Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2556
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
11 พฤศจิกายน 2556
 
All Blogs
 
ครอบครัว “อัคฮาด” กับคำประกาศของทักษิณ




[หมายเหตุ : คอลัมน์นี้ตีพิมพ์เมื่อปี 2555 เก่าพอสมควร

แต่เนื้อหาน่าสนใจครับ]

................................................

ผมเชื่อว่า เวลานี้เป็นเวลาที่ยากลำบาก

และขมขื่นใจที่สุดของครอบครัว “อัคฮาด”

โดยเฉพาะนางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของ น.ส.กมนเกด

พยาบาลอาสาสมัครที่ถูกยิงเสียชีวิตภายในวัดปทุมวนาราม

ในช่วงที่มีการกระชับพื้นที่การชุมนุมของกลุ่ม นปช. เสื้อแดง

เป็นแรมปีแล้ว ที่นางพะเยาว์กับครอบครัวพากเพียรตามหา

“ความยุติธรรม” ให้แก่การตายของลูกสุดที่รัก

เดินสายขึ้นเวทีคนเสื้อแดงในหลายพื้นที่ หลายจังหวัด

ให้สัมภาษณ์สื่อเสื้อแดงรอบแล้วรอบเล่า

และถูกอ้างถึงในสภาโดยจตุพร พรหมพันธุ์ ก็หลายหน

พูดโดยไม่เกรงใจ การตายของลูกสาวเธอมีคุณูปการกับคนเสื้อแดง

และจตุพรมาก ซึ่งวันนี้ จะเป็นวันพิสูจน์ว่า คนเหล่านั้น

สื่อเหล่านั้น และจตุพร เห็นคุณค่าในชีวิตที่ปลิดปลิวของน้องเกดจริงๆ

หรือเห็นเป็นแค่ “เครื่องไม้เครื่องมือ” ในทางการเมือง

ที่จะเล่นงานฝ่ายตรงข้าม คือ ทหาร กับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ไม่ต้องถามถึงแล้ว สำหรับ “นายทักษิณ ชินวัตร”

ผู้กำลังตั้งตารอรับผลประโยชน์อย่างมหาศาลจากการ “ปรองดอง”

ซึ่งแท้ที่แท้จริงแล้ว คือการ “นิรโทษกรรม

ลบโทษความผิดทั้งหมดให้ทักษิณ”

โดยเอาคนอื่นมาคลุมๆ บังๆ ทักษิณไว้

เพราะคำให้สัมภาษณ์ของทักษิณที่ส่งตรงมาจากประเทศกัมพูชา

กล่าวถึงครอบครัว “อัคฮาด” อย่างชัดเจนว่า ต้องรู้จักเสียสละ

โดยนายทักษิณกล่าวว่า

"แม้แต่แม่ของกมลเกด อัคฮาด

พยาบาลอาสาที่เสียชีวิตระหว่างสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์

แม้ยังไม่หายโกรธที่ลูกถูกทหารยิง และไม่อยากให้นิรโทษกรรม

เป็นเรื่องธรรมดา แต่เราต้องฟังประโยชน์ส่วนใหญ่

และให้ส่วนน้อยยอมเสียสละ"

นี่หรือ คนที่เคยปลุกเร้าให้คนเสื้อแดงมาเพรียกหาประชาธิปไตย

ปลุกระดมให้คนเสื้อแดงมากันเยอะๆ เพราะ “ผมแพ้ไม่ได้”


ย้ำกับทุกคนว่า “อย่ากลับบ้านมือเปล่า”


และถึงกับสั่งให้คนเสื้อแดงต่างจังหวัดไปที่หน้าศาลากลาง

หากมีเหตุคับขันเกิดขึ้นกับการชุมนุมที่กรุงเทพฯ

คนที่ นปช. เสื้อแดง ปฏิบัติกับเขาราวกับเป็น

“บิดาแห่งประชาธิปไตย”

วันนี้กลายเป็นคนที่พร้อมจะเหยียบศพหรือเดินข้ามความตาย

ของลูกชาวบ้าน ไปรับการนิรโทษกรรมอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ

โดยไส่ไคล้กระบวนการยุติธรรมว่าเป็นการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คนที่นางพะเยาว์เคยกล่าวถึงว่า

“บอกตรงๆ ว่า ณ เวลานั้นหมดศรัทธานายอภิสิทธิ์

ฉันไม่ได้เรียกนายกรัฐมนตรี ไม่เคยเรียก

เพราะถือว่าฉันไม่ได้เลือกมาเป็นนายกรัฐมนตรี

ฉันก็เรียกนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ เวลานี้ฉันมองว่า

