Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2556
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
5 ธันวาคม 2556
 
All Blogs
 
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญกับศาลรัฐธรรมนูญ เสียงข้างมากของผู้แทน V การตรวจสอบถ่วงดุล (ตอนที่ 1)



การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยวินิจฉัยว่า

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภา

ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งกระบวนการและเนื้อหา

...........................................................

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ศาลรัฐธรรมนูญ

ได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

โดยวินิจฉัยว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ

สมาชิกวุฒิสภา ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งกระบวนการ

และเนื้อหา คำวินิจฉัยดังกล่าวได้ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์

ว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตรวจสอบ

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหรือไม่?

ซึ่งความจริง ข้อถกเถียงทำนองนี้ได้เกิดขึ้นตั้งแต่

ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18-22/2555

ซึ่งวินิจฉัยเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

โดยตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับ

...........................................................

ผู้เขียนจึงได้ศึกษาวิจัยเรื่องกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

ในต่างประเทศทั้งสิ้น 10 ประเทศ และการควบคุมความชอบ

ด้วยรัฐธรรมนูญของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

โดยศาลในต่างประเทศ เพื่อนำข้อสังเกตที่ได้จาก

การศึกษามาเปรียบเทียบกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

ของประเทศไทย โดยได้ข้อสังเกตเป็นประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

เหตุใดจึงให้รัฐสภาเป็นองค์กรที่มีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ?

ตามแนวความคิดเสรีนิยมประชาธิปไตย ถือว่า

รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศนั้น

เป็นสัญญาประชาคม เพราะรัฐธรรมนูญนั้นมีที่มาจาก

ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดในการปกครอง

เมื่อรัฐธรรมนูญมีที่มาจากประชาชนแล้ว การแก้ไขเพิ่มเติม

รัฐธรรมนูญก็ควรจะมาจากประชาชนเช่นกัน อย่างไรก็ตาม

เป็นการยากที่ประชาชนจะมาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง

ด้วยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญแทบจะทุกประเทศจึงกำหนดให้รัฐสภา

ซึ่งเป็น “ผู้แทน” ของประชาชน เป็นองค์กรที่มีอำนาจ

แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแทนประชาชน

...........................................................

แต่ผู้เขียนต้องขอกล่าวไว้ ณ ที่นี้ก่อนว่า

“อำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ” ไม่ใช่

“อำนาจในการออกกฎหมายธรรมดา” เนื่องจาก

อำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจ

ที่สืบเนื่องมาจาก “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ”

โดยเมื่ออำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้สร้าง

รัฐธรรมนูญขึ้นแล้ว รัฐธรรมนูญก็สร้างองค์กร

ที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติ (อำนาจออกกฎหมายธรรมดา)

องค์กรที่ใช้อำนาจบริหาร และองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการ

จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่รัฐสภาจะใช้อำนาจออกกฎหมายธรรมดา

ซึ่งเป็นอำนาจที่ได้รับมอบจากรัฐธรรมนูญ

กลับไปแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญซึ่งสร้างตนขึ้นมา

และมอบอำนาจในการออกกฎหมายมาให้

ดังนั้น แม้รัฐธรรมนูญจะกำหนดให้รัฐสภามีอำนาจ

แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่ก็ต้องเข้าใจเสมอว่า

เมื่อรัฐสภาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ อำนาจที่ใช้อยู่นั้น

เป็นคนละอย่างกับการออกกฎหมายธรรมดา

และด้วยความแตกต่างนี้เอง รัฐธรรมนูญแทบทุกประเทศ

จึงกำหนดให้กระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

แตกต่างจากกระบวนการออกกฎหมายธรรมดา

(โปรดดู บวรศักดิ์ อุวรรณโณ. (2538).

กฎหมายมหาชนเล่ม 3 : ที่มาและนิติวิธี.

กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์วิญญูชน)

อย่างไรก็ตาม “ผู้แทน” ของปวงชน ก็ไม่ใช่ “ปวงชน”

หากเทียบให้เข้าใจง่าย ก็ต้องเปรียบปวงชนเหมือนตัวการ

ส่วนผู้แทนราษฎรเหมือนตัวแทน การกระทำและ

การตัดสินใจของผู้ที่ได้ชื่อว่า “เป็นผู้แทนปวงชน”

(ซึ่งตัดสินใจโดยเสียงข้างมากของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ผู้แทน”)

ในบางกรณีก็อาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น “เจตนารมณ์”

ของปวงชนเสมอไปก็ได้ ด้วยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญหลาย ๆ ประเทศ

จึงสร้าง “กลไก” บางอย่างไว้ในกระบวนการแก้ไข

เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันผู้แทนที่ถือเสียงข้างมาก

ในสภาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมาย

ที่กำหนดกติกาสำคัญในการปกครองประเทศตามใจชอบ

และทำลายรัฐธรรมนูญอันเป็นสัญญาประชาคมที่ “ตัวการ”

คือประชาชนได้ให้ความเห็นชอบไว้เดิมนั่นคือ

การเปิดช่องให้มีการ “ถ่วงดุล” ผู้แทนที่ถือเสียงส่วนใหญ่

ซึ่งเห็นได้ในกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

หลาย ๆประเทศ ดังนี้

...........................................................

