ผ่านทะเลเห็นน้ำไร้ความหมาย
Group Blog
 
<<
มกราคม 2549
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
11 มกราคม 2549
 
All Blogs
 
ผี ผี ผี ผี และผี 3


อาชีพเดิมของเราคือ นักข่าว ทำงานสำนักข่าวต่างประเทศในประเทศไทย ยามเมื่อลาออกมาเป็นfreelance writer ก็ยังได้แวะเวียนไปทำงานแบบเดิมอยู่บ้าง โดยเป็นผู้ช่วยนักข่าวต่างประเทศที่เข้ามาทำข่าวในเมืองไทยซึ่งเป็นการว่าจ้างเป็นครั้งคราว

เมื่อเกิดสึนามิขึ้น ฟ็อกซ์ทีวีก็มาว่าจ้างเราลงไปพร้อมกับนักข่าวของเขาด้วย แต่เราให้งานเพื่อนไปเพราะไม่อยากไป แต่ผ่านไปสามวันเพื่อนก็โทรมาขอให้ลงไปเปลี่ยนเพราะว่าเขาต้องกลับมาทำธุระ เราก็เลยต้องลงไปห้าวัน งานหลักก็คือคอยฟังข่าว เสนอฝรั่งมามีอะไรบ้าง แล้วก็คุยกับคนไทยแถว ๆนั้นเผื่อจะได้ไอเดียอะไรที่ฝรั่งเอาไปใช้ได้บ้าง

ผลจากการนั่งคุย ก็เลยได้เรื่องผีมาเป็นส่วนมาก ถึงกับทำให้เราตั้งตัวขึ้นเป็นนักข่าวสายไสยศาสตร์ คุณไสยและเรื่องขนหัวลุก นอกจากนี้ก็ยังมีเจอมากับตัวเองเล็กน้อย ๆด้วย มาฟังกันเลยดีกว่าว่าเราได้ทั้งไปเจอและได้ฟังอะไรมาบ้าง

คำเตือนก่อนอ่าน "เรื่องราวที่เล่านี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ควรใช้วิจารณญานไตร่ตรอง ถ้ามองไม่เห็นให้ไปตัดแว่นตาได้แล้ว นอกจากนี้ยังไม่ควรเอาไปทำเองที่บ้านหรือลอกเลียนแบบละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะจะถูกลงโทษตามที่กฏหมายกำหนดไว้สูงสุด นอกจากนี้ควรประหยัดพลังงานใช้แบบหารสอง รวมทั้งยังไม่ควรดื่มเกินวันละสองขวด แต่หากเป็นสตรีมิครรภ์อนุโลมให้เป็นวันละสี่ขวดได้เพราะเด็กในท้องจะได้อิ่มด้วย หากกระเด็นเข้าตาไปแล้วให้กลืนไข่เข้าไปสามฟอง และรีบไปหาทันตแพทย์ที่ใกล้บ้านท่านทันที อย่าไปไกลนักเพราะว่าอาจจะกลับมาฟังเรื่องใหม่ไม่ทัน"

เรื่องแรก
คืนวันที่ 31 มีการฉลองปีใหม่ที่ซอยบางลา 2 ป่าตอง เมื่อถึงเที่ยงคืนจะมีการจุดเทียนสงบจิตใจเพื่อระลึกถึงและแผ่ส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิต

ทีมข่าวของฟ็อกซ์ก็จึงตัดสินใจกันว่าจะไปตั้งกล้องที่หน้าซอยบางลาเพื่อรายงาน เราในฐานะเบ๊ทั่วไปก็จึงต้องติดตามไปด้วยอย่างมิต้องสงสัย ถนนบางลาหน้าหาดป่าตองได้รับความเสียหายมากที่สุด ดังที่ท่านคงได้เห็นจากโทรทัศน์แล้ว แต่ซอยบางลา 2 ซึ่งเป็นย่านไฟแดง red light อิอิอิ จะแปลมันยังงี้ง่ะ ใครจะทำไม มีแต่คลับบาร์อยู่เต็มได้รับความเสียหายน้อยมาก ร้านสามารถเปิดดำเนินการได้ต่อไป ดังนั้นเมื่อฝรั่ง(=เงิน)อยากฉลองก็ได้เลย ร้านในนั้นก็ตัดงานปีใหม่ขึ้นนัยว่าอย่างสุดเหวี่ยงเหมือนทุก ๆปี แต่ทั้งนี้จะฉลองอย่างเดียวก็ดูน่าเกลียดไปหน่อย ก็เลยจัดให้มีการจุดเทียนเพื่อระลึกถึงผู้เสียชีวิตด้วย

เมื่อช่างภาพและนักข่าวตั้งกล้องเสร็จเรียบร้อยก็หันมาชวนเบ๊เดินเข้าไปดู การฉลองเป็นไปอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน จุดประทัดกันตูมตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เอาหูไปทะเลเอาตาไปท้องฟ้าเสียถือว่าจุดล้างซวย ขณะที่เดินไปตามถนนที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนถือขวดเหล้าเบียร์ เฮฮา เต้นระบำ กอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน ประทัดที่จุดกันเป็นตับดอกหนึ่งพุ่งปึ้กเข้าที่ระหว่างหัวคิ้วและนัยน์ตาขวาของเรา

เราผงะเกือบล้มนัยน์ตาลายพร่าพราย ยกมือขึ้นกุมตาทันที ในช่วงนั้นเองที่เราแลเห็นเหมือนว่าที่นั้นมีคนสองแบบแบบหนึ่งที่ร่าเริงเต็มที่กับอีกแบบหนึ่งที่เศร้าสร้อยปะปนคละเคล้ากันไปแว่บหนึ่ง เหมือนมองภาพในช่องมองภาพของกล้องแมน่วลที่เรากำลังหมุนหาระดับความชัดลึกที่ต้องการใช้ เป็นแว่บเดียวที่เรารู้สึกว่าในบรรดาคนที่กำลังฉลองมีอะไรบางอย่างปะปนมาด้วย เขากลัว เขางุนงงสับสนไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดี เขาไม่เข้าใจว่าตกอยู่ในสภาพนั้นได้อย่างไร แต่อย่างว่าเราไม่เคยเชื่อเรื่องอย่างนี้ก็เพียงคิดว่าเป็นเพราะฤทธิ์ประทัดนรกดอกนั้นต่างหาก

