Group Blog
 
 
เมษายน 2552
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
9 เมษายน 2552
 
All Blogs
 
ปัญหาโครงสร้างประเทศไทย : ระบบอุปถัมภ์



กรณีหนึ่งที่เป็นที่ถกเถียงกันมากก็คือการที่รัฐบาลทักษิณได้เข้ามาแบ่ง

ผลประโยชน์บางส่วนให้แก่รากหญ้า ประเด็นนี้ผมสงสัยมาตลอดว่า

สิ่งที่รัฐบาลทักษิณทำไปนั้นมันกระทบต่อ

โครงสร้างเดิมที่อยุติธรรมบ้างหรือไม่

ผมคิดว่าไม่ สิ่งที่รัฐบาลทักษิณทำเป็นเพียงการรวบอำนาจ

จากกลุ่มอำนาจเดิมเท่านั้น แต่โครงสร้างเดิมมิได้เปลี่ยนแปลงไปสักเท่าไร

นั่นคือ

1.ภาวะการพึ่งพิงระบบอุปถัมภ์

2.โครงสร้างการจัดการทรัพยากรมีลักษณะผูกขาด

ทั้งสองโครงสร้างคืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้การพัฒนาประชาธิปไตยมีปัญหา



ประเด็นเกี่ยวกับระบบอุปถัมภ์

อ.อเนก เหล่าธรรมทัศน์ เคยตั้งข้อสังเกตุเอาไว้ว่า สภาพชนบท

ที่มีขนาดใหญ่โตนั้นมิใช่สภาวะที่เอื้อต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น

ล้วนแต่มีขนาดของสังคมชนบทที่ไม่ใหญ่โตมากนัก

พูดอีกแง่หนึ่งก็คือ ประชาธิปไตยมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จ

ในสังคมที่มีลักษณะเป็นเมืองมากกว่าชนบท

กระนั้น "เมือง" ที่ว่านี้ ไม่จำเป็นต้องโตเดี่ยวแบบกรุงเทพ

แต่อาจเป็นเมืองขนาดเล็ก ๆ



ในความรู้สึกผม ระบบอุปถัมภ์เป็นปรากฏการณ์ปกติที่พบเห็นได้ทั่วไป

ในหลาย ๆ ประเทศรวมถึงในประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย

อาทิ การที่รัฐบาลกำหนดนโยบายเอื้อต่อบริษัทข้ามชาติบางบริษัท

ลักษณะของระบบอุปถัมภ์เหล่านั้น

เป็นความสัมพันธ์ที่อยู่บนพื้นฐานของตลาดเป็นสำคัญ

กล่าวคือ ทั้งสองฝ่าย มีสถานะภาพที่ใกล้เคียงกัน ไม่ได้มีสำนึกในเรื่องของ

ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่เด่นชัด แต่ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ฝ่าย

อยู่บนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนและความสมัครใจ

ซึ่งเป็นลักษณะของความสัมพันธ์เชิงตลาด นี่ย่อมแตกต่างเป็นอย่างมาก

กับระบบอุปถัมภ์แบบไทย ๆ ที่มีความหลากหลายซับซ้อน

ลักษณะระบบอุปถัมภ์ในประเทศไทยอิงอาศัยกับความสัมพันธ์

ที่หลากหลายกว่ามาก อาทิ

ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ = ใครใหญ่กว่าใคร

ความสัมพันธ์เชิงตลาด = การแลกเปลี่ยนที่ต่างฝ่ายต่างหยิบยื่นให้

ความสัมพันธ์เชิงศีลธรรม = บุญคุณ และการตอบแทนบุญคุณ

ด้วยความหลากหลายของความสัมพันธ์ดังกล่าว

จึงนำมาซึ่งปฎิสัมพันธ์ของกลุ่มรากหญ้าที่มีต่อระบบอุปถัมภ์ในลักษณะ

ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ =ความเกรงกลัว , ความเกรงใจ

ความสัมพันธ์เชิงตลาด =ความสมัครใจ

ความสัมพันธ์เชิงศีลธรรม =ความชอบธรรม

และผลบั้นปลายที่เกิดขึ้นก็คือ ความจงรักภักดี

ผมไม่แน่ใจว่าระบบอุปถัมภ์ในประเทศอื่นจะมีลักษณะเช่นนี้บ้างหรือไม่

แต่ที่ผมแน่ใจอยู่อย่างก็คือ สำหรับรากหญ้าในไทยแล้วระบบอุปถัมภ์

เป็นสิ่งจำเป็นและมีความชอบธรรมสูงยิ่ง

อีกประการหนึ่ง อำนาจเชิงอุปถัมภ์เองก็มิได้ผูกขาดอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ลักษณะเด่นของระบบอุปถัมภ์ในประเทศไทย คือ

