Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2556
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
16 สิงหาคม 2556
 
All Blogs
 

ปัญหา "พระวิหาร" จะลงเอยอย่างไร? (ตอนที่ 20)


2 ตอนที่แล้วได้คาดคะเนว่าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

จะตัดสินคดีขอตีความคำพิพากษาของกัมพูชาอย่างไรไปแล้ว

ปัญหามีว่า ถ้าศาลตัดสินแล้วเราจะทำอย่างไรต่อไป ?


1. ถ้าศาลตัดสินแล้วเราไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาได้หรือไม่ ?

ที่ต้องตั้งคำถามนี้ขึ้นมา

เพราะมีหลายฝ่ายเสนอให้ไทยไม่ยอมรับ

และไม่ปฏิบัติตาม คำพิพากษา

หากตีความแล้วเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชา


ก่อนที่จะตอบคำถามนี้เราต้องรู้เสียก่อนว่า

คำตัดสินของศาลในการตีความคำพิพากษา

มีสถานะเป็น “คำพิพากษา” ในตัวเอง ซึ่งมีฐานะถึงที่สุด

และมีผลผูกพันให้คู่กรณีต้องปฏิบัติตาม (res judicata)

ตามมาตรา 60 ของธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศนั่นเอง

แต่ปัญหามีว่า ศาลจะมีกลไกบังคับตามคำพิพากษา

ของตนเหมือนศาลภายในของแต่ละประเทศหรือไม่


คำตอบก็คือ ในธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

ศาลไม่มีกลไกบังคับตามคำพิพากษา

แต่กลไกดังกล่าวไปปรากฏในกฎบัตรสหประชาชาติข้อ 94

ซึ่งบัญญัติว่า


“1.สมาชิกแต่ละประเทศของสห ประชาชาติ

รับที่จะอนุวัตตามคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรม

ระหว่างประเทศในคดีใด ๆ ที่ตนตกเป็นฝ่ายหนึ่ง


2. ถ้าผู้เป็นฝ่ายในคดีฝ่ายใดไม่สามารถปฏิบัติ

ตามข้อผูกพันซึ่งตกอยู่แก่ตนตาม


คำพิพากษาของศาล ผู้เป็นฝ่ายอีกฝ่ายหนึ่งอาจร้องเรียน

ไปยังคณะมนตรีความมั่นคง ซึ่งถ้าเห็นจำเป็นก็อาจ

ทำคำแนะนำหรือวินิจฉัยมาตรการที่จะดำเนิน

เพื่อให้เกิดผลตามคำพิพากษานั้น”


จากบทบัญญัตินี้จึงเห็นได้ว่า การไม่ปฏิบัติ

ตามคำพิพากษาไม่ใช่ปัญหากฎหมายอีกต่อไป

แต่เป็นปัญหาการเมืองระหว่างประเทศที่ต้องร้องเรียน

ไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC)

เพื่อให้กำหนดมาตรการ (measures)

ซึ่งเป็นดุลพินิจเด็ดขาดของ UNSC


ไทยเราเองเมื่อแพ้คดีในปี 2505 ก็ประท้วงคำพิพากษาว่า

“ขัดกับหลักกฎหมายและความยุติธรรม

แต่ในฐานะที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติ

รัฐบาลแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

จะทำตามพันธกรณีที่มีตามคำพิพากษา

ทั้งนี้ ตามกฎบัตรสหประชาชาติข้อ 94”


มาบัดนี้ ถ้าเราแพ้อีก เราจะเปลี่ยนท่าทีไม่ปฏิบัติได้หรือไม่ ?

คนอื่น ๆ เคยไม่ปฏิบัติตามบ้างหรือไม่ แล้วเกิดอะไรขึ้น?


