Group Blog
 
All blogs
 

สงสัยจัง: ไม่ต้องดี แต่อย่าชั่ว เป็นยังไง


(ภาพประกอบจากฝีมือคุณ SevenDaffodils ครับ)


ผมเคย post เรื่องนี้ไว้ใน facebook แล้ว แต่เผื่อว่าหลายท่านอาจจะไม่ได้ใช้
หรืออาจจะไม่ทันเห็น เลยเอามาแปะไว้ในบล็อกอีกทีนะครับ

เริ่มมีหลายท่านเขียนคำถามผ่าน inbox ใน facebook อยู่เรื่อยๆ
ผมยินดีตอบให้ ในส่วนที่ผมตอบได้นะครับ อะไรไม่รู้จะบอกว่าไม่รู้ :)
แต่ขออนุญาตเอามาแบ่งให้คนอื่นได้อ่านด้วยก็แล้วกันนะครับ

ฉะนั้น ใครอยาก share ต่อ ไม่ต้องขอหรอกนะ ถือว่าผมอนุญาตอัตโนมัติ

"พี่เอ้ดดี้คะ ไม่ต้องดีก็ได้แต่อย่าชั่ว หมายความว่าไง เพื่อนๆบอกว่า อย่าชั่วก็หมายความว่าต้องดีอะสิ
ถ้าไม่ต้องดี ..แต่อย่าชั่วนี่ ช่องว่างระหว่างนี้คืออะไร เป็นแบบไหนอะคะ"


อันนี้อาจจะไม่เกี่ยวกับคำถามโดยตรง แต่จะเล่าให้ฟังว่า
คนส่วนมากมักจะมองอะไรสุดโต่งสองด้านโดยธรรมชาติ

เช่นถ้าบอกว่า "ฉันไม่เห็นด้วยกับเสื้อเหลือง" จะมีคนพูดทันทีว่า ไอ้นี่เสื้อแดงชัวร์
หรือถ้าบอกว่า "ฉันไม่เห็นด้วยกับเสื้อแดง" จะมีคนสรุปว่า ไอ้นี่เสื้อเหลืองนี่หว่า
แต่ลืมไปว่า โลกนี้มันมีตั้งหลายสี ไม่ได้มีเฉพาะสีแดงกับเหลือง ขาวกับดำนะ

คนเราถึงเป็นศัตรูกันง่าย เพราะความสุดโต่งนี่แหละ
ใครพูดอะไรผิดหู ก็ต้องถือว่าไม่ใช่พวกเรา ใครเห็นต่างคิดต่าง แปลว่าต้องเป็นศัตรู เป็นต้น

ที่ถามมา ต้องอธิบายก่อนว่า เป็นสำนวนหลวงพ่อปราโมทย์ฯ เวลาท่านสอนวิปัสสนา

ท่านต้องการจะบอกคนที่ภาวนา โดยเฉพาะพวกที่ถนัดการดูจิต
ว่า.. อย่าไปยึดว่าถ้าดูจิต แล้วจิตจะต้องดีตลอดเวลา ไม่ฟุ้ง ไม่มีกิเลส ไม่โกรธ ไม่โลภ ไม่หลงเลย

ครูบาอาจารย์วิปัสสนาชั้นเลิศ ท่านจะสอนหลักคล้ายๆกันว่า จะเรียนวิปัสสนาให้ได้ผล ..ต้อง

1 . รู้กายรู้ใจ (ตัวเอง)
2. ตามความเป็นจริง (บางสำนวนว่า "รู้ลงปัจจุบัน")
3. ด้วยจิตตั้งมั่น และเป็นกลาง


ฉะนั้น ถ้าไปยึดหลักว่า ดูจิตแล้วจิตจะต้องดี ต้องสงบ ไม่ฟุ้งเลย ไม่มีกิเลสเลย นั้น
มันจะผิดจากหลักการภาวนาที่ว่า "รู้ตามความเป็นจริง" "ด้วยใจที่เป็นกลาง"

เพราะการที่จิตมีกิเลส อาจจะไม่ดี แต่มันก็เป็นความจริงว่า
ไม่มีจิตของสัตว์โลกไหนที่ไม่มีกิเลส นอกจากจิตของพระอรหันต์
การมีกิเลส จึงเป็นปกติของจิตคนธรรมดาๆ

