Group Blog
 
All blogs
 

ตุ๊กตาล้มลุก



(ปกติจะใช้บริการภาพของคุณแป๋ว SevenDaffodils แต่วันนี้ถ่ายเองครับ)

มีน้องท่านนึง เขียนมาถามใน Face book เช่นนี้ครับ

"สวัสดีค่ะพี่

หนูเคยคิดว่า หนูจะไม่มีทางเสียเวลาให้เรื่องความรัก ตอนเห็นพี่ตอบๆคำถาม ยังคิดว่า จะอะไรกันหนักหนา

หนูร้องไห้แล้วปวดหัว นอนทั้งวันเพราะเพลีย เป็นวงจรแบบนี้มาตั้งแค่สัปดาห์ที่แล้ว เพราะหนูเริ่มทำใจไม่ได้

พอเค้าไปหนูคิดว่า โอเควันเดียวพอ แต่นี่วันศุกร์แล้ว หนูยังทำไม่ได้เลยค่ะหนูกลับมาวนอยู่ในลูปเดิมๆอีกแล้ว หนูนอนเกือบทั้งวันมาสองสัปดาห์เต็ม หนูคิดว่าหนูเป็นคนไม่ดีไปแล้วจริงๆค่ะ หนูหมดหวังกะชีวิต ชีวิตหนูไร้ค่าค่ะ

หนูจะถามพี่ว่า ทำไมหนูถึงได้ล้มแล้วล้มอีกคะ หนูก้อตั้งใจจะเริ่มชีวิตใหม่ แต่หนูก้อพลาดอีกแล้ว หนูเสียใจ แต่ตอนที่พิมพ์นี่ พยายามตั้งสติอยู่ค่ะ (คร่ำครวญ เดี๋ยวพี่ไม่คุยด้วย)"



จิตคนเรานี่ ถ้าตามลูกเล่นมันไม่ทัน ก็น่ากลัวจริงๆนะครับ
ขนาดตั้งใจว่าจะมีสติ ไม่คร่ำครวญ ก็ยังเป็นได้ขนาดนี้ เห็นมั้ย

คุณน่ะโชคดี ที่ไม่ได้เป็นน้องผมจริงๆ อยู่บ้านเดียวกัน
ไม่งั้นผมคงใช้วิธีอาจารย์เซ็น เอาไม้เคาะหัวโป๊กให้ไปแล้ว

จุดอ่อนคุณอยู่ที่ "ความคิด" คุณไหลตามความคิด
คุณไปตามใจจิตที่มันคร่ำครวญ ที่มันปรุงความอ่อนแอมาให้คุณเสพ
พอเสพแล้ว คุณก็มาบอกว่า หนูหมดหวัง หนูไร้ค่า ฯลฯ ปัดโธ่

ปัญหาของคุณอีกอย่างคือ ถ้าย้อนกลับไปอ่านดู
จะพบว่ามีคำอยู่คำหนึ่ง อยู่ในทุกประโยคที่คุณคร่ำครวญมา คำไหนรู้ไหม?

คำว่า "หนู" ไง หนูอย่างนั้น หนูอย่างนี้ หนูอย่างโน้น

พระพุทธเจ้าบอกว่า คนเราทุกข์ เพราะความไม่รู้
ไม่รู้ความจริงว่า กายนี้ ใจนี้ ไม่ใช่ตัวใช่ตนอะไร
ตัวตนมีขึ้น เพราะจิตมันเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ว่านี่คือเรา

เรื่องนี้ ผมเคยยกตัวอย่างเรื่องรถ เรื่องเครื่องบิน วันนี้เอาของกินมั่ง

สมมติว่า ต้มยำกุ้ง มันมีจิต แล้วมันคิดนึกปรุงแต่งรู้สึกรับรู้ได้
เกิดมีคนไปถามว่า "เธอคือใคร" มันก็คงตอบซื่อๆว่า "ต้มยำกุ้ง"

แต่จริงๆแล้ว สิ่งที่เรียกว่า ต้มยำกุ้ง มันก็คือการประกอบกันเข้า
ของส่วนประกอบหลายส่วน อย่าง น้ำ กุ้ง พริก ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ฯลฯ

ตอนก่อนจะเริ่มต้ม ตอนที่เครื่องปรุงมันอยู่แยกกันเป็นส่วนๆ
น้ำอยู่ในหม้อส่วนนึง กุ้งใส่จานต่างหาก พริก ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด
น้ำปลา มะนาว น้ำพริกเผา อยู่ในถ้วยแยกกัน