ส่วนกลางไม่สามารถผูกขาดอำนาจเชิงอุปถัมภ์ได้เพียงผู้เดียว

ตรงจุดนี้จึงแตกต่างจากระบบอุปถัมภ์ในบางประเทศ อาทิ

อินโดนีเซียในยุคซูฮาร์โตเป็นประธานาธิบดี

ซึ่งอำนาจถูกผูกขาดอยู่ที่ครอบครัวของซูฮาร์โตเพียงกลุ่มเดียว

ดังนั้น เมื่อกล่าวถึงระบบอุปถัมภ์ในประเทศไทยจึงต้องพูดถึงทั้งระบบโดยรวม

ไม่ว่า ทุนนิยมอุปถัมภ์ อำมาตยาอุปถัมภ์ อิทธิพลอุปถัมภ์ ฯ



ข้อเท็จจริงก็คือทุกรัฐบาลที่ผ่านมา

ล้วนอาศัยระบบอุปถัมภ์ทั้งสิ้น รวมทั้งรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณด้วย

ยังไม่มีรัฐบาลไหนที่คิดทำลายโครงสร้างระบบอุปถัมภ์อย่างจริงจัง

นอกจากความพยายามในการใช้ประโยชน์จากระบบอุปถัมภ์ผ่าน

กระบวนการบางอย่างแต่รัฐบาลทักษิณมีความพิเศษกว่า

สิ่งที่รัฐบาลทักษิณได้เพิ่มเข้าไปก็คือ นโยบายบางอย่าง

เช่น กองทุนหมู่บ้าน ฯ แต่ปัญหาก็คือ กระบวนการดังกล่าวมานั้น

มันมีส่วนในการลดอิทธิพลหรือเสริมความเข้มแข็งของระบบอุปถัมภ์กันแน่

บทความของอาจารย์นิธิ ในหนังสือพิมพ์มติชนรายสัปดาห์

กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า นับตั้งแต่รัฐบาลไทยรักไทยเป็นต้นมา

นักการเมืองส่วนกลางได้ประสานเครือข่ายกับเจ้าพ่อในท้องถิ่น

ร่วมมือกันผลักดันให้เจ้าพ่อเข้าไปบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

แล้วนักการเมืองส่วนกลางก็ใช้อำนาจต่อรองของตนในพรรคหรือในรัฐบาล

ผลก็คือ การเมืองระดับชาติกับการเมืองระดับท้องถิ่น

มีความเชื่อมโยงกัน โดยอาศัยความสัมพันธ์ที่อยู่บนพื้นฐานของระบบอุปถัมภ์


การทำลายระบบอุปถัมภ์

ประเด็นนี้คือสิ่งสำคัญที่จะมีส่วนทำให้ประชาธิปไตยเกิดขึ้นมาได้อย่างแท้จริง

แต่ระบบอุปถัมภ์ไม่ใช่ก้อนอะไรสักอย่างที่จะเข้าไปทุบมันให้แตกละเอียด

ระบบอุปถัมภ์เกิดมาจากความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนหลากหลาย

การทำลายระบบอุปถัมภ์ที่แท้จริงจึงหมายถึง

1.การทำลายความชอบธรรมของระบบอุปถัมภ์และ

2.ลดสภาวะที่เอื้อต่อการเกิดระบบอุปถัมภ์

วิธีทำลายระบบอุปถัมภ์ที่ผมเห็นว่าน่าจะได้ผลอย่างยิ่งก็คือ

1.เศรษฐกิจพอเพียง (การพึ่่งตนเองในระดับปัจเจก)

2.สหกรณ์ (การพึ่งตนเองในระดับชุมชน)

สำหรับผมขอให้นิยามแก่เศรษฐกิจพอเพียงว่า คือ

" กระบวนการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

โดยเน้นการพึ่งพาตนเองและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด "

ระบบเศรษฐกิจพอเพียงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยลดอิทธิพล

และความชอบธรรมของระบบอุปถัมภ์ ในขณะเดียวกัน ระบบเศรษฐกิจพอเพียง

จะช่วยสนับสนุนระบบสหกรณ์ให้เข้มแข็งขึ้นข้อสังเกตุอย่างหนึ่งก็คือ

ทั้งสองระบบไม่ได้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแสวงหากำไร

แต่กำไรเป็นเพียงผลพลอยได้ที่จะเกิดขึ้นเอง

เมื่อรากฐานของระบบเข้มแข็งเพียงพอ

ในส่วนของสหกรณ์นั้น นี่คือเครื่องมือที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง

ที่สามารถลดอิทธิพลของระบบอุปถัมภ์

รวมทั้งสร้างเกราะป้องกันตนเองจากกลุ่มทุน

ดังนั้น ในประเทศที่สหกรณ์มีความเข้มแข็ง

ย่อมส่งผลให้อำนาจต่อรองของเกษตรกรสูงขึ้นตามไปด้วย

แต่น่าแปลก นโยบายของรัฐบาลทักษิณที่ผ่านมากลับไม่มีนโยบาย

ที่สนับสนุนกิจการสหกรณ์อย่างเป็นรูปธรรม

ตราบใดที่โครงสร้างเกษตรกรรมยังคง

พึ่งพาเคมีเกษตรและพึ่งพิงตลาดมากเกินไป

ผมก็ยังมองไม่เห็นว่ารากหญ้าจะพ้นจากปัญหาหนี้สิน

ปัญหาสุขภาพและปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลทักษิณทำมานั้น ผมเห็นว่า

มันไม่ได้กระทบต่อโครงสร้างระบบอุปถัมภ์มากนัก





Create Date : 09 เมษายน 2552
Last Update : 30 กรกฎาคม 2555 22:10:59 น. 3 comments
Counter : 2165 Pageviews.

 
เขียนดี มีความรู้ในการวิเคราะห์ (ยกนิ้วโป้งให้ thumb up เยี่ยม)


โดย: Mermaid AI วันที่: 15 เมษายน 2552 เวลา:9:22:03 น.  

 
ดีมากมีข้อความอยู่ข้อหนึ่งอยากให้วิเคราะห์อยู่แต่วันนี้ไม่มีเวลา


โดย: นก IP: 110.49.186.141 วันที่: 14 สิงหาคม 2552 เวลา:23:39:47 น.  

 
แนวคิดของคุณถือว่าดูดี....แต่การวิเคราะห์ของคุณดูเหมือนว่า
แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นทางออกของการแก้ปัญหาของระบบอุปถัมภ์แต่ผมคิดว่า.....ปัจจุบันกลายเป็นหนทางแสวงหาผลประโยชน์สำหรับการเมืองที่นำเอาชื่อมาหากินเพื่อการทุจริตอย่างมโหราฬ........คุณอย่าลืมนะว่า....การเมืองคือเรื่องผลประโชน์ การทุจริตมีทุกรัฐบาลครับ....แต่สมัยก่อนมีลักษณะตรวจสอบยากปิดหูปิดตาประชาชน......
แต่ปัจจุบันมีการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้นจากสื่อต่างๆ.....ดังนั้นรัฐบาลทักษิณ...ถือว่าได้รับการตรวจสอบและดูเหมือนว่าจะมีแนวโน้มว่าจะส่อไปในทางทุจริตเชิงนโยบาย.....เพียงแต่ว่าโชคร้ายคือ.....ยุคปัจจุบันมีการตรวจสอบ
แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าคนรากหญ้า...ก็ได้รับประโยชน์จากนโยบายที่รัฐบาลทักษิณนำมาบริหารประเทศอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด.......เท่าที่มีมา (ข้อมูลได้จากการสัมภาษณ์) ดังนั้นแสดงว่าการเมืองที่ผ่านมาที่ขาดการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเหมือนในปัจจุบันนี้ ประเทศชาติเสียผลประโยชน์ไปมากขนาดไหน(นาจะออกกฎหมายย้อนหลังไปเอาผิดนะ).....ผมว่าน่าสนใจนะ
ผมว่าแนวคิดการจะแก้ไขระบบอุปถัมภ์ผมว่าคุณต้องไปศึกษาแนวคิดของ Karl Mark แต่ให้ดูในมุมความเชื่อมโยงระหว่างวิภาษวิธีของ Mark กับ ระบบนายทุนที่เชื่อมโยงในระบบอุปถัมภ์นะครับ


โดย: concepct IP: 125.27.215.171 วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:9:26:37 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.