Group Blog
 
 
ธันวาคม 2558
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
22 ธันวาคม 2558
 
All Blogs
 

หลวงพ่อชาวางแนวปฏิบัติของพระสงฆ์ในวัดหนองป่าพงเรื่อง เงิน-ทอง







เป็นที่ทราบกันดีว่า พระสายปฏิบัติวัดหนองป่าพง

มีความเคร่งครัดในสิกขาบทที่เกี่ยวกับ

เงินทองเป็นอย่างมาก จะไม่มีพระรูปใดที่จับเงิน

หรือมีปัจจัยเงินทองเป็นส่วนตัวฝากไว้ในธนาคาร

ไม่ถือกรรมสิทธิ์ในเงินและทองด้วยวิธีใด ๆ ทั้งสิ้น

ซึ่งตามพระวินัยบัญญัติได้มีสิกขาบทว่า

................................................................

“ภิกษุรับเองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นรับก็ดี

ซึ่งทองและเงิน หรือยินดีทอง

และเงินที่เขาเก็บไว้เพื่อตน

ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์”

และ

................................................................

“ภิกษุทำการซื้อขายด้วยรูปิยะ คือ

ของที่เขาใช้เป็นทองและเงิน

ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์”

................................................................

เงินทองหรือของที่ซื้อขายได้มา

ต้องนำมาเสียสละแก่สงฆ์จึงจะแสดงอาบัติตก

การปฏิบัติอย่างจริงจังต่อ

สิกขาบทนี้มีอานิสงส์มาก

................................................................

เงินคืออำนาจ

................................................................

การงดเว้นจากการใช้เงินและทอง คือ

การสละสิทธิ์ในการบังคับ

สิ่งนอกตัวให้เป็นไปตามใจ

เป็นการทรมานกิเลสที่ดีเยี่ยม

สิกขาบทนี้เป็นข้อสำคัญ

ที่ทำให้วิถีชีวิตของนักบวช

ต่างจากของฆราวาส

จึงเป็นสิ่งส่งเสริมสร้าง

สมณสัญญาในจิตสำนึกของพระ

................................................................

อนึ่งในเมื่อคนในโลกส่วนใหญ่หมกหมุ่น

แต่ในเรื่องเงินและทอง

พระสามารถเป็นตัวอย่าง

พิสูจน์ให้สังคมเห็นว่า

ความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่วัตถุ

ในแง่ของหมู่สงฆ์ สิกขาบทนี้ช่วยสร้าง

ความสามัคคีในหมู่เพื่อนสหธรรมิก

บรรยากาศของสำนักปฏิบัติ

ก็เป็นไปอย่างราบรื่น

ไม่มีการอิจฉาริษยา

หรือแก่งแย่งเกี่ยวกับเอกลาภ

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

การเก็บสะสมปัจจัยส่วนตัว

ซึ่งเป็นการสรุปในเรื่องนี้ที่ดี

................................................................

“ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้น

เห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย ! เสียหายหมด เสียหายมาก

เสียศักดิ์ศรีของพระปฏิบัติมากที่สุด”

................................................................

การออกปากขอสิ่งของ

หรือเรี่ยไรเงินทองจากญาติโยมทุกรูปแบบ

เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หลวงพ่อชาเข้มงวดมาก

แม้แต่การตั้งตู้บริจาคในวัดก็ไม่มี

เมื่อญาติโยมนำเงินมาถวาย

ท่านก็ไม่เคยแสดงความยินดี

หรือตระหนี่หวงแหน เพราะท่านถือว่า

เงินทองไม่ใช่เรื่องของพระ

เป็นเรื่องศรัทธาญาติโยม

................................................................

แม่ชีบุญยู้ได้เล่าขยายความให้ฟังว่า

“เมื่อญาติโยมมาถวายปัจจัย

ท่านจะมีไวยาวัจกรเป็นผู้เก็บเอาไว้

โดยที่ท่านจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย

................................................................

ถ้าเขาจะโกงกินก็กินกันจนอาเจียนนั่นแหละ

บางครั้งไวยาวัจกรไม่อยู่

ท่านก็ให้เขาเอาปัจจัยใส่ไว้ในสมุด

แล้วท่านก็ไปทำธุระของท่าน

ไม่ได้มาใส่ใจกับเรื่องปัจจัยนั้น

กลับมาอีกครั้งปัจจัยหายไป

เหลือแต่สมุดเปล่าๆก็มี

................................................................

ท่านก็จะไม่ไปโจทก์ขานซักไซ้ไล่เลียง

เอากับผู้อื่น ว่า ใครมาที่นี่บ้าง

เห็นพระเห็นโยมมาที่นี่ไหม

................................................................

ท่านจะว่า เขาไม่มี เขาถึงมาเอา”

ก่อนที่หลวงพ่อจะออกปฏิบัติ

ท่านก็ยังจับเงินอยู่ ท่านเล่าให้ฟัง

ถึงคราวที่ตัดสินใจเลิกใช้เงินอย่างเด็ดขาดว่า

................................................................

“เรื่องพระวินัยนี้ ถ้าหากว่า

มันไม่เห็นในใจของตน มันก็ยาก

ในเวลาก่อนมาอยู่วัดป่าพงหลายสิบปี

ผมก็ตั้งใจจะทิ้งเงิน

ตลอดทั้งพรรษา ๒ เดือนกว่า

ยังตัดสินใจไม่ได้

จวนจะออกพรรษาแล้ว

จับเงินในกระเป๋ามีอยู่

หลายร้อยเหมือนกัน

ตกลงใจว่าวันนี้จะต้องเลิก

เมื่อมันทะลุปุ๊ปตกลงว่ามันจะเลิกเท่านั้น

เลยสบาย

................................................................