ถ้าผมชี้ถามทีละอันว่า "ไอ้นี่อะไร" เช่นชี้ไปที่น้ำปลา
คงไม่มีใครตอบว่า "ต้มยำกุ้ง" ใช่ไหม ทุกคนก็ต้องว่า "อิท อิส อะ น้ำปลา"
ชี้ไปที่ น้ำ แล้วถาม ก็ต้องบอกว่าน้ำ ก็คงไม่มีใครตอบว่าต้มยำกุ้งหรอก

ฉันใดฉันนั้น ถ้าแยกสิ่งที่เราคิดว่าเป็นเราออกมาเป็นกองๆ
ร่างกายส่วนนึง จิตใจอีกสี่ส่วน ความรู้สึก ความจำ ความคิดนึกปรุงแต่ง ความรับรู้

การแยกส่วนประกอบแบบนี้ จะช่วยให้เราทำลายความเห็นผิด
ว่ากายนี้ ใจนี้ คือตัวตน เริ่มขึ้นวิถีแห่งการมีปัญญาแท้ๆ ว่าตัวเราไม่มี

ที่คร่ำครวญน่ะคือการทำงานของจิต มีตัวเราตรงไหนล่ะ
ก็ไอ้ที่ทุกข์เพราะเราไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้ แต่มันก็เป็นใช่ไหม
แปลว่าเราสั่งมันไม่ได้น่ะสิ เมื่อสั่งไม่ได้ แล้วจะเรียกว่าเป็นตัวเราได้ไง

สิ่งที่ใกล้เคียงกับความเป็น "เรา" ที่สุด คือตัวจิตที่ไปรับรู้สิ่งต่างๆ
ความรู้สึกต่างๆ ที่จิตปรุง แต่ไม่รู้เฉยๆ ไปโมเมสเตชั่นด้วยว่า
นั่นแหละ ฉันล่ะ ฉันอย่างนั้น ฉันอย่างนี้ ทั้งๆที่มันไม่มีตรงไหนเลย ที่เป็นเรา

มนุษย์เราน่าสงสารในทางหนึ่ง แต่ก็น่าเขกหัวในอีกทาง
คือโง่กันได้แบบซ้ำซาก เหมือนคนบ้าลากของหนักไปทั่ว
มันไม่ใช่ของเราสักหน่อย ดันไปยึดไปถือไปแบกไว้ แล้วก็บ่นว่า..ทุกข์จัง

เมื่อยังไม่เห็นความจริง ยังแบกไว้ ก็ต้องล้มลุกคลุกคลานอย่างนี้

ถ้าแนะนำแบบทางโลก ก็ต้องชวนให้นึกถึงตุ๊กตาล้มลุก
รู้จักไหมเรา? ตุ๊กตาที่ก้นมนๆ ผลักให้ล้มกี่ครั้ง มันก็จะเด้งกลับมาตั้งได้เสมอ
ทำตัวเป็นแบบนั้นไว้ อย่าเอาแต่บ่นว่าล้มอีกแล้วๆๆ

มันไม่สำคัญหรอกว่าล้มกี่ครั้ง
มันสำคัญว่า ขอให้ลุกขึ้นใหม่ให้ได้เท่าจำนวนครั้งที่ล้มก็พอ

วินสตัน เชอร์ชิล อดีตนายกฯอังกฤษ
ที่พาอังกฤษสู้สงครามโลกกับฮิตเลอร์ เคยพูดว่า..

คนที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เพราะไม่เคยล้มเหลว
แต่เพราะเขาสามารถผ่านความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า
โดยไม่สูญเสียกำลังใจ.. ต่างหากนะ

สุขสันต์วันที่ยังมีโอกาสให้เราล้มแล้วลุกได้นะครับ





 

Create Date : 19 ธันวาคม 2553    
Last Update : 19 ธันวาคม 2553 11:49:40 น.
Counter : 979 Pageviews.  

พ่อครัวหัวป่าก์


(ภาพประกอบที่งามด้วยฝีมือ ด้วยความเอื้อเฟื้อของคุณ SevenDaffodils)

สมัยเด็กๆ ผมเคยสงสัยว่า ทำไมต้องเรียกพ่อครัวหัวป่าก์
แล้วทำไมป่าก์ ต้องมี ก ไก่ การันต์

เพิ่งมารู้ทีหลังว่า ป่าก์ มาจากภาษาบาลีว่า ปากะ หมายถึงการทำอาหารการกิน

ช่วงนี้ผมมีโอกาสได้เข้าครัวฝึกทำอาหารบ่อยๆ ครับ

ผู้ชายสมัยนี้ ถ้าหวังพึ่งฝีมือทำครัวจากสาวๆ เห็นจะต้องนอนหาวไปก่อน
ใช่ว่าจะดูแคลนกันนะครับ แต่ต้องยอมรับว่า ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป

สาวๆ รุ่นนี้ เขาไม่ค่อยได้เรียนเรื่องการบ้านการเรือนเหมือนยุคพ่อแม่เรา
แล้วส่วนมากก็ต้องทำงานนอกบ้าน ไม่ใช่เป็นแม่บ้านอย่างเดียวเหมือนก่อน
จะคอยให้เขามาแสดงเสน่ห์ปลายจวัก อาจจะได้ตักแต่อากาศใส่ท้อง

อีกอย่าง มีคนเคยบอกว่าเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ รุ่นต่อรุ่น
ผู้ชายมักจะทำอาหารอร่อยกว่าคุณผู้หญิง ทีแรกผมไม่ค่อยเชื่อ
แต่เขาบอกว่า ลองดูสิว่าพวกเชฟใหญ่ตามโรงแรม ส่วนมากมีแต่ผู้ชายนะ

เออ... จริงของเขาแฮะ

เท่าที่ลองทำมา ผมบอกได้ว่าผมชอบทำอาหารนะ
เริ่มจากทำแกงจืดได้ต้มโคล้ง ทำพะโล้ได้ต้มเปรต
ทำอาหารฝรั่งเศสได้อาหารอีสาน เหมือนๆ หลายคนตอนหัดทำนั่นแหละ

หลังจากลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง ผมเริ่มเรียนรู้จากบทเรียน
หาอ่านเอาในเว็บบ้าง แอบไปยืนดูเขาทำตามร้านต่างๆ บ้าง
ว่าอาหารจานไหนต้องใช้เครื่องปรุงอะไร ใส่อะไรก่อนหลัง
แล้วมาลองทำเองดู

จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่ายนะ
เพราะอาหารแต่ละจาน มันมี "กุญแจ" สู่ความอร่อยของมัน
ตั้งแต่วัตถุดิบ เช่นจะทำหมูทอดก็ต้องเลือกนะ
ว่าจะเอาเนื้อส่วนไหนของหมูมาทำ สะโพก สันนอก สันใน หรือสันคอ

ไหนจะต้องรู้วิธีหมัก เครื่องปรุงเพื่อหมัก ระยะเวลาหมัก
จะต้องใช้น้ำมันรำข้าว หรือน้ำมันปาล์ม ไฟแรงแค่ไหน
ใช้เวลาเท่าไหร่ ถึงจะสุกกรอบนอกนุ่มใน

จากที่เป็นพ่อครัวหลงป่า ก็เริ่มเห็นแววพ่อครัวหัวป่าก์บ้างแล้ว
บางวันฟอร์มดีเข้าฝัก แทบจะนึกขอดวลกับเจมี่ โอลิเวอร์ กันเลยทีเดียว

อันนี้พูดขำๆ นะครับ ขืนเขามาดวลจริง
ผมคงต้องท้าตำส้มตำยกครกกันเท่านั้นเอง

แต่โลกนี้ ของมีค่าไม่มีฟรี ของดีไม่มีฟลุก
ทุกอย่างย่อมเกิดเพราะมีเหตุของมัน
เพื่อทำเหตุให้อาหารมันอร่อย มันก็ต้องรู้จักสังเกต เรียนรู้ว่า
อะไรคือเหตุที่ทำให้อาหารจานนั้นมันอร่อย แล้วลงมือทำ

ถ้าเปรียบชีวิตคนเราเป็นโต๊ะอาหาร
เราทุกคนย่อมเป็นพ่อครัวของชีวิตตัวเอง

ว่าจะเลือกปรุงไข่เจียว ผัดเปรี้ยวหวาน อาหารไหหลำ
ยำสามเผ็ด เป็ดกวางโจว หมั่นโถวกวางเก้งอะไรก็แล้วแต่
จะมีใครมากำหนดเมนูให้เรา หรือเรากำหนดเอง ก็ขึ้นกับเราอีก

อาหารบนโต๊ะชีวิตของเรา จะอร่อยหรือกร่อยลิ้นแทบสิ้นใจ
มันก็เป็นไปตามเหตุแลปัจจัย ไม่ใช่เพราะเราสั่งให้มันอร่อยได้

เราสั่งให้อาหารมันสุกเองก็ไม่ได้ อร่อยเองก็ไม่ได้
แต่เราทำเหตุให้มันสุก ให้มันอร่อยได้

ฉันใดฉันนั้น
ถ้าอยากให้อาหารบนโต๊ะแห่งชีวิตมัน "สุข" ก็ต้องรู้นะครับ
ว่าส่วนผสมอะไร วัตถุดิบแบบไหน ปรุงด้วยวิธีไหน จะให้ความสุข