พอถึงเที่ยงคืน..ก็มีการจุดเทียนยืนนิ่งสงบเพื่อระลึกถึงคนเหล่านั้น ในขณะที่ทำดังนั้นฝนเม็ดเล็กละเอียดยิบก็โปรยลงมาอย่างไม่มีปี่ขลุ่ยกลองหรือระนาดใด ๆทั้งสิ้น ทุกคนเงยหน้ามองฟ้าของปีใหม่แม้จะมืดแต่ก็ไม่มีเมฆฝน คนภูเก็ตที่ยืนใกล้เราพึมพำบอกว่าเขารับรู้แล้วล่ะ เราก็เลยหันไปถามว่าใครรับรู้อะไร ท่านพี่ผุ้นั้นบอกว่าอ้าว ฝนนี่ไม่ได้เกิดตามธรรมชาติหรอกนะ เกิดจากที่วิญญาณผู้ตายน่ะรับรู้ว่าเราส่งความคิดถึงและส่วนบุญไปถึงเขาต่างหาก ในใจเรานั้นอมยิ้มด้วยไม่เชื่อถือ

เช้าวันต่อไปมาอันเป็นปีใหม่แล้วก็มีคณะทัวร์ชาวไทยจีนไปทำบุญที่หน้าหาดป่าตอง เอาพระไปสวดแผ่ส่วนกุศลให้อีกครั้งหนึ่ง พอสวดแผ่ส่วนกุศลเสร็จ ฝนแบบเดียวกับเมื่อกลางคืน เม็ดยิบ ๆ ละเอียดก็โปรยปรายลงมาไม่มีสาเหตุอีกครั้งสักพักก็หายไป ครั้งนี้เราเริ่มนึกถึงคำพูดของคนเมื่อคืน นึกถึงภาพที่ได้เห็นตอนถูกประทัดกระเด็นใส่

หลังจากนั้นก็ได้คุยกับเพื่อนนักข่าวด้วยกันที่ไปอยู่ที่โรงพยาบาลป่าตองที่ที่มีการทำบุญเหมือนกัน เขาก็เล่าอย่างเดียวกันว่าพอสวดมนต์เรียบร้อย ฝนเม็ดยิบ ๆละเอียดก็โปรยปรายลงมาอยู่สัก 2-3 นาทีก็หายไป แล้วก็เป็นเฉพาะบริเวณนั้นด้วย .......


Create Date : 11 มกราคม 2549
Last Update : 11 มกราคม 2549 23:30:44 น. 22 comments
Counter : 281 Pageviews.

 
2. เมื่อเรียกน้ำย่อยกันไปแล้ว ก็จะขอเล่ากันต่อไปเลย

คืนแรกที่ไปทำงาน (คืนวันพฤหัสที่ 29) ฝาหรั่งอั้งม้อก็ดำริกันว่าจะไปหาโลเคชั่นปักหลักรายงานทั้งคืนโดยให้ข้างหลังนั้นมีแบ๊คกราวนด์อันน่าตื่นเต้นสักเล็กน้อย

ทั้งทีมก็พากันขับรถไปบนถนนเลียบหาดป่าตองซึ่งอาคารทุกหลังเยินยับด้วยพลังน้ำ แล้วในที่สุดก็หาได้สมดั่งใจ บริเวณนั้นเป็นอาคารพาณิชย์หลังหนึ่งทำเป็นโรงแรมขนาดเล็กอยู่ติดกับถนน มีทัศนียภาพอันเร้าใจยิ่ง เพราะมีรถเก๋งคันหนึ่งเสียบอยู่ที่หน้าต่างของโรงแรม พร้อมกับเศษปูนและกันสาดโลหะยับย่นเกลื่อนกลาด ฝาหรั่งก็ตั้งกองกันไป เอาจานดาวเทียมเอย อะไรเอยออกมากางกันยกใหญ่ ส่วนเบ๊ทั่วไปก็มีหน้าที่คุยกับชาวบ้านแถวนั้นเอาไอเดียมาป้อนตามที่ได้รับ assign มา เพียงแต่ว่าเบ๊ก็ไม่รู้จะหาคนที่ไหนให้คุยได้เพราะว่าตอนนั้นมันตีสองเข้าไปแล้ว

ดูนายจ้างรายงานไปได้สักพัก เบ๊ก็เบื่อก็เลยเดินโต๋เต๋สำรวจไปตามตึกต่าง ๆที่ได้รับความเสียหายด้วยความอยากรู้อยากเห็น ในระหว่างนั้นก็มีหมาน่ารักสามตัวมาเดินตามตลอดเวลา เราคิดว่ามันคงเห็นหมาของคนแถวนั้นแหละ เพราะท่าทางคุ้นคนมาก เห็นใครก็วิ่งเข้าไปหาทำกระดิกหางแล้วก็พยายามยืนสองขาเกาะ เราก็เลยหาขนมและน้ำไปไว้ให้มัน มันก็เลยตามติดแจ พยายามทำท่าน่ารัก มานั่งตรงหน้า มองตา ยกขาสองขาแล้วก็ลุกขึ้นด้วยขาหลังเกาะขอเล่นด้วยขอให้ลูบ บางตัวก็ลงไปนอนกลิ้งไปมาหงายพุงทำท่าอย่างคิดว่าน่ารักที่สุดทั้งที่เนื้อตัวเหม็นหึ่ง มีแต่โคลนติดตัง เราคิดว่ามันคงคุ้นกับคนมาก และถ้าทำท่าแบบนี้แล้วคนจะมีเมตตาให้ขนมนมเนยแก่มัน

