Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2556
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
28 พฤศจิกายน 2556
 
All Blogs
 
พันธมิตร เสื้อแดง และม็อบราชดำเนิน : ความเหมือนในความต่าง



ถ้าหากถามว่า ม็อบไหนที่เป็นตัวจุดประกาย

การชุมนุมทางการเมืองแบบมีการนำ

และมีการจัดการ คำตอบคงไม่ยาก

นั่นก็คือม็อบพันธมิตร

ม็อบพันธมิตรเคยสร้างประวัติศาสตร์

ด้วยการชุมนุมระดับหลักแสนมาแล้ว

แต่ปัจจุบัน ม็อบพันธมิตรเป็นเพียงกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง

ที่มีพลังทางการเมืองไม่มากนัก

คำถามต่อมาก็คือ ม็อบอะไรที่มีคนจงรักภักดีอย่างเข้มข้น

และมีการนำที่เข้มแข็งที่สุด

คำตอบนี้ ผมขอยกให้ "ม็อบเสื้อแดง"

นี่คือม็อบที่เหนียวแน่นที่สุด และแม้ในปัจจุบัน

ก็ยังมีคนร่วมชุมนุมอยู่ไม่น้อย

แต่...จุดเด่นของม็อบนี้ ผมกลับมองว่า ไม่ใช่เรื่องจำนวน

แต่เป็นเรื่อง "การนำ" โดยเฉพาะ

อัตลักษณ์ของแกนนำม็อบที่โดดเด่นมาก ๆ

ถึงขนาดว่า ถ้านึกถึงม็อบเสื้อแดง

ก็ต้องนึกถึง "สามเกลอ วีระ จตุพร ณัฐวุฒิ"

โดยทั่วไป ทั้งสองม็อบนี้ มีอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน

ม็อบพันธมิตรชูธงต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นอย่างเข้มข้น

และไม่ปฏิเสธอำนาจนอกระบบที่จะเข้ามาล้างคราบคาวการทุจริต

ส่วนม็อบเสื้อแดง ชูธงประชาธิปไตยและเสียงข้างมาก

ยอมรับผู้มาจากการเลือกตั้งโดยปราศจากเงื่อนไข

แม้เงื่อนไขด้านความสุจริต ก็มิอาจอยู่เหนือเสียงข้างมาก

สรุปก็คือ ม็อบหนึ่งต้านโกง และยอมรับการรัฐประหารได้

ถ้ารัฐประหารนั้น ปราบโกงได้

ส่วนอีกม็อบหนึ่งต้านรัฐประหาร แต่ยอมรับการโกงได้

ถ้าการโกงไม่ขัดแย้งกับเงื่อนไขพื้นฐานของประชาธิปไตย

โดยทั่วไป ดูเหมือนว่าทั้งสองม็อบแตกต่างกัน

แต่ผมกลับมองว่า ที่สุดแล้วพื้นฐานทั้งสองม็อบเหมือนกัน

นั่นคือ

1.มีแกนนำที่เข้มแข็ง

2.มีอัตลักษณ์ที่เด่นชัด โดยเฉพาะสีเสื้อที่สวม

3.แกนนำมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการชี้นำ

(มีนัยยะของความสัมพันธ์เชิงอำนาจ)

4.ที่สำคัญที่สุดก็คือ ทั้งสองม็อบยอมรับในอำนาจ

หรือภาวะอำนาจนิยม

......................................................

สามอันแรกเป็นเรื่องการจัดการความสัมพันธ์ภายใน

ซึ่งก็แล้วแต่ว่าม็อบไหนจะวางรูปแบบยังไง

แต่สรุปแล้วก็คือ ต้องมีแกนนำยืนอยู่บนจุดสูงสุดของม็อบ

แต่ที่มันเป็นปัญหาก็คือ ภาวะอำนาจนิยมของทั้งสองม็อบ

การปิดสนามบินก็ดี บุกโรงพยาบาลก็ดี ฯ

มันบอกอยู่โต้ง ๆ ว่า ทั้งสองม็อบเชื่อใน

อำนาจว่าจะเชื่อมโยงไปสู่เป้าหมายได้

ข้อสังเกตุของผมก็คือ ภาวะอำนาจนิยม จะเกิดขึ้น

พร้อม ๆ กับการนำที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ยิ่งแกนนำมีอำนาจในการนำมากเท่าไหร่

ก็ยิ่งเชื่อมโยงไปสู่ภาวะอำนาจนิยมได้มากเท่านั้น

ภาวะอำนาจนิยม จะมีความชัดเจน ไม่คลุมเครือ

มีการแบ่งแยกที่ชัดเจน และต้องการความเด็ดขาด

แต่ผลที่ได้ก็คือ ชัยชนะในสมรภูมิอันคับแคบ

ธรรมชาติของม็อบที่มีการนำที่เด็ดขาดเข้มแข็ง

จึงเป็นเหมือนน้ำตกจากที่สูงอันทรงพลังรุนแรง

แต่เบื้องล่างก็เป็นเพียงสายน้ำอันคับแคบ

มีขอบเขตจำกัด ไม่กว้างขวาง

แตกต่างกับทะเล มหาสมุทร ที่อยู่ต่ำกว่าสายน้ำทั้งปวง

จึงรองรับน้ำทั้งหมดเอาไว้ แม้ไม่ปรากฏพลังอันกร้าวแกร่ง

ทว่า กว้างขวางกว่าน้ำตกอย่างเทียบกันไม่ติด

ครับ ผมกำลังกล่าวถึง ม็อบที่ไม่มีการนำที่โดดเด่นนัก

แม้ม็อบที่ว่านี้ ไม่มีพลังที่กร้าวแกร่ง ดุดัน

ไม่มีการนำที่เด็ดขาด และไม่มีอัตลักษณ์ที่เด่นชัด

แต่ในแง่ความหลากหลายแล้ว สองม็อบแรกเทียบกันไม่ติด

ใช่ครับ ผมกำลังกล่าวถึงม็อบราชดำเนินที่สุเทพเป็นแกนนำ

......................................................