อันที่จริง การไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลก

เคยมีมาแล้ว เช่น คดีระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน

เรื่อง บุคลากรของการทูตและกงสุลอเมริกันถูกจับเป็นตัวประกัน

ซึ่งอิหร่านแพ้แต่ก็ไม่ปฏิบัติตาม และคดีการดำเนินการ

ทางทหารและกึ่งทหารต่อนิการากัว

ซึ่งนิการากัวฟ้องสหรัฐอเมริกา (1986 I.C.J.14)


ในคดีหลังนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่านิกา รากัวฟ้องสหรัฐ

ในปี ค.ศ. 1984 ว่าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

โดยสนับสนุนกบฏคอนทราส (Coutras) ให้ก่อการร้าย

ในนิการากัว ทั้งยังวางทุ่นระเบิดรอบ ๆ อ่าวของนิการากัว

สหรัฐคัดค้านว่าศาลโลกไม่มีอำนาจ แต่ศาลยกคำคัดค้าน

สหรัฐก็เลยถอนตัวจากคดี ท้ายที่สุดศาลโลกตัดสินว่า

สหรัฐอเมริกาละเมิดสนธิสัญญาและกฎหมาย

จารีตประเพณีระหว่างประเทศที่ต้องไม่แทรกแซง

และละเมิดอธิปไตยของรัฐอื่น และพิพากษา

ให้สหรัฐชดใช้ค่าเสียหาย แต่สหรัฐไม่ปฏิบัติตาม

นิการากัวจึงนำเรื่องไปสู่ UNSC ในการลงมติ 11 ชาติ

ลงมติให้ทุกรัฐเคารพกฎหมายระหว่าง ประเทศ

แต่ 1 เสียงของสหรัฐในฐานะ 1 ใน 5 ผู้แทนถาวร

ประจำ UNSC วีโต้ และ 3 ชาติ งดออกเสียง !

เป็นอันว่าสหรัฐสามารถทำให้การบังคับตามคำพิพากษา

ไม่สามารถทำได้ นิการากัวก็นำเรื่องไปสู่

สมัชชาสหประชาชาติ ซึ่งลงมติ 94 ต่อ 3

เรียกร้องให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลโลก

แต่สหรัฐก็ไม่ยอม ท้ายที่สุดนิการากัว

ก็ถอนคำร้องของตนในปี ค.ศ. 1992


นี่คือการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลโลกของมหาอำนาจ

ซึ่งมีสิทธิยับยั้งเด็ดขาด (absolute veto)

ในคณะมนตรีความมั่นคง ทั้งยังเป็นผู้ให้สหประชาชาติ

ใช้ที่สร้างสำนักงานใหญ่ และเป็นผู้บริจาครายใหญ่ !