ใกล้สว่างแล้ว ดาวดวงน้อยนานากำลังจะลาลับ แสงทองเริ่มจับขอบฟ้าตะวันออก เบ๊ก็นัยน์ตาจะปิดเต็มทีแล้ว จึงลุกเดินไปโน่นมานี่เพื่อที่ว่าจะได้ไม่ง่วงหลับไป หมาทั้งสามก็ตามเป็นพรวน

ขณะที่เดินอยู่หน้าตึกร้างใกล้ ๆกับที่ฝรั่งถ่ายทำนั้น เราและบริวารทั้งสามก็ได้ยินเสียงผิวปากสั้น ๆดังขึ้น แล้วเจ้าสามตัวก็วิ่งพรวดไปยังบริเวณที่มืดแห่งหนึ่ง โชคดีตรงที่หมาหยุดอยู่ตรงที่ไฟข้างถนน(พึ่งได้รับการติดตั้งกลับมาคืนนี้เอง) เราก็เลยเห็นมันพยายามทำท่าดังที่บรรยายมาข้างต้นนี้อยู่ไปมา เราพยายามเขม้นมองว่ามีใครอยู่บริเวณนั้นหรือไม่ แต่ก็มองไม่เห็นอันใด ไม่เห็นเป็นเงาตะคุ่มหรือรูปร่างอะไรอยู่ มันแลคล้ายว่างเปล่า ถ้าดังนั้นเสียงผิวปากจะมาจากที่ใดเล่า??

สมองส่วนความกล้าหาญทางด้านจิตวิญญาณสั่งให้เดินไปดูซิ แต่อะฮ้า...ขอโทษขามันไม่ฟังแล้ว ขาอ้วน ๆทั้งสองข้างพาเราออกมาที่นั่นอย่างรวดเร็วเร่งด่วนโดยปราศจากความลังเลอย่างใด ๆทั้งสิ้น....

เรากลับมานั่งที่รถตู้สักพักก็เช้า แสงทองอ่อนโยนอบอุ่นเปลี่ยนเป็นแผดกล้าขึ้นทุกขณะ คนขับรถที่เพิ่งกลับมาจากการสูบบุหรี่และเสวนากับตำรวจและยามที่เขาจ้างมาเฝ้าแถวนั้นก็เล่าให้ฟังว่ามักมีพวกใจบาปหยาบช้ามาขโมยของหรือหยิบฉวยเอาของที่ไม่เสียหายไปอยู่เนือง ๆ ทำให้ยามหรือตำรวจต้องคอยดูตลอดเวลา

แต่เมื่อคืนนี้สักใกล้รุ่ง ยามคนหนึ่งเห็นเงาว่อบแว่บคิดว่าเป็นพวกหัวขโมยบุกรุกอีกแล้วจึงตามติดเข้าไปดู เขาได้ยินเสียงว่าคนจำนวนหนึ่งเดินอยู่ข้างหน้าแต่ไม่เห็นว่ามีใคร ด้วยความกลัวตกงานจึงหยิบกระบองออกมาแล้วรีบเร่งฝีเท้าตามเสียงไป

แต่เสียงก็อยู่ข้างหน้าเสมอตามไม่ทันสักที จึงเอะใจขึ้นมาว่า ตรูนั้นตามอะไรอยู่ฟระเนี่ย ความกลัวตกงานหมดไปเป็นปลิดทิ้งกลับมานั่งอยู่หน้าตึกตามเดิม เพราะรู้ว่าดีกระบองมันช่วยอะไรไม่ได้หรอก...หากเสียงที่อยู่ข้างหน้าเดินย้อนกลับมา


โดย: ดาหาชาดา (ดาหาชาดา ) วันที่: 11 มกราคม 2549 เวลา:23:36:14 น.  

 
เรื่องต่อไป
หลังจากไปตั้งมั่นที่ป่าตองได้ไม่กี่คืน บรรดานายจ้างก็ย้ายที่รายงานไปยังศาลากลางจังหวัดภูเก็ต เราก็อยู่กะกลางคืนอีกตามเคย ที่นี่ดีกว่าหาดป่าตองเพราะว่ามีผู้คนจำนวนหนึ่งอยู่ในยามค่ำคืน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเจ้าหน้าที่อส.ของกรมการปกครองที่ถูกเกณฑ์มาเฝ้าของที่ผู้คนนำมาบริจาค....

เมื่อเราง่วงจัดก็เลยออกเดินไปคุยกับพี่อส.เหล่านั้น และแล้วก็ได้ทราบสถานการณ์นานาจากเขาหลัก พังงา ซึ่งแน่นอนในนั้นย่อมมีเรื่องทางจิตวิญญาณอยู่ด้วย...เพราะว่าเราย่อมไม่พลาดแน่นอนอยู่แล้ว จะเป็นนักข่าวทั้งที่มันต้องรายงานให้ได้ทั้งสถานการณ์ในโลกสามมิติ สี่มิติและมิติลี้ลับ

พี่อส.ชาวภูเก็ตคนหนึ่งบอกว่ากลุ่มของเขาเพิ่งกลับมาจากเขาหลักสด ๆร้อน ๆ พวกนี้เป็นกลุ่มแรกที่เข้าไปช่วยเหลือนำศพออกมากองไว้ที่ชายหาด ห่อไว้เพื่อรอคนมารับไป ที่พักก็คือกางเต็นท์นอนที่หน้าหาด

หน้าหาดอันวังเวงมืดดำนั้นเรียงรายไว้ด้วยศพของผู้เคราะห์ร้ายนับพันที่พวกเขาช่วยกันขนมาไว้เมื่อตอนกลางวัน