ตอนเช้าถือกระเป๋าสตางค์มาพบเพื่อนองค์หนึ่ง

เป็นมหาเปรียญ ท่านกำลังล้างหน้าอยู่

ผมโยนกระเป๋าสตางค์ให้ แล้วว่า

นิมนต์เถิดท่านมหา เอาไปเถิด

เอาไปเรียนหนังสือ ไม่ต้องห่วงผมหรอก

ผมเลิกแล้ว

................................................................

ตกลงกันแล้วเมื่อคืนนี้ ตกลงกันแล้ว

ช่วยเป็นพยานให้ผมด้วย

ถ้าผมยังมีชีวิตอยู่

ผมจะไม่แตะต้องเงินทองเป็นอันขาด

ตั้งแต่วันนั้นมาผมยังไม่เคยทำอะไรเลย

ไม่เคยซื้อ ไม่เคยแลกไม่เคยเปลี่ยน

มีแต่ปฏิบัติทั้งนั้นแหละ

อะไรต่างๆก็สำรวมอยู่ ”

................................................................

หลวงพ่อชาเคยพูดถึงการใช้เงินครั้งหนึ่งว่า

................................................................

“เอาเงินค่ารถหมกไว้ซ่อนไว้ไม่ให้ใครรู้

แต่ตัวเราก็รู้ พระอื่นไม่รู้แต่พระเรานี่ก็รู้

เพราะเราก็เป็นพระเหมือนกัน

ร้อนระอุอยู่อย่างนั้น

................................................................

อย่างวัดป่าพงเราไปไหนก็ไม่มีค่ารถ

แต่เขาก็ให้ไป มันดีกว่าเรา

ต้องมาหอบสตางค์เสียอีก”

“ความจริงไม่มีเงินไม่ใช่ว่าจะไปไหนไม่ได้

ยิ่งไปได้ดีกว่าเก่า ค่ารถไม่มีก็เดินเอา

ทำจริง ๆ เสีย เดี๋ยวเขาก็นิมนต์ขึ้นรถเอง”

................................................................

หลวงพ่อชาอธิบายว่า

ถ้าเรารักษาสิกขาบทข้อนี้ได้

ก็เป็นการสร้างบารมี

ญาติโยมเห็นแล้วก็เลื่อมใส

มีจิตศรัทธาที่จะช่วยเหลือ

สำคัญที่เราไม่ขอ พร้อมที่จะอดอยู่เสมอ

เป็นสิกขาบทที่ช่วยสร้าง

ความมักน้อยสันโดษเป็นหลักชีวิต

................................................................

เคยมีพระรูปหนึ่งมาต่อรองกับท่าน

ในเรื่องการถือปัจจัยเงินทอง

ว่าจะใช้แบบไม่ยึดมั่นถือมั่น

หลวงพ่อได้ให้คำตอบเรียบ ๆ ว่า

“ถ้าท่านกินเกลือหมดกะทอไม่เค็ม

ท่านก็อาจทำได้”

................................................................

จากอุปลมณี หน้าที่ ๑๔๒-๑๔๓

................................................................

เพิ่มเติม **ปัจจุบัน ในยุคหลังหลวงพ่อชา

สาขาส่วนใหญ่ใช้ระบบปวารณา

คือญาติโยมออกปากรับดูแล

เช่น บางท่านออกปากว่าจะไปที่ไหน

ก็จะรับอาสานำรถไปส่ง

หรือนิมนต์ขึ้นเครื่องไปต่างประเทศ

ถ้าโยมปวารณาท่านนั้นไม่พร้อม

ก็จะติดต่อคนปวารณาที่พร้อม

ถ้าไม่มีใครพร้อม

ก็คงพยายามดำเนินการเอง

ในส่วนค่าน้ำ ไฟฟ้าก็มีโยมปวารณา

รับเป็นผู้จ่ายแทน

บางที่ก็เป็นคณะศรัทธา

ที่รวมตัวกันดูแลในส่วนนี้

พระหนองป่าพงจึงใช้ค่าน้ำ ไฟฟ้า

เท่าที่จำเป็น คือใช้ในการทำวัตร

ทำสังฆกรรม เท่านั้น

ที่อุโบสถ ที่ศาลาการเปรียญ

หลีกเลี่ยงการใช้ส่วนตัวตามกุฏิ

เพื่อไม่เดือดร้อนญาติโยมปวารณาเกินไป

สาขาส่วนน้อยที่เป็นไป

ตามแนวทางปวารณามิได้

เนื่องจากเงื่อนไขบางท้องที่ไม่เหมือนกัน

หรือคณะศรัทธาญาติโยมยังไม่พร้อม

ก็อาจปรับเปลี่ยนเท่าที่จะเป็นไปได้

ซึ่งทุกสาขาจะมีการตรวจสอบ

จากคณะสงฆ์หนองป่าพงว่าสมควรหรือไม่

ซึ่งถ้าสาขาไหนทำไม่เหมาะสม

และชี้แจงความจำเป็นไม่ได้

สาขานั้นจะถูกปลดจากการเป็น

สาขาวัดหนองป่าพงในการประชุมใหญ่

วันที่17 มิถุนายนอยู่แล้ว






 

Create Date : 22 ธันวาคม 2558
0 comments
Last Update : 22 ธันวาคม 2558 23:51:38 น.
Counter : 758 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.