ถ้าอยากจะภาวนาเอาแต่ดี เอาแต่สงบ ไม่ยอมรับ ไม่ยอมรู้ตามความจริง
ก็ไม่เกิดปัญญาในทางวิปัสสนา ไม่เห็นทุกข์ เห็นโทษของการยึดมั่นในกายใจ
เพราะเราจะเข้าใจผิดว่า เราสามารถบังคับกายใจ ให้ดี ให้วิเศษได้

อันนั้นคือเหตุที่ ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า "ไม่ต้องดีก็ได้"
แต่ที่บอกว่า อย่าชั่ว อันนั้นท่านหมายถึงว่า การไม่ปฏิเสธว่าจิตยังมีกิเลส
ไม่ได้แปลว่าจะไหลตามกิเลสไปละเมิดคนอื่นได้นะ

ครูบาอาจารย์ท่านถึงบอกเสมอว่า ยังไง เราก็ต้องมีศีลนะ

คนมีศีลบริบูรณ์ ก็ไม่มีทางเป็นคนชั่ว
เพราะจะไม่อ่อนแอต่อกิเลส ไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่เบียดเบียนกระทั่งตัวเอง

เราดูตัวเอง ยอมรับว่าจิตมีกิเลส จิตที่ยังมีกิเลส จะพูดว่ามันดี ก็พูดไม่ได้ถูกไหมครับ
แต่ในเมื่อเรามีสติ รู้ทันกิเลส รู้ทันความคิดชั่วๆ เราก็ไม่ทำชั่ว
จะว่าเราเป็นคนชั่ว ก็ว่าไม่ได้อีกนะครับ ถูกไหม

แต่ถ้าดูไประยะหนึ่ง จะค่อยๆเห็นว่า จิตไม่ใช่ตัวเรา ตัวเราไม่มีจริง
ฉะนั้น ถ้าจิตจะคิดไม่ดี คิดร้าย จะโลภ จะโกรธ จะหลง ก็เรื่องของจิตมันนะ
เราแค่รู้ทัน ไม่ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ได้ขาดสติไหลไปทำตามกิเลส

สติจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่ควรสร้างเหตุให้สติเจริญ
คนเรามีสติ ก็มีศีล ขาดสติ ศีลก็ขาดง่าย

หวังว่าคงจะตอบคำถามนะครับ ^^




 

Create Date : 29 มกราคม 2553    
Last Update : 30 มกราคม 2553 0:12:16 น.
Counter : 826 Pageviews.  

เรื่องไม่คาดคิด



(เอิ้อเฟิ้อภาพประกอบโดยช่างภาพใจดี sevendaffodils ครับ)


สวัสดีค่ะคุณแอสตัน

แต่งงานมาประมาณ10ปี แล้วเกิดมีผู้หญิงมายุ่งกับสามี มาทราบก็ตอนวันที่เขาคลอดลูก เสียใจมากๆๆค่ะชาไปทั้งตัว สามีบอกว่าเขาพลาดเอง แต่อยากได้ลูกเนื่องจากเราไม่มีลูกกัน

ดิฉันไม่เคยตามไปต่อว่าหรือราวีผู้หญิงคนนั้นเลย กลับกันเขาพยายามหาทางโทรมาด่าว่า อยากให้สามีไปอยู่กับเขา สามีก็ไปดูลูกบ้าง ค่าใช้จ่ายเข้าใจว่าสามีจ่ายให้ค่ะ

เครียดค่ะ 2 ปีกว่าแล้ว ดิฉันและผู้หญิงคนนั้นไม่เคยเจอหน้ากันเลย ก่อนหน้าที่ผู้หญิงคนนั้นจะมายุ่งกับสามีดิฉันเขาก็มีแฟนแล้วค่ะ และรู้ว่าสามีก็แต่งงานแล้ว รักสามีมากค่ะเลยไม่รู้จะทำยังไงดี

โดย: เล็ก


แปลกดีนะครับ คนเราไขว่คว้าตามหาความรัก อยากมีคนรัก
เพราะคิด เพราะหวังว่า สมหวังในรักแล้ว ชีวิตจะมีแต่ความสุข

แต่ในชีวิตจริง คนหลายคนมีทุกข์ ก็เพราะมีความรัก มีคนรักนี่แหละ
อย่างกรณีของคุณเล็ก ที่อยู่ๆ ก็มีเรื่องไม่คาดฝันมาพลันให้ปวดหัว