พวกเขาไม่สมควรอยู่ในตำแหน่งในรัฐบาลนี้แล้ว

เพราะคุณสั่งฆ่าประชาชนได้

โดยไม่นึกถึงว่านี่คือคนไทยเหมือนกัน

และทหารที่ลั่นไกส่วนหนึ่งเขาทำตามคำสั่ง

นายสั่งมา เขาต้องยิง”

กลับเป็นผู้ที่ลุกขึ้นประกาศกลางสภาว่า

เขาไม่รับการนิรโทษกรรม

รวมทั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ด้วย

ขอเพียงให้นายทักษิณ มาสู้ในกระบวนการยุติธรรมให้เหมือนๆ กัน

ซึ่งคำท้าดังกล่าวนั้น พรรคเพื่อไทยเงียบกริบ

และทักษิณก็ไม่รับคำท้า

ขณะที่ทักษิณเรียกร้องให้ “แม่น้องเกด” เสียสละ

ถามว่าทักษิณล่ะ เสียสละอะไร

ขณะที่แม่น้องเกดเรียกหากระบวนการยุติธรรม

แต่ทักษิณกลับเรียกหาการนิรโทษกรรมแบบลับๆ ล่อๆ

ใครคน ใครหมา... น่าคิดใช่ไหม

ทักษิณที่เรียกร้องให้แม่น้องเกดเสียสละ

คือ สละชีวิตลูก รับเงินเยียวยา

แล้วก็หุบปาก ลืมๆ ไปเลยใช่หรือไม่

มิใจร้ายกับครอบครัว “อัคฮาด” ไปหน่อยหรือ

ทักษิณควรได้อ่านเรื่องราวโดยย่อในชีวิตกมนเกด

ที่สื่อเสื้อแดงเองได้เรียบเรียงไว้ต่อไปนี้


“กมนเกด อัคฮาด ดำเนินชีวิตมาได้ 25 ปีกับอีก 1 เดือน

ชื่อเล่นที่เพื่อนๆ เรียกคือ "เกด" แต่สำหรับครอบครัวแล้วเรียกว่า

"หมู" เธอมีรูปร่างอ้วนท้วมสมบูรณ์ แม่ของเธอบอกว่า

สาเหตุหลักมาจากการกินแหลกนั่นเอง

"เกด" เกิดในครอบครัว ที่พ่อแม่ทำงานปากกัดตีนถีบ

แม่ขายข้าวแกง ก่อนจะมาขายดอกไม้ พวงมาลัย ในตลาดใกล้บ้าน

พ่อเป็นลูกจ้างอยู่ที่การไฟฟ้าแห่งหนึ่ง

แต่ครอบครัวของเธออบอุ่น เกดและน้องชายอีก 2 คน

คนหนึ่งอายุ 18 ปี อีกคนหนึ่งอายุ 21 ปี สนิทกันมาก

วิ่งไล่แกล้งกันตั้งแต่เล็กจนโต และจนกระทั่งปัจจุบัน


น้องๆ และแม่เล่าว่า "เกด" เป็นคนที่มีนิสัยโวยวาย โผงผาง

อารมณ์ดี ปากร้าย พูดจาตรงๆ แต่ใครๆ ก็รัก เพื่อนๆ เพียบ

สมัยช่วยแม่ขายของที่ตลาดใครก็รู้จักเกดกันทั้งบาง

วันไหนไม่ไป น้องๆ นุ่งๆ แถวนั้นเป็นอันหมดสนุก

น้องชายของเกดบอกว่า เสียงหัวเราะของเธอได้ยินไกลลั่นทุ่ง

ไม่ต้องเห็นตัวก็รู้ว่าเกดมาแล้ว

อันที่จริงแม้ใครไม่เคยได้เห็นเกดตอนมีชีวิต

ถ้าได้คุยกับแม่ของเกดก็พอเดาได้ว่า

อารมณ์ลุยๆ ห้าวๆ นั้นเธอได้มาจากใคร

ก็โบราณเขาว่าดูนางให้ดูแม่

ในขณะที่พ่อเป็นคนค่อนข้างเงียบ

เรียบร้อย และดูใจเย็น "เกด"เป็นคนดื้อ ดื้อมาตั้งแต่เด็ก

จนกระทั่งนาทีสุดท้ายของชีวิต สมัยเรียนมัธยม

"เกด"มักโดดเรียนเป็นประจำเพื่อหนีไปกับเพื่อน

เพื่อนก๊วนเกดเป็นอาสาสมัครปอเต๊กตึ๊ง

และมักชวนกันออกตระเวน

ช่วยเหลือคนเจ็บคนตายด้วยกันเสมอ

แม่ยืนยันเกดไม่เคยกลัวอะไร และชอบงานท้าทาย

ที่ได้ช่วยชีวิตคนแบบนี้มาก ห้ามไม่ได้ก็เลยปล่อย

เช่นเดียวกับการอาสาไปดูแลคนเสื้อแดงคราวนี้

จบจากมัธยม เรียนพาณิชย์ได้ไม่เท่าไรก็ต้องลาออก