ไทยไม่ใช่มหาอำนาจเช่นนั้น ดังนั้นการปฏิบัติ

ตามคำพิพากษา ดูจะเป็นทางเลือกที่เสียหายน้อยที่สุด

เพราะจะทำให้ไทยสามารถยืนอยู่ในสังคม

ระหว่างประเทศได้อย่างอารยชน


2.ปัญหาเขตแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน

เป็นปัญหาธรรมดาของทุกประเทศ แต่จะแก้ปัญหาอย่างไร

ไม่ให้เกิดความเสียหายรุนแรง


ไทยมีพรมแดนทางบกติดกับกัมพูชา 798 กิโลเมตร

มีพื้นที่ปักหลักเขตไว้แล้ว 73 หลัก เป็นระยะทาง 603 กิโลเมตร

ที่ยังไม่ได้ปักหลักเขตเป็นระยะทางประมาณ 195 กิโลเมตร

ใน 73 หลักเขตนี้ JBC ได้ประชุมและให้ชุดสำรวจ

หาที่ตั้งไปแล้ว 48 หลัก โดยเห็นตรงกับ 33 หลัก

และยังไม่ตรงกัน 15 หลัก ซึ่งก็ต้องเจรจากันต่อไป


นอกจากกัมพูชาแล้ว เราก็มีเขตแดนติดกันกับลาว

พม่า มาเลเซีย และยังมีปัญหาเห็นไม่ตรงกันหลายจุด

กับทั้ง 3 ประเทศ จนบางครั้งเกิดการปะทะกัน

เช่น เรื่อง พิพาทไทย-ลาว เรื่องบ้านร่มเกล้า

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 อันเป็นผลมาจาก

การปักปันเขตแดนไทย-ฝรั่งเศส

หรือกรณีปะทะเหนือเนิน 491 ในปี 2535 ระหว่างพม่า-ไทย


ยิ่งกว่านั้น เราก็ยังมีปัญหาเรื่องการอ้างเขตเศรษฐกิจ

จำเพาะทับซ้อนกันถึง 4 ประเทศในอ่าวไทย

คือ ไทย กัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย

หลายกรณีก็ตกลงกันได้ เช่น การตกลงเขตทับซ้อน

ไทยมาเลเซียในปี 2522 และจัดตั้งองค์กรร่วมกัน

บริการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซมาแข่งกัน

หรือกรณีไทย-เวียดนาม

ก็ได้มีการตกลงร่วมกันเมื่อ 9 สิงหาคม 2540


ในปัญหาทางทะเลไทย-กัมพูชา นั้น

ก็มีปัญหาทับซ้อนอยู่ 26,000 ตารางกิโลเมตร

ซึ่งก็ยังไม่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหา


เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะทำอย่างไร ?

ผู้เขียนขออัญเชิญพระราชดำรัสใน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระราชทาน

ในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2535 เมื่อเกิดการปะทะ

บนเนิน 491 ซึ่งอยู่ชายแดนระหว่างพม่ากับอำเภอท่าแซะ

ชุมพร มีความตอนหนึ่งว่า


“ตอนนี้ก็มาถึงเรื่อง...“สี่เก้าหนึ่ง”... “สี่เก้าหนึ่ง”