มองเผินๆ จำเลยรักเบอร์หนึ่ง น่าจะเป็นสามีที่ดันไม่รักดีนี่ใช่ไหมครับ

แต่ลองพิจารณาดีๆ ถ้าเราไม่ได้รักเขา ถ้าเขาไม่ใช่คนรักของเรา
เขาจะไปมีใคร จะทำใครท้องหรือจะท้องกับใคร เราก็คงไม่เครียด ว่าไหม

ฉะนั้น ไอ้ตัวที่ทำให้เราทุกข์ได้ ก็คือ
"ความยึดมั่นถือมั่น" ของตัวเราเองครับ ไม่ใช่ใครอื่น

เราทุกข์เพราะยึดมั่นว่า เขาเป็นสามี ภรรยา เป็นแฟนหรือคนรัก"ของเรา"
เขาย่อมจะไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ เขาย่อมต้องดีกับเราไปตลอดทุกทิวาราตรี

ใครคิดแบบนั้น ก็เหมือนคนที่มั่นใจว่า ฉันจะต้องถูกหวยไปทุกงวดนะ

ระหว่างคนที่ซื้อหวย เพราะช่วยคนตาบอด ช่วยคนพิการทหารตำรวจ
กับคนที่ซื้อหวย เพราะมั่นใจในความมีดวง อยากรวยเพราะหวย
แล้วผลคือถูกกินเสมอกัน ความทุกข์ของสองคนนี้ ย่อมต่างกัน ว่าไหมครับ

คนเรายึดถือว่าสิ่งนั้น คนนั้น เป็น "ของเรา" ก็เพราะสำคัญผิดว่ามี "เรา"
แต่พระพุทธเจ้าบอกว่า "ตัวเรา" ไม่เคยมีในอดีต ไม่เคยมีในปัจจุบัน
ไม่มีในอนาคต มีแต่ความเข้าใจผิด สำคัญผิด ว่าตัวตนมีจริงจังถาวร

ถ้าเห็นได้อย่างนั้นแล้วไซร้ ความยึดถือในสิ่งต่างๆ ว่าเป็น "ของเรา"
ก็จะลดน้อยลง ความทุกข์ก็จะลดน้อยถอยลงไปด้วย

ผมบอกเสมอว่า อย่าเอาความสุข ความหวังในชีวิต ไปฝากไว้ในมือคนอื่น
โลกนี้ มันเป็นไปเพราะเหตุปัจจัยนะครับ ไม่ใช่เป็นไปตามใจเรา

ถ้าถามว่า จะทำอย่างไร ปกติจะตอบว่า ให้ทำใจเป็นเบื้องต้นก่อน
แต่เวลาบอกใครไปว่า ให้ทำใจ คำตอบที่ได้กลับมา มักจะเป็นว่า
"พยายามทำใจ มันทำไม่ได้น่ะ คุณแอสตั้น"

คำว่าทำใจ ไม่ได้แปลว่าอย่าเสียใจนะครับ แต่แปลว่า เสียใจก็ให้รู้ทัน
รู้ทันแล้ว ก็ยอมรับว่า เมื่อมีเรื่องให้ใจเสีย ก็ย่อมเสียใจเป็นธรรมดา
สำนวนพระท่านว่า เมื่อมีทุกข์ ก็ให้รู้ทุกข์ ไม่ใช่ไปปฏิเสธทุกข์

คนเรา เมื่อยอมรับได้ว่า ทุกอย่างมันเกิดเพราะเหตุ มีเหตุมันถึงเกิด
ยอมรับได้ ทุกข์ก็น้อยลงทันตาเห็น อันนี้ไม่ลองไม่รู้นะครับ

พูดอีกอย่างว่า สิ่งที่ควรทำคือมีสติ อยู่กับปัจจุบัน ให้อภัยตัวเองและทุกคน
แล้วทำหน้าที่ในชีวิตของเราไปตามปกติครับ เคยหายใจยังไงหายใจอย่างนั้น
เคยทานอาหารทางปาก ก็ทานทางเดิม

คนอื่นเขาจะทำบาปทำกรรมอะไร ถ้าสมควรจะพูด พูดได้ ก็พูด
ไม่สมควรพูด พูดแล้วสองไพเบี้ย ก็นิ่งเสียตำลึงทอง
เรารักษาจิตไว้ด้วยสติ ก็พอแล้ว

ผมตอบให้ได้เพียงแค่ว่า จะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร
จะอยู่อย่างไรให้เป็นสุข หรือทุกข์น้อยที่สุด

