล้อมในสังคมต่าง ๆ โดยยกตัวอย่างสังคมฮินดูว่า แม้จะมีความเป็นอยู่มาหลายพันปี แต่กลับไม่มีประวัติศาสตร์หรือการบันทึกเรื่องราวในเชิงประวัติศาสตร์อย่างต่อเนื่องเหมือนสังคมอื่น ๆอยางเช่นจีน เพื่อนบ้าน

บราวน์คิดว่า สังคมที่มีชนชั้นวรรณะชนิดที่สืบทอดมาทางสายเลือดหรือทางบรรพชนอาจทำให้ชนชั้นปกครองไม่ต้องการให้มีการค้นประวัติในอดีต ซึ่งอาจมีหลักฐานบ่งชี้ว่าพวกเขาเหล่านั้นมิได้สืบเชื้อสายมาจากเทพหรือวีรชนชื่อดัง ในอารยธรรม 25 แห่งที่เขาศึกษาปรากฏว่า หากสังคมนั้นมีชนชั้นไม่มีแห่งใดเลยที่พัฒนาประเพณีการบันทึกเรื่องราวในอดีตอย่างเที่ยงตรงต่อเนื่อง มีแต่ตำนานกับการเล่าขาน (เพื่อให้สามารถปรับแต่งสอดคล้องกับสิ่งที่พวกเขาเชื่อหรือต้องการได้)

นอกจากนี้ความเชื่อที่มีอยู่ในวัฒนธรรมต่าง ๆ ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ที่กลายเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของคนทั่วไปในย่านนั้น อาทิ ชาวฮาวายท้องถิ่นมีประสบการณ์เห็นบรรพชนที่ตายไปแล้วอย่างมากมายดกดื่นจนถือเป็นเรื่องสามัญ (หรือความจริงของสังคม) ในขณะที่ส่วนอื่นของโลกไม่ได้มองเห็นเช่นนั้น เพราะมีความเชื่อต่างออกไป นักจิตวิทยาเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาเห็น อาจเป็นภาพลวงตาซึ่งถูกชักจูงจากความเชื่อภายในสังคมแวดล้อม (จำได้ไหมที่โมเสสอยู่ที่มีเดียน เลี้ยงแกะอยู่แล้วเจอเทพที่ทำให้พุ่มไม้ลุกเป็นไฟโดยไม่มอดไหม้ ภายหลังคนเล่าได้เล่าว่าโมเสสเจอเทพที่เป็นองค์เดียวกับเทพของอับราฮัมแต่ว่าลักษณะนิสัยของสองพระองค์นั้นต่างกันลิบลับ ยาห์เวห์ของโมเสสถูกสันนิษฐานว่าเป็นเทพแห่งสงครามและภูเขาไฟที่บูชากันในมีเดียน โมเสสอาจจะเห็นพระองค์เหมือนกับที่คนอื่น ๆในมีเดียนเห็นก็ได้….ซึ่งจะสอดคล้องกับพารากราฟข้างล่างนี้)

การชักจูงให้เชื่อในสิ่งที่ไม่มีจริง ไม่ใช่เรื่องยากนัก เอลิซาเบธ ลอฟตัส ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่ม.วอชิงตันได้พิสูจน์เรื่องนี้โดยการทดลองสร้าง “ความทรงจำหลอก ๆ” ขึ้นด้วยการชักจูงให้ผู้ที่เข้าร่วมการทดลองเชื่อว่าพวกเขาเคยประสบเหตุการณ์บางอย่างมาแล้วสมัยที่ยังเป็นเด็ก และถึงตอนนี้ก็ยังจำได้อยู่

ในการทดลองมีการเล่าเหตุการณ์หลอก ๆที่เล่าประสมกับเหตุการณ์จริงในอดีตให้ผู้เข้าร่วมการทดลองฟัง และถามว่าเขาจำได้หรือไม่ ในเบื้องต้นผู้ฟังอาจจะปฏิเสธว่าจำไม่ได้ แต่เมื่อติดตามสัมภาษณ์ด้วยคำถามเดิมอีกสองสามครั้ง ปรากฏว่าอัตราส่วนของคนที่ “จำ”เหตุการณ์หลอก ๆนั้นได้จะเริ่มมีเพิ่มมากขึ้น

