Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2553
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
26 พฤษภาคม 2553
 
All Blogs
 
วิกฤติ...หมู 4 ตัว วิกฤติโลกซ้ำวิกฤติไทย โดย สมภพ มานะรังสรรค์ จาก ไทยรัฐ


วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่เกิดในสหรัฐอเมริกายังไม่ฟื้นดี...

วิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่ในยุโรปเกิดขึ้นมาอีกจุด

เกิดขึ้นในขณะที่วิกฤติชิงอำนาจทางการเมืองของบ้านเรา

ยังยากจบได้ง่าย...อนาคตของประเทศ

จะฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจระลอกใหม่ได้หรือเพราะวิกฤติหนนี้

ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ นักเศรษฐศาสตร์มหภาค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ชี้ว่า...ไม่ธรรมดา

วิกฤติซ้ำวิกฤติ...จะกระชากลากถูให้วิกฤติหนักหนาสาหัส

และถ้าประเทศ ไทยยังวุ่นไม่เลิก

เศรษฐกิจของไทยที่เพิ่งโงหัวขึ้นมาจะดำดิ่งภายในเร็ววัน

"ไม่น่าเกิน 1 ปี วิกฤติหมู 4 ตัวที่เกิดขึ้น

จะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจไปทั่วทั้งโลก

ไตรมาสที่ 3-4 ของปีนี้ก็น่าจะเห็นอาการแล้ว"

วิกฤติหมู 4 ตัว ในความหมายของ ดร.สมภพ ก็คือ...PIGS

P= โปรตุเกส (Portugal)

I= อิตาลี (Italy)

G= กรีซ (Greece)

S= สเปน (Spain)

หมู 4 ตัว...4 ประเทศนี้กำลังอยู่ในภาวะมีหนี้สินล้นพ้นตัวด้วยกันทั้งสิ้น

ตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรป

เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก

ได้ตั้งกติกาไว้ว่า หนี้สาธารณะที่รัฐบาลแต่ละประเทศก่อขึ้น

ไม่ควรจะเกิน 60% ของจีดีพี

หรือรายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

แต่สเปนมีหนี้สาธารณะ 90% ของจีดีพี

โปรตุเกส 91% ของจีดีพี

กรีซ 123% ของจีดีพี

อิตาลี มีหนี้สาธารณะมากถึง 127% ของจีดีพี

กรีซมีหนี้สาธารณะมากเป็นอันดับ 4 ของโลก...

อิตาลีมีหนี้สาธารณะมากเป็นอันดับ 3 ของโลก

"แม้จะไม่มีหนี้สาธารณะสูงเป็นอันดับ 1 เหมือนญี่ปุ่น

ที่มีหนี้สาธารณะสูงถึง 200% ของจีดีพีก็ตาม

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เหมือนกัน ญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะมากก็จริง

แต่เป็นหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืม

แบบอัฐยายซื้อขนมยาย รัฐบาลญี่ปุ่นไม่มีเงิน

แต่ประชาชนคนญี่ปุ่นมีเงิน รัฐบาลญี่ปุ่นเลยก่อหนี้สาธารณะ

ด้วยการออกพันธบัตรกู้ยืมเงินจากคนญี่ปุ่นด้วยกัน

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเศรษฐกิจก็เลยไม่มาก"

ไม่เหมือนกับกลุ่มประเทศหมู 4 ตัว หนี้สาธารณะที่รัฐบาลก่อขึ้น

จากการกู้ยืมคนอื่น... กู้ยืมต่างประเทศ ปัญหาจะต่างกัน

มีหนี้ขนาดนี้ ปัญหาจะมากขนาดไหน ดร.สมภพ

ยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดยิ่งขึ้น...

ตอนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะ

อยู่ประมาณ 62-63% ของจีดีพี

ตอนนั้นปัญหาบ้านเราหนักขนาดไหน...กลุ่มประเทศหมู 4 ตัว

มีหนี้มากกว่าเรา ปัญหาจะหนักแค่ไหน

หรือจะให้เห็นตัวอย่างใหม่หมาดๆ สัดส่วนตัวเลขหนี้พอๆกัน

วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่ยังแก้กันไม่เสร็จ...

สหรัฐอเมริกามีหนี้สาธารณะ 92.4% ของจีดีพี

หนี้สาธารณะ คือหนี้ที่รัฐบาลก่อขึ้น

เพื่อนำมาใช้จ่ายในการบริหารและพัฒนาประเทศ

ในยามที่รัฐบาลเก็บภาษี หารายได้ไม่พอกับความต้องการใช้จ่าย

รัฐบาลไหนมีวินัยการเงินการคลังดี จะกู้หนี้มาใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น...