เขาเล่าว่ากลางดึกคืนนั้นเกิดปวดปัสสาวะ จึงลุกขึ้นเดินออกจากเต็นท์ไปปลดปล่อยหลังต้นมะพร้าวต้นเอียงกระเท่เร่ ในขณะที่ทำธุระอยู่ ก็แว่วได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักลอยลมมา เนื่องจากเป็นชายชาตรีอส. พี่เขาก็จึงไม่เอาใจใส่อะไร เมื่อเสร็จก็เดินกลับไปเต็นท์ล้มตัวลงนอน กำลังจะหลับก็ต้องสะดุ้งโหยงเพราะได้ยินเสียงคนหัวเราะอีก แล้วเสียงหัวเราะก็ดังขึ้น ก็กลายเป็นเสียงเด็กเล่นกันเจี๊ยวจ๊าว เสียงคนพูดคุยกันที่ไม่ได้เป็นภาษาไทยเหมือนกับมีคนมาเล่นน้ำนอนอาบแดดในเวลาปกติ

ตอนแรกเสียงก็อยู่ข้างนอกเต็นท์แต่ตอนหลังชักมีเสียงเดินไปเดินมาในเต๊นท์ คุยกัน หัวเราะกันดังขึ้นเรื่อย ๆ เสียงฝีเท้าเดินวิ่งไปมา พี่อส.หันไปรอบ ๆกายก็เห็นเพื่อนอส.ที่นอนร่วมเต๊นท์ขนาดใหญ่นั้นสิบกว่าคนต่างผวาลุกขึ้นนั่งมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แล้วทั้งหมดก็ตัดสินใจถอนเต๊นท์ขึ้นรถกลับมาภูเก็ตกันคืนนั้นเลย...ไม่เอาแล้ว ชายชาตรีกะผีไม่ถูกกัน


โดย: ดาหาชาดา (ดาหาชาดา ) วันที่: 11 มกราคม 2549 เวลา:23:39:11 น.  

 
พี่อส.คนข้างบนที่เล่าเรื่องเขาหลักเห็นว่าผู้ฟังนั่งตาแป๋วด้วยความสนใจมาก แต่ตัวพี่เขานั้นก็ไม่มีเรื่องจะเล่าแล้วก็เลยขอตัวไปสักพัก แล้วก็กลับมาพร้อมท่านพี่อส.อีกคนหนึ่ง พี่อส.คนเดิมชี้บอกว่าคนนี้มีเรื่องระทึกใจมากกว่าใคร ๆ

นักข่าวสายจิตวิญญาณนัยน์ตาเบิกโพลง เร่งเร้าให้พี่อส.หน้าใหม่ให้รีบเล่าเรื่องมาโดยไว ไม่ต้องมีอารัมภบทหรือกระแอมกระไอคั่นเวลา พี่อส.หน้าใหม่ก็ดีใจหายไม่ทันแนะนำตัวแต่อย่างใดก็เปิดปากเล่าเรื่องทันที

อส.ท่านนี้ได้รับมอบหมายให้ไปประสานงานกับเรือของกองทัพเรือที่ถูกส่งออกมาหาผู้ถูกคลื่นพัดมาในทะเลที่ยังรอดชีวิตอยู่ ก็เลยได้ไปคลุกคลีอยู่บนเรือบางลำที่มาทอดสมออยู่ที่หน้าเกาะพีพี เจ้าหน้าที่และเรือเล็กก็ถูกส่งลงไปเพื่อหาคนที่อาจติดอยู่ตามส่วนต่าง ๆของเกาะที่เข้าไปโดยการเดินเท้าไม่ได้ รวมทั้งผู้ที่ลอยคออยู่ในทะเลด้วย

พี่ท่านนี้ก็ไม่ได้แจ้งว่าได้พบคนบ้างหรือไม่ แต่เรื่องเล่าประหลาดที่พวกเจ้าหน้าที่บนเรือเล่าให้ฟังก็คือ ยามโพล้เพล้ของทุกวัน คนที่อยู่บนเรือจะเห็นทัศนียภาพอันแปลกประหลาดก็คือ ที่ไกลตานั้นแลดูเหมือนมีคนนับร้อยร้อยกำลังลอยคออยู่ในน้ำ แล้วก็พากันโบกไม้โบกมือขอความช่วยเหลือจากเรือ

แต่เมื่อเอากล้องส่องทางไกลดูแล้วก็ไม่ปรากฏว่ามีสิ่งใดตรงผืนน้ำบริเวณนั้น คนบนเรือได้เห็นกันโดยถ้วนทั่ว บางทีก็เห็นว่าอยู่ไกลทางทิศหนึ่ง แล้วบางทีก็มาโผล่ใกล้ ๆอีกทิศหนึ่ง

สองสามวันแรก ขวัญก็ยังกล้าแข็งดีอยู่ แต่เมื่อเห็นบ่อยเข้าและก็พิสูจน์แล้วว่าไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ขวัญก็เริ่มฝ่อลงเรื่อย ๆ แล้วในที่สุดกัปตันเรือก็ต้องสั่งถอนสมอเพื่อย้ายออกไปยังพื้นตรงที่ไม่มีภาพดังกล่าวนั้น คิดว่าคงไม่ได้เพราะกลัว แต่ว่าการ reenactment ซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้เห็นว่าเขาต้องการความช่วยเหลืออย่างไรก่อนที่สู้แรงน้ำไม่ได้ตรงนั้นมันสะเทือนใจผู้ที่ได้พบเห็นอย่างใหญ่หลวง


โดย: ดาหาชาดา (ดาหาชาดา ) วันที่: 11 มกราคม 2549 เวลา:23:41:13 น.  

