Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2556
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
9 มิถุนายน 2556
 
All Blogs
 
ข้อสังเกตุ : การเอานักการเมืองโกงเข้าคุก


ถ้าความทรงจำผมไม่ผิดพลาด จำได้ว่า นับแต่มีรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540

จนถึงปัจจุบันนี้ ระบบตรวจสอบของประเทศไทย

สามารถเอานักการเมืองทุจริตเข้าคุก ได้เพียงคนเดียวเท่านั้น

นั่นก็คือ นายรักเกียรติ สุขธนะ

หมายเหตุ : เฉพาะนักการเมืองระดับชาติครับ..นักการเมืองท้องถิ่นไม่นับนะครับ

...............................

ในรัฐธรรมนูญ 2540 นั้น มีระบบตรวจสอบยุบยับมากมายเต็มไปหมด

แต่ก็ยังไม่สามารถจะทำอะไรนักการเมืองโกงได้มากนัก

ลองเทียบเคียงกับกรณีนายรักเกียรติแล้ว

ที่สามารถลงโทษนายรักเกียรติได้...สาเหตุสำคัญก็คือ

ความร่วมมือจากกลุ่มแพทย์ชนบท ที่ร่วมกันให้สารพัดข้อมูล พยานหลักฐาน

ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า แท้จริงแล้ว ปัญหาการตรวจสอบนักการเมืองของไทย

มันอยู่ที่ระบบตรวจสอบหรือวัฒนธรรมในการตรวจสอบกันแน่

...............................

อ.นิธิ เคยเขียนบทความน่าสนใจเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม

อ.นิธิกล่าวว่า ที่สังคมไทยในอดีต ไม่ให้ความสำคัญกับการฉีกรัฐธรรมนูญก็เพราะ

สิ่งที่อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับโดนฉีกนั้น ไม่ใช่วิถีชีวิตที่สังคมไทยยอมรับ

แต่สังคมไทย มีรัฐธรรมนูญเฉพาะที่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับที่โดนฉีกอยู่แล้ว

นั่นก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม หรือพูดให้ชัดก็คือ

วัฒนธรรมนั่นเอง คือ รัฐธรรมนูญที่แท้จริงของสังคมไทย

การที่ระบบตรวจสอบแทบไม่เคยลงโทษนักการเมืองโกงได้เลย

หากอาศัยแนวคิดจากบทความของอ.นิธิ มาอธิบายประกอบ นั่นก็คือ

"รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม" ของสังคมไทย

มีปัญหาในเรื่องแนวคิดพื้นฐานของการตรวจสอบทางการเมือง

...............................

บนพื้นฐานของการตรวจสอบและการลงโทษในทางคดีอาญา

สิ่งสำคัญประการหนึ่ง ก็คือ สำนึกในความเป็น "ผู้เสียหาย"

นั่นก็คือ ความรู้สึกว่า ตนเองได้รับความเสียหาย

จากการกระทำบางอย่างของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

สำนึกในความเป็นผู้เสียหายจะทำให้การกระทำในฐานะผู้เสียหายนั้น

มุ่งหวังผลลัพธ์สองประการ

1.ต้องการให้ผู้กระทำผิดได้รับการลงโทษทางอาญา

2.ต้องการได้รับการเยียวยาความเสียหาย (การเรียกค่าเสียหายในทางละเมิด)

ในบางกรณีนั้น แม้มีการกระทำผิดเกิดขึ้น แต่ถ้าไม่มีผู้เสียหายแสดงตัว

ก็แทบไม่มีหวังว่าผู้กระทำผิดจะได้รับโทษ เช่นในคดีข่มขืน

ความเป็นผู้เสียหายจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีส่วนทำให้ผู้กระทำผิดถูกลงโทษตามสมควร

...............................

ความเป็นผู้เสียหายจะเห็นได้ชัดเจน ในคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับทางกายภาพ

แต่จะเข้าใจได้ยากถ้ามันเกี่ยวข้องกับสิทธิ

ซึ่งไม่ใช่การล่วงละเมิดต่อร่างกายหรือชีวิตโดยตรง

และมันจะยิ่งซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ถ้าสิทธิที่ว่านั้น มีประเด็นในทางเทคนิค

เข้ามาเกี่ยวข้อง อาทิ การพิสูจน์ความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์

ก่อนจะไปพิสูจน์เรื่องการถูกโกง แต่ในคดีอาญาของนักการเมืองนั้น

ยิ่งเป็นเรื่องเทคนิคที่สลับซับซ้อน จนบางครั้งกองเชียร์ (กองแช่ง)

ก็เกิดอาการมึนว่ามันเกิดความเสียหายยังไง และใครคือผู้เสียหาย

...............................

