Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2552
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
10 สิงหาคม 2552
 
All Blogs
 
พลิกขั้วรัฐศาสตร์


เมื่อหลายปีก่อน วารสารธรรมศาสตร์ฉบับหนึ่ง

เคยลงบทความบรรยายเปรียบเทียบถึงสภาพ

การศึกษาสังคมศาสตร์ 2 สาขาที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในอเมริกา

ระหว่างสาขาสังคมวิทยา กับ สาขารัฐศาสตร์

สรุปได้ว่า สาขาสังคมวิทยากินขาด เอาแค่สภาพห้องเรียน

ของทั้งสองคณะก็แตกต่างกันจนอาจเรียกได้ว่า ฟ้ากับเหว

ส่วนจำนวนนักศึกษาในสาขาสังคมวิทยาก็มีมากกว่าเห็นได้ชัด

ความรู้สึกผมในตอนนั้นบอกว่า อืมม แปลกดีจัง

ทั้งที่คนอเมริกันสนใจการเมืองกันมาก

แต่กลับมีคนสนใจศึกษาศาสตร์สาขานี้น้อยจัง


ต่อมา ผมได้มีโอกาสเข้าฟังการสัมมนาแห่งหนึ่ง จำได้ว่า

มีนักการเมืองผู้ใหญ่บางท่านเข้าร่วมการสัมมนาด้วย

ท่านกล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจว่าปัจจุบันนี้ นักรัฐศาสตร์ไทย

มีบทบาทในการชี้แนะสังคมค่อนข้างน้อย

เมื่อเทียบกับนักสังคมศาสตร์สาขาอื่น ๆ

อาทิ กฎหมาย สังคมวิทยา เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ

ท่านอยากให้นักรัฐศาสตร์มีบทบาทต่อสังคมมากกว่านี้

อันที่จริง ผมแอบรู้สึกมานานแล้วครับ ตั้งแต่หลังยุค 14 ตุลา

รัฐศาสตร์เป็นสังคมศาสตร์ที่มีบทบาทในสังคมไม่มากนัก

เมื่อเทียบกับสังคมศาสตร์สาขาอื่น ขณะเดียวกันความหลากหลาย

ขององค์ความรู้หรือนวัตกรรมก็มีค่อนข้างน้อย

จนกระทั่งเกิดกรณีทักษิณขึ้นมา หลาย ๆ เรื่องจึงเริ่ม

มีการนำทฤษฎีทางรัฐศาสตร์มาอธิบาย

ด้วยบริบทที่เปลี่ยนไปแต่ควาหมายยังคงเดิม

ผมยังสงสัยอยู่ว่า นิยามเดิม ๆ จะยังคงใช้กับสถานการณ์ปัจจุบันได้หรือไม่

เช่น ชาติคืออะไร แม้กระทั่งบางประเด็นที่ผมยังรู้สึกคลุมเครืออยู่

เช่น อำนาจอธิปไตยเกิดขึ้นได้อย่างไร

หรือ ทำไมสิทธิจึงมีอยู่ตามธรรมชาติ

ทั้งที่ตามธรรมชาติย่อมไม่มีใครรับรองอะไรให้


อาจารย์ของผมเคยกล่าวว่า ในโลกนี้ มีศาสตร์อยู่ 3 สาขา

ที่นำมาซึ่งความยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง

1.รัฐศาสตร์

2.เศรษฐศาสตร์

3.ปรัชญา

(สงสัยอาจารย์ท่านจัดพุทธศาสน์เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญาด้วย )

ตอนนั้น ผมไม่ได้สนใจไต่ถามท่านว่า ความยิ่งใหญ่ที่ว่านั้น คืออะไร

และใช้อะไรเป็นตัวชี้วัด แต่ตอนนี้ผมเดาเอาว่า

ความยิ่งใหญ่ที่อาจารย์กล่าวถึงนั้น

คงหมายถึง ผลกระทบที่มีต่อ สังคม และโลก

ก็อาจจะจริงครับ เพราะถ้าพิจารณาจากผลกระทบที่มีต่อโลกแล้ว

ศาสตร์ทั้งสามสาขานี้ มีส่วนผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโลกมาตลอด

และถ้าจะกล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว ในหลายกรณี วิทยาศาสตร์