นี่บอกว่าเป็นของไทย ทางโน้นก็บอกว่าเป็นของพม่า

ความจริงตามหลัก “สี่เก้าหนึ่ง” นั้นเป็นเขตแดน

มันก็เป็นครึ่งหนึ่งของพม่า ครึ่งหนึ่งของไทย

ตอนนี้ถ้าเป็นเช่นนั้นจะตกลงกันอย่างไร

ถ้าหากว่าพม่ายืนบนยอด เราต้องฟันครึ่งหนึ่ง

ของพม่าคนนั้น คือ ถ้ายื่นหัวมาทางฝั่งของเรา

ก็ตัดหัวมันเลย ไม่ผิด แต่ว่าถ้าเรายื่นแขนไปทางโน้น

เขาจะฟันเราบ้าง เขาก็ไม่ผิด

แล้วจะถือนโยบายไหน ทำอย่างไร คือ “สี่เก้าหนึ่ง” นี้

ตามข้อตกลงที่วางไว้เป็นเขตแดน ตรงยอดพอดี

กว้างเท่าไหร่ก็ยังไม่พูด เพราะว่าถ้าเขียนบนแผนที่

ไอ้เส้นที่เขียนนั้น ขยายขึ้นถึงส่วนขนาดของจริง

มันก็กว้างหลายเมตรอยู่ กว้างมาก ในเขตนั้นเราไม่ทราบว่า

เป็นเขตแดนของประเทศไหน อันนี้ก็เป็นตัวอย่างเท่านั้นเอง

ทั่วตลอดเขตแดนไทยกับต่างประเทศเป็นปัญหาอย่างนี้ทั้งนั้น

ไม่ทราบว่าตรงไหนเป็นเขตไทย เขตไหนเป็นเขตต่างชาติ

ถึงโดยมากในเขตแดนระหว่างประเทศ ทุกประเทศ

ทุกแห่งที่ทำกันอย่างมีวัฒนธรรม เขตแดน

คือหลักเขตแดน อยู่แห่งหนึ่ง แล้วก็มีระยะหนึ่ง

ที่ไม่ใช่ประเทศนี้ ไม่ใช่ประเทศโน้น ถึงจะทำให้เกิด

ไม่มีปัญหา คือ แก้ปัญหาได้ บางประเทศในต่างประเทศ

ในยุโรปก็มีบ้านหลังคาเรือนเดียวกัน

ประตูข้างหนึ่งอยู่ประเทศหนึ่ง ประตูอีกข้างอยู่อีกประเทศ อันนี้มี


แต่เขาไม่บ้าบอที่จะมาบอกว่า จะมายึดกันไป

ยึดกันมา ต้องมีข้อตกลงกันว่าเขตชายแดนที่วางเอาไว้

สองข้างนั่นล่ะ อย่าไปทำกิจกรรมอะไร หรืออีกอย่าง

ก็ทำกิจกรรมร่วมกัน ที่จริงถ้าทั้งสองฝ่ายถอย

แล้วต่างคนต่างยิงปืนใหญ่ไล่กันบน “สี่เก้าหนึ่ง” นั้น

ให้เหลือสี่เก้าศูนย์ ก็หมดเรื่องไป หมดเรื่องไม่ต้องทำอะไร

แต่ใครก็อย่าไปยืนบนนั้น จะเป็นไทยหรือเป็นพม่า

อย่าไปยืนบนนั้น เพราะว่าทั้งสองฝ่ายจะยิงปืนใหญ่

อันนี้เป็นข้อตกลงที่ทำได้ แล้วก็เป็นการดีเพราะว่า

เป็นการฝึกทหารปืนใหญ่ให้ยิงแม่น ๆ ต้องยิง

พอดีบนเขตแดนบนเส้นนั้นก็ใช้ได้ไม่ถูกปรับ

แต่ถ้ายิงสั้นไปก็มาโดนประเทศของตัว

ถ้ายิงยาวก็รุกรานเขา ก็อาจจะต้องมีข้อตกลงว่า

เขตแดนนี้ที่จะยิงจะกว้างเท่าไร อันนี้เป็นการเสนอ

วิธีแก้ไขปัญหานี้ เพราะเหตุว่าถ้าปัญหานี้มีต่อไป

คนไทยด้วยกันจะตีกันแทนที่จะเป็นสงครามกับต่างประเทศ

จะกลายเป็นสงครามในประเทศ แล้วมันก็ไม่น่าปรารถนา

ไม่ได้อะไร ลงท้ายเราก็ต้องเสีย “สี่เก้าหนึ่ง”

ต้องเสียไปแน่ ถ้าเราทะเลาะกันเอง

เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ ขอให้ดูให้ถึงจุดของปัญหา


ถ้าดูจุดของปัญหาแล้วก็แก้ไขปัญหาได้

นี่ก็ได้เสนอวิธีให้ตกลงกัน ว่าจะใช้ประโยชน์

ของเขตตรงนั้นอย่างไร ร่วมกันระหว่างสองประเทศ

หรือจะใช้ประโยชน์ว่ายิงกัน แต่ต้องไม่ยิงให้เลยเขตนั้น

ก็อาจจะเป็นยุทธกีฬาที่จะมาท้าดวลกัน ดวลกันที่แห่งเดียวกัน

แล้วถ้าสมมุติว่า เขายิงโดนตรงยอด เรายิงบนยอดนั้น

เราก็ฉลองกันได้ว่า เอ้อ ทั้งสองประเทศยิงแม่น

และประเทศอื่น ๆ ในโลกนี้ เค้าก็จะเห็นว่าแถวนี้

ภูมิภาคนี้คนค่อนข้างจะฉลาด...”


พระราชดำรัสนี้ชี้ทางสว่างหลายทาง

อาทิ ทำให้บริเวณพิพาทเป็น No man’s land

คือไม่ใช่ของใคร หรือนำมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน

เหมือนที่ไทยทำกับมาเลเซีย เข้าทำนอง

turning conflict Into cooperation

หรือ เปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นความร่วมมือ !