เช่น ถ้ารู้จักทำทาน ใช้ชีวิตอยู่ในศีล ๕ มีสติ เมตตา ภาวนา
ก็ไม่ยากนักที่จะมีความสุขได้ในชีวิตนี้

แต่ถ้ามุ่งหวังจะได้มรรคผลนิพพาน ก็ต้องภาวนากันจริงๆ จังอีกระดับ
กายขยับ ใจรับรู้ ใจเขยื้อน ใจเคลื่อนไป ใจก็รับรู้
ต้องทำในรูปแบบ แบ่งเวลาไหว้พระ สวดมนต์ เดินจงกรม นั่งสมาธิบ่อยๆ

จะไปคอยให้มีวันหยุดนักขัตฤกษ์ติดกัน ๗ วัน แล้วค่อยไปภาวนาที่วัด
อันนั้นเห็นจะไม่ทันรับประทาน คนที่ได้รับประทานเรา ก็คือกิเลส

โลกนี้เป็นไปเพราะเหตุ อยากทานกล้วยก็ต้องปลูกกล้วย
อยากทานทุเรียนก็ปลูกทุเรียน อยากมีความสุข ก็ต้องสร้างเหตุแห่งสุข
ไม่ใช่ทำแต่บาปอกุศล ทำเหตุแห่งทุกข์ร้อน
แล้วมาบ่นว่าทำไมไม่เจอความสุขสักที

สำหรับอาหารจริงๆ ถ้าจะรอพึ่งอาหารถุง ก็ไม่ว่ากัน
แต่อาหารสำหรับชีวิตคือบุญกุศล ไม่มีใส่ถุงขายนะ

เคยเห็นท้ายรถแท็กซี่ สองแถว เขาติดคำขวัญว่า
"ความดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง"

จริงของเขานะ...

สุขสันต์วันที่ยังหายใจเข้า หลังจากหายใจออกครับ

ปล. ฝากโหวตให้บล็อกนี้ ในหมวดบล็อกธรรมะหน่อยนะครับ
จริงๆไม่ได้ห่วงเรื่องชื่อเสียง แต่เห็นว่าถ้าติดอันดับกะเขา
ก็จะช่วยให้คนสนใจมาอ่าน ได้ประโยชน์เยอะขึ้น เท่านั้นเอง




 

Create Date : 08 ธันวาคม 2553    
Last Update : 8 ธันวาคม 2553 7:10:27 น.
Counter : 2261 Pageviews.  

วันจันทร์ วันหยุด วันสุข วันทุกข์


(ภาพประกอบแสนสวยด้วยฝีมือและน้ำใจจากคุณ SevenDaffodils ครับ)


เบื่อวันจันทร์กันบ้างไหมครับ?
ถ้าคุณลองเข้าไปค้นหาคำว่า “I hate Monday Syndrome” ในกูเกิล
คุณอาจแปลกใจที่มันมีบทความ ข้อเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้มากมายและจริงจัง!

อาจเพราะมันเป็นอาการสามัญประจำบ้านของคนทำงาน
โดยเฉพาะมนุษย์เงินดาวน์ สาวเงินเดือนทั้งหลาย
ที่ต้องตะเกียกตะกายแหวกว่ายในกระแสปัญหาในงานที่ทำ

รู้จักเพลง I Don’t Like Monday ของ The Boomtown Rats ไหมครับ
เพลงนี้เขียนโดยบ๊อบ เกลดอล์ฟ หัวหน้าวงและนักร้องนำ
เขาได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญในวันที่ ๒๙ ม.ค. ๒๕๒๒



วันนั้นในซานดิเอโก แคลิฟอร์เนีย
มีเด็กผู้หญิงวัย ๑๖ ปีคนหนึ่งชื่อว่า เบรนดา แอนน์ สเปนเซอร์
ใช้ปืนยาวกราดยิงจากหน้าต่างบ้านตัวเอง
ไปยังนักเรียนและผู้คนหน้าโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งที่อยู่ตรงข้าม

ผลคือมีคนตายไปสองคน เจ็บอีกเกือบสิบ พอโดนจับ
ตำรวจสอบปากคำว่า เธอทำอย่างนั้นทำไม เธอให้เหตุผลว่า
“I don’t like Monday” “เพราะฉันไม่ชอบวันจันทร์”

ผมคลับคล้ายคลับคลาว่า เคยมีการทำวิจัยเรื่อง
ปฏิกิริยาของจิตใจคนเราที่มีต่อวันแต่ละวัน

เช่นวันจันทร์จะทำให้คนห่อเหี่ยวได้มาก เมื่อคิดว่า
เวลาของการทำงาน ยังอีกหลายวัน
กว่าจะไปถึงวันหยุดที่แสนสุขอีกครั้ง

