Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2554
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
10 สิงหาคม 2554
 
All Blogs
 
ประชานิยมแบบไหน ประเทศไทย...ไม่เจ๊ง จาก ไทยรัฐ



“ประชานิยมไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ไม่ ว่ารัฐบาลประเทศไหนๆ

ล้วนแต่มีนโยบายประชานิยมเพื่อหวังคะแนนนิยม

จากประชาชนด้วยกันทั้งนั้น

แต่ถ้าทำไม่ดี ไม่ถูกจังหวะเศรษฐกิจประเทศไทย

อาจจะลงเอยแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้น

กับประเทศในแถบละตินอเมริกาได้กรีซ สหรัฐอเมริกา

ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวอยู่ในขณะนี้

สาเหตุก็มาจากประชานิยมเหมือนกัน”

ดร.บันลือศักดิ์ ปุสสะรังสี ผช.กรรมการผู้จัดการใหญ่

สำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด

(มหาชน) กล่าวในวงเสวนาทางวิชาการในหัวข้อ

“ประชานิยมอย่างไรเศรษฐกิจไทยจึงจะแข็งแกร่ง”

จัดโดยคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ

สาขาเศรษฐศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ...

เพื่อต้อนรับการได้รัฐบาลชุดใหม่มาบริหารประเทศ

ซึ่งได้ชื่อ เป็นเจ้าตำรับประชานิยมของเมืองไทย

“ประเทศไหนมีความเหลื่อมล้ำในสังคมมาก

การกระจายรายได้จากคนรวยไปให้คนยากจนไม่มี

ประชานิยมมักจะเกิดขึ้นในประเทศเหล่านั้น”

ดร.บันลือศักดิ์ ชี้ให้เห็นต้นตอของนโยบายประชานิยม

ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ประชานิยมกับความเหลื่อมล้ำเป็นของคู่กัน...

ความเหลื่อมล้ำไม่มีประชานิยมก็จะไม่เกิด

นโยบายประชานิยมถ้าทำแบบพอดี

เพื่อแก้ปัญหาการกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ

เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ปัญหาก็จะไม่มี

แต่ถ้าเมื่อใดใช้นโยบายประชานิยมแบบสุดโต่ง

มาใช้ทาถูบรรเทาความขัดแย้งทางสังคม

หวังผลประโยชน์ทางการเมืองแค่ให้ชนะการเลือกตั้ง...

ความวิบัติจะเกิดกับประเทศชาติบ้านเมือง

เหมือนที่เคยเกิดมาแล้วในละตินอเมริกาไม่ว่าจะเป็นชิลี

อาร์เจนตินา บราซิล เปรูใช้นโยบายประชานิยมสุดโต่ง

ลดแหลกแจกแถมแบบไม่มีเหตุผล

หวังแค่คะแนนนิยมตามสัญญาที่ให้ไว้ตอนหาเสียง...

ในระยะแรกเศรษฐกิจของประเทศจะขยายตัวได้ดี

ค่าจ้างที่แท้จริงเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อต่ำและค่าเงินมีเสถียรภาพ

แต่ผ่านไปแค่ 2 ปี เศรษฐกิจจะเริ่มถดถอย

ค่าจ้างที่แท้จริงจะลดลง เพราะเงินเฟ้อ ข้าวของแพง...

เงินเดือนมากขึ้นแต่ซื้อของได้น้อยลง

จากนั้นจะเกิดการล่มสลายของระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่

เพราะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมาก

เงินสำรองระหว่างประเทศหมด...คราวนี้

จะหาเงินไปกู้เงินจากธนาคารระหว่างประเทศมาแก้ปัญหา

ให้กับประเทศ เขาก็จะไม่ให้กู้ เหมือนกับหลายประเทศในยุโรป

ตอนนี้นี่แหละ “30-40 ปีที่ผ่านมา เราฝันว่ามีบีโอไอ

ชักชวนให้ชาวต่างชาติมาลงทุนสร้างงาน

คนไทยจะได้มีงานทำมีรายได้มากขึ้น

นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาจะแบ่งรายได้ให้กับคนไทยมาก