3. อย่าเล่นการเมืองภายใน จนเสียหายไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ


กรณีพิพาทไทย-กัมพูชา ในปี 2500-2505 ก็ดี

ปี 2550-2556 ก็ดี ล้วนมีที่มาจากปัญหาการเมืองภายใน

ทั้ง 2 ประเทศ ที่นักการเมืองต่างใช้เรื่องนี้มาปลุกปั่น

ความรู้สึกชาตินิยมเพื่อผลทางการเมืองของฝ่ายตน

แต่ท้ายที่สุด ก็นำไปสู่ข้อพิพาทระหว่างประเทศ

ที่สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นมากมาย

ผู้เสียหายก็คือประเทศชาติ

ซึ่งกว่าจะเยียวยาได้ต้องใช้เวลายาวนาน


หากย้อนกลับไปดูบรรพชนที่เป็นนักการเมืองในอดีต

เราก็จะพบว่าแม้ทางการเมืองภายในจะเป็นศัตรูคู่แข่งกัน

แต่ถ้าเป็นผลประโยชน์ของชาติ เขาก็ทิ้งประโยชน์ตน

ประโยชน์พรรคได้ ดังเช่น ที่นายปรีดี พนมยงค์

ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

เชิญ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าเสรีไทยในอเมริกา

กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีหลังสงคราม ทั้ง ๆ ที่

ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นผู้ก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์

ซึ่งมีอุดมการณ์คนละอย่างกันกับนายปรีดี

หรือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เสนอพระราชบัญญัติ

อาชญากรสงคราม พ.ศ. 2489 ให้สภาเห็นชอบ

และดำเนินคดีกับจอมพล ป.พิบูลสงคราม

แต่ศาลฎีกาพิพากษาว่ากฎหมายดังกล่าว

ที่เป็นกฎหมายอาญาย้อนหลังที่เป็นโทษแก่จำเลย

ขัดรัฐธรรมนูญ จึงปล่อยตัว จอมพล ป. เมื่ออังกฤษ

และฝรั่งเศสขอตัว จอมพล ป. ไปดำเนินคดีอาชญากร

สงครามในศาลอาชญากรสงคราม ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช

ก็ตอบปฏิเสธไม่ส่งตัวให้ โดยอ้างว่า

เป็นการฟ้องซ้ำในคดีอาญา (double jeopardy)

ทั้ง ๆ ที่พรรคประชาธิปัตย์กับจอมพล ป.เป็นคู่แข่งทางการเมืองกัน

ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า บรรพชนที่เป็นนักการเมือง

ยก “ประโยชน์ชาติ” อยู่เหนือ “ประโยชน์พรรค”

อย่างชัดเจน และช่วยเหลือศัตรูทางการเมืองของตน

เพื่อรักษาประโยชน์ของชาติ !


4. การปรับทัศนคติต่อเพื่อนบ้าน


หากประเทศที่เป็นเพื่อนบ้านต้องการมีฐานความสัมพันธ์

ที่เป็นมิตรทุกประเทศคงต้องกลับไปทบทวน

การให้การศึกษาประวัติศาสตร์ และการปลูกฝัง

ทัศนคติต่อเพื่อนบ้านให้เยาวชนในแต่ละชาติ

เนื้อหาการปลูกฝังที่ทำให้ดูถูก เกลียดชัง หรือมีทัศนคติ

ที่ไม่ดีต่อเพื่อนบ้าน ต้องชำระสะสางออกให้หมด

มิเช่นนั้นโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้ง หรือความรุนแรง

จนถึงขั้นเผาสถานทูต ดังที่เคยเป็นมาแล้วก็อาจเกิดขึ้นอีก

และท้ายที่สุดก็จะกระทบต่อการรวมตัวเป็นอาเซียน

ในท้ายที่สุดในทางตรงกันข้ามหากคนในแต่ละประเทศ

มีทัศนคติที่ดีต่อเพื่อนบ้าน และมีความรู้ตามควร

เกี่ยวกับเพื่อนบ้าน การรวมตัวกันเป็น “พลเมืองอาเซียน”

ก็จะเกิดขึ้นได้จริง.

