Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2553
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
14 กรกฏาคม 2553
 
All Blogs
 
บัณฑูร ล่ำซำ ฟันธงปฏิรูปไทย จาก ไทยรัฐ


บัณฑูร ล่ำซำ นักบริหารมือทองหัวสมัยใหม่

ผู้ที่กล้าคิด กล้าทำ กล้าปรับปรุง

ยกระดับระบบบริหารธนาคารกสิกรไทยด้วยการ..."รีเอ็นจิเนียริ่ง"

ให้ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจยุคฟองสบู่แตกปี 2540

จนสำเร็จอย่าง งดงามมาแล้ว

วันนี้...เหตุบ้านการเมือง รวมไปถึงเศรษฐกิจเมืองไทยทำท่าไม่สู้ดีนัก

เจ้าสัวซีอีโออย่างบัณฑูร มีมุมมองอย่างไร

กับการนำพาประเทศไทยไปสู่ทางออก

ถามถึงเรื่องเศรษฐกิจ ประโยคแรกที่บัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่

บริหารธนาคารกสิกรไทย ตอบออกมาคือ..."ก็...เห็นว่าไปได้ตลอด"

เพียงแต่รอบนี้ยังดี สถาบันการเงินไม่ได้ล้ม

ก็เลยไม่กระทบเสียหายเป็นลูกโซ่

เหมือนวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 40

ที่น่าสนใจ...คนยังมาเที่ยวเมืองไทยน้อยลงไป

แต่ก็น่าจะน้อยเพียงชั่วคราวเท่านั้น

ผ่านไปแป๊บเดียวก็มาเที่ยวกันมากขึ้น

เมืองไทยโชคดีอยู่อย่างหนึ่ง แม้ว่าจะดูไม่ดียังไงในหน้าจอทีวี แต่สักพัก

คนต่างชาติก็มาเที่ยวเมืองไทยกันแล้ว สะดุด...

ก็เพียงชั่วคราว การท่องเที่ยวสำหรับเมืองไทย

ช่วยทำให้ประเทศคึกคัก กระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีทีเดียว

ในภาพใหญ่ การผลิตในระยะสั้น ดูแล้วก็พอไปได้ ก็จะมีระยะยาว

ความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวของประเทศ

เป็นประเด็นที่บางคนบอกว่า

... เราก็ถอยลงทุกที ถ้าเทียบกับประเทศแถบเดียวกันนี้

"ตัวผมเองก็เชื่อว่าจะเป็นอย่างนั้น" บัณฑูรว่า

"มันถอยเพราะว่าในที่สุดแล้วมนุษย์ก็จะใช้ฝีมือสู้กัน ใช้ความสามารถ

ใช้ความรู้สู้กัน ดังนั้น ถ้าระบบการศึกษาสู้กับคนอื่นไม่ได้ จะยิ่งลำบาก

ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะมีหลักฐานมากขึ้นว่าเป็นอย่างนั้น"

นับรวมไปถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานอันอื่นของประเทศ

ระบบโทรคมนาคม ระบบขนส่งไม่มีประสิทธิภาพ

รวมไปถึงระบบของกฎหมาย

บัณฑูร บอกว่า การศึกษา...ระบบกฎหมายที่ทันสมัย ทันเหตุการณ์

ความเป็นจริงของโลก ทั้งโลกมนุษย์...โลกธุรกิจ รวมถึงด้านอื่นๆ

...ระบบโทรคมนาคมและคมนาคม เชื่อมโยงไปถึง

ความสามารถในการทำงาน กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ต้องทันโลก

ถ้าไม่ได้คุณภาพก็จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันสู้คนอื่นไม่ได้

สกู๊ปหน้า 1 ถามต่อไปว่า ให้น้ำหนักไปที่ด้านไหน...

เร่งด่วนมากน้อยกว่ากัน

บัณฑูร บอกว่า ไม่มีอย่างใดอย่างหนึ่งเด่นชัด

ที่ควรจะเป็นควรต้องไปด้วยกัน

เพียงแต่ว่าด้านการศึกษา จะเป็นความสามารถโดยรวม

ที่จะแก้ระบบอื่นๆให้ทันสมัย สู้กับโลกได้

ขาดโครงสร้างพื้นฐาน 3 ตัวนี้ อย่างหนึ่งอย่างใด

เป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับประเทศไทยแน่นอน

"เอาเรื่องปัจจุบันที่ติดตาคนไทยทั้งประเทศ สมัยเด็กๆเรายังได้เห็น

ทีมฟุตบอลไทยเตะชนะ...เกาหลีใต้ มาถึงยุคนี้

ไม่มีทางที่จะพูดอย่างนั้นได้

นี่คือสิ่งสะท้อนการพัฒนาประเทศที่ไปคนละขั้น

สักพักเราก็เตรียมตัวแพ้เวียดนาม"