ผมควรกล่าวไว้ด้วยว่า อัตลักษณ์ที่โดดเด่น

จะเสริมภาวะการนำให้เด่นชัดยิ่งขึ้น

และเชื่อมโยงกับภาวะอำนาจนิยมได้โดยง่าย

เมื่อแกนนำม็อบไม่มีอัตลักษณ์ที่เข้มข้น

การนำไม่เด่นชัดนัก ผลก็คือ ม็อบอยู่เหนือแกนนำ

ไม่ใช่แกนนำอยู่เหนือม็อบ ตรงนี้คือจุดต่างอย่างมีนัยยะ

สำคัญต่อม็อบพันธมิตรกับม็อบเสื้อแดง

นึกถึงม็อบพันธมิตร ย่อมนึกถึงสนธิ

นึกถึงม็อบเสื้อแดง ย่อมนึกถึงสามเกลอ

แต่ม็อบนี้กลับกันนั่นคือ

เพราะนึกถึงสุเทพ จึงนึกถึงม็อบราชดำเนิน

และผลพลอยได้ที่สำคัญสองประการจากการนำที่ไม่เข้มข้น

นั่นคือ

1.ความหลากหลายของม็อบ

2.ความเบาบางของภาวะอำนาจนิยม (ณ เวลานี้)

โดยเฉพาะ ผลพลอยได้ข้อสองนั้น จะมีส่วนอย่างสำคัญ

ที่ทำให้ลดความเสี่ยงอันเกิดจากการใช้ความรุนแรงได้

ดังนั้น ยิ่งแกนนำมุ่งจะใช้การนำที่เข้มข้น

เพื่อควบคุมพฤติกรรมม็อบ ในทางกลับกัน

มันก็ไปเสริมภาวะอำนาจนิยมให้เข้มข้นด้วย

การนำที่ไม่เด่นชัดจึงทำให้ม็อบราชดำเนิน

เป็นอย่างในปัจจุบัน

......................................................

ทำไมต้องเป็นสุเทพ?

ที่ผ่านมา ผมไม่ได้บอกนะครับว่าสุเทพเป็นคนดี

ตรงกันข้าม หมอนี่สุดแสนจะสีเทาเลย

อยู่เบื้องหลังเรื่องฉาว ๆ หลายเรื่อง ทั้ง สปก 4-01

ทั้งโครงการไทยเข้มแข็ง ฯ แต่ละเคสนี่ หนัก ๆ ทั้งนั้น

พูดง่าย ๆ สุเทพติดลบตั้งแต่คิดเอาดีทางด้านม็อบแล้ว

แต่เพราะสุเทพมีสีเทา อัตลักษณ์ด้านมวลชนก็ไม่โดดเด่น

ในทางตรงข้าม

มันเลยไปเสริมความโดดเด่นให้กับม็อบแทน

ผมเชื่อว่า ผู้ร่วมชุมนุมบางคนไม่รู้สึกด้วยซ้ำ

ว่านายสุเทพเป็นแกนนำทั้ง ๆ ที่กำลังโดนนายสุเทพนำอยู่

......................................................

ม็อบราชดำเนิน น่ากลัวมากมั้ย ?

ณ เวลานี้ (ย้ำว่า ณ เวลานี้) ผมว่าม็อบยังพอไปได้

คำว่า "ไปได้" หมายถึงอยู่ในสภาพพอจะรับได้

ไม่น่าเกลียดเกินไปนัก

เพราะภาวะอำนาจนิยมที่ไม่ปรากฏเด่นชัด

ทั้งจากนายสุเทพเองและจากโครงสร้างของม็อบ

......................................................

ผมเชื่อมาตลอดครับ ว่าอำนาจเป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว

สัจธรรมก็คือ ไม่มีม็อบไหนเกิดขึ้นมาพร้อมกับอำนาจ

แต่อำนาจเป็นสิ่งที่ต้องเชื่อมโยงกับปัจจัยอันหลากหลาย

มันไม่สามารถเกิดขึ้นมาและอยู่อย่างโดด ๆ ได้ด้วยตัวมันเอง

ในทางรัฐศาสตร์จึงมีคำว่า

ภาวะอำนาจสมบูรณ์ก็คือ ความเสื่อมที่สมบูรณ์

(Absolute Power Absolute Corrupt)

บทสรุปก็คือ ม็อบที่มีอำนาจมากเกินไป

คือ ม็อบที่ใกล้จะเสื่อมแล้ว

แต่ม็อบที่จะอยู่ได้นานที่สุด

คือ ม็อบที่มีความหลากหลายที่สุด

......................................................

ถ้ามีคนบอกผมเมื่อสามเดือนก่อนว่า

สุเทพจะทำเรื่องแบบนี้ได้

ผมไม่มีวันเชื่อแน่นอน

......................................................






Create Date : 28 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 1 ธันวาคม 2556 0:30:32 น. 0 comments
Counter : 664 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.