มาเรียน กศน. จากนั้นจึงไปเรียนต่อศึกษาบริบาล

ระหว่างเรียนก็ฝึกงานตามโรงพยาบาล ทั้งแผนกอุบัติเหตุ

จนถึงนิติเวช ก่อนจะออกมาประจำอยู่ที่โรงพยาบาลการุณพิทักษ์

แผนกอุบัติเหตุ แม่บอกว่าเกดมีทักษะด้านนี้

บางทีนักเรียนแพทย์ผ่าเส้นเอ็นอะไรไม่เป็น

ก็มาให้เกดช่วยสอน

หรือแผนกแต่งศพไม่มีคนก็มาเรียกเกด

เพราะเธอทำได้ทุกอย่าง

แม่เล่าว่า ครั้งหนึ่งในแผนกอุบัติเหตุที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

มีคนงานถูกเครื่องจักรบดนิ้ว

หมอบอกว่าอาจต้องตัดนิ้วทิ้งสามสี่นิ้ว

แต่เกดเห็นแล้วหวังว่ายังพอต่อได้ และคนงานไม่มีนิ้ว

ก็เท่ากับแทบไม่เหลือโอกาสทำมาหากิน

เกดจึงบอกให้คนไข้คนนั้นอดทนหน่อย

เพื่อรอหมอมือฉมังที่สุดที่กำลังมาสับเวร

กระทั่งหมอมาและตัดสินใจผ่าตัด ดาม

ต่อให้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเสียนิ้ว

ทำอยู่สองสามปีจนโรงพยาบาลปิดตัวลง

เกดจึงได้ออกมาช่วยแม่ค้าขาย กระทั่งได้ทำงานชั่วคราว

กับญาติก่อนที่จะโดดงานอีกครั้งเพื่อไปเป็นอาสา

สมัครในที่ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง แรกๆ ก็ไปหลังเลิกงาน

แต่ช่วงหลังดูเหมือนเธอไปอย่างเต็มตัว

และทิ้งที่บ้านไว้เบื้องหลัง

เกดบอกแม่ว่าประชาชนมีคนเฒ่าคนแก่และเด็กเยอะ

อยู่กันยาวๆ มีเจ็บป่วยกันแยะ แม้มีอาสาสมัครหลายคน

ที่มาช่วยแต่ก็ยังไม่ได้สัดส่วนกับผู้ชุมนุม

ความใฝ่ฝันของ "เกด" คือต้องการไปสอบ

เป็นผู้ช่วยพยาบาลในกองทัพบก

และประกาศเจตนาแน่วแน่กับแม่ว่า

"ถ้าสอบได้ หนูจะลงใต้" แม่รู้ดีว่ายากจะห้ามปราม

แต่ก็ได้ทักท้วงให้สอบปีหน้า

เพราะปีนี้คาดว่าคงลดน้ำหนักไม่ทัน

หลังจากไปร่วมกับ อาสาสมัครอื่นๆ คอยปฐมพยาบาล

กลุ่มผู้ชุมนุมอย่างเต็มตัว "เกด" ก็ไม่ค่อยรับโทรศัพท์ที่บ้าน

เพราะกลัวโดนตามตัวกลับ กระทั่งวันที่เธอเสียชีวิต

เธอรับโทรศัพท์แม่ก่อนเสียชีวิตไม่กี่ชั่วโมง

มันเป็นเสียงสุดท้ายที่ผู้เป็นแม่ได้ยิน

ขณะทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บคนอื่นๆ

เธอถูกยิงขณะทำหน้าที่นั้นในชุดคลุมสัญลักษณ์หน่วยแพทย์

หมอบอกเพียงว่า เธอโดนยิง 2 นัด กระสุนทำลายสมอง

ขณะที่เพื่อนๆ ที่ไปรับศพเธอกลับเห็นว่า

มีร่องรอยของกระสุนปืนมากกว่าสองนัด

น้องชายคนกลางเล่าว่า หลังรู้ข่าวบ้านทั้งบ้าน

มีแต่เสียงร้องไห้ระงม ไม่มีใครได้สติ

กระทั่งแม่เริ่มยอมรับสภาพได้ และเริ่มต้นจัดแจง

ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อลูกสาว

ขณะที่พ่อยังคงไม่กินข้าวกินปลา

น้องชายคนเล็กดูคลิปครอบครัวเก่าๆ แล้วร้องไห้ทั้งคืน

ความตั้งใจที่แต่ เดิมจะเก็บไว้ร้อยวันเป็นอันยุติลง

เนื่องจากต้องการให้คนที่บ้าน โดยเฉพาะผู้เป็นพ่อ

พ้นจากความโศกเศร้าตรอมใจ”