..................................

ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต



อ้างอิงจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันอังคารที่ 13 สิงหาคม 2556




 

Create Date : 16 สิงหาคม 2556
0 comments
Last Update : 16 สิงหาคม 2556 13:51:44 น.
Counter : 976 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ART19
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]





ความเสมอภาคที่แท้จริง คือ
การที่ทุกคนต้องมีหน้าที่
การทำหน้าที่ของตนเอง
จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า
เราควรได้รับอะไร แค่ไหน



ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


...................................
...................................

ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว

แผ่นดินนับวันแคบ

มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น

นโยบายในทางโลกีย์ใดๆ

ก็นับวันประชันขันแข่งกันยิ่งขึ้น

พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต

เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม

เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง


ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ

ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์

คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไป

อย่างโคและกระบือ

ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย


ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย

จงรีบเร่งปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

ดังไฟที่กำลังใหม้เรือน

จงรีบดับเร็วพลันเถิด

ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร

ทั้งโลกภายในอันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ

ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก

ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาติดต่ออยู่

ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด

ความเบื่อหน่ายคลายเมา

ไม่ต้องประสงค์ก็จะต้องได้รับ

แบบเย็นๆและแยบคายด้วย

จะเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะ

อันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก

พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน

มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน

ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่

หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน

กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ...



บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

จากหนังสือ...เพชรน้ำหนึ่ง...

http://www.luangpumun.org
 


คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท

(พระโพธิญาณเถร)

อ้างอิงจาก หนังสือ เรื่อง

"บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ"

โดย อำพล เจนคูณทองใบ


.......................




เรื่องของการเหาะเหินเดินอากาศ

เขาลือว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

เป็นแล้วเหาะได้ไหมครับ

"แมงกุดจี่มันก็เหาะได้"

ท่านตอบ

(แมงกุดจี่-แมลงชนิดหนึ่งอยู่กับขี้ควาย)

อีกครั้งหนึ่งมีผู้ถามคล้าย ๆ กันว่า

เคยอ่านพบเรื่องพระอรหันต์

สมัยก่อน ๆ เขาว่าเหาะได้

จริงไหมครับ

"ถามไกลเกินตัวไป

มาพูดถึงตอไม้ที่จะตำเท้าเราดีกว่า"

ท่านกล่าว





ขอของดีไปสู้กระสุน

ทหารคนหนึ่งไปกราบขอ

พระเครื่องกันกระสุนจากหลวงพ่อ

ท่านบอกหน้าตาเฉยว่า

"เอาองค์นั้นดีกว่า

เวลายิงกันก็อุ้มไปด้วย"

ท่านชี้ไปที่พระประธาน





เอ๊า

มีเด็กหิ้วกรงขังนกมาชวน

หลวงพ่อซื้อเพื่อปล่อยนก

ในการทำบุญในสถานที่แห่งหนึ่ง

"นกอะไร เอามาจากไหน"

"ผมจับมาเอง"

"เอ๊า...จับเองก็ปล่อยเองซิล่ะ" ท่านว่า





ปวดเหมือนกัน

โยมผู้หญิงคนหนึ่งปวดขา

มาขอร้องหลวงพ่อเป่าให้

ดิฉันปวดขา

หลวงพ่อเป่าให้หน่อยค่ะ

"โยมเป่าให้อาตมาบ้างซิ

อาตมาก็ปวดเหมือนกัน"

ท่านตอบ





อาย

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อชารับนิมนต์เข้าวัง

ขณะลงจากรถ มีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง

เข้ามาทักว่า "คุณชา"

"สะพายบาตรเข้าวัง

ยังงี้ไม่นึกอายในหลวงหรือ"

