Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2555
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
14 สิงหาคม 2555
 
All Blogs
 
รับซื้อข้าวทุกเมล็ด เพื่อไทย..เพื่อใคร โดย ดร.อนันต์ ดาโลดม จาก ไทยรัฐ


“นโยบายรับจำนำข้าวเป็นนโยบายที่ดี ช่วยพี่น้องเกษตรกรได้

และตอบโจทย์แก้ปัญหาสินค้าเกษตรได้”

เป็นคำให้สัมภาษณ์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

แต่เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีศูนย์วิจัย ป.ป.ช.

จะให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

พิจารณาว่า รัฐบาลจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

ละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริหรือไม่

ด้วยนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลนี้ก่อให้เกิดความสูญเสีย

โดยใช่เหตุ และดูเหมือนจะบริหารงานให้เกิดความผิดพลาแบบตั้งใจ

นายกรัฐมนตรีตอบผู้สื่อข่าว...โทษความผิดพลาด

ไปที่ขั้นตอนระดับปฏิบัติ ที่จะต้องปรับปรุง

ส่วนขั้นตอนระดับนโยบาย ทุกอย่างโปร่งใส

เพราะเชื่อว่าเป็นนโยบายที่ดี ช่วยเกษตรกรได้

แต่จะจริงเท็จ ให้สัมภาษณ์แบบขายผ้าเอาหน้ารอดหรือไม่

เป็นรายละเอียดที่เราจะต้องหาข้อมูลมาพิสูจน์กัน

โครงการรับจำนำข้าว...จำนำแต่ชื่อ

จริงๆแล้วเป็นโครงการรับซื้อข้าว...นี่เป็นข้อจริง

ที่ทุกคนยอมรับ แต่ที่ต้องรับสารภาพแบบจนต่อหลักฐาน...

โครงการรับซื้อข้าวในยุครัฐบาลนี้ เป็นครั้งแรกในประวัติ

ศาสตร์ชาติไทย ที่รัฐบาลประกาศรับซื้อข้าวทุกเมล็ด

และถ้าจะทำให้ถูกต้องโปร่งใส บรรลุวัตถุประสงค์ของ

โครงการ...ข้าวทุกเมล็ดนั้นต้องเป็นข้าวที่ผลิดอกออกรวงให้

เก็บเกี่ยวในประเทศไทยเท่านั้น

ไม่ใช่มีข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมตัวเป็นข้าวไทย

นโยบายที่ว่าดี ระดับนโยบายไร้มลทิน...

หรือระดับนโยบายสร้างเงื่อนไข

ให้เกิดปัญหาคอรัปชันอึกทึกครึกโครมกันแน่

“เป็นไปได้ยังไง ชาวนาไทยมีข้าวนาปรังขายให้รัฐบาล

มากถึง 9.9 ล้านตัน เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเป็นข้าวไทยทั้งหมด

ประเทศไทยผลิตข้าวนาปรังได้ประมาณ 10 ล้านตัน

และข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

ระบุว่า ปีที่แล้วชาวนาไทยผลิตข้าวนาปรังได้

10,141,451 ตัน แต่ไม่ได้หมายความว่า

ชาวนาปลูกข้าวได้เท่านี้แล้วจะเอาไปขายรัฐบาลทั้งหมด

เพราะชาวนาจะต้องเก็บข้าวส่วนหนึ่งไว้กินเอง

และเก็บไว้ทำพันธุ์ ปีหนึ่ง ทั้งนาปีนาปรังข้าวส่วนนี้

จะมีประมาณ 10-12 ล้านตัน หรือเก็บไว้ประมาณ 30%

ของผลผลิตที่ปลูกได้ในแต่ละฤดู

ฉะนั้น ชาวนาปลูกข้าวนาปรังได้ผลผลิต 10 ล้านตัน

เมื่อหักปริมาณข้าวที่ชาวนาเก็บไว้กินไว้ทำพันธุ์แล้ว

จะเหลือข้าวเข้าโครงการรับจำนำได้แค่ 7 ล้านตันเท่านั้นเอง

แต่นาปรังปีนี้กลับมีข้าวมาขายให้รัฐบาลสูงถึง 9.9 ล้านตัน

แล้ว ข้าวส่วนเกินเกือบ 3 ล้านตันนี่มาจากไหน

จากประเทศเพื่อนบ้านตามที่ตำรวจจับได้ไล่ทัน

เพราะมีชาวบ้านร้องเรียนด้วยหนวกหูเสียงเรือ

เสียงรถขนข้าว แล้วที่ชาวบ้านไม่กล้าร้องเรียน

และตำรวจไม่กล้าไล่จับจะมีมากขนาดไหน”

ดร.อนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย

และอดีตประธานคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์

วุฒิสภา ซึ่งติดตามการคอรัปชันโครงการรับจำนำในอดีต

มาโดยตลอด เปิดหลักฐานตัวเลขที่ชี้ให้เห็น...

คอรัปชันจำนำข้าว...เป็นแค่คอรัปชันระดับปฏิบัติ

หรือคอรัปชันเชิงนโยบายกันแน่

ซ้ำร้ายตัวเลขข้าว 9,911,698.99 ตัน ที่รัฐบาลซื้อมา

ยังไม่ใช่ตัวเลขสุดท้ายปิดบัญชี

เพราะเป็นตัวเลขที่สรุปเมื่อวันที่ 8 ส.ค.2555

โครงการรับจำนำยังไม่จบ...ภาคใต้ปิดรับ 31 ตุลาคม 2555

ภาคเหนือ อีสาน กลาง ปิดรับ 15 ก.ย.2555...

