Group Blog
 
<<
กันยายน 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
20 กันยายน 2555
 
All Blogs
 
กระบวนการ"ฆาตกรรมอย่างวิสามัญ" โดย เปลว สีเงิน จาก ไทยโพต์


ในความเป็นประชาชน ใครจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจกระบวนความกฎหมาย

ก็ต้องสรุปว่า"รู้กฎหมาย"คดีการตายของแท็กซี่เสื้อแดง"นายพัน คำกอง"

ที่ศาลอาญานัดฟังคำสั่งเมื่อวานนี้(๑๗ กย.๕๕)ก็เช่นกัน หลายคนเข้าใจว่า

"เป็นคำพิพากษา" โดยศาลระบุว่าทหารร่วมกันยิง

ตามคำสั่ง "กระชับพื้นที่" ของอดีตนายกฯอภิสิทธิ์และรองฯสุเทพ

ในเหตุการณ์เผาบ้าน-เผาเมือง เมื่อปี ๒๕๕๓ และ "อภิสิทธิ์-สุเทพ"

จะต้องมีความผิดฐานฆ่าคนตาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๘๘

ฟังสรุป ๆจากข่าว ฟังสรุป ๆจากปากนายธาริต เพ็งดิษฐ

ฟังสรุป ๆจากกิ่งทอง-ใบหยก"เหวง-ธิดา" ผมคิดว่าชาวบ้านส่วนใหญ่

ซึ่งไม่ค่อยเข้าใจถึงความสลับซับซ้อนของระเบียบ

และขั้นตอนกฎหมาย รวมถึงภาษากฎหมาย

อาจหลงเข้าใจอย่างนั้นจริงๆว่า

ศาลตัดสิน"ทหารฆ่าประชาชน"โดยนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ

เป็นคนสั่งในฐานะผอ.ศอฉ.!


เรื่องของกฎหมาย ในกรณีนี้ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง อย่าเพิ่งเอาเหตุการณ์

ทั้งหมดสรุปลงแค่นั้น แล้วเที่ยวพูดจาในด้านที่เป็นประโยชน์ฝ่ายตน

ให้ผู้คนหลงเข้าใจผิดตามๆกันไปเลย ไม่อย่างนั้น เมื่อถึงวันที่ศาลตัดสินจริงๆ

ด้วยความเข้าใจผิดกันแต่แรกนั้น ถ้าคำพิพากษาออกมา

ไม่เป็นอย่างที่ตัวเอง "หลง" เข้าใจแต่แรก ก็จะยกพวกมาตะโกนกัน

อีกแหละว่า...๒ มาตรฐาน ยุติไม่เป็นธรรม

ก็ขอทำความเข้าใจให้ตรงกันนะครับว่า นี่ไม่ใช่คำตัดสิน

"คดีนายพัน คำกอง"จากศาล เป็นเพียง "ไต่สวนการตาย"

ในชั้นสอบสวนของตำรวจเท่านั้น ยังไม่มีโจทก์ ไม่มีจำเลย

ไม่มีการฟ้อง ยังไม่มีใครผิด-ใครถูกใด ๆ ทั้งสิ้น

เป็นเพียงขั้นตอนนำคดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาความอาญา

ให้เป็นไปตามตัวบท-กฎหมายเท่านั้น เพราะในวัน-เวลา

และเหตุการณ์ที่นายพันคนเสื้อแดงตายนั้น เป็นการตายใน

"สถานการณ์ฉุกเฉิน" ที่ทหารต้องออกมาปฏิบัติตามพรบ.ฉุกเฉิน

และทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๗๗

และตามมาตรา ๓ พรบ.รักษาความมั่นคงภายใน

การตายใน "ภาวะไม่ปกติ" กฎหมายมีระเบียบ-ขั้นตอนให้ปฏิบัติ

ต่างไปจาก "ตายภาวะปกติ" ฉะนั้น กรณีนายพัน คำตา นี้

ขั้นแรก อัยการต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนการตายก่อน

เพื่อให้ศาลมีคำสั่งว่า คนตายเป็นใคร ตายที่ไหน

เมื่อไหร่ สาเหตุอะไร รวมถึงพฤติการณ์ที่ตาย

นั่นก็คือ ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา ๑๕๐ ก่อน โดยเฉพาะการตายเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่

ของพนักงานเจ้าหน้าที่ทหาร การชันสูตรพลิกศพ

และอะไรต่างๆนานาต้องเคร่งครัดให้เป็นไปตามม.๑๕๐ กำหนด

เพราะนี่...พูดกันในภาษาชาวบ้าน คือการ"วิสามัญฆาตกรรม"