ก็อาจเป็นเพียงเครื่องมือที่รับใช้แนวคิดของศาสตร์ทั้งสามสาขานี้

แต่วันนี้ แนวคิดทางรัฐศาสตร์ดูเหมือนหยุดนิ่ง ในขณะที่เศรษฐศาสตร์

กลับมีการนำเสนอองค์ความรู้ใหม่อยู่เสมอ แต่บางทีก็ต้องยอมรับว่า

วงการเศรษฐศาสตร์มีปัจจัยกระตุ้นอยู่มาก

ผมยังคิดอยู่ว่า ถ้าวันหนึ่งมีการมอบรางวัลโนเบลสาขารัฐศาสตร์บ้าง

บางทีนวัตกรรมใหม่ ๆ ทางรัฐศาสตร์อาจจะกำเนิดขึ้น

และแพร่หลายมากกว่านี้ก็ได้


ครับ รัฐศาสตร์ นับเป็นศาสตร์เก่าแก่ที่สุดสาขาหนึ่ง มีมาเป็นพันปีแล้ว

หัวใจของรัฐศาสตร์ ก็คือ การศึกษาในเรื่องของ การจัดการอำนาจ

และ การจัดการผลประโยชน์ สรุปก็คือ

1.ใครใหญ่กว่าใคร และใหญ่ได้ด้วยเงื่อนไขอะไร

2.ใครควรได้อะไร ด้วยเงื่อนไขอะไร

จะว่าไปมันก็คือศาสตร์ที่ว่าด้วยการจัดระเบียบ

ทางสังคมแขนงหนึ่งนั่นเอง

และเครื่องมือที่ใช้จัดระเบียบทางสังคม ก็คือ สิ่งที่เรียกว่า

"ระบบการเมือง" นักรัฐศาสตร์ทางฝั่งตะวันตก

จะให้ความสำคัญกับระบบการเมืองอย่างมาก

ตั้งแต่ยุคของอริสโตเติลมาแล้ว แต่ปัญหาในปัจจุบันก็คือ

ระบบการเมืองที่มีอยู่เริ่มไม่สามารถตอบสนอง

กับสภาวะอันหลากหลายในสังคมได้

นักวิชาการแถบตะวันตกบางท่านถึงขนาดมองว่าโลกในยุคปัจจุบันนั้น

เสียงข้างมากแทบจะไม่สามารถตัดสินชี้ขาด

เรื่องบางเรื่องได้เพราะความต้องการอันหลากหลายสลับซับซ้อน

ด้วยเหตุนี้ โลกในอนาคตจะกลายเป็นโลกแห่งชนกลุ่มน้อย

ที่ไม่มีชนกลุ่มใหญ่ในสังคมที่แท้จริง

เป็นโลกที่ผู้คนมีความต้องการที่แตกต่างกัน

ในแต่ละเรื่อง ลำพังเสียงข้างมากจะไม่เพียงพอ

ต่อการตัดสินปัญหาใดปัญหาหนึ่งอีกต่อไป

(จาก หนังสือ คลื่นลูกที่สาม)


นี่คือความเห็นของนักวิชาการฝ่ายตะวันตก

ที่เล็งเห็นถึงสภาวะของโลกที่กำลังเปลี่ยนไป


ข้ามมาทางฝั่งตะวันออกบ้าง ข้อสังเกตุที่ผมเห็นจากทางฝั่งตะวันออกก็คือ

นักคิดทางฝั่งนี้แต่เดิมไม่ให้ความสนใจนักว่า ระบบการเมืองใดดีกว่ากัน

แต่สิ่งที่นักคิดฝั่งนี้ให้ความสำคัญก็คือ "วิธีการใช้อำนาจ" ของผู้ปกครอง

พูดง่าย ๆ ไม่ว่าระบบการเมืองจะเป็นระบบใด

แต่ถ้าผู้ปกครองใช้อำนาจไม่ถูกต้อง

ที่สุดก็ต้องพังกันหมด วิธีการใช้อำนาจทางฝั่งตะวันออก

จึงมีความหลากหลายและในหลายสำนักทางฝั่งตะวันออก

มีการยกหลักการบางอย่างที่อยู่เหนือเสียงข้างมาก


ที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะสำนักไหน มันก็มาสุดอยู่ที่คำว่า