และนี่คือภาพสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาอย่างไม่เป็นระบบ

ก็จะทำให้ประเทศค่อยๆถอยไปทีละนิด

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น

ในอดีต ญี่ปุ่นยุคหลังสงครามโลกก็ยังเตะฟุตบอลไม่เป็น

วันนี้เป็นอย่างไร...ญี่ปุ่นไปเตะฟุตบอลโลกแล้ว เหลียวมองทีมชาติไทย

เอาแค่ชนะเวียดนามให้ได้ยังหืดขึ้นคอ

"แต่เราก็ฝันทุกทีจะไปบอลโลก" บัณฑูรพูดขำๆ...คนไทยก็ชอบฝันทุกที

เราชอบฝันกันอยู่แล้ว นี่คืออุปมาอุปไมยที่ทุกคน

จะได้เห็นว่าการพัฒนาที่ไม่ ต่อเนื่อง

ไม่ช้าไม่นาน...ก็ถดถอย

"ขณะที่เราถอย คนอื่นทำ เขาก็พัฒนาขึ้นมาได้"

วิธีของเราที่จะทำได้ ก็มีเพียงว่า ลงต่ำลง...ต่ำลง

ไปแข่งในกลุ่มที่ต่ำลงมากขึ้นทุกที

คนอื่นไปบอลโลกกัน เราอย่างมากก็เตะกันอยู่ในบ้าน...แถบอาเซียน

ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจะได้รับชัยชนะมากน้อยแค่ไหน

ถามว่า...น่าเป็นห่วงไหม? บัณฑูรบอกว่า เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากๆ

เพราะว่าถ้าสมมติประเทศไทยทำมาค้าขายสู้เขาไม่ได้ มันก็ไม่มีพลังชีวิต

ความกินดีอยู่ดีก็จะไม่เกิดขึ้น พูดง่ายๆก็คือว่า

คนมีกำลังซื้อน้อย ซื้อของกิน

ของใช้ มีอย่างจำกัด ความกินดีอยู่ดีของคนทั้งประเทศก็จะถดถอย

มุมมองเหล่านี้ใช่ว่าจะเลวร้ายไปทั้งหมด ณ ขณะนี้...

เพียงแต่ไม่ใช่ว่าอนาคตจะสดใส

ถ้าไม่มีประเด็นต่อไปนี้ เราเสร็จไปนานแล้ว

หนึ่ง...คนชอบมาเที่ยว

สอง...บังเอิญเราอยู่ในจุดภูมิศาสตร์ที่คนมาตั้งโรงงาน

เพราะส่งออกทะเลไปได้

บริษัทรถยนต์ก็ไม่ทิ้งที่จะย้ายมาเมืองไทย พอมีบริษัทรถยนต์

บริษัททำอะไหล่ต่างๆก็ตามมา มีการลงทุนเกิดขึ้น

และก็คงไม่เปลี่ยนทิศทางของ

การลงทุน เพียงแต่บางครั้งอาจจะสะอึกไปบ้าง

ในช่วงที่เกิดความไม่สงบขึ้นในบ้านเมือง

"ไม่มีสองเรื่องนี้ ความกินดีอยู่ดีของประเทศนี้

คงถดถอยเป็นหน้ามือหลังมือ"

แต่ถามว่า จะเปลี่ยนความคิดกับเมืองไทยไหม

ที่จะมาเที่ยว หรือลงทุน ต้องบอกว่า

..."ยังไม่เปลี่ยน"

แต่โดยรวมความสามารถในการแข่งขันของคนไทย ประเทศไทย

จะถดถอยลงไปเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับการพัฒนา

อันก้าวหน้าของประเทศอื่นๆ

ถามอีกว่า ถ้ามีปัจจัยที่ทำให้สะอึกบ่อยๆจะเปลี่ยนหรือเปล่า?

บัณฑูร บอกว่า ความคิดก็คงเปลี่ยน แต่ไม่เชื่อว่าจะเป็นอย่างนั้น

...โอ้โหคนไม่อยากจะมาเมืองไทยเลย แต่ที่กลัว

...ผมกลัวว่าความสามารถในการทำงาน

เมื่อเทียบกับโลกมันจะถอยลงไปทุกที

เช่นเดียวกับความสามารถในการเตะฟุตบอล

"ถึงแม้ว่าทีมฟุตบอลไทยวันนี้จะเตะเก่งกว่าทีมฟุตบอลไทย

เมื่อ 30 ปีที่แล้ว แต่ถ้าเทียบกับโลกมันถอยลงมาเรื่อยๆ

เพราะระบบการพัฒนาสู้กันไม่ได้...

