Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2556
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
26 สิงหาคม 2556
 
All Blogs
 
เมื่อเงาชั่วร้ายตามล่าตัวชั่วร้าย



นี่ก็ "สัปดาห์สุดท้าย" เดือนสิงหาคม

ก่อนเข้าสู่เดือนกันยายนทมิฬ หรือ Black September

ดูตาม "ปฏิทินหายใจ" ประเทศไทย จันทร์ ๒ กันยา

ยิ่งลักษณ์เปิดฟลอร์ 'Uniting for the future:

Learning from each other's experience'

สอนคนไทยให้รู้จักการปรองดองที่ถูกวิธีและถูกต้อง

ว่าต้องแยกอดีตเผาบ้าน-เผาเมืองออกจากปัจจุบัน

ที่จะนิรโทษกรรมให้ทักษิณ และมือเผาบ้าน-เผาเมือง!

อ้อ...ลืมบอกไป "นายโทนี แบลร์" โมฆบุรุษจากยุโรป

จะมาปาฐกถาให้เป็นหน้า-เป็นตายิ่งลักษณ์น้องสาวทักษิณด้วย

ค่าน้ำลายกี่สิบล้านที่ "รัฐบาลไทย" ต้องจ่าย ผมไม่ทราบ

เห็นบอกว่าคนกันอวย ไม่ต้องจ่ายค่าตัว

จ่ายแค่ค่าเรือบินไป-กลับ "ทั้งคณะ" พร้อมโรงแรม

พร้อมอาหาร การอยู่ การกิน การเที่ยว พ็อกเกตมันนี

ซื้อหมาก-ซื้อพลูซักหน่อยก็พอ ก็เชื่อเขานะครับ

จะได้ออกลูกเป็นลิง!

รายการนี้ เห็นเชิญมาหลายฝรั่ง เอามาดองขายผมจะไม่ว่า

แต่ถ้าเอามาปรองดอง บอกได้คำเดียว...ถะอุ๋ย

มันเป็นรายการผลาญเงินแผ่นดิน

เสริมยอดขาดดุลเงินสด ๔ แสนล้านของรัฐบาลตอนนี้

ให้มันสะบั้นหั่นแหลกหนักขึ้นซะมากกว่า

ถ้าฝรั่งมาพูดแล้วไทยปรองดองได้ ป่านนี้ปรองดองกันไปนานแล้ว

เพราะแถบอีสานหลายจังหวัด....ไปดูซี

"ผัวฝรั่ง-เมียไทย" ปรองดองกันครึ่ด!

และ ๓ กันยา นายโทนี แบลร์ และคณะ หลังโชว์ปรองดอง

ด้วยน้ำลายเสร็จแล้ว ฝ่ายคนไทยก็จะสาธิตการปรองดอง

และการปฏิรูปประเทศไทยให้ดูบ้าง

ตามโปรแกรมที่ผมอ่านจากข่าว จะออกมาอย่างนี้.........

"วันที่ ๓ กันยายน จะรวมตัวกันปิดประเทศด้วยการกระจาย

ปิดถนนสายหลักทุกภาค ภาคเหนือจะมีชาวสวนยาง

ประมาณ ๕,๐๐๐ คน ปิดถนนที่อุตรดิตถ์ ภาคอีสาน

ประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน ปิดถนนที่ทางต่างระดับอำเภอสีคิ้ว นครราชสีมา

ส่วนภาคใต้ จะปิดถนนที่ ๔ แยกสหกรณ์โคออป สุราษฎร์ธานี

ภาคกลาง-และภาคตะวันออก จะรวมตัวประมาณ ๑๕,๐๐๐ คน

เดินทางมาชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล"

ครับ...ไม่ใช่ม็อบของคนที่ "กูอยู่ไม่ได้ ก็อย่าหวังว่า

คนในบ้านเมืองนี้จะได้อยู่กันเป็นสุข" แล้วก็จ้างชุมนุม

ก่อจลาจลเผาบ้าน-เผาเมือง

หากแต่เป็นการชุมนุมของเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ

ด้วยผิดหวังจากคำมั่นสัญญาที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้ไว้ตอนหาเสียง

"จะประกันราคายางพาราให้ได้กิโลกรัมละ ๑๒๐ บาท"