อำนาจ กับผลประโยชน์ เหมือนกัน

แต่สำหรับผม ผมคิดว่ามีคำ ๆ หนึ่งที่สามารถอธิบาย

ลักษณะของคำว่าอำนาจได้ดีที่สุด

นั่นก็คือ คำว่า อิทัปปัจจยตา หรือ กฎแห่งเหตุปัจจัย

กฎนี้ได้อธิบายถึงสิ่งสำคัญซึ่งเป็นสัจธรรมเด็ดขาด

ที่ไม่สามารถโต้แย้งได้ นั่นคือ

สภาวะทั้งหลายไม่สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตนเอง

แต่ต้องอิงอาศัยกับปัจจัยอื่นสภาวะนั้นจึงปรากฎขึ้นมาได้

แม้แต่สภาวะอำนาจก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นเช่นกัน

ผมคิดว่า แนวคิดนี้ คือสิ่งที่จะพลิกโฉมแนวคิดทางรัฐศาสตร์ให้ตอบสนอง

ต่อความเป็นไปของสภาวะอันหลากหลายในสังคมได้

เมื่อกล่าวถึงอำนาจ บรรดานักวิชาการหรือนักการเมืองมักรู้สึกว่า

มันเป็นก้อนอะไรสักอย่างที่ดำรงอยู่ได้ด้วยตนเองมานานแล้ว

ดังมีทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ที่สนับสนุนแนวคิดนี้หลายทฤษฎี เช่น

ทฤษฎีสัญญาประชาคม ที่เชื่อในทำนองว่ามนุษย์มีสิทธิมาตั้งแต่แรก

(สำหรับผม สิทธิถือเป็นอำนาจประเภทหนึ่ง

เพราะสามารถบังคับได้เช่นเดียวกับอำนาจ)

แต่ในความเป็นจริงนั้น ไม่มีสิ่งใดที่เกิดขึ้นมาลอย ๆ

เช่น ไม้ยืนต้นสูงตระหง่าน กว่าจะเติบโตขึ้นมาได้

ก็ต้องอาศัย ปุ๋ย น้ำ ดิน แสงแดด เมล็ดพันธุ์ ฯ

มันไม่ได้เกิดขึ้นมาทั้งสภาพอย่างนั้น

เหมือนกับอำนาจ ที่ต้องมีเหตุแห่งการเกิด

จะพูดให้ชัดก็คือ "ไม่มีใครเกิดมาพร้อมกับอำนาจ"

ไม่ว่าผู้ปกครองหรือประชาชน

ถ้าหากการศึกษารัฐศาสตร์ เกิดการพลิกขั้วบนฐานคติที่ว่า

"มีปัจจัยบางอย่างซึ่งเป็นที่มาแห่งอำนาจ"

มุมมองทางรัฐศาสตร์จะเปิดกว้างขึ้นทันที

และอำนาจอาจจะกลายเป็นเพียงสาขาหนึ่งของการศึกษารัฐศาสตร์

ซึ่งมิใช่เป็นแกนกลางอีกต่อไป มีประโยคหนึ่งที่ผมได้ยินมานานแล้วก็คือ

"การกระจายอำนาจ" หากใช้แนวคิดเดิมมาอธิบาย

เราจะรู้สึกว่ามันเป็นการกระจายก้อนอะไรสักอย่างไปให้ชนกลุ่มอื่น

แต่ถ้าแนวคิดทางรัฐศาสตร์เกิดการพลิกขั้วขึ้นมาจริง

นั่นหมายความว่า การกระจายอำนาจอาจจะมีความหมายครอบคลุมไปถึง

การกระจายเหตุปัจจัยแห่งอำนาจด้วย

ซึ่งมันจะสร้างจิตสำนึกที่มีต่ออำนาจอีกแบบขึ้น

โดยเฉพาะจิตสำนึกที่ว่า ไม่มีใครเป็นเจ้าของอำนาจโดยเด็ดขาด

ข้อดีของสำนึกแบบนี้่ก็คือ มันสามารถป้องกันเผด็จการได้ทุกรูปแบบ

ไม่ว่าเผด็จการทหาร (ปืน)

เผด็จการทุนนิยม (เงิน)

กระทั่งเผด็จการโดยม็อบ (คน)


คำถามก็คือ สังคมกล้ายอมรับมั้ยว่า ไม่มีใครเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง

ไม่ว่าผู้ปกครอง รวมไปถึง ประชาชน ด้วย

แต่อำนาจเป็นเพียงสภาวะชั่วคราวที่เกิดจากการ

อิงอาศัยซึ่งกันและกันเท่านั้น

การศึกษาทีี่่ลงลึกถึงสภาพหรือลักษณะการอิงอาศัยกันนี่ล่ะครับ

น่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างทางเลือกที่สามให้แก่สังคมไทย






Create Date : 10 สิงหาคม 2552
Last Update : 14 เมษายน 2556 15:39:52 น. 0 comments
Counter : 814 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.