นั่นเป็นเรื่องในทางเทคนิค แต่ประเด็นสำคัญกว่านั้นก็คือ

รัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับ (ฉบับทางการและฉบับวัฒนธรรม)

เปิดพื้นที่ให้กับความเป็น "ผู้เสียหาย" ของประชาชนเอาไว้น้อยมาก

ประชาชนมีสถานะเป็นเพียงผู้ชมข้างเวทีเท่านั้น

ด้วยเหตุผลว่าประชาชนนั้น ไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีทุจริต

ยกเว้นแต่มีเงื่อนไขบางอย่างที่ชัดแจ้ง

ด้วยความสัตย์จริงครับ...การไปบอกประชาชนว่า เขาไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง

แต่กลับเรียกร้องให้เขาร่วมต่อต้านคอรัปชั่นอย่างชนิดเอาจริงเอาจัง

ถึงที่สุดแล้ว จะมีสักกี่คนที่ต่อต้านอย่างเป็นรูปธรรม

บนสถานะที่ตนเองไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง

............................

ข้อสังเกตุอีกอย่างหนึ่งที่ผมเห็นว่าน่าสนใจและสำคัญนั่นก็คือ

ระบบวิธีคิดเกี่ยวกับ "วัฒนธรรมแห่งการตรวจสอบ"

ซึ่งมันยืนอยู่คนละขั้วกับ "วัฒนธรรมเชิงอุปถัมภ์"

หัวใจของการตรวจสอบก็คือ ความสุจริตหรือความถูกต้องนั้น

ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบบการเมืองหรือกฎหมายได้รับรองไว้

โดยไม่ผูกพันกับประเด็นใด ๆ ซึ่งมิใช่สิ่งที่ระบบการเมืองหรือกฎหมายรับรอง

อาทิ ประเด็นทางศีลธรรม , บุญคุณ , บุคลิกภาพ ฯ

ดังนั้น ไม่ว่าผู้ถูกตรวจสอบจะเคยมีผลงานมากเพียงใด

สร้างประโยชน์อะไร อย่างไรไว้

ย่อมไม่มีผลกระทบต่อกระบวนการตรวจสอบทั้งสิ้น

วัฒนธรรมการตรวจสอบจึงไม่อิงอาศัยกับความนิยมหรือเสียงข้างมาก

แต่มีนัยยะไปในทางวัตถุวิสัย หรือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้

ระบบวิธีคิดแบบนี้ย่อมแตกต่างเป็นอย่างมากกับวัฒนธรรมเชิงอุปถัมภ์

ที่เปิดช่องให้มีเงื่อนไขอื่น ๆ เข้ามามีผลกระทบหรือมีผลผูกพันต่อการตรวจสอบได้

ปัญหาสำคัญก็คือในระยะหลัง มีพลเมืองกลุ่มใหญ่ยอมรับว่า

"โกงได้ไม่เป็นไร ขอให้มีผลงาน" วาทกรรมเช่นนี้เท่ากับว่า

1.ผู้ถูกโกง (ในฐานะผู้เสียภาษี) ไม่รู้สึกว่า ตนเองเป็นผู้เสียหาย

2.การโกงสามารถระงับได้ด้วยผลงาน

และที่น่าตกใจไปกว่านั้นก็คือ เคยมีการทำแบบสำรวจความเห็น

ปรากฏว่า กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักศึกษาและนักเรียนยอมรับวาทกรรมนี้

เกินกว่าร้อยละ 60 นับเป็นจำนวนที่มากอย่างยิ่งสำหรับผู้อยู่ในสถานะเช่นนี้

ถ้าเอาแนวคิดเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมมาใช้อธิบายประกอบผลโพล

ข้อสรุปของ "รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม" ในเวลานี้ก็คือ

[การโกงเป็นความผิดที่สามารถระงับได้ด้วยเงื่อนไขบางอย่าง

และเงื่อนไขนั้น ผูกพันกับระดับความพึงพอใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง]

แน่นอน เมื่อข้อสรุปของรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมเป็นเช่นนี้

มันย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพของรัฐธรรมนูญฉบับทางการ

ในการเอานักการเมืองโกงเข้าคุกอย่างไม่ต้องสงสัย

...............................

ตราบใดที่รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมกับรัฐธรรมนูญฉบับทางการ

ยังมองไม่เห็นว่า พลเมืองคือ ผู้เสียหายในคดีทุจริตคอรัปชั่น

ยากครับที่จะได้เห็นปาฏิหาริย์แบบนายรักเกียรติอีกครั้ง






Create Date : 09 มิถุนายน 2556
Last Update : 21 มิถุนายน 2556 15:58:44 น. 0 comments
Counter : 785 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.