Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2555
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
28 พฤษภาคม 2555
 
All Blogs
 
เมื่อค่าแรง 300 บาท... แรงงานใหม่ ..ทำใจ จาก ไทยรัฐ


“ผลกระทบที่ตามมาของนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท

แน่นอนว่าต้นทุนของธุรกิจจะสูงขึ้เฉพาะในภาคอุตสาหกรรม

ที่มีการใช้แรงงานเข้มข้นและภาคบริการ

ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ผู้ผลิตจะผลักภาระไปให้กับผู้บริโภค

สิ่งที่ตามมาราคาสินค้าและบริการก็ต้องขยับแพงขึ้นตาม

ผู้ผลิตจะขึ้นราคาสินค้าได้มากแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าสินค้านั้น

มีความจำเป็นต้องการบริโภคมากแค่ไหน

ถ้าผลักภาระให้กับผู้บริโภคได้ไม่มาก สิ่งที่จะตามมา

อีกประการนั้นคือ เจ้าของกิจการจะลดต้นทุนด้วยการ

ลดการจ้างงาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม SMEs

ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

ผลกระทบอีกอย่างที่หลีกหนีไม่พ้น รายได้จากการส่งออก

จะลดลง เนื่องจากต้นทุนการผลิตของไทยสูงขึ้น

ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศลดลง

ที่สำคัญความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้จะกระจุกตัว

อยู่ในเมืองใหญ่ เพราะธุรกิจที่มีขีดความสามารถ

มีสายป่านยาวพอที่จะจ่ายค่าแรงในระดับนี้ได้

ล้วนกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ทั้งสิ้น

และธุรกิจเหล่านี้ล้วนจ่ายค่าแรงสูงกว่า 300 บาท อยู่แล้ว

ผลกระทบอีกอย่าง การลงทุนจากต่างประเทศในบ้านเราจะลดลง

เพราะอาจมีการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

และค่าแรง 300 บาท จะจูงใจให้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

จะไหลเข้ามาบ้านเรามากขึ้น”

รศ.ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผอ.การวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน

สถาบัน วิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

กล่าวในการสัมมนาระดมสมอง ครั้งที่ 3 ในหัวข้อ

“โครงการศึกษาผลกระทบของการดำเนินนโยบายรายได้

ค่าแรงไม่น้อยกว่า 300 บาทต่อวัน และเงินเดือนปริญญาตรี

ไม่น้อยกว่า 15,000 บาท ที่มีผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย”

จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)



ในเวทีสัมมนาเดียวกัน ดร.สมชัย จิตสุชน

ผอ.ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง ทีดีอาร์ไอ มองว่า...

“นโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาท ทั่วประเทศภายในปี 2556

นับเป็นการขึ้นค่าแรงแบบก้าวกระโดด ทำเอาช็อกวงการไปเลย

เพราะเป็นการปรับขึ้นค่าแรงสูงถึง 60-70%

ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์

ถ้าย้อนกลับไปดูค่าแรงในบ้านเราตั้งแต่ปี 2524 เป็นต้นมา

จะเห็นว่าค่าแรงจะขยับขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ช่วงปี 2524-2533

ค่าแรงจะขยับขึ้นเล็กน้อยลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป

ค่าแรงมาขยับขึ้นพรวดพราดในช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่ 2533-2540

เศรษฐกิจเติบโตปีละ 9-10% ความต้องการจ้างงานมีสูงมาก

ถึงขั้นแรงงานมีไม่พอ เกิดการขาดแคลนแรงงาน

จนทำให้แรงงานในชนบทที่เคยอยู่กับท้องไร่ท้องนา

ต่างอพยพเข้ามาอยู่ในเมืองกันมาก เพื่อมารับค่าแรงที่สูงขึ้น

แม้ในช่วง 7 ปีนั้น ค่าแรงจะขยับขึ้นมาสูงถึง 100% ก็ตาม

แต่ก็ยังไม่ก้าวกระโดดเท่าครั้งนี้ เพราะตอนนั้นค่าแรงขยับขึ้น

ไปแค่ 40% ต่อ 3 ปี ไม่ใช่ปีเดียวขยับขึ้นทีเดียว 60-70%”

แน่นอนการขยับขึ้นแบบก้าวกระโดดอย่างนี้

ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประไทยอย่างหลีกหนีไม่พ้น

โดยเฉพาะในธุรกิจที่ปรับตัวไม่ทัน

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง

และที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยคาดหวังว่า นโยบายนี้

น่าจะมีผลดีต่อระบบเศรษฐกิจและต่อเจ้าของกิจการเอง

เพราะการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ทำให้ผู้ใช้แรงงานมีอำนาจซื้อ

สามารถจับจ่ายสินค้าได้มากขึ้น แต่การศึกษาของทีดีอาร์ไอ

กลับไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่ฝ่ายการเมืองประชานิยมคิดฝัน

เพราะผู้ได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้มีไม่มาก

เนื่องจากในระบบการจ้างงานในบ้านเรามีผู้มีรายได้

สูงกว่าวันละ 300 บาท หรือได้เงินเดือน

เดือนละ 10,000-50,000 บาท เป็นสัดส่วนมากถึง 56.1%

ขณะที่มีผู้ได้รับประโยชน์จากนโยบาย 300 บาท

รอบแรกใน 7 จังหวัด มีอยู่ 7.1% ของแรงงานทั้งหมด

และผู้ได้รับประโยชน์จากนโยบาย 300 บาท

รอบสองอีก 70 จังหวัด มีอยู่แค่เพียง 1.9%

ผู้ได้ประโยชน์สองกลุ่มนี้ มีไม่ถึง 10%

แทบไม่มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ทำให้เกิดการจับจ่ายมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด

แต่ขณะเดียวกันในมุมกลับ นโยบายนี้อาจจะมีผลให้

แรงงานบางกลุ่มประสบชะตากรรม ไม่มีเงินให้จับจ่าย

เนื่องจากต้องตกงาน ถูกปลดออกจากงาน




ด้วยการศึกษาของ ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์

ผู้เชี่ยวชาญ ทีดีอาร์ไอ ที่ใช้รูปแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์

ศึกษาผลกระทบของค่าจ้างที่มีต่อการเคลื่อนย้ายแรงงาน

ระหว่างสาขาการผลิตต่างๆ พบว่า...

นโยบาย 300 บาท จะส่งผลกระทบเป็นอย่างมาก

ต่อลูกจ้างรายได้ต่ำ... ในขณะที่ลูกจ้างที่มีรายได้สูงอยู่

แล้วจะได้รับผลกระทบน้อยมาก รายได้ยิ่งมากผลกระทบจะยิ่งน้อย

หรือพูดง่ายๆอีกนัย...ยิ่งจนอยู่แล้ว จะยิ่งลำบากมากขึ้น

และจะมีผลกระทบอย่างมากต่อแรงงานที่มีระดับการศึกษาต่ำ...

ตั้งแต่ระดับมัธยมปลายลงมา

“เพราะการขึ้นค่าแรงอย่างกะทันหันแบบก้าวกระโดด

ทำให้กิจการบางอย่างปรับตัวไม่ทัน จะมีผลต่อการจ้างงาน

โดยเฉพาะแรงงานในภาคการผลิตธุรกิจ SMEs

จะมีการลดจำนวนคนงานมาก และแรงงานเหล่านี้

จะถูกผลักให้กลับไปเป็นแรงงานในภาคเกษตร

ที่ภาษาทางราชการใช้คำว่า แรงงานแฝง

หรือแรงงานที่กลับไปทำงานช่วยธุรกิจครัวเรือนในแบบไม่ได้รับค่าจ้าง”

ที่พูดกันแบบชาวบ้าน...กลับบ้านไปเกาะพ่อแม่กิน


เพราะทุกวันนี้ภาพรวมของตลาดแรงงานไทย

มีแรงงานประเภทช่วยครอบครัวทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง

และประกอบธุรกิจส่วนตัวโดยไม่มีลูกจ้าง

มากถึง 53% ของแรงงานทั้งประเทศ

และการศึกษาแบบจำลองของ ดร.ดิลกะ ยังพบว่า

กลุ่มแรงงานที่จะต้องประสบเคราะห์กรรมเช่นนี้มากที่สุด...

จะเป็นแรงงานอยู่ในกลุ่มอายุ 14–25 ปี

เพราะเป็นแรงงานที่ไม่มีทักษะ ไม่มีประสบการณ์

จะถูกปลดออกก่อนเป็นกลุ่มแรก เพื่อให้ธุรกิจที่ปรับตัวไม่ทันอยู่รอด

แรงงานกลุ่มนี้จะถูกปลดออกมากแค่ไหน?

ผลจากแบบจำลอง...ถ้าค่าจ้างเพิ่มขึ้น 10%

ลูกจ้างกลุ่มนี้จะถูกปลด 21.6%...ถ้าค่าจ้างเพิ่มขึ้น 40%

เหมือนอย่างที่ปรับขึ้นใน 7 จังหวัดนำร่อง

ลูกจ้างจะถูกปลดออกประมาณ 30.3%

และถ้าค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้น 70% ในกรณีปรับขึ้น 300 บาท

ทุกจังหวัดทั่วประเทศ จะมีคนงานรุ่นใหม่การศึกษาน้อย

ต้องกลับไปเกาะพ่อแม่กินประมาณ 49%

แต่ถ้ามองในภาพรวมของแรงงานทั้งระบบอายุ 15-65 ปี

การศึกษาของ ดร.ดิลกะ พบว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

แทบจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

เพราะแรงงานอายุ 14-25 ปี การศึกษาต่ำกว่ามัธยมปลาย

เป็นแรงงานกลุ่มเล็ก มีแค่เพียง 11% ของแรงงานทั้งหมด

กระนั้นก็ตาม ทีมศึกษาวิจัยย้ำว่า การปรับขึ้นค่าแรงแบบช็อกตลาด

ย่อมมีผลกระทบที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในเมื่อฝ่ายการเมืองได้ลงมือผลักดันทำเต็มที่ไปแล้ว

ฉะนั้น สิ่งสำคัญที่จะละเลยไม่ได้ นั่นคือ

จะต้องมีคณะทำงานคอยติดตามผลกระทบที่จะเกิดตามมาด้วย

เพื่อจะได้นำปัญหามาประมวลแก้ไขและวางมาตรการรองรับ

ได้แบบทันท่วงที...ไม่ใช่สร้างภาพเอาหน้า

แล้วทิ้งปัญหาไว้เรี่ยราดให้คนอื่นมาคอยเก็บกวาดเหมือนที่แล้วๆมา.



อ้างอิงจาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับ วันจันทร์ ที่ 28 พฤษภาคม 2555

//www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/263667





Create Date : 28 พฤษภาคม 2555
Last Update : 15 มิถุนายน 2556 14:57:11 น. 0 comments
Counter : 1478 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.