 
มีเรื่องมาเล่าอีกแล้ว นี่เป็นประสบการณ์ของเพื่อนรุ่นน้องที่เคยเป็นนักข่าวกระทรวงพาณิชย์ด้วยกัน สมัยท่านประธานสภาก่อนหน้านี้หนึ่งสมัยไปเป็นรัฐมนตรีประจำอยู่ และเป็นผู้ก่อให้เกิดกรณีปาของเสียมนุษย์อันอื้อฉาว

เราเจอเพื่อนคนนี้ตอนเที่ยงวันหนึ่งในขณะที่กำลังนั่งทอดหุ่ยอยู่ที่ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต รอเวลาที่จะได้กลับไปนอนเสียทีเพราะเริ่มงานมาตั้งแต่ก่อนเที่ยงคืนแล้ว

เมื่อเห็นเธอเดินผ่านไป เราก็รีบวิ่งไปทักทายเพราะไม่ได้เจอกันมาหลายปีทีเดียว เธอบอกว่าจะไปเป็นอาสาสมัครแปลใบมรณะบัตรให้ชาวต่างประเทศที่วัดย่านยาว พังงา รถที่จะไปกำลังจะออกแล้ว

จากนั้นก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย จนเมื่อกลับมากรุงเทพแล้ว จึงได้โทรศัพท์คุยกัน เธอบอกว่าไปทำงานที่วัดย่านยาวและก็พักที่เขาหลักอยู่พักหนึ่ง และกลับมาได้หลายวันแล้ว

หลังจากกลับมาก็รู้สึกว่ามีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นกับชีวิตเพราะเวลาอยู่บ้านนั้นมักจะได้กลิ่นฟอร์มาลีนผสมกลิ่นศพ โดยเฉพาะเวลาเข้าห้องน้ำ!!!จะได้กลิ่นตลบอบอวลรุนแรงคละคลุ้งไป จะว่าติดจมูกมาหรือก็ทำไมจึงรุนแรงจัง ทำให้เธอคิดว่าต้องมีใครตามเธอมาจากวัดย่านยาวแน่ ๆ

นอกจากนี้เธอก็ยังเล่าอีกว่าเมื่อกลับมาถึงกรุงเทพ เธอกินสะบั้นหั่นแหลกเหมือนกินเผื่อคนหลายคน กินไม่รู้จักอิ่ม กินข้าวแล้วก็กินขนมเค้กไปอีกสองสามก้อน กินขนมจีบอีก 20 ตัว กินคุ้กกี้หลายสิบตัวตามด้วยผลไม้จานใหญ่ ฯลฯ แล้วก็ยังว่าหิวอยู่ ทั้ง ๆที่ปกติ เจ้าหล่อนกินอะไรไม่ค่อยลง สมัยที่ทำงานด้วยกันเจ้าหล่อนมักจะกินข้าวเย็นมื้อเดียว (ไม่รู้ว่าอยู่ได้ยังไง) รูปร่างก็ผอมชะลูดเหมือนนางแบบ

หลังจากเป็นเช่นนี้ไปสามวันก็เลยอดรนทนไม่ได้เจ้าหล่อนโทรไปหาเพื่อนที่เชี่ยวชาญเรื่องโลกแห่งวิญญาณ เพื่อนก็บอกว่าแน่นอนมีอะไรบางอย่างตามเธอกลับบ้านมาด้วย เพราะว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่รู้ว่าจะไปทางไหน

เพื่อนแนะนำอีกว่าให้ไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้พวกเขาพร้อมกับให้พระสวดชี้นำหนทางให้แก่พวกเขา เมื่อทำบุญไปแล้วเหตุการณ์ประหลาดต่าง ๆก็หายไปหมด


โดย: ดาหาชาดา วันที่: 11 มกราคม 2549 เวลา:23:45:04 น.  

 
คุณน้องยังได้เล่าเรื่องที่ไปประสบมาในขณะที่อยู่ที่วัดย่านยาวด้วยว่า

ในขณะที่นั่งทำงานกันไปนั้น จู่จู่เพื่อนคนหนึ่งก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นประหนึ่งว่าจะขาดใจโดยไม่มีเหตุผล เพื่อน ๆก็เข้าไปช่วยกันปลอบใจ เพราะคิดว่าคงเครียดจากการทำงานหนัก พร้อมทั้งสภาพบรรยากาศที่แวดล้อมไปด้วยร่างของผู้เสียชีวิต ความคาดหวังของญาติ ๆ ที่มาแล้วหวังจะเจอร่างของผู้เป็นที่รักจะได้เอาไปบำเพ็ญกุศลตามศาสนาที่ตนเองนับถือ

พอเพื่อนคนนั้นสงบสติอารมณ์ได้แล้วก็เริ่มเล่าเรื่องของตัวเองว่าเธอนั่งทำงานไปอยู่ ๆก็รู้สึกว่าตัวเองไปอยู่ท่ามกลางคนจำนวนมากที่เธอมองไม่เห็น พวกเขากำลังตกอยู่ในความงุนงงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขา แล้วหัวใจของเธอเต้นแรงและเร่งเร็วขึ้นโดยไม่มีเหตุผล

เธอเคยเรียนการนั่งสมาธิมาบ้างก็ฉุกใจคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเธอ เธอก็จึงสงบจิตใจ สวดมนต์แล้วก็แผ่ส่วนกุศลและความปรารถนาดีไปให้คนเหล่านั้น แล้วเธอก็รับรู้ถึงความตกใจและเศร้าใจของคนเหล่านั้นที่รู้ว่าตัวเองตายแล้ว จากนั้นความเศร้ามหาศาลมันก็โถมเข้ามาความรู้สึกของเธอจนต้องร้องไห้ออกมาอย่างที่ควบคุมความรู้สึกตัวเองไม่ได้......


โดย: ดาหาชาดา วันที่: 11 มกราคม 2549 เวลา:23:46:25 น.  