และด้วยราคายางวันนี้ต่ำกว่าราคาต้นทุนผลิต ซ้ำรัฐบาลลอยแพ

เป็นตัวผลักดันให้ชาวสวนยางทั่วประเทศ ไม่เฉพาะภาคใต้

และไม่เฉพาะที่อำเภอชะอวด นครศรีธรรมราช

อันเป็นจุดชุมนุมใหญ่อยู่ขณะนี้เท่านั้น

ที่ออกมารวมตัวเรียกร้องให้รัฐบาลหาทางเยียวยาและแก้ไข

หากแต่ "ทุกภาค" ของประเทศ เพราะทักษิณส่งเสริม

ให้ปลูกยางทั่วประเทศตั้งแต่ยุคนั้น

บอกว่าเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่

ชาวบ้านก็แห่ปลูกกันยกใหญ่

บางแห่งถึงขนาดเอาที่นาปลูกยาง

และหลายแห่งบุกรุกป่าสงวนฯ ทำสวนยาง

ยิ่งพรรคเพื่อไทย "ทักษิณคิด-ยิ่งลักษ์ณทำ"

ตระเวนไปหาเสียง สัญญิง-สัญญา ได้เป็นรัฐบาลแล้ว

จะประกันราคาสินค้าพืชไร่

ยางพาราประกันว่าต้องได้ ๑๒๐ บาท/กิโลกรัม

คนเหนือ-ใต้-ออก-ตก-กลาง เลยเฮโลทั้งปลูก

ทั้งเร่งผลิตกันยกใหญ่

ลงท้าย...ที่เตือนกันไว้แต่ต้น

อย่าไปส่งเสริมปลูกพืชชนิดเดียว

กันมากมายไปทุกภาค

เพราะราคาสินค้าเกษตรเอาตายตัวไม่ได้

อีกอย่าง จีนผู้ซื้อรายใหญ่ เขาลงทุนทำสวนยางเอง

ในลาว ในเขมร ในญวนแล้ว พอได้ผลผลิตเมื่อไหร่

เขาลดซื้อ เราก็จะตายกันยกประเทศ

ฉะนั้น ควรกระจายความเสี่ยงไปปลูกหลายๆ ชนิด

ก็ไม่ฟังกัน เพราะตอนนั้น พวกรัฐบาลมันต้องการขายกล้ายาง

"รวยก่อน" ให้พวกหลงแห่ไปจนกันเองทีหลัง อย่างตอนนี้!

ที่นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รมว.เกษตรฯ บอกจะไม่เข้าไป

แทรกแซงราคา และเป็นไปไม่ได้ที่ราคายาง

จะกลับขึ้นไปที่กิโลกรัมละ ๑๒๐ บาท

ตอนนี้ราคาตลาดแค่ ๗๑/๗๒ บาทเท่านั้นเอง

"รัฐบาลรับซื้อมาแล้วตั้ง ๒๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท

มีสต็อกค้างอยู่กว่า ๒ แสนตัน ก็ยังระบายขายไม่ได้"

นี่เป็นความจริง แต่ชาวสวนยางรับไม่ได้!

ผมเข้าใจที่นายยุคลพูด และยอมรับว่า

ท่านพูดถูก-คิดถูกครึ่งหนึ่งทางทฤษฎี

ที่จะไม่แทรกแซงราคาสินค้าพืชไร่

ปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด

แต่อีกครึ่งหนึ่ง ผมว่าไม่ถูกทางปฏิบัติ

ยิ่งท่านอยู่ในบทบาทนักการเมืองด้วยแล้ว

การพูดความจริงอย่างนั้น จะทำให้เรื่องที่ยากอยู่แล้ว

จะยากและสับสนหนักขึ้น

การไม่แทรกแซง ไม่ได้หมายความว่า

จะไม่ใช้กลไกรัฐเข้าไปบริหาร-จัดการในเรื่องราคา

และเรื่องรับรู้ปัญหาในลักษณะ "ร่วมทุกข์-ร่วมสุข-ร่วมแก้"

เรื่องตลาดและเรื่องวางแนวเป็นอนาคต

ที่สำคัญ รัฐบาลเพื่อไทยใช้คำว่า "๒ มาตรฐาน"

