Group Blog
 
All blogs
 

อาจารย์ Smart Phone

bank-157


(ภาพประกอบจากความใจดีของคุณแป๋ว SevenDaffodils ครับ)


เปิดตัวไปแล้วเรียบร้อยโรงเรียนแอปเปิล สำหรับไอโฟนห้า
ผมยังไม่เห็นของจริงนะครับ เห็นแต่รูปและข่าวที่เขารายงานกัน

สิ่งที่ผมเห็นอย่างหนึ่งในการประชาสัมพันธ์มือถือยุคนี้คือ
เขาเล่นกับความอยากของคนได้อย่างน่ากลัว

อยากรู้มากใช่มั้ย ว่ามือถือรุ่นใหม่หน้าตายังไง
เขาไม่ให้เห็นตรงๆ แต่เขาจะปล่อยข่าวในลักษณะของ “ภาพหลุด”
แล้ววางขายไม่พร้อมกัน เพื่อปั่นกระแสให้คนพูดถึงและอยากได้
เพื่อจะสร้างกระแสการ “มีใช้เป็นคนแรกๆ”

ทั้งๆที่มันก็ไม่ได้จำเป็นอะไร
นอกจากต้องจ่ายแพงขึ้นและเสียเงินก่อนคนอื่น

ยุคนี้เป็นยุคการเทคโนโลยีการสื่อสารก้าวหน้า
แต่หลายคนว่า การสื่อสารที่ว่าก้าวหน้า มันพัฒนาแต่เครื่องมือ
แต่ความสามารถในการพัฒนาจิตของคนใช้ ยังน่าสงสัยอยู่

ผมมีข้อสังเกตว่า สมาร์ทโฟนก็ดี แท็บเล็ตก็ดี
มันช่วยทำให้คนอยู่ไกล เหมือนอยู่ใกล้กันมากขึ้น
แต่ขณะเดียวกัน กลับทำให้คนที่อยู่ใกล้ เหมือนไกลกันออกไป

เคยเห็นไหมครับ คนนั่งโต๊ะทานข้าวเดียวกัน
แต่ไม่คุยกัน ต่างคนต่างเล่นเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไลน์
กับคนอื่นผ่านมือถือ แท็บเล็ตของตัวเอง

อันนี้โทษอุปกรณ์ไม่ได้นะ ต้องโทษคนใช้เอง

ข่าวบอกว่า มือถือใหม่ไอโฟนห้า หน้าจอจะกว้างขึ้น
ตัวเครื่องจะบางลง แบตเตอรี่จะอึดกว่าเดิมใช้ได้นานขึ้น
โดยสรุป อะไรที่เป็นจุดอ่อนก็ถูกพัฒนาให้ดีขึ้น

ส่วนเรื่องว่า สตีฟ จอบส์ ผู้ล่วงลับ จะมีส่วนในการพัฒนาสิ่งเหล่านี้
มากหรือน้อยแค่ไหน อันนี้เราไม่รู้หรอกนะครับ

รู้แต่ว่า ถ้าเป็นพัฒนาการจิตใจของเราแต่ละคนเอง
จะเป็นใครหน้าไหน ก็มาทำให้เราพัฒนาไม่ได้ ถ้าเราไม่ทำเอง

จะเรียนรู้จากวิธีที่เขาพัฒนาไอโฟนก็ได้นะครับ
คืออะไรที่เป็นจุดอ่อนของจิตเรา ก็ปรับปรุงใหม่ซะ
ถ้าปรับปรุงไม่ได้ อย่างน้อยก็อย่าให้มันแย่ลง

ไอโฟนใหม่ หน้าจอเขากว้างขึ้น
แล้วใจเราล่ะ แคบลงหรือเปล่า

ตัวเครื่องไอโฟนห้าจะบางลง
แล้วกิเลสเราล่ะ บางลงหรือหนาขึ้น

แบตเตอรี่ของไอโฟนห้า เขาว่าจะทนทานใช้งานได้นานขึ้น
แล้วขันติ ความอดทนของเราล่ะ มันยาวนานขึ้นหรือสั้นลง

สำนวนโบราณเขาว่า ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตน
ยุคนี้ต้องพูดว่า ดูแท็บเล็ตมือถือ แล้วย้อนดูตน น่าจะเหมาะ

ขอย่างเดียวว่า อย่าพัฒนาช้ากว่าสมาร์ทโฟนก็แล้วกันนะ ^^

สุขสันต์วันแอปเปิลแหว่งครับ




 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2555 18:39:22 น.
Counter : 1537 Pageviews.  