หรือ"ฆาตกรรมอย่างวิสามัญ"จากพนักงานเจ้าหน้าที่

ผู้ทำหน้าที่ตามกฎหมาย ถึงแม้กฎหมายระบุ

พนักงานเจ้าหน้าที่ทำฆาตกรรมอย่างวิสามัญเป็นไปตามกรอบกำหนด

ไม่มีความผิด ไม่ต้องรับโทษทัณฑ์ใดๆก็ตาม

แต่ในทางคดี ต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา ๒๘๘ "ฆ่าผู้อื่นถึงแก่ความตาย"

มีโจทก์ มีจำเลย ถูกฟ้องร้องต่อศาล แล้วศาลจะเป็นผู้วินิจฉัย

และตัดสินเองว่า ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ทำฆาตกรรมอย่างวิสามัญนั้น

เข้าเกณฑ์ ไม่ต้องรับโทษหรือไม่

พอเข้าใจลาง ๆกันบ้างไหมครับ

เหมือนตำรวจทำวิสามัญฆาตกรรมโจรนั่นแหละ

และเมื่อวาน ศาลได้ไต่สวนการตายของนายพัน คำกอง แล้ว ก็มีคำสั่งว่า

"ผู้ตายชื่อนายพัน คำกอง ตายที่หน้าที่สำนักงานขายคอนโดมีเนียม

ชื่อไอดีโอคอนโด ถนนราชปรารภ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี

กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง

เหตุและพฤติการณ์ที่ตายเกิดจากการถูกลูกกระสุนปืนขนาด .223 (5.56 มม.)

จากอาวุธปืนที่ใช้ในราชการสงคราม ที่เจ้าพนักงานทหาร

ร่วมกันยิงไปที่รถยนต์ตู้หมายเลขทะเบียน ฮค-8561 กรุงเทพมหานคร

ซึ่งมีนายสมร ไหมทอง เป็นผู้ขับ แล้วลูกกระสุนปืนไปถูกผู้ตาย

ถึงแก่ความตาย ในขณะเจ้าพนักงานทหารกำลังปฎิบัติหน้าที่

รักษาความสงบปิดล้อมพื้นที่ควบคุม

ตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)"


นั่นแหละ ที่ใครต่อใคร รวมทั้งนายธาริต เพ็งดิษฐ์ เลือกหยิบเฉพาะประเด็น

ที่ศาลบอกว่า"ตายเพราะทหารยิง"ไปพูดจาแตกดอก-ออกช่อ

โดยเว้นประโยคที่ศาลระบุถึงการถูกยิงตายว่า"ในขณะเจ้าพนักงานทหารกำลัง

ปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบ ปิดล้อมพื้นที่ตามคำสั่งของศอฉ."

แต่เฉไฉตีขลุมไปเป็นคนละเรื่องเดียวกันเลยว่า...มั้ยล่ะ

ไม่มีชุดดำที่ไหนมายิง-มาฆ่าประชาชนซักหน่อย มีแต่ทหารฆ่าประชาชน

นายธาริตล้ำหน้าไปไกลถึงขั้นต่อแแขน-ต่อขาให้เสร็จสรรพว่า

นายอภิสิทธิ์-สุทเพ ต้องตกเป็นผู้ต้องหา

เป็นจำเลยในคดีฐานสั่งทหารฆ่าไปโน่น!

ครับ...ถ้าต้องการพูดตามกฎหมาย ก็ควรพูดให้หมดเปลือก

ไม่ควรลีลาการเมืองแบบอมเนื้อ-อมเปลือก ให้คนฟังจินตนาการเอง

พูดแค่ครึ่งเดียวที่ อภิสิทธิ์-สุเทพ ต้องตกเป็นผู้ต้องหา แต่ไม่พูดอีกครึ่ง

ในส่วนที่กฎหมายคุ้มครองการกระทำของนายอภิสิทธิ์-สุเทพและทหาร

ตรงกันข้าม ศาลสั่ง"ไม่คุ้มครองการชุมนุม"ของพวกนปช.ด้วยซ้ำ!

เอ...นายธาริตน่าจะรู้ดีนี่นา เห็นตอนนั้นก็ร่วมอยู่ใน ศอฉ.

เคยออกมาตอกหน้าแงพวกเสื้อแดงปั๋ง..หงาย..ปั๋ง..หงาย

แต่พอสมสู่กับอำนาจใหม่ ไหงธาริตกลายเป็น"ชายผู้ไร้เดียงสา"ไปซะล่ะ?