ผมตอบไม่ได้ว่าควรจะอยู่ จะหย่า จะจัดการผู้หญิงอื่นยังไง
เพราะอันนั้นมันเรื่องทางโลก ที่คุณต้องพิจารณาเอง

เรื่องแบบนี้ มันไม่มีอะไรดีที่สุดสำหรับทุกคน
ดีของเรา อาจจะไม่ดีของเขา ดีของผมอาจจะไม่ดีสำหรับคุณ

ผมบอกได้แค่ว่า มีหลายคนที่เจอสถานการณ์แบบคุณ หรือแย่กว่า
แต่เขาก็ผ่านมาได้ เพราะมีสติ มีธรรมะ และปัญญา

โชคดีนะครับ




 

Create Date : 21 มกราคม 2553    
Last Update : 21 มกราคม 2553 18:35:02 น.
Counter : 1091 Pageviews.  

คำถาม: เพ่ง งง สงสัย จะภาวนาไปทำไม



มีคำถามตกค้างมาตั้งแต่ พ.ย. 52 ผมเพิ่งไปเห็นเข้า ตกใจรู้ว่าตกใจ
เลยรีบตอบให้เสียก่อนจะไปนอน ขออภัยที่ทำให้รอนานนะครับ

สวัสดีค่ะ คุณ aston

คือรู้สึกสับสนระหว่างการ รู้สึกตัว กับการเพ่งน่ะค่ะ สมมุติเรานั่งอยู่เฉยๆ เรารู้สึกถึงลมหายใจเข้าออก และรู้สึกเฉยเฉย แต่ทำไมเวลาเรารู้สึกแบบนี้ไปเรื่อยๆ ถึงกลายเป็นเพ่งล่ะคะ ก็ถ้าเราไม่ได้คิดอะไรเลย รู้ไปอย่างนี้เรื่อยๆ จะไม่ได้เป็นการเพ่งไม่ได้หรือคะ

ขอบคุณค่ะ

โดย: DeeNee


ก่อนจะไปเรื่องเพ่ง ขอแนะนำว่า ความสงสัยเป็นสิ่งที่ควรรู้ทันเสมอนะครับ

ครูบาอาจารย์ผมท่านเตือนบ่อยๆว่า
นักเรียนวิปัสสนามักมีตัวถ่วง ที่ควรระวังเหมือนๆกันอยู่สองตัว
ตัวแรกคือขี้เกียจ ตัวสองคือสงสัย

ไม่ได้บอกว่าห้ามมี ห้ามขี้เกียจ ห้ามสงสัย
แต่บอกว่า ขี้เกียจก็ให้รู้ทัน แล้วเมื่อถึงเวลาก็ภาวนาตามที่ตั้งใจไว้
เวลาสงสัย ก็ให้รู้ทันจิตที่สงสัยอยู่ แล้วค่อยพิจารณาว่า
มันเป็นคำถามที่มีประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์

ส่วนมาก คนที่ดูจิต จะเป็นปัญญาชนคนเมือง เจ้าความคิด ฟุ้งซ่าน
ก็เลยขี้สงสัยกันเป็นปกติ ถ้าไม่รู้ทัน ก็จะสงสัยไม่จบสิ้นจนไม่เป็นอันภาวนา

ส่วนเรื่องเพ่ง อันนี้ว่าตามประสบการณ์ ความเข้าใจของผมเองนะครับ
การเพ่งก็เป็นการรู้สึกตัวอย่างหนึ่ง แต่เป็นการรู้สึกตัวที่มีเจตนารุนแรง
เพื่อจะบังคับให้จิตแน่วแน่ในสิ่งที่จิตรู้นั้นโดยไม่เคลื่อนออกไปเลย

เช่นเวลารู้ลม ก็บังคับให้รู้แต่ลม เอาจิตไปยึดแน่นกับลม
ไม่ใช่แค่ "รู้สึก" ถึงลมหายใจเข้าออกตามธรรมชาติ
ไม่ได้เห็นร่างกายนี้หายใจเข้าออกตามปกติ แต่บังคับกระทั่งการหายใจ

เท่าที่ศึกษามาจากผู้รู้ ท่านแนะนำว่า กรรมฐานที่อาศัยลมหายใจเข้าออก
ที่ถูกให้เพียงแต่รู้สึกสบายๆ ถึงรูปกายที่มีธาตุลมไหลเข้าออก
ไม่ใช่ให้ไปบังคับลมให้แรงหรือให้เบา ให้สั้นหรือให้ยาว
ตามที่เราชอบเพื่อจะได้เห็นลมชัดๆ