มีในความว่าง ว่างในความมี


bank-154

(ภาพประกอบโดยความใจดีของคุณ SevenDaffodils ครับ)

“อ่อนหยุ่นชนะแข็งกร้าว ความสงบสยบความเคลื่อนไหว
สูงสุดคืนสู่สามัญ ที่สุดของกระบวนท่า คือไร้กระบวนท่า”
ประโยคทำนองนี้ ผมคุ้นมาตั้งแต่เด็กครับ
เพราะผมเริ่มอ่านนิยายกำลังภายในมาตั้งแต่ ป. ๓ โน่น
แต่ถามว่าเข้าใจความหมายมั้ย ไม่เข้าใจครับ

ในทางหนึ่งก็เป็นเรื่องไร้สาระนะ เพราะมันดูเพ้อๆฝันๆ ทั้งวิชาตัวเบา
ทั้งกำลังภายใน ลมปราณ พลังดัชนี จี้จุด
ไปจนถึงกระบวนท่าที่ปลิดชีวิตได้ในฝ่ามือเดียว

สิ่งที่น่าสังเกตคือ นิยายกำลังภายในส่วนมาก มักจะมีเคล็ดวิชาหลากหลาย
แต่ท้ายที่สุด สุดยอดวิชาในแต่ละเรื่องนั้น มักเป็นวิชาที่ย้อนกลับเข้าสู่จิตเสมอ

อย่างในเคล็ดวิชาไทเก๊ก ซึ่งเตียซำฮง ท่านมีตัวตนจริงๆนะ
มีบทหนึ่งที่บอกว่า
“ทั้งหมดล้วนเป็นจิตหยั่งรู้
ย่อมไม่ใช่สิ่งภายนอก
ถ้ามีขึ้น ย่อมมีลง
ถ้ามีขึ้นหน้า ก็มีถอยหลัง
ถ้ามีซ้ายก็มีขวา
ถ้าจิตหยั่งรู้ อยากขึ้นบน
ในขณะเดียวกัน มันก็ประกอบด้วยความคิดที่จะลงล่าง”

“สามัญลักษณะคือว่างกับนิ่ง
ว่างกับนิ่ง เหมือนไร้พลัง เหมือนไร้การเคลื่อนไหว
แท้จริงกลับเปี่ยมด้วยพลัง
และเปี่ยมด้วยการเคลื่อนไหวที่ทรงพลังด้วย”


“คนทั่วไปไม่รู้จักความว่าง
ทั้งที่ความว่างยิ่งใหญ่ ไร้ขอบเขต ไร้ข้อจำกัดใดๆ”

“หมื่นแสนโลกธาตุหรือหมื่นแสนระบบสุริยะอันยิ่งใหญ่นั้นตั้งอยู่ที่ไหนเล่า
ก็ตั้งอยู่ในความว่างนั่นเอง นี่คือความว่างทางกายภาพหรือทางฟิสิกส์
ซึ่งเป็นความว่างเพียงชนิดหนึ่งชนิดเดียวในบรรดาความว่างทั้งหลาย

ในร่างกายของเรานี้ก็มีความว่างที่ยิ่งใหญ่
ความว่างหนึ่งคือความว่างภายในอณู
และระหว่างอณูอันประกอบเข้าเป็นร่างกายนี้


อีกความว่างหนึ่งซึ่งยิ่งใหญ่กว่าคือความว่างแห่งจิต
จิตไร้อานุภาพ อ่อนแอ หงอยเหงาเศร้าซึม ก็เพราะขาดไร้ซึ่งความว่าง