ถ้าจำไม่ได้ ผมช่วยรื้อความจำให้ก็ได้ หลังฆ่าทหารที่สี่แยกคอกวัว นปช.

คึกขยายแนวป่วนเมือง ครั้นทหารจะเข้าไปสลายการชุมนุม ๒๒ เมย.๕๓

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ก็เป็นโจทก์ไปยื่นคำฟ้องต่อศาลแพ่ง

ขอให้ศาลออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามนายอภิสิทธิ์สั่งทหาร

เข้าสลายการชุมนุมอย่างเด็ดขาด

แล้วศาลแพ่งท่านมีคำสั่งว่าอย่างไร ถ้าธาริตลืม ผมก็จะนำมาให้ท่านอ่า

นฟื้นความจำว่า การทำหน้าที่ของรัฐบาล-ทหารตอนนั้น

ศาลท่านคุ้มครองผู้ทำหน้าที่รักษาบ้านเมือง

หรือว่าคุ้มครองผู้ทำลายบ้าน-ทำลายเมืองกันแน่?


คดีหมายเลขดำที่ 1433/2553

ศาลแพ่ง วันที่ 22 เมษายน 2553

ระหว่าง

นายจตุพร พรหมพันธุ์ โจทก์

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน เป็นจำเลย


พิเคราะห์คำฟ้องประกอบข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการไต่สวนในเบื้องต้นว่า

โจทก์เป็นหนึ่งในแกนนำผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ในนามของ

แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

ซึ่งได้ชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ

ถนนราชดำเนินกลาง และถนนราชดำเนินนอก

เพื่อกดดันให้นายกรัฐมนตรี (จำเลยที่ 1) ยุบสภา

ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. 2553 เป็นต้นมา

ต่อมาวันที่ 3 เม.ย. โจทก์และผู้ร่วมชุมนุมบางส่วนได้เคลื่อนย้าย

ไปชุมนุมในบริเวณสี่แยกราชประสงค์อีกแห่งหนึ่ง ครั้นวันที่ 7 เม.ย.

จำเลยที่ 1 โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงใน

เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง

นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ยังมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่พิเศษ 1/2553

จัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)

และตั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี (จำเลยที่ 2)

เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน

กับมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่พิเศษ 2/2553 ตั้งจำเลยที่ 2

เป็นผู้กำกับการปฏิบัติงานของหัวหน้าผู้รับผิดชอบ

พนักงานเจ้าหน้าที่และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงาน

ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรง

ก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสองได้ประกาศให้โจทก์ และนปช.

ออกจากพื้นที่การชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์

ต่อมาวันที่ 10 เม.ย.จำเลยทั้งสองร่วมกันออก

คำสั่งให้ทหารจำนวนมากเข้าไปในบริเวณพื้นที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ

และพื้นที่ต่อเนื่อง โดยประกาศว่าเพื่อเป็นการขอพื้นที่คืนจากผู้ชุมนุม

ในวันเดียวกันนั้น เกิดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่าง

กำลังฝ่ายทหารกับประชาชนผู้ชุมนุม โดยกำลัง

ฝ่ายทหารใช้ปืนยิงกระสุนยาง ระเบิดก๊าซน้ำตา ฯลฯ

ในที่สุด ปรากฏว่ามีประชาชนและทหารเสียชีวิต จำนวน 25 คน

และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

กรณีมีเหตุที่จะออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวตามคำขอของโจทก์หรือไม่

เห็นว่า การที่โจทก์และผู้ร่วมชุมนุม ไปชุมนุมในที่สาธารณะ

บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ถนนราชดำริ

ถึงแยกศาลาแดง และถนนพระรามที่ 1 ถึง

ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน อันเป็นการปิดกั้นกีดขวาง

การใช้เส้นทางคมนาคม และการใช้ยานพาหนะของประชาชนโดยทั่วไป

ย่อมส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่สำคัญ เกิดความเดือดร้อนเสียหาย

ต่อการประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตปกติสุขของประชาชน

เป็นการจำกัดเสรีภาพในการเดินทาง และสร้างความ

เดือดร้อนแก่ประชาชน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

จึงมีเหตุจำเป็นที่จำเลยทั้งสองต้องใช้มาตรการขอพื้นที่คืน

หรือที่โจทก์เรียกว่าเป็นการสลายการชุมนุมได้ ทั้งนี้

เพื่อให้สังคมกลับสู่สภาวะปกติ และเกิดความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ดังนั้น ที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองใช้กำลังทหาร