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ท่านเคยให้หลักไว้ว่า สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ
ฉะนั้น จะเจริญสมถะกรรมฐานด้วยการเพ่ง ก็เท่ากับจงใจจะบังคับให้จิตสงบ
ผลที่ได้มักจะเป็นตรงกันข้าม

แต่ถ้ารู้ว่าร่างกายมันหายใจของมันเอง ลมเข้าสั้นก็สั้นเอง ลมออกยาวก็ยาวเอง
มันทำงานได้เอง เราไม่ต้องบังคับ มันก็หายใจได้เอง เราเพียงแค่คอยรู้สึก
ถ้าทำได้อย่างนี้ จะพบว่าจิตสงบเร็วมาก

สมถะกรรมฐาน คือการเอาจิตไปรู้อารมณ์อันใดอันหนึ่งอย่างต่อเนื่องก็จริง
แต่ก็ไม่ได้จำเป็นต้องเพ่งอยู่ดีนะครับ รู้แบบสบายๆก็ได้นะ

ส่วนคำถามต่อมา มาจากหลังไมค์ครับ

คนเราจะเฝ้าดูจิตไปทำไมคับสุดท้ายก็เพื่อให้รู้ว่าทุกอย่างไม่ใช่ของเรา พอทุกอย่างไม่ใช่ของเราแล้วจะทำไปทำไม สุดท้ายเกิดแล้วก็ตายเหมือนกัน

deponj


คำถามนี้จัดอยู่ในหมวดคลาสสิคจริงๆครับ
ต้องชมคนถามที่ตั้งคำถามได้ดีครับ

น่าคิดอย่างที่น้องเขาถามจริงๆใช่ไหมครับ
ถ้าทุกอย่างไม่ใช่ของเรา ไม่มีตัวเราถาวร แล้วจะดูจิตไปทำไม

สมัยผมเรียนหนังสือ เคยมีสติ๊กเกอร์ติดท้ายแท็กซี่อันนึงที่ผมชอบมาก
อาจจะหยาบคายนิดนึง แต่ขออนุญาตไม่เปลี่ยนคำ เพราะมันได้อารมณ์มาก

"เรียนไปก็ไร้ค่า ตายห่าลืมหมด"

ถูกของพี่แท็กซี่เขานะครับ เพราะความรู้ทางโลก เรียนมากเท่าไหร่
ตอนตาย จะโหงหรือจะห่า ก็เอาไปไม่ได้แม้สักบรรทัดเดียว ครือกัน

เพียงแต่คำถามคือ เรารู้ได้ยังไงว่าเราจะตายเมื่อไหร่
แล้วระหว่างที่ยังมีชีวิต ระหว่างคนที่ได้เรียนหนังสือ กับไม่ได้เรียน
แบบไหนมันมีโอกาสในชีวิตดีกว่ากัน?

ในเมื่อเรายังต้องเจริญเติบโต ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่า
การศึกษาจึงมีคุณค่าที่เราจะใช้สร้างอนาคตและชีวิตที่ดีให้ตัวเองได้

การภาวนาก็เหมือนกันครับ จะดูกายดูจิตก็เถอะ
ถ้าเรารู้แจ้งจริงๆแล้วว่า กายนี้ใจนี้ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่มีตัวตนถาวร เป็นอนัตตา
การจะต้องเฝ้ารู้เฝ้าดูจิต ก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำอีก

จึงมีศัพท์เทคนิคเรียกคนที่สำเร็จมรรคผลแล้วว่า "อเสขบุคคล" (อะเสขะ)
แปลว่าผู้ที่ไม่ต้องเรียนแล้ว คือพระอรหันต์นั่นเอง
(เสขะ = สิกขา = ศึกษา รากศัพท์เดียวกันครับ)

แต่ในเมื่อ ณ ปัจจุบัน คุณกับผม เรายังเรียนไม่จบ
เรายังมีความเห็นผิด ยังเห็นกายนี้ใจนี้เป็นตัวตนถาวรของเรา
เมื่อยังมีความเห็นผิด กิเลสยังย้อมใจเราติด ความทุกข์ก็ยังเกิดมีอยู่