เมื่อเทียบกับโอ๊ค เอม อุ๊งอิ๊ง ชีวิตของกมนเกด

คือชีวิตที่ต้องสละให้ แต่ทักษิณไม่สละอะไร ไม่สู้คดี

ไม่รับการควบคุมตัว ไม่ติดคุกแม้แต่คดีที่ศาลตัดสินไปแล้ว

และตนก็ได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่

ไหนจะเงิน 46,000 ล้านบาทอีกล่ะ

จะเอาคืนหรือไม่

ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการตัดสินใจของครอบครัวอัคฮาด

ผมอยากเห็นอะไร

1.คำตอบจากปากของนางพะเยาว์ อัคฮาด

เธอคิดอย่างไรที่ทักษิณเรียกร้องให้เสียสละและลืม

เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ที่รวมทักษิณเอาไว้ด้วย


2.สื่อเสื้อแดงที่เคย “หากิน” กับการตายของกมนเกด

กับความโศกเศร้าและคับแค้น

ของนางพะเยาว์กับครอบครัวที่เหลืออยู่

จะนำเสนอข่าวนี้ในแง่มุมไหน จะกล้าเสนอหรือไม่

จะเปิดพื้นที่ให้นางพะเยาว์ได้พูด

ได้ให้สัมภาษณ์ได้ออกอากาศ

ได้ปราศัยเหมือนเดิมไหม


3.จตุพร พรหมพันธุ์ วันนี้

จะพูดถึงการตายของกมนเกดว่าอะไร

จะต้องเอา “ฆาตกร” มาลงโทษ หรือลืมๆ กันไป

เร่งเดินหน้าปรองดอง ไม่ต้องตามหาแล้วว่า ใครสั่งฆ่า

ใครลงมือฆ่ากมลเกด


4.คนเสื้อแดงที่เคยเชิดชูทักษิณและเห็นใจนางพะเยาว์

ที่ต้องสูญเสียลูกสาวไปอย่างน่าสะเทือนใจและแค้นใจ

จะพูดถึงทักษิณ ข้อเสนอของทักษิณ

และจะแนะนำให้นางพะเยาว์ปฏิบัติอย่างไร

ระหว่างให้เดินหน้ากระบวนการยุติธรรม กับให้เสียสละ

เพื่อ “คนส่วนใหญ่” อย่างที่ทักษิณอ้าง


5.นัทพัธ อัคฮาด หรือ “กานต์” จะลาออกจาก

การเป็นเลขาฯ ส่วนตัว นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไหม


6.คนไทย จะช่วยกันซับน้ำตาให้ครอบครัวอัคฮาด

ยืนหนุนหลังให้พวกเขาสู้ เพื่อหาตัวผู้กระทำผิด

ปลิดชีวิตลูกสาวของพวกเขา

ซึ่งเป็นหลักที่ถูกต้องกันได้หรือไม่

ในขณะที่พวกเขายังไม่ถอด “เสื้อสีแดง”


7.ถึงเวลาเห็นโฉมหน้าและ “สันดาน”

ของทักษิณกันได้หรือยัง

ว่าอะไรที่เป็นประโยชน์สำหรับเขา

คนอื่นเท่านั้น ที่ต้องเป็นฝ่ายสละให้


หรือนางพะเยาว์และครอบครัว

จะเอาอย่าง “ขัตติยา สวัสดิผล” ที่สมัยรัฐบาลที่แล้ว

ทวงถามความคืบหน้าของคดีอยู่หลายหน

แต่เมื่อมานั่งเป็น ส.ส. ของพรรคเพื่อไทย

ไปเซ็นชื่อรับเงินเยียวยา แล้วกลับมานั่งอยู่เงียบๆ


ผมเชื่อว่าจิตใจของของครอบครัว “อัคฮาด”

โดยเฉพาะนางพะเยาว์ สูงส่ง มีธรรม และกล้าหาญ

พวกเขาไม่มีวันทิ้งหลักการ “ความยุติธรรมต้องมาก่อนเงิน” อย่างแน่ๆ

ไม่เชื่อ เราคอยดูกัน!!


.......................

อ้างอิงจาก หนังสือพิมพ์แนวหน้า คอลัมน์ "เส้นใต้บรรทัด"



Create Date : 11 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2556 13:04:05 น. 0 comments
Counter : 879 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.