 
สองเรื่องต่อไปนี้เกี่ยวพันกับความเชื่อของของคนทางเหนือเรื่องความตายที่ว่า เมื่อใครคนหนึ่งเสียชีวิต ตอนแรกเขาจะยังไม่รู้ตัว ในสามวันแรกยังจะงง ๆว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง อาจจะติดอยู่กับที่ที่ตัวเองเสียชีวิตหรือสะเปะสะปะไร้จุดหมายง

แต่หลังจากนั้นแล้ว วิญญาณก็จะเริ่มรู้ตัวว่าตายแล้ว ในช่วงวันที่สี่ถึงเจ็ด วิญญาณจะกลับไปยังสถานที่ที่ตัวเองเคยไปหรือไปหาคนที่ตัวเองรักหรือไปทำกิจวัตรอะไรที่ตัวเองทำเป็นประจำจากนั้นยมบาลก็จะมาเอาตัวไป หรือถ้าไม่มีใครมาเอาตัวก็แสดงว่าตกบัญชีสำรวจ และต้องกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน

ตอนที่วิญญาณกลับไปยังสถานที่ที่ตัวเองเคยไป เขาเรียกว่า “ไปเก็บรอยteen” และช่วงนี้เป็นช่วงอันระทึกใจยิ่งของคนที่ใกล้ชิดกับผู้ตาย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งใกล้ขิดแบบที่ผู้ตายเคยฝากรอยteen เอาไว้บนใบหน้าหรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย)

เรื่องแรกเป็นเรื่องของลุงโชติผู้อาภัพ ขอเล่าสักเล็กน้อยว่าเราเกิดที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ที่เรียกว่าโฮงยา สวนดอกนั้นแล และก็มีนิวาสถานอยู่แถวนั้นเพราะว่าทั้งบิดาและมารดาเป็นข้าราชการรุ่นก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ที่รวมอยู่กับโรงพยาบาลนั้นด้วย

ตั้งแต่เกิด เราก็เห็นลุงโชติผู้นี้เดินตัวเองกอดขวดเหล้านัยน์ตาแดงก่ำผมเผ้ายุ่งเหยิงเสื้อผ้ายับย่นมาตลอด เวลาเข้าไปใกล้ก็มีกลิ่นเหล้าหึ่งทำให้แม้จะเห็นกันจนคุ้นก็มิได้สนิทสนมกันแต่ประการใด บ้านของลุงโชติก็เลยบ้านของเราไปไม่ไกลนัก ลุงต้องเดินผ่านหน้าบ้านของเราเป็นประจำทั้งเวลาไปทำงาน กลับจากทำงาน ไปกินเหล้าตอนเย็นหรือกลับจากกินเหล้ายามค่ำคืน

ลุงโชติเป็นคนพูดน้อยหนักไปทางเมา มีตำแหน่งเป็นช่างประปา ยามเมา ๆเดินเป๋ไปมานั้นสามารถพ่นภาษาอังกฤษชัดถ้อยชัดคำเป็นที่แตกตื่นกับชาวบ้านร้านถิ่นมาก สอบถามไปมาได้ความว่าลุงโชตินั้นเรียนจบโรงเรียนฝรั่งชั้นดีในกรุงเทพแล้วก็มีความสามารถทางด้านช่างอย่างพิเศษก็ทำให้ทำงานอยู่กับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพ เมื่อคณะแพทย์เปิด ลุงโชติก็ขอโอนมาเชียงใหม่กับเขาด้วย ก็ได้เป็นที่หัวหน้าช่าง แต่ด้วยความดื่มมากของแกทำให้การงานเสียหายหมดจนในที่สุดต้องลดตำแหน่งลงมาเป็นช่างธรรมดา

แกแต่งงานกับแม่ค้าคนหนึ่งแล้วก็ไม่ติดต่อครอบครัวในกรุงเทพอีกเลย และไม่มีใครมาตามหาแกด้วย ครอบครัวแกนั้นเต็มไปด้วยปัญหา ลูกชายหลายคนของแกเกเรมากทุกคน ถ้าของแถวนั้นหายไปรับรองได้ว่าวันรุ่งขึ้นตำรวจถามหาลูกชายคนใดคนหนึ่งของแกแน่ ๆ ส่วนลูกสาวเล่าก็จู่ ๆท้องไส้ขึ้นมาโดยไม่บอกกล่าวแก่ผู้ใดเลย ทั้งหมดนี้ก็เลยทำให้ลุงโชติหันหน้าเข้าไปหาเหล้ามากขึ้น ทุกเย็นหนึ่งทุ่มตรงแกจะออกไปกินเหล้า เมียขวางเตะเมีย ลูกสาวขวางเตะลูกสาว สุนัขข้างถนนนอนขวางทางก็ถูกเตะเช่นกัน ราวเที่ยงคืนแกก็จะสะเงาะสะแงะกลับมา หมาจะเห่ากันเกรียวเป็นการประกาศการกลับมาของแก เข้าใจว่าเจ้าสี่ขาข้างถนนคงเกลียดแกมากและจะเห่าต่อ ๆไปกันเสมอเมื่อได้เห็น คงอันเนื่องมาจากเหตุที่แกเตะเมียเตะลูกสาวไม่ได้ก็มาออกยังเจ้าพวกนั้นที่มีจำนวนมากอย่างเหลือเชื่อ... แต่เราจะพักชีวิตอันอาภัพของแกไว้ก่อนเพราะว่าจุดประสงค์จะเล่าเรื่องผี....ของแก

อยู่วันหนึ่งลุงโชติไปกินเหล้าตามเคย กลับก็เข้าห้องนอนเงียบไปจนเช้า เมียเข้าไปปลุกจึงได้รู้ว่าสิ้นลมเสียแล้ว ก็มีงานศพจัดขึ้นเพียงสามวันก็เผาเลย วันที่สี่ก็เกิดเหตุประหลาดขึ้น ราวเที่ยงคืน สุนัขในเขตคณะแพทย์ด้านประตูสวนดอก (ประตะข้างออกไปเจอคูเมือง) หอนกันโจ๋ว แล้วก็สืบทอดกันมาเป็นทอด ๆ ผ่านมาตามที่แกเคยเดินกลับบ้าน แล้วก็มายังหน้าบ้านเราแล้วก็เลยไปยังจนถึงบ้านพักของแกแล้วจึงเงียบลง