เมื่อใดจิตถึงซึ่งภาวะความว่างอันยิ่งใหญ่หรือวิมุตตะมิติแล้ว เมื่อนั้นจิตก็มีอานุภาพยิ่งใหญ่”

เตียซำฮงเป็นนักบวชในลัทธิเต๋า เป็นเจ้าสำนักบู๊ตึ้ง
แต่ก็เคยเป็นศิษย์วัดเส้าหลินมาก่อน

มองได้สองมุมว่า หนึ่ง ท่านก็ได้อิทธิพลจากพุทธธรรมนั่นแหละ
สอง ไม่ใช่เพียงแต่ศาสนาพุทธที่สนใจเรื่องจิต เต๋าก็สนใจ
หลายๆศาสนาก็สนใจ แต่ความต่างอยู่ที่วิธีการ ขั้นตอน
หรือกระบวนการไปสู่ความว่างของจิต

เพราะพระพุทธเจ้าบอกวิธีไว้ชัดเจน เป็นขั้นตอน เป็นลำดับ
เหมือนเปิดของคว่ำให้หงาย งดงามทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย
ที่ต้องระวังคือ ว่าง มันมีหลายแบบ
ว่างแบบซื่อบื้อก็แบบนึง หรือว่างแบบมีสติมีปัญญา ก็อีกแบบ

หลวงพ่อปราโมทย์ฯ ท่านเคยสอนว่า ว่างแบบพุทธน่ะ
คือว่างจากความเห็นผิด ว่างจากความมีตัวมีตน ว่างจากความปรุงแต่งของกิเลส
ไม่ใช่ว่างแบบไม่มีอะไรเลย มันมีนะ ก็มีความไม่มี ไม่เป็นอะไรนั่นแหละ

ไม่ใช่อยู่ๆก็ไปทำจิตให้ว่างๆ ไม่คิดไม่นึกอะไร กลายเป็นคนเอ๋อๆ
แต่ต้องทำเหตุให้จิตมีสติ จดจำสภาวะได้บ่อยๆ จนเป็นสติอัตโนมัติขึ้นมา
จิตถึงจะมีสมาธิแบบตั้งมั่น เห็นขันธ์แต่ละขันธ์ เห็นกายเห็นจิตแยกกันทำงาน
พอกายใจทำงานแยกกัน จะแสดงความจริงว่าไม่เที่ยง ไม่ทน ไม่ใช่ตัวตน
จิตเห็นความจริงนั้นบ่อยๆเข้า จะมีปัญญา

มีปัญญาบ่อยๆเข้า มากเข้า ก็จะปล่อยวางและหลุดพ้น
จากความเห็นผิด การยึดมั่นสำคัญผิดๆเอง เข้าสู่ความว่างของจิต
ทางเดินของนักเรียนวิชาพุทธ ว่าด้วยการรู้จักตัวเอง เดินแบบนี้นะครับ

ไม่ต้องเชื่อ แต่ควรไปลองเรียน ด้วยการลงมือปฏิบัติเองนะ
ตั้งใจรักษาศีล ๕ แล้วฝึกมีสติ คอยขยันรู้สึกตัวบ่อยๆ
ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด คอยรู้สึกตัว
จะรำไทเก๊กตอนเช้าทุกวันก็ไม่ผิดกติกา

สุขสันต์วันที่จิตยังไม่ค่อยว่างนี่แหละครับ




 

Create Date : 03 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2555 12:49:52 น.
Counter : 1642 Pageviews.  

นิชคุณ: บทเรียนจากปีศาจที่ กม. 35


bank-152

(ภาพประกอบโดยความใจดีของคุณ SevenDaffodils ครับ)

ผมเป็นคนไม่ค่อยรู้จักดารา 
ฉะนั้นใครที่ผมรู้จัก มักจะต้องดังจริง

ผมเป็นคนไม่ค่อยเขียนถึงดารา ฉะนั้นเรื่องที่ผมเขียนถึง แปลว่ามันน่าสนใจจริง

นิชคุณเป็นคนหนุ่มที่น่ารัก เก่งในงานที่เขาทำ จิตใจดี อันนี้ไม่ได้รู้จักเป็นส่วนตัว
แต่ดูจากข่าวที่เขาแสดงความเป็นห่วงเป็นใยคนไทยช่วงน้ำท่วม เมื่อปีก่อน