เหลือเวลาอีกนับเดือน ยังมีข้าวไหลเข้าโครงการ

ได้อีกมหาศาล เกินกว่า 10 ล้านตัน อย่างไม่ต้องสงสัย

“นี่ก็เป็นอีกความผิดพลาดในการบริหารงาน

ที่เปิดช่องให้คอรัปชันได้มากผิดปกติ ตอนนี้ภาคเหนือ อีสาน

ข้าวนาปรังหมดไปตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม

ตอนนี้เข้าพรรษาแล้ว เป็นฤดูทำนาปี

แต่รัฐบาลยังเปิดรับจำนำข้าวนาปรังอยู่อีก

ข้าวที่เข้าโครงการจะมาจากไหน ในเมื่อชาวนาไม่มีข้าวจำนำแล้ว”

นโยบายเปิดช่องเช่นนี้ หมายความว่าอะไร...

ไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถ

หรือตั้งใจทำแบบแกล้งโง่ หนูไม่รู้ พี่สั่งมาอย่างนั้นหรือ

ไหนๆเอาหลักฐานตัวเลขมาตีแผ่กันแล้ว...

มาดูให้เห็นกันจะจะ ข้าวรับจำนำส่วนเกิน 3 ล้านตันที่ไม่น่าจะใช่ข้าวไทย

จะถูกสวมรอยไปจำนำบวมปูดมากเป็นพิเศษที่ไหนกันบ้าง

ในบรรดา 4 ภาคของประเทศไทย มีเพียง 3 ภาค เหนือ อีสาน

และกลางเท่านั้น ที่เก็บเกี่ยวข้าวนาปรังขายให้กับรัฐหมดแล้ว

สถิติของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่า ข้าวนาปรัง ปี 2554

ภาคเหนือมีผลผลิต 3,832,326 ตัน,

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,640,129 ตัน,

ภาคกลาง 4,486,402 ตัน

ผลผลิตข้าวนาปรังปีนี้กับปีที่แล้วไม่น่าจะต่างกันมาก

เมื่อหักข้าวที่ชาวนาเก็บไว้กินเองและเก็บไว้ทำพันธุ์ 30%

ฉะนั้นแต่ละภาคจะเหลือข้าวเข้าโครงการรับจำนำ ดังนี้

ภาคเหนือ 2,682,628.2 ตัน,

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,148,090.3 ตัน,

ภาคกลาง 3,140,481.4 ตัน

ผลการรับจำนำ ภาคอีสานที่ถูกจับจ้องเป็นว่าจะมีปัญหามาก

แต่กลับมีข้าวไปจำนำน้อยกว่าที่ควรจะเป็น 2.5 แสนตัน แต่ก็มีบางจังหวัด

เช่น ร้อยเอ็ด มีจำนำสูงเกินไปถึง 176% ของข้าวนาปรังปีที่แล้ว,

มหาสารคาม 112%

ในขณะที่ภาคเหนือมีข้าวมาจำนำมากถึง

4,251,278.53 ตัน เกินกว่าที่จะมีข้าวได้ถึง 58%

หรือมีข้าวมาจำนำเกินไป 1.56 ล้านตัน

จังหวัดที่น่าสนใจเป็นพิเศษ

กำแพงเพชรมีปริมาณจำนำสูงเกินไปถึง 223%,

เชียงใหม่ 185%,

พิษณุโลก 144%,

พิจิตร 142%,

เชียงราย 135%

ภาคกลางก็ไม่น้อยหน้า ปีนี้มีข้าวนาปรังมาจำนำมากถึง 4,763,956.15 ตัน

เกินข้าวนาปรังปีที่แล้ว 51% หรือเกินไปประมาณ 1.62 ล้านตัน

จังหวัดที่น่าสนใจ

เพชรบุรี 425% , นครสวรรค์ 177%,

นครปฐม 172% , สุพรรณบุรี 159%,

กาญจนบุรี 159% , ปทุมธานี 156%,

สิงห์บุรี 153% , พระนครศรีอยุธยา 148%,

ชัยนาท 146% ,

กรุงเทพมหานครก็เอากับเขาด้วย 133%

ตัวเลขเหล่านี้บอกให้รู้อะไร...ถ้าไม่โง่งมจนเป็นนิสัย

การไล่จับโจรทุจริตคงมีให้เห็นเป็นชิ้นเป็นอัน

ไม่ใช่ไล่จับเอาผลงานมาโชว์ แค่จังหวัดปลาซิวปลาสร้อย

จังหวัดบิ๊กทุจริตคำโตไม่เห็นทำอะไรเลย...

นี่หรือทุจริตแค่ระดับปฏิบัติ



อ้างอิงจาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ สกู๊ปข่าว ฉบับ วันที่ 14 สิงหาคม 2555

//www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/283201


Create Date : 14 สิงหาคม 2555
Last Update : 15 มิถุนายน 2556 14:56:42 น. 0 comments
Counter : 1654 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.