อย่างวันเสาร์ กับวันอาทิตย์ ก็ยังต่างกัน
เพราะบางคนรู้สึกว่า วันอาทิตย์คือวันก่อนวันจันทร์ เป็นต้น

ผมอยากบอกว่า มีเหตุผลหลายอย่างที่ชวนให้เราเกลียดวันจันทร์
แต่เหตุผลหนึ่งที่เราควรจะชอบมันมากๆ
คือ..การมีวันจันทร์ มันแปลว่า เรายังมีชีวิตอยู่

น่าสนใจว่า สัปดาห์หนึ่งมี ๗ วัน เสาร์อาทิตย์เป็นแค่ ๒ วันจากทั้งหมด
เท่ากับเวลาวันหยุดคิดเป็น ๒๘% ของเวลาหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น

ถ้าเราเฝ้ารอวันหยุดให้มาถึง แล้วลืมมีความสุขกับวันธรรมดา
แปลว่าเรากำลังใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับความไม่ชอบ รึเปล่านะ? :)

ผมเคยนึกดีใจที่วันเสาร์มาถึง แต่หลังๆผมเริ่มใจหายว่า
ยิ่งมันมาถึงเร็วเท่าไหร่ ก็แปลว่า...
เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตเราหมดไปไวเท่านั้น

จริงอยู่ที่วันจันทร์ อาจหมายถึงการเริ่มภาระหน้าที่ ความวุ่นวาย ยุ่งเหยิง
แต่ไม่เคยมีกฏข้อไหน ที่ห้ามไม่ให้เรามีความสุขได้ในวันจันทร์ ไม่ใช่หรือ?

ถ้าเราตีค่าของวันจันทร์ เป็นวันทุกข์
แล้วให้วันหยุด เป็นวันสุข
ในความรู้สึกของคนส่วนมากจะรู้สึกว่ามันต่างกันมากหลาย
แต่ในฐานะของผู้ปฏิบัติ มันมีค่าเท่ากัน

คือมันสอนธรรมะเราเท่าๆกัน
มันแสดงไตรลักษณ์ให้เราเห็นได้เท่าๆกัน
ที่น่าแปลกใจคือ เอาเข้าจริง วันสุขมันก็ดี
แต่เรามีวันสุขได้ เพราะมีวันทุกข์นะ

คุณว่าคนที่ว่างงาน ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้
เขาจะเป็นสุขกับวันหยุดไหม

อย่าลืมนะครับว่า เพราะงานที่ทำอยู่ในวันทุกข์ เราถึงเลี้ยงชีวิตเราได้
เพราะมันมีปัญหา หน้าที่เราถึงมีความสำคัญ

ตอนทำงานปีแรกๆ ผมเคยเบื่อว่า ทำไมงานผมมันเจอแต่ปัญหา
หัวหน้าผมตอนนั้น เลยสอนว่า ถ้างานเราไม่มีปัญหา
บริษัทเขาจะจ้างเรามาทำแป๊ะอะไร..โอ.. ตาสว่างเลย ^^”

มาเรียนรู้จะยอมรับ เห็นคุณค่าของวันทุกข์
ไม่ว่าจะจันทร์ อังคาร หรือวันไหน และเจริญสติไปกับมันทุกวันๆ
เพื่อวันหนึ่ง ทุกวันจะเป็นวันสุขได้ ในท่ามกลางสารพันปัญหา
หรือดีกว่านั้น อาจไปถึงบรมสุขคือนิพพานได้เลย

ยังไม่ชอบวันจันทร์อยู่ไหมครับ?




 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2553 10:13:55 น.
Counter : 1379 Pageviews.  

ชีวิต คำตอบ ข้อสอบ คำเฉลย



(ภาพประกอบด้วยความเมตตาจากคุณ SevenDaffodils เช่นเคยครับ)

คุณผู้อ่านเรียนเก่งไหมครับ?

สมัยเด็กๆ ผมไม่ใช่เด็กเรียนเก่งระดับอัจฉริยะอะไรหรอกครับ เพราะผมหัวดีแต่ขี้เกียจ
ไปเจอวิชาที่ต้องท้าสมองลองปัญญาอย่างวิชาคณิตศาสตร์ ผมก็ปาดเหงื่อแล้วปาดอีก

ผมเชื่อว่านักเรียนทั่วไปโดยเฉลี่ย มีความถนัดในแต่ละวิชาไม่เท่ากัน
ไอ้ประเภทเรียนดี ๒๔ ชม. ได้เกรด ๔ ทุกวิชา
ที่ ๑ ประเทศไทย ชนิดไอน์สไตน์เรียกพี่ เห็นจะมีไม่เกินหยิบมือ

บางคนชอบคณิต เพราะชอบคำนวณ บางคนชอบวรรณคดี เพราะมีใจรักหนังสือ
บางคนชอบพละ เพราะชอบเตะตะกร้อ ชนิดถ้าไปขอให้เลิกเล่น เห็นจะได้เตะปากกันแทน
บางคนเห็นเลขเป็นหงายหลัง เห็นอังกฤษสู้ตาย บางคนเก่งมันทุกวิชา แต่ตกอยู่วิชาเดียว คือ...