นิชคุณเป็นข่าวใหญ่ในช่วงนี้ เพราะหนังเรื่อง รัก ๗ ปี ดี ๗ หน เรื่องหนึ่ง
กับเรื่องที่เขาดื่มแอลกอฮอล์ ถึงจะไม่ได้เมาแอ๋ แต่บังเอิญไปเฉี่ยวกับมอเตอร์ไซด์

เรื่องเกิดอุบัติเหตุ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญหรอกครับ
เพราะผมเองไม่ดื่มแอลกอฮอล์ วันหนึ่งขับรถกลับบ้านอยู่ดีๆ
ก็มีมอเตอร์ไซด์ขับมาเร็วปรื๋อ เบี่ยงหลบรถเมล์
มาเฉี่ยวหน้ารถผม แล้วเสียหลักลงไปนอนแอ้งแม้งซะงั้น

แต่เรื่องดื่มแล้วขับ ถึงจะอยู่ในสภาพที่ไม่ดูแย่
แต่ถ้าผลวัดแอลกอฮอล์ออกมาแล้วเป็นบวก
มันก็เลี่ยงคำถามจากสังคมยากอยู่นะ

ยิ่งนิชคุณมีภาพลักษณ์ดีมาตลอด ยิ่งเป็นประเด็นให้สื่อเล่นง่าย
เหมือนนักเรียนลอกการบ้านเพื่อน แล้วครูจับได้เลยโดนตีหน้าเสาธง
บังเอิญว่าดันเป็นนักเรียนดีเด่นของประเทศเนี่ยสิ

ตอนฟังข่าว ก็นึกถึงคำครูบาอาจารย์อย่างหลวงพ่อปราโมทย์ ที่สอนพวกเราว่า
“...รักษาศีลนะ แล้วศีลจะรักษาเรา”

ในหนัง รัก ๗ ปี ดี ๗ หน นิชคุณ แสดงเป็นหนุ่มที่มุ่งมั่นกับการวิ่งมาราธอน
ครั้งแรกที่ลงแข่ง เขายังไม่ประสีประสา เลยพังพาบที่ กม. ๓๕
เป็นเหตุการณ์ที่เขาเรียกว่า “ปีศาจที่กิโลเมตรที่ ๓๕”

เป็นบทเรียนสำคัญให้เขาลุกขึ้นมาเริ่มหัดวิ่งใหม่
เพื่อเอาชนะปีศาจตัวนั้นให้ได้ และไปถึงจุดหมายที่เส้นชัยของมาราธอน

ความน่ารักของบทตอนนี้อยู่ที่ เขาไม่ได้วิ่งเพื่อเอาชนะใคร
แต่เพื่อเอาชนะ “ปีศาจที่ กม. ๓๕” ซึ่งก็คือจิตใจของตัวเองนั่นแหละ

จะว่าไป อาการสะดุดในชีวิตที่นิชคุณต้องเผชิญอยู่
ก็ไม่ต่างอะไรกับเจ้าปีศาจที่ กม. ๓๕ ในหนังหรอกครับ


แต่เปลี่ยนจากนักวิ่งมาราธอน ที่ต้องเอาชนะทัศนคติของคนที่บ้าน
และข้อจำกัดทางกายภาพของตัวเอง มาเป็นซุปเปอร์สตาร์คนหนึ่ง

ผมยังมั่นใจเกินล้านว่า ที่สุดแล้วนิชคุณจะผ่านปีศาจตัวนี้ไปได้
แบบเดียวกับบทที่เขาแสดงในหนัง


เพราะมือที่คอยฉุดให้เขาลุกขึ้น ในหนัง อาจมีแค่มือของคุณสู่ขวัญ
แต่ในชีวิตจริง เขามีแฟนๆเขาอีกเป็นล้าน คอยยื่นมือมาเอาใจช่วย
ให้เขาลุกขึ้น เรียนรู้จากบทเรียน แล้วเริ่มออกวิ่งใหม่