ที่ไหนได้ เจ้าของทุนได้เยอะ

แบ่งให้คนไทยผู้ใช้แรงงานน้อยนิด

ที่ผ่านมาไม่เคยมีรัฐบาลไหนเลย

ที่จะเข้ามาแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำตรงนี้ได้

เลยทำให้วันนี้เรามีปัญหาเรื่องการกระจายรายได้มาก

คนรวย 20% แรกมีรายได้สูงมากถึง 54%

ในขณะที่คนส่วนใหญ่ 80% มีรายได้รวมกันทั้งหมด 46%”

ดร.คณิศ แสงสุพรรณ ผอ.สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง

บอกว่า การจะทำนโยบายประชานิยมให้ผล

ในเรื่องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมได้

1. กลไกตลาดต้องไม่มีการผูกขาดตัดตอน

มีความโปร่งใส ไม่โกง,

2. ต้องมีระบบแก้ปัญหากลไกตลาดที่ไม่สมบูรณ์,

3. ต้องมีระบบโอนส่วนเกินของคนรวย ผ่านระบบภาษี

ไปสร้างความสามารถให้กับคนด้อยโอกาส,

4. ต้องมีระบบสวัสดิการรองรับปัญหาเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

เช่น กรณีว่างงาน ภัยธรรมชาติฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล

พร้อมมีระบบช่วยเหลือคนชรา ผู้ด้อยโอกาสด้วย

และสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลควรคำนึงถึงในการทำนโยบายประชานิยม...

การแจกการให้ อย่าคิดว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลสมควรจะทำ

การให้ชาวบ้านได้อะไรฟรีๆโดยไม่หามาได้เอง

เป็นการได้แบบไม่มีคุณค่า ไม่มีศักดิ์ศรี...

เงินแจกไปแทนที่แก้ปัญหาได้ เงินนั้นจะกลายเป็น

ตัวก่อปัญหาให้กับชาวบ้านเสียเอง

“แม้ในภาพรวมจะมีคนเห็นว่า ประชานิยมมีข้อเสีย

ที่จะทำให้คนรู้จักแต่แบมือขออย่างเดียว

แต่ถ้ามองในอีกมุม ประชานิยมได้ทำให้คนไทยเปลี่ยนไป

มีความตื่นตัวทางการเมืองสูง

จากเมื่อก่อนชาวบ้านจะรอฟังว่า

นักการเมืองจะมีนโยบายอะไรมาให้

แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นว่า ชาวบ้านเป็นผู้บอกให้นักการเมืองเองว่า

ต้องการอะไร”ดร.สมชัย จิตสุชน

ผอ.วิจัยด้านพัฒนาการเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้

สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

ชี้ให้เห็นข้อดีในข้อด้อยของนโยบายประชานิยม

กองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท ที่ก่อนหน้านี้

ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่ในอีกมุม

การให้หมู่บ้านละ 1 ล้านบาท แล้วให้ชาวบ้าน

ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาบริหาร ให้ชาวบ้านคิดเองว่า

จะเอาเงินไปทำอะไร จะให้กู้กันแบบไหน...

ในที่สุดเงินนั้นได้สอนให้ชาวบ้านคิดเองเป็น

จัดลำดับความสำคัญของความต้องการเป็น

แม้จะมีข้อดีที่คาดไม่ถึง แต่ ดร.สมชัย

มีข้อคิดเพื่อป้องกันปัญหาที่จะทำให้ชาติ

ต้องเดินเข้าสู่กับดักล้มละลายเพราะประชานิยม

รัฐบาลต้องพยายามทำนโยบายประชานิยมแบบจิ๋วแต่แจ๋ว

ใช้เงินงบประมาณไม่มากและให้มีผลลัพธ์

ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้

เช่น ประชานิยมด้านการศึกษา พัฒนาฝีมือแรงงาน

ต้องเป็นประชานิยมที่เลิกได้ เพื่อไม่ให้ประชาชนเสพติด

จนไม่รู้จักพึ่งพาตัวเอง และต้องเป็นประชานิยม

ที่สามารถแปลงเป็นสวัสดิการสังคมในอนาคตได้

ในวงเสวนาเดียวกัน ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผช.ผู้จัดการใหญ่

ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) มองว่า

ประชานิยมที่ดีต้องทำให้ประชาชนดีขึ้น ชุมชนเข้มแข็ง

และต้องทำให้ประชาชนยืนบนขาตัวเองได้

พร้อมเสนอแนะโครงการประชานิยมที่รัฐบาลควรจะทำ

1. ประชานิยมด้านการเกษตร และเทคโนโลยีการเกษตร

โดยเฉพาะเรื่องทำนา ที่ผ่านมารัฐบาล

ปล่อยให้ทำกันแบบตามยถากรรม ควรที่จะยกระดับ

ยกคุณภาพให้ผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

และต้องทำประชานิยมทรัพยากรน้ำแก่เกษตรกรอย่างเท่าเทียม

พร้อมทั้งมีระบบประกันพืชผลจากราคาที่ตกต่ำ

และความเสียหายจากภัยธรรมชาติ

2. ประชานิยมด้านการศึกษา ให้คนไทยทุกคน

ได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพเท่าเทียมกัน

ไม่ใช่ให้เรียนฟรีกันทุกคน แต่ผลสอบวัดผลระดับประเทศ

ที่ออกมา ทำไมนักเรียนแต่ละแห่งถึงได้คะแนนเหลื่อมล้ำกันมาก

นั่นแสดงว่า คุณภาพการศึกษาของไทยยังไม่เท่าเทียม

อย่างสหรัฐอเมริกา โรงเรียนแต่ละแห่งจะมีคุณภาพเหมือนกัน

มีโครงสร้างเป็นมาตรฐานเดียวกัน จะต้องมีอาคารเรียนแบบไหน

อาคารเรียนอะไรบ้าง วัสดุอุปกรณ์ ครูต้องมีเท่าไร

ต้องมีครูด้านไหนกี่คน ทุกโรงเรียนต้องเหมือนกัน...

แต่ของไทย ครู 3 คน ต้องหมุนเวียนสอนนักเรียน 6 ชั้นเรียน

ก็ยังมี

3. ประชานิยมด้านสวัสดิการสังคม

และที่สำคัญจะมองข้ามไม่ได้ของประชานิยม...

ต้องดูจังหวะของภาวะเศรษฐกิจด้วยว่า เหมาะที่จะทำหรือไม่

ภาวะปัจจุบันเหมาะหรือไม่ จะทำประชานิยมกระตุ้นเศรษฐกิจ

ในขณะที่ประเทศยักษ์ใหญ่ทั่วโลกกำลังมีปัญหาเศรษฐกิจ

และมีการคาดการณ์ว่า เหยื่อกับดักเศรษฐกิจรายต่อไปก็คือ

ภูมิภาคเอเชียตอนนี้ฐานะของประเทศไทยกำลังไปได้ดี

แต่มีปัญหาเรื่องเงินเฟ้อเพราะข้าวของแพง

ประชานิยมจะเร่งให้เงินเฟ้อมากขึ้นหรือไม่...

ภาวะตอนนี้ประเทศชาติเก็บเงินออม

รักษาสถานะการคลังไว้ดีกว่าไหม

อย่าลืมว่า วิกฤติต้มยำกุ้งที่ทำให้เราซวนเซ

แต่ฟื้นมาได้อย่างรวดเร็ว เพราะตอนนั้นเรามีหนี้สาธารณะแค่ 20%

ของจีดีพีเท่านั้นเอง...หนี้ที่ก่อปัญหาวิกฤติเป็นหนี้ภาคเอกชน

แต่ตอนนี้เรามีหนี้สาธารณะอยู่แล้ว 40%

ถ้าก่อหนี้มาทำประชานิยมหนี้สาธารณะจะมีมากขึ้น...

วงจรวิกฤติเศรษฐกิจโลก โคจรมาถึงเอเชียเมื่อไร

เจอวิกฤติหนนี้ มันจะไม่เหมือนปี 2540...จะบอกให้



อ้างอิงจาก : //www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/192648



Create Date : 10 สิงหาคม 2554
Last Update : 15 มิถุนายน 2556 15:10:17 น. 0 comments
Counter : 668 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.