...วิชาพละ - -" มีนะอย่าได้ขำไปเชียว

ถึงจะหัวดีพอสัณฐานประมาณหนึ่ง ผมก็ยังทะลึ่งอยากไปเรียนกวดวิชา
ไม่ใช่เพราะว่ารักเรียนอะไรมากหรอก เพราะอยากไปนั่งใกล้สาวๆ น่ะ - -"

สมัยเรียนมัธยม ผมเรียนที่กรุงเทพคริสเตียน แน่นอนว่าเป็นโรงเรียนชายล้วน
บางคนก็แย้งว่า โรงเรียนชายล้วนส่วนมากจะไม่ชายล้วนจริง
มันจะออกแนว "ล้วนน่าสงสัยว่าจะเป็นชายจริงไหม" มากกว่า
แต่เอาเป็นว่า...ใครจะยังไง...ผมก็ชอบมองสาวๆ สวยๆ ตามวัยของผมก็แล้วกัน

การไปเรียนกวดวิชาของผม บรรลุวัตถุประสงค์ด้วยดี
ผมมีเพื่อนสตรีหน้าตาดี น่ารัก เพิ่มขึ้นหลายคน
แต่ขณะเดียวกันก็ได้เรียนรู้การเป็นเกษตรกรไร่แห้ว โดยไม่ปรารถนาจากที่นี่ด้วย - -"

อีกอย่างที่ผมชอบ ก็เพราะว่าโรงเรียนกวดวิชามักจะมีหนังสือติวข้อสอบแจก
เป็นข้อสอบที่คุณได้ลองทำ แล้วพลิกไปด้านหลัง ก็จะมีเฉลยคำตอบให้ ทันใจ

ผมเคยนึกว่า ถ้าโจทย์ชีวิตมันเป็นแบบนี้ก็คงดีไม่น้อย
มีโจทย์แล้วยังไม่ต้องทำ ไปแอบพลิกดูเฉลยก่อน แล้วย้อนกลับมาทำ รับรองไม่ผิด

ผมว่าหลายๆ คนคิดแบบนี้นะ เราถึงชอบไปดูหมอกัน
เพื่อจะแอบรู้เฉลยล่วงหน้าว่า ต้องเลือกข้อไหน ถึงจะถูก
จะอยู่ หรือจะไป จะให้อภัย หรือจะเลิก จะเลือกคนไหน คนใหม่หรือคนเก่า
ทำงานอะไรแล้วจะรุ่ง จะมุ่งทางโลกหรือทางธรรม และอีกสารพันคำถาม

แต่ต้องขออภัยที่ต้องบอกว่า ชีวิตจริง มันไม่ใช่หนังสือติวข้อสอบ
จะได้มีคำตอบหมอบอยู่ด้านหลัง ให้เราแอบไปพลิกดูได้
หมอดูหลายๆ ท่านที่ดูผมมา ก็พูดคล้ายกันแบบนี้ว่า
อนาคตคือสิ่งที่ดูยาก โดยเฉพาะเมื่อเดินมาบนทางธรรม
เพราะวิบากจากกรรมเก่าเวลามาเจอกรรมใหม่ มันจะแปรผันไปตามกันเสมอ

พูดแล้วคุณอาจจะขำ เพราะผมเพิ่งนึกได้ว่า
ถ้าชีวิตที่เราเจอกันอยู่ทุกวัน เป็นเหมือนโรงเรียนแห่งหนึ่ง
พุทธศาสนาก็เป็นเหมือนสถาบันกวดวิชาชีวิตเราดีๆ นี่เอง

พระพุทธเจ้าท่านอุตส่าห์เฉลยโจทย์ชีวิตไว้ให้ตั้งหลายอย่าง
ท่านบอกสูตรไว้ว่าจงใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท ให้มีสตินะ
ให้มีทาน ศีล ภาวนา อย่าหลงติดอยู่ในกามนะ
มีทุกข์ที่ไหน ให้รู้ลงไปที่นั่น อย่าวิ่งหนีมัน แล้วจะพบความสุข

นอกจากนั้นสถาบันกวดวิชาชีวิตของท่าน มีสาวสวยให้ดูเยอะแยะเลยนะ ^^
แต่มันมีอะไรดีกว่าสาวสวยเยอะเลยน่ะสิ