ในชีวิตจริงของนักภาวนา เราก็ทำได้เท่านั้นแหละครับ
วิ่งไปเรื่อยๆ ล้มแล้วก็ลุก แล้วเริ่มนับหนึ่งใหม่ ล้มอีก ก็ลุกอีก

ในหนังเรื่องซีบิสกิต เขาบอกว่า
เราคงไม่โยนชีวิตทั้งชีวิตทิ้งไป เพียงเพราะมันมีตำหนินิดหน่อย

จริงของเขานะครับ

สุขสันต์วันที่เราล้มแล้วลุกได้ครับ




 

Create Date : 04 ตุลาคม 2555    
Last Update : 4 ตุลาคม 2555 15:45:09 น.
Counter : 1539 Pageviews.  

Extremely Loud & Incredibly Close : สิ่งใกล้ๆที่ไม่ค่อยเห็น

bank-151-2

ถ้าจะถามว่า ในบรรดาหนังที่ได้เข้าชิงออสการ์ครั้งล่าสุด ๒๐๑๒
ที่ประกาศผลไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา  ผมชอบหนังเรื่องไหนที่สุด
ตอบยากนะครับ มีหลายเรื่องที่ดีชนิดสูสีกันมาก
ชนิดถ้าเป็นม้า ก็คงต้องอาศัยภาพถ่ายตัดสินกันเลยทีเดียว

หนึ่งในหนัง ๑๐ เรื่องที่ได้เข้าชิงรางวัลใหญ่ที่สุดคือหนังยอดเยี่ยม
คือหนังที่สร้างจากนวนิยายชื่อเดียวกันนี้  ที่เขียนโดยโจนาธาน แซฟราน โฟยร์

Extremely Loud & Incredibly Close เล่าถึงเรื่องของออสการ์ เชลล์
เด็กชายผู้สูญเสียพ่อไปในเหตุการณ์ 911 ที่มีเครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์
กับแม่ของเด็กที่เพิ่งสูญเสียสามี และต้องหาวิธีอยู่กับลูกชายที่จิตใจบอบช้ำ

ออสการ์ยังไม่ตื่นจากข่าวร้ายเรื่องพ่อ เขาเริ่มมีโลกส่วนตัวมากขึ้นๆ
และพยายามกันแม่ออกห่างจากโลกส่วนตัวของเขา
ที่มีแต่เขากับความทรงจำในอดีตที่มีกับพ่อ

วันหนึ่งออสการ์ค้นพบกุญแจดอกหนึ่ง จากแจกันสีน้ำเงินในตู้เสื้อผ้าของพ่อ
โดยกุญแจดอกนั้นถูกใส่ไว้ในซองเล็กๆที่มีลายมือเขียนว่า “Black”
เขาเชื่อว่านี่คือปริศนาที่พ่อตั้งใจทิ้งไว้ให้เขาค้นหา

ออสการ์เริ่มออกเดินทางตามหาสิ่งที่จะถูกไขด้วยกุญแจดอกนั้น
โดยมีเพื่อนร่วมทางเป็นชายชราลึกลับชาวยิวเชื้อสายเยอรมัน
ที่ไม่ยอมเอ่ยปากพูดกับใคร แต่สื่อสารด้วยวิธีเขียนบนกระดาษ

ความดีงามของหนัง อยู่ที่สิ่งที่ออสการ์ค้นพบหลังจากนั้น
เขาค้นพบว่า เขาไม่จำเป็นต้องใช้กุญแจดอกนั้นไขอะไร
นอกจากไขใจของตัวเองให้เปิดออก

เพื่อเรียนรู้ว่าเขาไม่ใช่คนเดียวที่มีทุกข์ ไม่ใช่คนเดียวที่สูญเสีย
ไม่ใช่คนเดียวที่เจ็บปวด ในโลกนี้ทุกคนมีทุกข์เป็นของตัวเอง
ทุกคนมีเรื่องที่แต่ละคนแบกไว้ ทั้งที่มองเห็นหรือมองไม่เห็น