การคอยตามรู้ตามดูกายใจของตัวเอง
จึงมีคุณค่าและจำเป็นสำหรับทุกชีวิต

หรือถ้าคิดว่าจากวันนี้จนวันตาย เราสามารถสั่งให้ตัวเรามีแต่ความสุข
ไม่ต้องพบกับความทุกข์เลยจนวินาทีสุดท้าย

อันนั้น การเรียนรู้จักตัวเอง คอยดูกายดูใจ ก็ไม่จำเป็นอีกเช่นกัน

หวังว่าคงพอได้คำตอบนะครับ

สุขสันต์วันที่ยังหายใจเข้าก่อนหายใจออกครับ




 

Create Date : 20 มกราคม 2553    
Last Update : 20 มกราคม 2553 2:02:19 น.
Counter : 879 Pageviews.  

เด็ก(ไม่)มีปัญหา


(เอื้อเฟื้อภาพประกอบโดย //www.bloggang.com/mainblog.php?id=sevendaffodils ครับ)

มีหลายเรื่องที่โผล่ขึ้นมาทดสอบสติของผมในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา

มองในแง่หนึ่ง ก็น่าเหนื่อยหน่าย มองในอีกแง่ โลกมันก็เป็นอย่างนี้
ถ้าเรายอมรับได้ว่า นี่คือธรรมดาโลกมันก็ไม่ทุกข์
ถ้ายอมรับไม่ได้ ไม่พอใจ อยากให้มันดีกว่านี้ ไม่เป็นอย่างนี้ มันก็ทุกข์

ถ้ายังยอมรับไม่ได้ ก็งัดเอาตัวช่วยประเภทความคิดดีๆ
อย่างท่านชยสาโร ท่านมีคาถาเด็ดว่า "ก็ยังดีกว่า"

เช่น เงินเดือนน้อย ก็ยังดีกว่าไม่มีเงิน งานยุ่งก็ยังดีกว่าไม่มีงานทำ
หกล้มเสื้อขาด ก็ดีกว่าแขนขาขาด รถเสีย ก็ดีกว่าเราเสียชีวิต
ไม่มีเวลามาเขียนบล็อก ก็ยังดีกว่าไม่มีเรื่องจะเขียน เป็นต้น

กำลังนึกๆ ว่าจะเอาเรื่องไหนมาเขียนบล็อกใหม่ดีน๊อ
ก็มาเจอคำถามที่คุณฝากไว้พอดี ธรรมะจัดสรรจริงๆ

มีวิธีการเลี้ยง การอบรมสั่งสอน ลูกชายวัย 6 ขวบ ที่พ่อแม่หย่าร้างกัน อย่างไรดีค่ะ โดยไม่อยากให้ลูกมีปมด้อยเรื่องพ่อ หรือกลายเป็นเด็กที่มีปัญหาทีหลังด้วยจากสาเหตุนี้ ขอบคุณค่ะ

โดย: Meaw


ผมมักจะอมยิ้ม เวลาได้ยินใครบอกว่า "เด็กมีปัญหาเพราะพ่อแม่หย่าร้าง"
เพราะผมเป็นเด็กที่ไม่เคยมีโอกาสได้อยู่บ้านเดียวกับพ่อแม่แท้ๆเลยจนโต
แต่ผมไม่เคยรู้สึกว่าผมมีปัญหานะ ถึงตอนเด็กๆอาจจะเคยสงสัยบ้าง
ว่าเอ๊ะ บ้านเราไม่เหมือนบ้านคนอื่นๆแฮะ เราแตกต่าง
แต่ไม่เคยคิดว่าจะเป็นข้ออ้างให้เราทำชั่ว ทำเลวได้เลย

ผมยังเคยตั้งคำถามกลับไปว่า
ทำไมต้องเหมาว่าเด็กที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ครบองค์ประชุม แปลว่ามีปัญหา

ผมอยากบอกว่า เด็กมีปัญหา ไม่ใช่เพราะพ่อแม่หย่าร้างหรอกครับ
แต่เพราะเขาไม่ได้เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ดี
หรือขาดเมล็ดพันธุ์ แห่งความเมตตา กรุณา หรือสติ ปัญญาในจิตใจ

เคยเห็นเด็กมีปัญหาที่บ้านก็มีพ่อแม่อยู่กันพร้อมหน้าไหมล่ะครับ
บางบ้านก็ออกจะสมบูรณ์มั่งคั่ง พ่อแม่ก็เป็นคนดีด้วยซ้ำ
พี่น้องคลานตามกันมา ก็ได้ดิบได้ดี แต่ทำไมบางคนกลับมีปัญหาได้