"ท่านเจ้าคุณไม่อายพระพุทธองค์หรือ

ถึงไม่สะพายบาตรเข้าวัง"

ท่านย้อน





อาจารย์ที่แท้จริง

ท่านชาคโรถูกหลวงพ่อส่ง

ไปอยู่ประจำวัดสาขาแห่งหนึ่ง

เมื่อมีโอกาส

หลวงพ่อได้เดินทางไปเยี่ยม

เป็นไงบ้าง ชาคโร

ดูผอมไปนะ" หลวงพ่อทัก

เป็นทุกข์ครับหลวงพ่อ

ท่านชาคโรตอบ

เป็นทุกข์เรื่องอะไรล่ะ

เป็นทุกข์เพราะอยู่ไกล

ครูบาอาจารย์เกินไป

มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เป็นอาจารย์ทั้งหกอาจารย์ฟังให้ดี

ดูให้ดี เขาจะสอนให้เราเกิดปัญญา




อาจารย์นกแก้วนกขุนทอง

สมัยนี้มีครูบาอาจารย์สอนธรรมะมาก

บางอาจารย์อาจสอนคนอื่นเก่ง

แต่สอนตนเองไม่ได้

เพราะว่าสอนด้วยสัญญา

(คือ ความจำได้หมายรู้)

จำขี้ปากคนอื่นเขามาสอนอีกที

หลวงพ่อเคยแสดง

ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

เรื่องธรรมะนี่จริงๆแล้ว

ไม่ใช่เรื่องบอกกัน

ไม่ใช่เอาความรู้ของคนอื่นมา

ถ้าเอาความรู้ของคนอื่นมา

ก็เรียกว่าจะต้องเอามาภาวนา

ให้มันเกิดชัดกับ

เจ้าของอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่ว่าคนอื่นพูดให้ฟังเข้าใจ

แล้วมันจะหมดกิเลส

ไม่ใช่อย่างนั้น

ได้ความเข้าใจแล้ว

ก็ต้องเอามาขบเคี้ยวมันอีก

ให้มันแน่นอน

เป็นปัจจัตตังจริงๆ

(ปัจจัตตัง คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง

รู้อยู่เฉพาะตน)





โรควูบ

นักภาวนาคนหนึ่งถาม

ปัญหาภาวนาของตนกับหลวงพ่อ

นั่งสมาธิบางทีจิตรวมค่ะ

แต่มันวูบ

ชอบวูบเหมือนสัปหงกแต่มันรู้ค่ะ

มันมีสติด้วย เรียกว่าอะไรคะ

"เรียกว่าตกหลุมอากาศ"

หลวงพ่อตอบ

"ขึ้นเครื่องบินมักเจออย่างนั้น"





นั่งมาก

วันหนึ่งหลวงพ่อ

นำคณะสงฆ์ทำงานวัด

มีวัยรุ่นมาเดินชมวัด

ถามท่านเชิงตำหนิ

ทำไมท่านไม่นำพระเณรนั่งสมาธิ

ชอบพาพระเณรทำงานไม่หยุด

นั่งมากขี้ไม่ออกว่ะ

หลวงพ่อสวนกลับ

ยกไม้เท้าชี้หน้าคนถาม

ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่

เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่

ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง

ทำความรู้ความเห็น

ให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที

อย่างนี้จึงถูก กลับไปเรียนใหม่

ยังงี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้

ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด

มันขายขี้หน้าตนเอง





ยศถาบรรดาศักดิ์

ท่านกล่าวถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับ

พระราชทานมาไว้ครั้งหนึ่งว่า

สะพานข้ามแม่น้ำมูล

เวลาน้ำขึ้นก็ไม่โก่ง

เวลาน้ำลดก็ไม่แอ่น





ศักดิ์ศรี

หลวงพ่อเคยปรารภเรื่อง

ภิกษุสะสมเงินทองปัจจัยส่วนตัวว่า

ถ้าผมสิ้นไป พวกท่านทั้งหลายค้นพบ

หรือเห็นปัจจัยเงินทองอยู่ในกุฏิผม

โอ๊ย...เสียหายหมด

เสียศักดิ์ศรีพระปฏิบัติ

บันทึกไว้เป็นตำนาน





พ.ศ.2398 (ค.ศ.๑๘๕๕)

ประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียซ

ขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง

จากอินเดียแดงเผ่า Squamish

ซึ่งมีหัวหน้าเผ่าชื่อ "ซีแอตเติล (Seattle)"

คำตอบจากท่านหัวหน้าเผ่าซีแอตเติล

กลายเป็นอีกหนึ่งสุนทรพจน์

ที่มีความหมายลึกซึ้งและดีที่สุดตลอดกาล


แปลโดย คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง

...........

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ได้แจ้งมาว่าเขาต้องการที่จะซื้อ

ดินแดนของพวกเรา

ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่

ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตร

และความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย

นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น

ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย

แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่าน

เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย

พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึด

ดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น

เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดนี้

เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา


หากความสดชื่นของอากาศ

และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น

มิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว

ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ

หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง

และแมลงเล็กๆ ทุกตัว

คือความทรงจำคือประสบการณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา

อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น

ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

วิญญานของคนขาวนั้น

ไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา

แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม

แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือน

เป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง

เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น

เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา

สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง นกอินทรี

คือพี่น้องของเรา

ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า

และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้

ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตัน

ขอซื้อดินแดนของเรา

จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า

เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา

อยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย

และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ

และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา

ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอ

ที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา

แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้

คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร

แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น

เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ

ของชาวอินเดียนแดง

เสียงกระซิบแห่งน้ำ

คือเสียงของบรรพบุรุษของเรา

แม่น้ำคือสายเลือดของเรา

เราอาศัยเป็นทางสัญจร

เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหาร

สำหรับลูกหลานของเรา

ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน

ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอน

ลูกหลานของท่านด้วยว่า

แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน

ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำ

เสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทาง

ให้กับคนผิวขาวเสมอมา

เหมือนกับหมอกบนขุนเขา

ที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา

และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้น

เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้

เทพเจ้าประทานแผ่นดิน

ส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาว

ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา

สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็ตาม

ก็เหมือนกันหมด

เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่น

ที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวขาวไม่ได้ถือว่า

แผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา

แต่เป็นศัตรูและเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว

เขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป

แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้

เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษ

และถิ่นกำเนิดของลูกหลาน

ไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว

เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด

ญาติพี่น้อง แผ่นดินและท้องฟ้าเสมือน

สิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ

ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบ

ความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้

แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเพราะวิถีชีวิต

ของเรานั้นต่างกับของท่าน

สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตา

ของชาวอินเดียนแดง

แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

ในบ้านของคนผิวขาว

ไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ

ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัด

ด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ

หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

พวกข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน

ไม่รู้จักอะไร

เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู

ชีวิตจะมีความหมายอะไร

เมื่อปราศจากเสียงนก

และเสียงกบเขียด

ร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าพเจ้าเป็นอินเดียนแดง

ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับ

เสียงและกลิ่นของสายลม

ฝนและกลิ่นไอของป่าได้

ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า

แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่

คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา

เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้

บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า

โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิต

อันเป็นญาติพี่น้อง ของพวกเรา

สั่งสอนลูกหลานของท่าน

เช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเรา

เสมอมาว่า โลกนี้ คือ แม่ ของเรา

ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลก

ก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย

หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน

ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์

แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เช่นเดียวกับสายเลือด

ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนผูกพันต่อกัน

ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้

จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน

มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้าง

เส้นใยแห่งมวลชีวิต

แต่มนุษย์เป็นเพียง

เส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น

หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้....

เขาก็ทำลายตัวเอง


Friends' blogs
[Add ART19's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.