เพื่อเรียนรู้อีกว่าเสียงที่ดังที่สุด อยู่ใกล้ที่สุด
กลับเป็นเสียงที่เขาไม่เคยได้ยิน เพราะเขาไม่ได้พยายามจะฟังด้วยใจ
และบางทีสิ่งที่เขามีเหลืออยู่ อาจสำคัญยิ่งกว่าสิ่งที่หายไป

ไม่เฉลยมากกว่านี้ เพราะจะได้เหลือที่ไว้ให้คุณตีความเองบ้าง
แต่เป็นหนังดีที่อยากให้คุณได้ดูจริงๆ

bank-151-1


ดูแล้วผมนึกถึงเรื่องของนางกีสาโคตมี ยังไงบอกไม่ถูก
ผู้หญิงที่ลูกตายแล้วยอมรับไม่ได้ สติแตกอุ้มลูกร้องไห้
เที่ยวไปหาหมอทั่วเมืองให้ช่วยรักษาลูกที่ตายแล้ว

จนสุดท้ายไปพบพระพุทธเจ้า ท่านก็บอกว่าจะช่วย
ถ้านางสามารถหาเมล็ดพันธุ์ผักกาด
จากบ้านที่ไม่เคยมีใครในครอบครัวตายมาก่อนเลย

หนังเรื่องนี้ก็อารมณ์คล้ายๆ กัน แต่มีรายละเอียดมากกว่าอีกหน่อย

ฝากว่าช่วยกันซื้อแผ่นลิขสิทธิ์ถูกต้องนะครับ
จะต้องไม่ต้องมัวหมองเรื่องศีลข้อ ๒
และเป็นการแสดงความเคารพเจ้าของผลงานด้วยอีกทาง

สุขสันต์วันที่ยังมีหนังดีให้ดูครับ




 

Create Date : 11 กันยายน 2555    
Last Update : 11 กันยายน 2555 8:52:29 น.
Counter : 3070 Pageviews.  

ทุกข์ลอยฟ้า




“สวัสดีครับท่านผู้โดยสารทุกท่าน ผมกัปตันแอสตันและลูกเรือ
มีความยินดีขอต้อนรับท่านสู่บริการสติ ของธนาคารความสุข”

ผมนั่งเขียนบทความตอนนี้บนเครื่องบินของการบินไทย
บนเส้นทางกลับจากลอนดอนสู่เมืองไทย แต่นแต๊น...

ใครจะว่าการบินไทยแพงยังไง
แต่ผมก็ยังสบายใจมากกว่านั่งสายการบินอื่น
ไม่ใช่เพราะแอร์สวยอะไร แต่เพราะเราพูดภาษาเดียวกัน
และผมรู้สึกว่าจิตสำนึกในการให้บริการของเรา ดีไม่แพ้ชาติไหน

อีกอย่าง...
การนั่งเครื่องไกลๆ เกือบสิบสองชั่วโมงในที่นั่งชั้นประหยัด
ไม่ใช่เรื่องน่าสนุกเท่าไหร่ แต่ไปกับการบินไทยก็อุ่นใจกว่า
นี่ไม่ได้รับจ้างการบินไทยมาเขียน PR Advertorial นะครับ - -“

ขาไปผมนั่งติดกับผู้ชายอังกฤษออริจินัลขนานแท้
เพราะแกตัวโตราวๆ นักมวยรุ่นซุปเปอร์มิดเดิลเวทได้

จริงๆ พี่เขามารยาทดีนะ แต่ความที่เขาตัวใหญ่
เวลานั่ง แขนแกเลยล้ำพนักวางแขนมานิดนึง
ผลคือ ผมเลยต้องนั่งตัวลีบมาอีกฝั่งของเก้าอี้

ขากลับไม่มีปัญหาเรื่องคนนั่งข้างๆ แต่มีปัญหาใหญ่กว่านั้น

คือที่นั่งตรงกลางแถวเดียวกับผม เป็นครอบครัวฝรั่ง
สองสามีภรรยาพาลูกเล็กๆ สามคนหอบกันขึ้นเครื่องไปเที่ยว