เป็นอาวุธการเมืองประหัตประหารโค่นล้มคนอื่น

และประเทศมาตลอด เมื่อตัวเองมาเป็นรัฐบาล

สิ่งที่ตัวเองใช้เป็นอาวุธฆ่าคนอื่น มันกำลังย้อนมาฆ่าตัวเอง

ลองฟังที่ "นายวรานนท์ อนัณวรณกร"

แกนนำชาวสวนยางภาคตะวันออก-ภาคกลาง

กล่าวกับกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางนครศรีฯ ดูก็ได้



"ถ้ารัฐบาลไม่ช่วยเรา เราก็จะไม่น้อยใจ

แต่ขอร้องว่า อย่าช่วยสินค้าเกษตรตัวอื่นด้วย

ปล่อยให้ทุกตัวเป็นไปอย่างเสรี เราขอความเป็นธรรม

ไม่ใช่เลือกช่วยสินค้าเกษตรบางตัว

เช่น ข้าว แล้วปล่อยทิ้งบางตัว...."



นี่...ไม่ใช่ปัญหาโลกแตก แต่มันเป็นปัญหา

"เพื่อไทยเลือกประชานิยม" ด่าคนอื่น ๒ มาตรฐาน

แต่ตัวเองกลับทำทุกอย่างที่ด่าคนอื่นเขาไว้ว่าอย่าทำ

มันจึงเกิดคำถาม ๒ มาตรฐานเชิงตรรกะ

ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ตอบไม่ได้ว่า กับเรื่องข้าว

รับจำนำทุกเม็ดเกวียนละ ๑๕,๐๐๐

ขนมายัดโกดังเต็มบ้าน-เต็มเมืองกว่า ๓๐ ล้านตัน

ฉิบหายไปกว่า ๖ แสนล้านขณะนี้

แถมคุย...ตุนเอาไว้ พอคนอื่นขายหมด

ไทยเรามีข้าวเหลืออยู่เจ้าเดียว จะได้โก่งราคาขายได้แพงๆ!

แต่กับเรื่องยางพารา...ที่อยู่ในหมวดสินค้า

สัญญาราคาประชานิยมตอนหาเสียงของเพื่อไทยเหมือนกัน....

ทำไมจึงรับจำนำยางพาราทุกแผ่นกิโลกรัมละ ๑๒๐ บาท

บ้างไม่ได้ ซื้อไปแค่ ๒๒,๐๐๐ ล้าน

กลับอ้างว่าค้างสต็อกอยู่เต็ม ไม่ซื้อ-ไม่แทรกแซงราคาอีก

ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด?

คำถามตรงไป-ตรงมา ของชาวสวนยางตอนนี้ก็คือ...

ทำไมรับจำนำข้าวทุกเม็ดได้?

แล้วทำไมรับจำนำยางพาราทุกแผ่นไม่ได้?

อ้างว่า ต้องปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด

แล้วทำไมข้าวจึงไม่ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดบ้างล่ะ

ต้องเข้าไปอุ้มทุกเม็ดเกวียนละ ๑๒,๐๐๐-๑๕,๐๐๐

แม้กระทั่งวินาทีนี้ด้วยเหตุผลใด?

ชาวนาเป็นคนไทย ชาวสวนยางไม่ใช่คนไทยหรืออย่างไร?

ทั้งไทยและต่างประเทศเตือนด้วยหวังดี

ไม่ควรรับจำนำข้าวด้วยราคาเหนือตลาด

ยิ่งลักษณ์บอก..ไม่ได้ ต้องให้เหนือตลาด

เพราะเป็นนโยบายที่หาเสียงกับชาวบ้านไว้

ก็แล้วกับยางพารา ทำไมยิ่งลักษณ์ไม่รับจำนำ

ให้ราคาเหนือตลาดบ้าง

เพราะเป็นโยบายที่หาเสียงไว้กับชาวบ้านเหมือนกัน?

อย่าเข้าใจผิดนะว่า ยางเป็นของคนใต้ ไม่เลือกเพื่อไทย

ก็ไม่ต้องไปช่วยแม่งมัน ด้วยนโยบายพ่อพวกคุณมึงนั่นแหละ

ริเริ่ม และยุยงส่งเสริมให้ปลูกยางกันทั่วประเทศ

ฉะนั้น ตอนนี้ ภาคใต้เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น

อีสาน-เหนือ-ตะวันออก-กลาง พรึ่ดดดดไปด้วยสวนยาง!