รัฐบาลไหนไร้วินัยการเงินการคลัง

ทำตัวเป็นเพลย์บอย จะกู้หนี้มาใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่ระมัดระวัง

"กลุ่มประเทศ PIGS มีหนี้สาธารณะล้นพ้นตัว

สาเหตุสำคัญมาจากความไม่พอเพียง ใช้จ่ายเกินตัว

เกินฐานะรายได้ของตัวเอง ตัวอย่างที่เห็นชัดสุดก็คือ

กรีซ กู้เงินมาลงทุนเกินตัวในเรื่องเป็นเจ้าภาพ

จัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิก หมดเงินไปมากมายมหาศาล

ผ่านไปแล้ว 6 ปี วันนี้ยังใช้หนี้ไม่หมดเลย"

นโยบายประชานิยม ขึ้นเงินเดือน แจกโบนัสข้าราชการ

เพิ่มเงินบำเหน็จบำนาญให้กับคนชรา ฯลฯ

เป็นอีกเหตุผลที่รัฐบาลประเทศเหล่านี้มีปัญหาต้องก่อหนี้มากขึ้น

เพราะประชานิยมทำให้รัฐมีภาระ

ค่าใช้จ่ายมากขึ้น ทั้งที่รายได้ไม่เพิ่มขึ้น จนต้องไปกู้เงินมาพยุงฐานะ

แทนที่จะกู้เงินมาใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศ

ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้สอดคล้อง

กับการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก เพราะนับแต่ สหภาพโซเวียตล่มสลาย

มีประเทศเกิดใหม่ในยุโรปตะวันออกเกิดขึ้นมากมาย

เกิดมาเป็นคู่แข่งในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการผลิตสินค้าเกษตร

อุตสาหกรรม แม้กระทั่งการท่องเที่ยว

คู่แข่งเกิดมามากมาย แต่รัฐบาลไม่ได้คิดวางแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

เพื่อรับการแข่งขัน...

ในที่สุดค้าขายแข่งกับประเทศเกิดใหม่ที่มีต้นทุนต่ำกว่าไม่ได้

และเงินที่กู้มาคิดว่าจะหาเงินมาใช้หนี้ได้...ไม่มีเงินพอไปใช้หนี้

ที่ผ่านมารัฐบาลประชานิยมใช้วิธีแก้ผ้าเอาหน้ารอด กู้หนี้มาใช้หนี้...

หนี้ก็เลยสะสมกลายเป็นดินพอกหางหมู

นี่คือปัญหาใหญ่ของวิกฤติเศรษฐกิจระลอกใหม่

"ประเทศที่มีปัญหาหนี้สินล้นพ้น เพราะใช้จ่ายเกินตัว

แนวทางที่แก้ปัญหาให้ได้ผลในเร็ววัน ก็คือ

ต้องรัดเข็มขัด ประหยัด ใช้จ่ายให้น้อยลง ตามโปรแกรมของ IMF

ที่เคยใช้กับเรา เมื่อตอนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง

กรณีของกลุ่มประเทศ PIGS นี่ก็เหมือนกัน

IMF ตั้งใจจะให้กรีซเป็นประเทศต้นแบบให้ประเทศอื่นเอาอย่าง

แต่ปรากฏว่าทำไม่ได้ ด้วยประชาชนนิสัยเสียไปกับนโยบายประชานิยม

รับไม่ได้กับการถูกตัดโบนัส ลดเงินเดือน ชุมนุมประท้วงทั่วประเทศ
"

สหภาพยุโรปที่หนุนหลังเลยต้องแก้ปัญหาแบบเดิมๆ

อัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปช่วยเหลือกรีซ ให้กรีซกู้หนี้ไปใช้หนี้ เป็นดินพอกหางหมู

ที่สำคัญ ประเทศที่เข้าไปช่วยเหลืออุ้มชู ปล่อยกู้ให้กรีซกู้

ไม่ว่าจะเป็นเยอรมนี ฝรั่งเศส

ที่ภายนอกดูเหมือนเป็นชาติยักษ์ใหญ่ ฐานะร่ำรวย

ที่ไหนได้มีหนี้ล้นพ้นตัวไม่แพ้กัน

เยอรมนี มีหนี้สาธารณะ 82% ของจีดีพี...ฝรั่งเศส 92.5%

แค่นั้นไม่พอยังมีการไปขอให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ

ที่บักโกรกอยู่ช่วยปั๊มเงินมาให้กู้อีกต่างหาก

การแก้ปัญหาแนวทางนี้ ดร.สมภพ มองว่า ไม่ต่างอะไรกับเตี้ยอุ้มค่อม...

ต่างเอาตัวกันไม่รอด จะกอดคอพากันล่มจม

"นี่จะเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกของประวัติศาสตร์โลกที่ประเทศเจริญแล้ว

จะมีหนี้สินล้นพ้นตัว กลายเป็นประเทศคนเคยรวย

เพราะในอดีตมีแต่ประเทศด้อยพัฒนาเท่านั้นที่มีปัญหาแบบนี้"

เมื่อประเทศลูกหนี้เจ้าหนี้เหล่านี้กอดคอกันถดถอย

สิ่งที่ตามมาจะฉุดกระชากลากให้เศรษฐกิจประเทศอื่นๆ

ในยุโรปพลอยล้มตามเป็นโดมิโน...