แล้วเด็กเล็กน่ะครับ เขาก็อยู่นิ่งไม่ได้ อยู่แล้วเขาจะเบื่อ
ก็วิ่งมั่ง ร้องโยเยมั่ง จะมีเสียงแง้......... แง้........ มาเป็นยกๆ

มองในแง่นึง ดูน่าอึดอัดรำคาญ ว่าไหมครับ
แต่อย่างที่เคยบอกไว้ในหลายโอกาส
ว่าปัญหากับทุกข์ มันคนละส่วนกันนะ

ถ้าเมื่อไหร่มีปัญหา แล้วมีสติ มีปัญญา
เข้าใจได้ว่ามันเป็นธรรมดาของโลก ของการนั่งเครื่องบิน
โดยเฉพาะไฟลท์แบบนี้ ที่จะต้องเจอ
ใจมันก็จะไม่ค่อยทุกข์หรอก หรือทุกข์ก็ทุกข์น้อยๆแต่พองาม

แต่ถ้าสติมันไม่ทัน ปัญญามาไม่พอ ใจมันเหวี่ยงไปแล้ว
มันปรุงแต่งไปแล้วว่า ทำไมเอาเด็กเล็กขึ้นเครื่อง (วะ)
ทำไมไม่เกรงใจคนอื่น (วะ) ทำไม ทำไม และทำไม…

พอเริ่มมีคำว่า “ทำไม” จิตก็ทุกข์ไปแล้วละครับ
จิตปรุงแต่งเมื่อไหร่ ใจก็มีภาระเมื่อนั้น

วิธีที่ช่วยได้คือลองนึกเข้าใจ เห็นใจพ่อแม่ที่มีลูกเล็กๆ มากๆ หน่อย
ว่าเขาก็ไม่ได้อยากให้ลูกโยเยหรอก เขาก็คงทุกข์ไม่น้อยที่ลูกร้อง
พอใจเรามีเมตตา สติ ปัญญา ก็ตามมาได้ง่าย เราจะไม่เคืองเขา
แต่วิธีนี้ คนที่มีลูกแล้วจะเข้าใจได้ง่ายกว่าคนที่ยังไม่มีลูก

พระพุทธเจ้าเคยเปรียบว่า คนทั่วไปในโลกจะโดนธนูสองดอก
ดอกแรกคือปัญหาที่มากระทบจิตใจเรา
ดอกที่สองคือทุกข์ที่เกิดจากความปรุงเติมเสริมแต่งของใจเราเอง

จะขึ้นเครื่องแต่ละไฟลท์ เราเลือกไม่ได้หรอกครับ
ว่าจะต้องไปเจออะไร เจอคนแบบไหนบ้าง
ก็คล้ายกับที่ลืมตาตื่นขึ้นมาแล้ว เราก็ไม่รู้หรอกครับ
ว่าวันนี้ เราจะเดินออกไปเจอปัญหาอะไรบ้าง

แต่เราเชื่อได้อย่างหนึ่งแน่ๆ ว่าถ้าใจเราพร้อม
ใจคุ้นเคยจะมีสติ คุ้นเคยจะมีเมตตา คุ้นเคยจะมีปัญญา
ไม่ว่าปัญหาอะไรจะมาถึง ถ้าโดนธนูยิงใส่
เราก็จะโดนธนูแค่ดอกเดียว ที่ไกลหัวใจ
ไม่ถึงกับต้องดิ้นทุรนทุรายหรือตายทั้งเป็น

วางใจว่ามีเรื่องรบกวนบนเครื่อง เท่ากับมีเรื่องให้เจริญสติ
และไม่ว่าจะมีอะไรรบกวนแค่ไหนก็ไม่ว่า
ขอให้เครื่องลงโดยปลอดภัยก็แล้วกันนะ ^^”

สุขสันต์วันที่ทุกข์ลอยตามมาบนฟ้าครับ





 

Create Date : 31 สิงหาคม 2555    
Last Update : 31 สิงหาคม 2555 15:53:49 น.
Counter : 1345 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  

Valentine's Month


 
aston27
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 214 คน [?]




คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้


Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X
New Comments
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.