ลอฟตัสเล่าถึงการทดลองสร้างความทรงจำหลอก ๆนั้นว่าเป็นความทรงจำสมัยขวบปีแรกของชีวิต ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่คนจะจำได้ เพราะสมองส่วนที่สร้างความทรงจำ (ฮิปโปแคมปัส) ยังไม่เจริญเพียงพอในขวบปีแรก อันเป็นเหตุผลที่ทำให้เราจำอะไรไม่ได้ในช่วงแรกคลอดและหลังจากนั้นสองสามปี

วิธีการชักจูงก็คือ พวกเขามีทักษะการใช้สายตามองเห็นสิ่งต่างได้ดีและมีการประสานการทำงานของสายตาดีมาก เพราะว่าเกิดในโรงพยาบาลที่แขวนโมบายหลากสีไว้เหนือเปลทารก ปรากฏว่ามีถึง 95เปอร์เซนต์ของผู้ทดลองบอกว่าตนเองจำเหตุการณ์ในโรงพยาบาลสมัยเป็นทารกได้ คนที่จำโมบายหลากสีได้มีถึง 65 เปอร์เซ็นต์ คนอื่นที่จะโมบายไม่ได้ก็จำแสงสว่างจ้า พยาบาล หมอ และผ้าปิดจมูกปากของคนเหล่านั้นได้


โดย: ดาหาชาดา วันที่: 23 มกราคม 2549 เวลา:20:14:04 น.  

 
เรื่องยาเวห์ที่เขียนไว้ก็จบเพียงเท่านี้แหละท่าน
ตอนหน้าจะขึ้นเรื่องเทพแห่งกรีก


โดย: ดาหาชาดา วันที่: 23 มกราคม 2549 เวลา:20:17:24 น.  

 
คำภีร์เจเนซิสมีเขียนไว้แค่นี้หรอครับ ไม่ทราบว่ามีรายละเอียดของไบเบิ้ลฉบับต่างๆ เช่นว่าใครเขียน แล้วก็เขียนเมือ่ไหร่น่ะ ผมสนใจประวัติศาสตร์ที่อยู่ในนั้นมากกว่าคำสอนน่ะครับ


โดย: dinkun (กริชครับผม ) วันที่: 23 มกราคม 2549 เวลา:20:45:24 น.  

 
เด๋วจะไปค้นหนังสือของอาร์มสตรองให้นะคะ ว่ามีว่าถึงบทต่าง ๆของพระคัมภีร์ไบเบิ้ลหรือเปล่า อีกสองสามวันมาดูใหม่ก็แล้วกันค่ะ


โดย: ดาหาชาดา (ดาหาชาดา ) วันที่: 23 มกราคม 2549 เวลา:21:08:33 น.  

 
คุณกริช นี่มันก็ผ่านมาหลายวันแล้ว
ยังหาอาร์มสตรองไม่เจอเลยค่ะ
รออนุญาตให้รอต่ออีกนิดนะคะ


โดย: ดาหา IP: 61.91.173.244 วันที่: 28 มกราคม 2549 เวลา:1:23:08 น.  

 
//bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=K26200&page=22

:เอาไปดูกระทู้ข้าพเจ้าเอง:


โดย: navyblue1990 IP: 202.5.95.205 วันที่: 14 เมษายน 2549 เวลา:23:30:54 น.  

 
อยากเห็นหอคอยบาเบล


โดย: pass0147258@hotmaol.com IP: 124.120.118.141 วันที่: 29 ธันวาคม 2549 เวลา:11:14:57 น.  

 
พระคัมภีร์หมายถึงอะไรคะ


โดย: ขวัญ IP: 58.8.104.252 วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:20:34:24 น.  

 


โดย: พระคัมภีร์หมายถึงอะไรคะ IP: 58.8.104.252 วันที่: 26 พฤษภาคม 2551 เวลา:20:35:02 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

ดาหาชาดา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ดาหาชาดา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.