มีพระสูตรเล่าว่าครั้งหนึ่งพระนันทะอยากสึก เพราะคิดถึงภรรยาที่สวยสุดประดุจยอดนางสาวไทย
พระพุทธองค์เลยพาพระนันทะขึ้นไปดาวดึงส์ ไปดูนางฟ้าบนนั้นที่สวยหมดจด ตะลึงลาน
สวยจนความงามของนางชนบทกัลยาณีอดีตภรรยาของท่าน จืดเป็นน้ำกลั่นเลย

พระพุทธเจ้าใช้กุศโลบายบอกพระนันทะว่าถ้าตั้งใจภาวนา
ท่านรับประกันให้ว่าพระนันทะจะได้พบสวรรค์และนางอัปสรเหล่านั้นแน่ๆ

พระนันทะก็ตั้งใจภาวนาไป ท่ามกลางเสียงแซวของพระรอบๆ ข้างว่า
ท่านรับจ้างพระพุทธเจ้ามาภาวนา โดยมีนางอัปสรเป็นค่าจ้าง

ท่านก็เริ่มมีสติ ย้อนมาดูใจตัวเองก็เห็นจริงดังนั้น ว่าท่านหวังในสวรรค์สมบัติ
ภาวนาไป เห็นกิเลสไป ใจก็เริ่มเข้าสู่ความเป็นกลาง เกิดปัญญา
ที่สุดก็ได้เป็นพระอรหันต์และไปทูลพระพุทธเจ้าว่า พระองค์ไม่ต้องเป็นนายประกันให้แล้ว
เพราะท่านสิ้นความปรารถนาแล้ว

เราเกิดมามีบุญได้ทันยุคสมัยที่คำสอนของติวเตอร์มือหนึ่งอย่างพระพุทธเจ้า ยังสมบูรณ์
เรียนก็เรียนฟรีไม่เสียสตางค์ เฉลยก็มีให้ แล้วถ้ายังไม่เรียน ผมก็เวียนเฮดล่ะนะ

สุขสันต์วันที่คำตอบชีวิต มันซ่อนมิดชิดอยู่ในโจทย์นะครับ




 

Create Date : 30 ตุลาคม 2553    
Last Update : 30 ตุลาคม 2553 1:32:39 น.
Counter : 1009 Pageviews.  

คุยกันวันอาทิตย์ 3


(ภาพประกอบโดยความเอื้อเฟื้อของคุณ Seven Daffodils ครับ)

หลายท่านน่าจะรู้สึกว่า วันหยุดยาวทั้งที ดันมีเรื่องน้ำท่วมมาให้เรากังวล
ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้เองครับ ใช่ว่าทุกอย่างมันจะได้อย่างใจเราซะเมื่อไหร่

มาตอบคำถามกันดีกว่านะ

ถาม 1. "สวัสดีค่ะ คุณ aston : เราจะมีวิธีการจัดการอย่างไรกับ ความทุกข์ ความกังวลใจ ความเครียด ที่เราไม่ได้เป็นคนก่อคะ

คนอื่นทำกันเองแท้ ๆ แต่เราต้องมาร่วมรับผิดชอบ น่ะค่ะ กลุ้ม เซ็งจริงๆ ค่ะ"


ตอบ 1. เซ็ง แล้วมีสติรู้ทันใจ เห็นจิตที่เซ็งไหมครับ

ถ้าเคยมีสติ รู้ทันความรู้สึกต่างๆที่ผ่านมาในใจบ่อยๆ
คงพอเข้าใจถ้าจะบอกว่าความรู้สึกทุกอย่าง มันก็เป็นแค่ของชั่วคราวนะ

ความทุกข์ ความกังวล ความเครียด ล้วนแต่ชั่วคราว
กระทั่งความเป็นกลาง ไม่เป็นกลาง ก็ยังเป็นของชั่วคราวเลย

ไม่ต้องไปจัดการอะไรมัน มันก็หายได้เอง
แต่ให้คอยรู้สึกตัว มีสติ ตามรู้ใจที่มันรู้สึกต่างๆกันไว้

ทำได้เท่านี้ ไม่มากกว่านี้ ไม่ควรน้อยกว่านี้

ถาม 2. คุณเอ๊ดดี้ฮะ

ขออนุญาตถามคำถาม (ที่ไม่ได้ตั้งใจจะให้มันกวนประสาทคุณ) สักข้อนะฮะ

คุณว่า ระหว่าง การ “คิดไม่ได้” กับ “คิดไม่เป็น” อันไหน มันจะสร้างความทุกข์ทรมาน ให้กับคนหลงทางในความทุกข์ (เรา นี่เองแหละ) เพราะรักคนที่มีเจ้าของแล้ว (อย่าง “โง” หัวไม่ขึ้นเลย) ได้มากกว่ากัน