ส่วนหนึ่ง อาจจะเป็นกรรมเก่าของเจ้าตัวเอง บางคนทำบุญทำทานดี
แต่ไปให้ร้ายผู้อื่น ครูบาอาจารย์ ศาสนา ด้วยทิฐิมานะ หรืออะไรก็ดี
เกิดชาติหน้าก็เกิดในตระกูลดี ร่ำรวย เพราะผลของทานที่ทำมา
แต่วิบากที่ติดตัวมา ก็ทำให้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ชีวิตจะไหลไปในทางชั่ว

ผมเองก็พลาดท่าเสียที ชีวิตสะดุด เคยหย่าร้างและมีลูก 2 คน
คำแนะนำของผมคือ อย่ากังวลครับ ให้คุณทำหน้าที่ของแม่ที่ดี
อะไรควรสอนก็สอน อะไรต้องปลูกฝังแต่เล็ก ก็ปลูกฝัง

อย่างเรื่องการทำทาน การให้อภัย มีน้ำใจ การเป็นคนดี อันนี้สอนได้แต่เล็ก
ผมเองมีโอกาส ก็พาลูกไปวัด ไปกราบครูบาอาจารย์ ได้ซีดีมาเขาก็เปิดฟังก่อนนอน

ถามว่าเขาจะรู้เรื่องอะไรไหม ผมไม่แน่ใจ
แต่แน่ใจได้ว่า จิตของเด็ก เขาพร้อมจะเปิดรับธรรมะได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่

เขาอาจจะยังไม่เข้าใจสิ่งที่ได้ยินจากครูบาอาจารย์วันนี้ ยังไม่สนใจ
แต่วันหนึ่งโตขึ้น เมื่อชีวิตเจอทุกข์ เขาจะรู้จักหันกลับมาหาสิ่งที่เราฝังไว้ให้

เด็กเขาไม่ได้สนใจมากหรอก ว่าครอบครัวจะมีใครกี่คน
เขาสนใจแค่ว่า เขารู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และมีแบบอย่างทีดีในการใช้ชีวิตหรือเปล่า

ฉะนั้น อย่าเป็นผู้ใหญ่ที่มีปัญหาเสียเองก็แล้วกันนะครับ

ผมเอาใจช่วยครับ




 

Create Date : 18 มกราคม 2553    
Last Update : 18 มกราคม 2553 9:34:04 น.
Counter : 799 Pageviews.  

My Sister's Keeper คนดี คนป่วย กับสิทธิในชีวิต



ผมจำได้ไม่ถนัดว่า ชีวิตนี้ผมเคยรู้จักคนที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งมาแล้วกี่คน
จำได้แต่ว่าอายุเฉลี่ยของผู้ป่วยโรคนี้ มีแนวโน้มลดลงจากสมัยก่อนมาก
ใครคิดว่า คนจะเป็นมะเร็งต้องสูงอายุมากๆ ต้องลองไปดูที่ศูนย์ผู้ป่วยโรคนี้
แล้วจะพบว่า มีหลายคนที่ป่วยเป็นโรคนี้ตั้งแต่อายุน้อยๆอย่างน่าใจหาย

สิ่งที่ผมค้นพบอีกอย่างคือ บางครั้งคนที่น่าเป็นห่วงกลับไม่ใช่คนป่วย
แต่เป็นคนที่อยู่ข้างหลัง หรือคนที่แวดล้อมดูแลคนป่วยนั่นแหละ
ในบางกรณี ผมพบว่าคนป่วยกลับต้องมาปลอบใจญาติ จนไม่รู้ว่า ตกลงใครป่วยกันแน่

ว่ากันว่า คนเราอาจจะป่วยกายได้ โดยไม่ป่วยใจ
และอาจบางทีก็ป่วยใจได้ โดยไม่ป่วยกาย

เหมือนเรื่องราวในหนังที่ผมตั้งตารอ DVD ของแท้มาหลายเดือน เรื่องนี้
และหลังจากได้ชมแล้ว ผมกับแฟนก็เทใจให้ 10 คะแนนเต็มๆ