- การให้ “เสียงส่วนน้อย” ในรัฐสภา “คานอำนาจ”

ของ “เสียงส่วนใหญ่”รัฐธรรมนูญหลาย ๆ ประเทศกำหนดให้

“ผู้แทนเสียงส่วนน้อย” ที่ไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขเพิ่มเติม

รัฐธรรมนูญที่ “ผู้แทนเสียงส่วนใหญ่” ให้ความเห็นชอบแล้ว

สามารถขอให้ นำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น

ไปผ่านการลงประชามติได้

(รัฐธรรมนูญอิตาลี ใช้ ส.ส. หรือ ส.ว. ไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า,

รัฐธรรมนูญสเปนใช้ ส.ส. หรือ ส.ว. ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบ

และรัฐธรรมนูญออสเตรียกำหนดใช้ ส.ส. หรือ ส.ว.

ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามร้องขอ) นั่นหมายความว่า

ถ้าหากผู้แทนเสียงส่วนน้อย เห็นว่าการแก้ไขเพิ่มเติม

รัฐธรรมนูญของผู้แทนเสียงส่วนใหญ่

อาจไม่เป็นไปตามความต้องการของประชาชน ซึ่งเป็น “ตัวการ”

และเจ้าของอำนาจสูงสุดที่แท้จริง ก็สามารถขอ

“คำตัดสินเด็ดขาด” จากเจ้าของอำนาจสูงสุด

โดยนำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้นไปถามประชาชน

...........................................................

- การ “คืนอำนาจ” ให้ประชาชนตัดสินใจรัฐธรรมนูญ

บางประเทศก็กำหนดเป็นกติกาตายตัวเลยว่า

ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น หลังจากที่รัฐสภา

ให้ความเห็นชอบแล้ว จะต้องนำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

นั้นมาผ่านการลงประชามติก่อนประกาศใช้ทุกครั้งไป

เช่น ประเทศออสเตรเลีย นี่แปลว่าเขาไม่ยอมให้ “ตัวแทน”

แก้กติกาที่ “ตัวการ” กำหนด หากจะแก้

ต้องขอความเห็นชอบจาก “ตัวการ” หรือก็คือประชาชน

ด้วยการลงประชามติทุกครั้งไป

...........................................................

- การยุบสภา แล้วให้เลือกตั้งใหม่ในบางประเทศ

ก็มีข้อโต้แย้งว่า การให้ลงประชามตินั้น จะได้รับคำตอบ

เพียง “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” ซึ่งการไม่เห็นชอบนั้น

มีหลายแบบ อาจจะเป็นการไม่เห็นชอบ

เพราะไม่อยากแก้ไข หรือ

ไม่เห็นชอบเพราะไม่ต้องการแก้ไขในลักษณะนี้

แต่อยากแก้ให้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น รัฐธรรมนูญบางประเทศ

จึงกำหนดว่า เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบว่าจะแก้ไขเพิ่มเติม

รัฐธรรมนูญมาตราใด (หรืออย่างไร) แล้ว

สภาต้องยุบไปด้วยผลของกฎหมายทันที แล้วเลือกตั้งใหม่

เพื่อให้พรรคการเมืองต่าง ๆ นำเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

ไปหาเสียง และผลการเลือกตั้งก็จะสะท้อน

ความต้องการของประชาชนในเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติม

รัฐธรรมนูญเอง ซึ่งก็เท่ากับว่า ประชาชนได้รู้ตั้งแต่

ตอนเลือกตั้งแล้วว่า ผู้แทนที่ตนกำลังเลือกนี้

จะไปแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศให้เป็นอย่างไร

ตัวอย่างของประเทศเหล่านี้คือ ประเทศเบลเยียม

เนเธอร์แลนด์ และเดนมาร์ก เป็นต้น.


.......................

อ้างอิงจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ คอลัมน์ "หมายเหตุประชาชน"

ฉบับวันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม 2556

โดย ชมพูนุช ตั้งถาวร

นักวิชาการขึ้นตรงต่อเลขาธิการ

ปฏิบัติงานสำนักวิจับ สถาบัญพระปกเกล้า




Create Date : 05 ธันวาคม 2556
Last Update : 5 ธันวาคม 2556 15:19:03 น. 0 comments
Counter : 585 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.