ขอบคุณฮะ

จาก คนหลงทางในความทุกข์ตลอดชีวิต


ตอบ 2. ไม่รู้ว่าระหว่างคำถาม กับคำตอบ อันไหนจะกวนกว่ากันน่ะสิ

สำหรับผม การ "คิดไม่ได้" กับ "คิดไม่เป็น" เสมอกันนะ
แปลว่ามีบางอย่างมาบังสติปัญญาไว้ทั้งคู่

ถ้า "คิดไม่ได้" ของคุณ หมายถึง "ไม่ได้คิด" ก็แปลว่าขาดสติ
คือตามใจกิเลส โดยไม่ยั้งคิดเลย

ส่วน "คิดไม่เป็น" คือคิดแล้ว แต่กิเลสมันบังปัญญาไว้
ที่สุดแล้วกิเลสจะมีชัยเหนือหิริโอตัปปะ หมดความเกรงกลัว
หมดความละอายต่อบาป

ถ้า "คิดไม่ได้" "คิดไม่เป็น" ก็ไม่เป็นไร
แต่ให้ตั้งใจมั่นไว้ ว่าอย่างไร ก็จะไม่ผิดศีล

ความทุกข์ของคุณตอนนี้ มันก็มาจากวิบาก ผลของกรรมที่เคยทำแต่เก่าก่อน
ทำให้คุณต้องมีรักที่ผิดที่ผิดทาง และจะคอยฉุดคุณให้ไกลจากความละอายเกรงกลัวบาป

ทุกข์ที่เจอตอนนี้ มันจะหนักแค่ไหน ถ้าเรามีสติผ่านมันไปได้
ยอมรับว่าทุกข์นี้สมควรแก่โทษที่เราทำไว้แล้ว
เราก็จะรับมันเป็นรอบสุดท้าย

แต่ถ้ายอมแพ้ ตามใจกิเลสไป เราจะต้องวนกลับมาทุกข์แบบนี้ ไม่สิ้นสุด
เหมือนม้าหมุน ที่วนไปได้เรื่อยๆ ไม่จบสิ้น

ตั้งใจดีๆนะครับ ขอพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งไว้นะ

ถาม 3. "คริสปี้ ครีม" อร่อยไหม?

โดย : นก


ตอบ 3. ไม่รู้ครับ ยังไม่ได้ทาน แต่เชื่อว่าอร่อย
ไม่ต้องคริสปี้ ครีม หรอก แค่โดนัทบ้านๆธรรมดา ก็ยังอร่อยเลย

แต่บางที คำถามอาจจะไม่ใช่ "อร่อย หรือไม่อร่อย" นะ
เราต้องถามด้วยว่า มันจำเป็นไหมที่ต้องต่อแถวสามชั่วโมง
และควรทานขนาดไหน ที่จะไม่อันตรายต่อสุขภาพ

ของหลายอย่างในโลก เป็นของอร่อย แต่มีภัยต่อเรา

พระพุทธเจ้า ก็สอนเรื่อง "กามคุณ" รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส
กามในทางพุทธ ไม่ได้หมายถึงแค่เรื่อง Sex นะครับ

ทุกอย่างมันให้คุณ ทำให้เราอร่อยทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ถ้าไม่มีสติ ไม่รู้ทันเลย ก็อันตราย หลงไปกับมัน ขาดความพอดี

แต่เป็นคนธรรมดา ยังอยู่กับโลก เรายังไม่พ้นกามหรอก
เอาแค่อยู่กับมัน แล้วรู้ทัน ฟังเพลง ดูหนัง แล้วรู้ใจตัวเองไปด้วย ก็ยังดี

ต่อแถวซื้อคริสปี้ ครีม แล้วเบื่อ รู้ว่าเบื่อ อยากกินรู้ว่าอยากกิน
เหนื่อย รู้ว่าเหนื่อย พอใกล้ถึงคิวตัวเอง ดีใจรู้ว่าดีใจ
มีคนข้างหน้า มันซื้อ20 กล่อง นานเกิน รำคาญ รู้ว่ารำคาญ

พอได้ทาน ชอบใจ รู้ว่าชอบใจ เพื่อนแย่งไปหมด โกรธ รู้ว่าโกรธ
อาศัยประโยนช์จากกิเลสแบบนี้นะครับ




แล้วเจอกันใหม่ อาทิตย์หน้าครับ




 

Create Date : 24 ตุลาคม 2553    
Last Update : 24 ตุลาคม 2553 14:08:11 น.
Counter : 751 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  

Valentine's Month


 
aston27
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 214 คน [?]




คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้


Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X
New Comments
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.