แล้ว...หมาตัวไหนเห่า ต่อไปไม่ต้องกลัว ราคายางดีขึ้นแน่

เชื่อหัวไอ้เต้นเถอะ ขออนุญาตศาลเดินทาง

ไปมาเลย์-อินโดฯ ร่วมกันตั้ง "ตลาดกลางยางพารา" ขึ้นแล้วไง?



สมัยทักษิณ ปี ๒๕๔๔ รองนายกฯ "พิทักษ์ อินทรวิทยนันท์"

ไปประชุมตกลง ๓ ฝ่าย "ไทย-มาเลย์-อินโดฯ"

จัดตั้งองค์การความร่วมมือไตรภาคีด้านยางพารา

เพื่อแก้ปัญหายางล้นตลาด และราคาตกต่ำ

เป็นข่าวใหญ่ เป็นเรื่องดัง "ระดับโลก" ที่ไทย

โดยรองนายกฯ พิทักษ์ สามารถหาความร่วมมือ

จนตกลง ๓ ฝ่าย ตั้งไตรภาคีทำนอง "โอเปกยาง" ขึ้นในโลก

แล้วทักษิณก็....ทำพัง!

พังไงรู้มั้ย...ทำด้วยทรยศ-หักหลังตามสันดาน

รองนายกฯ ไปตกลง ใครจะซื้อ-จะขาย จะทำอะไร

ต้องบอกให้รู้กันทั้ง ๓ ประเทศก่อนเสร็จสรรพ

อยู่ทางนี้ ทักษิณสั่งรัฐมนตรีช่วยที่ดูแลเรื่องยางคนหนึ่ง

แอบเทขายพรวดคนเดียว เลยวงแตก ใครอยากรู้

ให้ไปถามคนที่ชื่อก้านยาวดู

ทั้งมาเลย์-อินโดฯ หมดความไว้เนื้อเชื่อใจไทย

รองนายกฯ พิทักษ์ซึ่งเป็นคนเจรจา เหมือนถูกทักษิณ

"แทงข้างหลัง" แล้วต้องรับหน้า

แสดงความรับผิดชอบทันที ด้วยการ

"ลาออก" จากตำแหน่ง และหันหลังให้

วงการเมืองบัดซบโสโครกตั้งแต่นั้น!



ครับ...นี่พูดกันด้วยคำถาม ๒ มาตรฐานของรัฐบาลเพื่อไทย

ระหว่าง "ข้าวกับยาง" ไม่ได้พูดในความหมาย

ต้องให้รัฐบาลไปรับจำนำยางพาราทุกแผ่น

แล้วสร้างโกดังเก็บไว้เต็มบ้าน-เต็มเมืองแข่งกับข้าว

ก็ไม่แน่นะ รอให้เจ๊ ด.ฝึกวิทยายุทธ์ตลาดยางก่อนเถอะ

แล้วจะทำให้พ่อแม่พี่น้องชาวสวนยางร้องซี้ดดดด!

เอาละมังครับ...จบดีกว่า แต่เกริ่นไว้นิด เสาร์-อาทิตย์

ผมแวบไปคุยกับชาวไร่ข้าวโพด ที่สระบุรี

เหลือโลละ ๔ บาทกว่า ที่ชนแดน เพชรบูรณ์

ไม่ถึง ๔ บาท ชาวไร่บอกว่าตั้งแต่เกิดมา

ก็เพิ่งมีปีนี้แหละ วิปริต อาเพศ ขาดทุนป่นปี้

ถามเขาว่า...จะทำไง? เขาตอบว่า....

กำลังประชุมหารือ จะรวมตัวกันชุมนุมไปถามยิ่งลักษณ์....

ไหนว่า จะรับประกันราคาพืชไร่ให้ชีวิตพี่น้องเกษตรกร

มีความเป็นอยู่ดีขึ้นไงล่ะค้าาาา?


......................................

อ้างอิงจาก หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม 2556

คอลัมน์ เปลว สีเงิน



Create Date : 26 สิงหาคม 2556
Last Update : 27 สิงหาคม 2556 10:01:53 น. 0 comments
Counter : 427 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.