รุ่งเช้าตามมาด้วยข่าวว่าคนที่บ้านแกเห็นแกเปิดประตูเข้าบ้านเหมือนครั้งยังมีชีวิตอยู่แล้วเดินหายเข้าไปในห้องนอน เมียแกกับลูกสาวหอบลูกหอบหลานไปนอนที่อื่นทันที ต่อมาอีกสามวันเหตุการณ์ยังเป็นเช่นเดิมแต่ตอนนี้เพิ่มรอบเย็นเข้าไปด้วย ทุ่มตรงหมาจะหอนโจ๋วเป็นทอด ๆจากหน้าบ้านแกมายังหน้าบ้านเรา ผ่านเลยไปจนไปออกประตูสวนดอกที่ที่แกไปกินเหล้าเป็นนิจ กลางคืนจะหอนกลับ

มีคนเผอิญต้องไปอยู่กลางถนนในเวลาน้นด้วยโจษขานกันว่าได้ยินเสียงเหมือนคนเดินเตาะแตะอยู่กลางถนน เมื่อลมโชยมาก็ประกอบด้วยกลิ่นเหล้าคละคลุ้ง หมาบางตัวที่ตั้งหน้าตั้งตาหอนบางทีก็ออกเสียงเอ๋ง ๆเหมือนถูกเตะผสมเข้าไปด้วย

เหตุการณ์เป็นเช่นนี้จนเกือบหนึ่งสัปดาห์ คืนสุดท้ายหมาหอนเสียงกระชั้นถี่มาก รุ่งเช้าลูกเมียแกกลับมาคนข้างบ้านเล่าให้ฟังว่าท่ามกลางเสียงหมาหอนโหยหวนวังเวงเมื่อคืนได้ยินเสียงปึงปังในบ้านแกที่ไม่มีใครอยู่ มีเสียงพูดว่า กรูไม่ไปไม่ไป..... จากนั้นทุกอย่างก็เงียบสงบไปในพริบตาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย........




โดย: ดาหาชาดา วันที่: 11 มกราคม 2549 เวลา:23:53:26 น.  

 
อีกเรื่องหนึ่งชื่อว่า น้าเหลิมมากรัก

เรื่องของน้าเหลิมนี่เกิดก่อนเรื่องของลุงโชติเสียอีกนะคะ ตอนนั้นยังเล็กมาก ๆ จำอะไรเกี่ยวกับน้าเหลิมไม่ค่อยได้ รู้แต่ว่าแกเจ้าชู้มาก เข้าใจว่าแกทำงานกับพ่อของเรามานาน

บ้านพักข้าราชการคณะแพทย์ก็จะแยกกันเป็นหลัง ๆไป แต่ละหลังจะมีรั้วเตี้ย ๆแค่เอวกั้นบริเวณไว้ส่วนใหญ่ก็จะมีลูกเล็กเด็กแดงกันทุกบ้าน เพราะข้าราชการรุ่นก่อตั้งก็มีวัยไม่ต่างกันมากนัก เมื่อมีลูกเล็กก็ต้องมีพี่เลี้ยงเพราะส่วนใหญ่ทั้งพ่อทั้งแม่ต้องออกไปทำงานกัน

น้าเหลิมนอกจากรับราชการแล้วก็ยังมีความถนัดทางด้านช่างไม้ด้วย ถ้าบ้านเราต่อเติมก็จะเรียกแกมาช่วยทุกครั้ง และแกก็ถือโอกาสนี้จีบพี่เลี้ยงลูกของคนแถว ๆนั้นคราวละหลาย ๆคน ยกเว้นคนที่อยู่บ้านเราเพราะรู้กันดีว่าแกมีเมียมีลูกแล้ว แต่ทำเป็นหนุ่มตัวเปล่าไปอย่างนั้นเอง

ถ้าแกติดใจสาวคนไหน แกก็จะเทียวไปเทียวมา สาวไม่พูดด้วยเพราะรู้ว่าแกมีเมียแล้ว แกก็มาเฝ้าอยู่หน้าบ้านซะยังงั้นแหละ นอกจากเจ้าชู้จนขึ้นชื่อแล้วแกก็ยังเป็นคนขี้เล่นอย่างร้ายกาจด้วย หลอกให้สาว ๆตกใจนับเป็นความสุขของแกทีเดียว มีอยู่คราวหนึ่งแกเทียวขื่อเทียวไล้สาวบ้านหนึ่งมาเฝ้าทุกเย็นต่อกันเป็นสัปดาห์

จู่ ๆเมียแกใส่ชุดดำโผล่มาบอกพ่อว่าน้าเหลิมตายแล้ว ถูกยิงเมื่อสัปดาห์ก่อนเพราะความเจ้าชู้ของแกนี่แหละ สาว ๆแถวนั้นสะดุ้งโหยงไปตาม ๆกันเพราะว่าช่วงที่เมียบอกว่าแกตายน่ะ แกยังมาปรากฏตัวตอนพลบยืนพิงเสาไฟข้างรั้ว หรือบางครั้งก็นั่งบนรั้วเหมือนอย่างเคย

เมื่อรู้ดังนั้นกระแสความกลัวก็เกิดขึ้นทั่วไป โดยเฉพาะที่บ้านเรา เรื่องมันมีอยู่ว่าน้าเหลิมแกเป็นคนมาต่อเรือนกล้วยไม้ให้ที่บ้าน ทีนี้เจ้าเรือนกล้วยไม้ดังกล่าวนี้มันพะอยู่กับตัวบ้าน คนที่บนเรือนกล้วยไม้สามารถชะโงกหน้าต่างมายังห้องนอนของเราได้เลย ดังนั้นเมื่อคนเลี้ยงเราสบถสาบานว่าเห็นน้าเหลิมชะโงกหน้าเข้ามาในคืนวันที่เรารู้ว่าแกตายยยยยยไปแล้ว เราก็จึงย่องเข้าไปในห้องพ่อแล้วขโมยพระเครื่องเล็ก ๆอะไรมาก็ได้เอามาร้อยกับเชือกแล้วแขวนไว้กับหน้าต่างบานนั้นที่ปิดม่านปิดหน้าต่างอย่างแน่นหนาเพื่อเป็นการเอาตัวรอดไว้ก่อนแต่ประการฉะนี้


โดย: ดาหาชาดา วันที่: 11 มกราคม 2549 เวลา:23:55:43 น.  