My Sister's Keeper เป็นหนังที่สร้างจากนวนิยายระดับขายดีมากๆ ของโจดี้ พิคูลท์
พูดถึงครอบครัวหนึ่งที่ลูกสาวคนกลางป่วยเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดขาว (ลูคีเมีย)
และลูกสาวคนเล็ก ที่เกิดจากหลอดแก้วเพื่อเป็นแหล่งสนับสนุนทางชีวภาพให้พี่สาว

จุดเริ่มของหนัง พูดถึงการที่น้องสาวคนเล็กที่ว่าเดินไปหาทนายความ
เพื่อฟ้องขอเรียกร้องสิทธิในการตัดสินใจเหนือร่างกายของตัวเอง
แต่ในขณะเดียวกัน ก็พูดถึงความป่วยของสมาชิกในบ้านแต่ละคน
ผ่านมุมมองของแต่ละคน รวมไปถึงตัวเด็กที่ป่วยเอง

ความดีเด่นของหนังคือ บทมันให้น้ำหนักที่เราเข้าถึง เข้าใจทุกคนในเรื่องได้
ตั้งแต่แม่ที่พยายามช่วยลูกคนหนึ่งให้อยู่ จนไม่สนใจว่าจะต้องทำวิธีไหน

พ่อที่ต้องคอยประคับประคองครอบครัวในเวลาที่ซวนเซ เพราะตามใจแม่
ลูกสาวคนเล็กที่ลุกมาฟ้องร้องพ่อแม่ตัวเอง ทั้งที่ไม่อยากทำ
ดูเหมือนเธอไม่ต้องการช่วยพี่สาว แต่เธอฟ้องคดีนี้ก็เพื่อพี่สาวเธอนั่นแหละ
ทนายที่เหมือนจะหน้าเงิน แต่กลับรับทำคดีที่ได้เงินเพียงน้อยนิด

หรือกระทั่งคนป่วย ที่ไม่ได้ต้องการยุดยื้อให้ทรมานตั้ง 14 ปี
และเลือกจะไปนั่งริมทะเล มากกว่าจะอุดอู้บนเตียงคนป่วยไปจนตาย

อย่างที่บอกว่า ถ้าเราคิดว่าคนป่วยเป็นมะเร็งน่าเป็นห่วง ผมว่าไม่ใช่
ครอบครัวที่ต้องดูแลคนป่วยเป็นมะเร็งต่างหาก ที่น่าห่วง
เพราะไม่มีมะเร็งอะไรที่ร้าย เท่ากับมะเร็งที่กัดกินจิตใจของคนในครอบครัว

หนังเหมือนจะหดหู่ แต่ในความจริง ไม่เลยนะครับ
เขานำเสนอออกมาได้สวยงาม และรักษาโทนของความรักในครอบครัวได้ดี

ที่เด่นมาก คือการพูดถึงการยอมรับความตายอย่างกล้าหาญของเด็กคนหนึ่ง
คนเราถ้าเวลานั้นจะมาถึง แล้วเรายอมรับได้ ความตายก็ไม่ใช่สิ่งน่ากลัว

ที่น่ากลัวกว่าคือ เราได้เตรียมตัวไว้ดีพอหรือยังที่จะตาย
เพราะการตายของมนุษย์ เป็นแค่รอยต่อหนึ่งในสังสารวัฏที่ยาวไกล ไม่สิ้นสุด

การมีจุติจิต จิตสุดท้ายก่อนจะไปเกิดปฏิสนธิจิตในภพภูมิใหม่ เป็นสิ่งสำคัญ
ถ้าจุติจิตไม่ดี เราจะไปอบายภูมิ แต่ถ้าดี ก็จะปฏิสนธิในสุขคติภูมิ
หรือดีกว่านั้น ถ้าปล่อยวางจิตได้ อาจจะได้มรรคผลนิพพานไปเลย

ทุกคนมีสิทธิในการมีชีวิตอยู่ และเลือกใช้ชีวิตได้ในกรอบของกฏหมาย
ทุกคนมักจะพูดว่า ต้องการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ชีวิตตัวเอง

คำถามคือ เรารู้หรือยังว่า อะไรคือสิ่งที่ "ดีที่สุด สำหรับชีวิต" จริงๆ?

สุขสันต์วันที่เรายังมีโอกาสจะเลือกนะครับ




 

Create Date : 10 มกราคม 2553    
Last Update : 11 มกราคม 2553 8:13:25 น.
Counter : 3854 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  

aston27
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 213 คน [?]




คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้


Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X
New Comments
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.