เข้าไปสลายการชุมนุมโดยเด็ดขาด จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่ศาล

จะมีคำสั่งตามคำขอข้อนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินการดังกล่าว

เป็นเหตุให้มีทหาร และประชาชนเสียชีวิต 25 คน

และได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก แม้ขณะนี้ ยังไม่อาจทราบได้

ว่าเป็นผลจากการกระทำของฝ่ายใด แต่การที่มีทหารและประชาชน

บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ประกอบกับปัจจุบันนี้

ยังปรากฏว่ามีการชุมนุมของนปช. อยู่อย่างต่อเนื่องในพื้นที่ดังกล่าว

และน่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสองอาจออกคำสั่งใดๆ

เพื่อดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ในการชุมนุม

ย่อมมีเหตุผลเพียงพอที่ศาลจะออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในส่วนนี้แก่โจทก์ได้

จึงมีคำสั่งว่า หากจำเลยทั้งสองจะกระทำการใดๆ

ในการขอพื้นที่คืนหรือสลายการชุมนุมของผู้ร่วมชุมนุม

ให้ดำเนินการเท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึงความเหมาะสม

มีลำดับขั้นตอนตามหลักสากล

ทั้งนี้ จนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น

คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

นางวิไลลักษณ์ อินทุภูติ

นางอรนิตย์ พฤกษฎาจันทร์


ฉะนั้น เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง คำสั่งศาลครั้งนี้ ไม่ใช่ธงเพื่อ DSI

จะได้ทำคดีที่เหลือไปในแนวทาง ไม่มีชายชุดดำในฝูงนปช.ฆ่าใคร

มีแต่ทหารฆ่าประชาชนอย่างเดียว อย่างที่นายธาริตเอ่ยประมาณนั้น

ความจริง การให้ศาลไต่สวนความตาย เป็นขั้นตอนของคดี

"ฆาตกรรมอย่างวิสามัญ"ธรรมดา ๆเท่านั้นเอง

ขั้นตอนต่อไป ศาลจะส่งสำนวนคืนอัยการ

อัยการก็จะส่งต่อให้ตำรวจท้องที่เกิดเหตุรวบรวมหลักฐาน

ทำสำนวนคดี "วิสามัญฆาตกรรม"นั่นแหละส่งให้อัยการ

เพื่อการอัยการส่งฟ้องต่อศาลเพื่อตัดสิน

ไม่เพียงคดีนายพัน คำตาเท่านั้น

สิ่งที่ควรปฏิบัติแต่แรกด้วยซ้ำไปก็คือ

ตำรวจท้องที่แต่ละแห่งที่เกิดเหตุ ควรทำสำนวนคดีวิสามัญฆาตกรรม

ไปตามปกติ ไม่ควรที่ DSI ปั้นจิ้ม-ปั้นเจ๋อ

อยากเป็นเปาบุ่นจิ้นหน้าแดง สุดท้าย

การป่วนเมืองต้องตายเพราะทหารทำหน้าที่ คดีเช่นนี้

ก็ต้องส่งคืนตำรวจท้องที่ทำคดีตามมาตรา ๑๕๐ อยู่ดี

ความไม่รู้ ไม่เข้าใจขั้นตอนกฎหมาย ๑

รู้และเข้าใจ แต่เลือกหยิบเฉพาะประเด็นไปพูดเพื่อหวังผลบางอย่าง ๑

สุดท้ายแล้ว พวกเสื้อแดงก็จะเลือกหยิบ

เฉพาะคำว่า"ทหารยิง"ไปตีฟอง โดยไม่พูดให้จบความว่า

เพราะไปทำอะไร...ทหารจึงยิง ?

และอยู่ในสถานการณ์ที่รัฐบาล-ทหารต้องทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ

ทั้งขณะนั้น มีการประกาศใช้กฎหมายในสถานการณ์ฉุกเฉิน

การฆ่าผู้ก่อจลาจลเผาบ้าน-เผาเมือง ตามขั้นตอนตามหลักสากล..ผิดหรือ?


อ้างอิงจากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวัน อังคารที่ 18 กันยายน 2555 คอลัมน์ เปลว สีเงิน

//thaipost.net/news/180912/62551


Create Date : 20 กันยายน 2555
Last Update : 15 มิถุนายน 2556 14:44:09 น. 0 comments
Counter : 1925 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.