 
เอาอีกป่ะล่ะ


โดย: ดาหาชาดา (ดาหาชาดา ) วันที่: 12 มกราคม 2549 เวลา:0:40:51 น.  

 
ชอบๆ วันหลังหามาเล่าให้อ่านอีกนะ แต่เราประทับใจและเศร้าใจมากที่สุด ก็คงเป็นเรื่องเล่าที่ภูเก็ตนั่นแหละ เขา(คนที่ตาย)คงยังไม่รู้สึกตัวหรือไม่ก็ยังงงๆ ไม่รู้ว่าตัวเองจะไปไหนอย่างที่เล่ามาจริงนั่นแหละนะ


โดย: kk IP: 210.86.182.186 วันที่: 12 มกราคม 2549 เวลา:12:49:53 น.  

 
เอาอีกค่ะเอาอีก คุณดาหาชาดาเล่าได้น่ากลัวดีมาก แถมมีเรื่องเป็นกะตั๊กเลย อ่านจนจุใจสามตอนรวด ชูจุ๊กกูแร้ขออีกเยอะๆค่า


โดย: M1ku วันที่: 14 มกราคม 2549 เวลา:10:48:33 น.  

 
ชอบมาก ขอบคุณที่หามาให้อ่าน
ฝนตกหยิมๆ ทำให้ได้ความรู้ใหม่เก็บไว้อีก
ตอนตะก่อนโน้น เวลาเรา(ฮิต)เดินจงกรม
จะเกิดละอองน้ำหยิมๆ ไร้ที่มา ตกใส่อยู่หลายครั้ง
ทีละไม่กี่หยด แต่ก็รู้ว่ามีน้ำตกใส่ แน่นอนว่าไม่ได้เดิน ใกล้ท่อหรือชายคาใดๆ และฟ้าใสไร้เมฆดำ ไม่ได้ใส่ใจจนมาอ่านนี่ ไม่รู้ว่าหยิมๆ จะแบบเดียวกันหรือเปล่านะ (แต่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดบุญจากการเดินอะไรหรือจะมีไผมายินดี)

ภาพที่คุณดาฯเห็นตอนที่ถูกประทัดกระเด็นใส่นั้น
ก็ประหลาดมากๆ ทำไมถึงเห็นได้นะ เกี่ยวกับตาที่สาม
หรือเปล่าไม่รู้

ขอบคุณหลายๆ จะรออ่านอีกค่ะ


โดย: แฟนนานุแฟน IP: 61.91.116.18 วันที่: 17 มกราคม 2549 เวลา:15:43:55 น.  

 
ชอบมากเลยค่ะ หลายเรื่องหน้ากลัว แล้วก็น่าสงสาร ขอบคุณนะคะที่หามาให้อ่าน จะติดตามต่อไปค่ะ


โดย: จิบิ IP: 58.9.24.193 วันที่: 20 มกราคม 2549 เวลา:15:45:02 น.  

 

โอ้วมีแฟนนานุแฟนเข้าให้แล้ว
ดีใจจัง

เรื่องผีพักไว้แป๊บนะคะ
กะลังเขียนอยู่ให้น่ากลัวฟร่าเดิม
นี่เล่าแบบเรื่องที่เราเล่าให้เพื่อน ๆฟัง
แต่ต่อไปจะเพิ่มบรรยากาศให้น่ากลัวมากฟร่านี้
รอนิดนึงไปอ่านเรื่องเทพเจ้ารอก่อนก็ได้ค่ะ


โดย: ดาหาชาดา IP: 61.91.177.11 วันที่: 23 มกราคม 2549 เวลา:0:23:20 น.  

 


มาเยี่ยม




โดย: Mr.Vop วันที่: 25 มกราคม 2549 เวลา:16:59:03 น.  

 


โดย: ... IP: 221.128.118.42 วันที่: 2 เมษายน 2549 เวลา:21:40:48 น.  

 


โดย: 123456789 IP: 221.128.118.42 วันที่: 2 เมษายน 2549 เวลา:21:41:26 น.  

 
ไม่กล้าอ่านมาก กลัวขนหัวลุก

สวัสดีครับเจ้


โดย: อาร์พี IP: 58.9.45.135 วันที่: 8 พฤษภาคม 2549 เวลา:17:43:34 น.  

 


โดย: TOPHER IP: 61.19.121.34 วันที่: 8 สิงหาคม 2549 เวลา:15:24:10 น.  

 
น่ากลัวๆเราได้สยองและน่าสงสารมาก ขนหัวลุกเยยยยยย


โดย: เด็กlnw IP: 58.64.104.18 วันที่: 26 สิงหาคม 2549 เวลา:12:03:41 น.  

 
คุยกับเพื่อน


โดย: toou_2589 IP: 125.24.161.183 วันที่: 25 ธันวาคม 2549 เวลา:11:47:27 น.  

 
ไม่เห็นมันเลย


โดย: โอม IP: 125.24.130.214 วันที่: 19 ตุลาคม 2550 เวลา:12:45:14 น.  

 


โดย: ยิ้ม IP: 125.24.176.198 วันที่: 14 มีนาคม 2551 เวลา:13:59:02 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ดาหาชาดา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ดาหาชาดา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.