แล้วโดยวัฒนธรรมไทยไม่ชอบพัฒนาอย่างเป็นระบบ

ไม่มีหรอกการสร้างอะไรที่เป็นระบบ...ไม่มี

และไม่อยู่ในความรู้สึกแบบไทยๆ"

ไทยก็ทำกันแบบอย่างโน้นที...อย่างนี้ที เช่นระบบคมนาคม

ก็ไม่ต่อเป็นระบบเดียวกัน ขึ้นจากบีทีเอส...จะลงใต้ดินไปต่อรถ

...ก็ไม่เป็นระบบ จะต้องเดิน ต้องไปขึ้นรถแท็กซี่

ขึ้นมอเตอร์ไซค์ซ้อนท้ายต่อไป

"เวลาคิดไม่ได้คิดเป็นระบบ คิดเป็นชิ้นๆๆๆ ตอนจบมันก็ต่อกันไม่ง่าย"

ถ้าไปที่อื่นๆประเทศที่มีการพัฒนาขนส่งมวลชนที่ดี จะเดินทางไปไหน

จะไม่เจอฝนเลย เชื่อมต่อไปได้เรื่อยๆ ลงจากนี้ก็ต่อไปอันนี้

ลงอันนี้แล้วก็ต่ออันนี้

แม้กระทั่งว่าการขนส่งมวลชนที่เป็นพื้นฐานที่สุดของโลกมนุษย์ ก็คือ

"รถไฟ"...รถไฟไทยยังไม่ได้ไปทุกจังหวัด

"แล้วก็ไม่เคยมีใครออกมาชี้แจง...ก็ไม่เคยมีรัฐบาลไหนออกมาชี้แจงว่า

ทำไมรถไฟไทยถึงไม่สามารถไปทุกจังหวัดได้"

น่าสนใจที่ว่า...แล้วทำไมรถไฟจีนถึงได้ไปทุกอำเภอได้ คนของเขา

ไม่ต้องใช้วิธีอื่นเลย นั่งรถไฟไปอย่างเดียวก็ไปถึงทุกจุดในประเทศจีนได้

"ยิ่งในยุโรปไม่ต้องพูดถึง มันมีมานานแล้ว ญี่ปุ่นยิ่งแล้วใหญ่

วิ่งกันฉิวๆๆ 500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง"

บัณฑูรตั้งคำถาม ทำไม? สิ่งเหล่านี้ถึงไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย ทำไม?

ถึงไม่มีใครมาชี้แจง มันก็แบะๆกันไปอย่างนี้

เราเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่งก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการไม่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง

เราก็ด้อยลง และสะท้อนอีกว่า...ระบบมันไม่มีการทำให้เป็นระบบ

เหมือนประเทศอื่นได้...ทำไมไทยแค่คิดเป็นระบบยังทำไม่ได้

คิดได้แค่เป็นชิ้นๆ ของใครของมัน จะไปเตะอะไรใคร

...เพื่อจะให้เกิดการปฏิรูปขั้นพื้นฐานของการพัฒนาก็ทำไม่ได้

สองตัวที่สะกิดใจบัณฑูรมากที่สุด คือ ฟุตบอล กับรถไฟ

"ในชั่วชีวิตนี้...ผมว่าไม่มีทางที่จะได้เห็นฟุตบอลไทยไปบอลโลก

คงต้องใช้เวลาเป็นอีกหนึ่งชั่วคน

และคงไม่มีทางที่จะได้เห็นรถไฟไทยไปทุกจังหวัด

...ยังไม่ต้องพูดถึงอำเภอใหญ่ๆ แค่ทุกจังหวัดก็ยังไม่สามารถฝันได้"

เพราะไม่มีใครทำ หรือพอทำ...ก็จะมีคนมาสกัดกั้นด้วยเหตุผลต่างๆนานา

นี่คือมุมมองฝ่าวิกฤติเมืองไทย แค่บทนำของเจ้าสัวซีอีโอ

บัณฑูร ล่ำซำ แห่งธนาคารกสิกรไทย ที่ก็ไม่รู้ว่า

...อีกนานเท่าใดเมืองไทยจะก้าวเดินไปได้อย่างที่คิดเอาไว้.




อ้างอิงจาก "//www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/95853"




Create Date : 14 กรกฎาคม 2553
Last Update : 15 มิถุนายน 2556 14:37:19 น. 1 comments
Counter : 710 Pageviews.

 
ฉ่ำ


โดย: Agree IP: 89.217.61.130 วันที่: 16 กรกฎาคม 2553 เวลา:16:34:20 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.