ผลกระทบจะมาถึงบ้านเราอย่างยากจะหลีกหนี

เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก...

ก่อนหน้านี้สหรัฐฯบ่จี๊ซื้อของจากเราน้อยลง

อนาคตอันใกล้ยุโรปแย่ เราจะขายของได้น้อยลงไปอีก

อะไรจะเกิดขึ้นตามมา...อย่าฝันหรูว่าไทยยังมีตลาดหลักให้ขายของได้อยู่

อาเซียน, ญี่ปุ่น, จีน

เพราะตลาดเหล่านี้มีสถานะไม่ต่างกับเรา

สหรัฐฯไม่ฟื้น ยุโรปจนลง เขาก็ขายของได้น้อยลง...

เงินมีน้อยลง ก็ต้องซื้อของจากเราน้อยลง

ดร.สมภพ ชี้ว่า ในอนาคตข้างหน้า

ตลาดเดียวที่จะช่วยต่อลมหายใจเศรษฐกิจของไทยได้

ก็คือ...ตลาดภายในประเทศ

ทำยังไงให้คนไทยมีเงินมากขึ้น ซื้อของในประเทศมากขึ้น

แต่ถ้ายังทะเลาะชิงอำนาจกันไม่เลิกอย่างนี้...

เลิกฝัน เราจะฝ่าสึนามิเศรษฐกิจลูกนี้ได้



อ้างอิงจาก ไทยรัฐออนไลน์ //www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/85193




Create Date : 26 พฤษภาคม 2553
Last Update : 15 มิถุนายน 2556 15:14:47 น. 4 comments
Counter : 848 Pageviews.

 
ทักทายตอนยามเย็นจ้า อิอิ ^__^


โดย: หาแฟนตัวเป็นเกลียว วันที่: 26 พฤษภาคม 2553 เวลา:15:46:13 น.  

 
ผมว่าสมันนี้เป็นสมัยที่อุดมสมบูยรณ์ที่สุด เป็นสมัยที่คนมีศีลธรรมมากที่สุด ตอนหนุมหนุม เดินไปตามถนน ถ้าติดไฟสี ก็จะมีสตรีเด็กเด็กขายตัว ขายกันอิสระเสรี..... สมัยนี้ มีแต่คนแก่ เรียกว่าผี เด็กเด็ก ที่ขายแบบอิสระเสรีไม่มีแล้ว ....โกรธกันฆ่ากันก็ดูเป็นเรื่องปกติ ขนาดพระเนศ จับพระยาละเวก เอาเลือดล้างเท้า แทนที่จะคิดว่าประสาทอำมหิต พวกกลับยกย่อง .....ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์จริงจริงจะรู้ว่าตอนนี้คนเรามีศีลธรรมมากที่สุด ขนาดฆ่าตกรฆ่าคนตาย หรือพวกผู้ก่อการร้าย ก็มีกฎหมายคุมครองสิทธิ์ บางประเทศห้ามประหารชีวิต ถึงแม้จะก่อการร้ายฆ่าคนแค่ไหนก็ตาม


โดย: สมพร IP: 124.157.231.175 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:18:39:15 น.  

 
จำได้ว่าแม่เคยเล่าเรื่องที่บ้าน เมืองจีน แม้แต่ฟืนก็ไม่มีใช้ ต้องใช้ฝาง แทนฝืน ... เนื้อหมูทานได้ปีละครั้ง ตอนตรุสจีน ของทอดไม่เคยทานเพราะน้ำมันหมูแพง(แพงกว่าเนื้อหมูหลายเท่า) ไม่ทานเนื้อหมูไม่ตาย แต่ถ้าไม่ทานน้ำมันหมูอาจตายได้ ต้องทานผักลวกหยดน้ำมันหมูนิดหน่อย (คืออาหารของถินที่ทานอยู่ ได้รับน้ำมันไม่เพียงพอ ถ้าไม่ได้ไขมันจากน้ำมันหมู จะทำให้ขาดวิตามิน ถึงตายได้ ) ช่วงสงครามยุ่นปี บองคนต้องเอาหญ้ามาต้มทาน ทานแล้วก็ตาย น่ากลัวมาก ไม่มีใครสนใจศาสนา สนใจแต่เอาชีวิตให้รอด


โดย: สมพร IP: 124.157.231.175 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:18:46:33 น.  

 
ต้องใช้ฟางข้าว แทนฝืน โดยเด็กมีหน้าที่ตากฟาง ให้แห้งแล้วเอาไปโยนในเตา ต้องโยนตลอดเวลา เป็นหน้าที่ของเด็กเล็ก เด็กโตต้องไปหาบน้าและทำงานในนา


โดย: สมพร IP: 124.157.231.175 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:18:48:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.