Group Blog
 
All blogs
 

พาจิตกลับบ้าน


(ภาพประกอบโดยความใจดีของคุณ SevenDaffodils ครับ)


Q: การที่คนเราทุกข์ เพราะส่วนใหญ่เกิดจากจิตที่ไม่อยู่กับปัจจุบัน
และมีแต่การปรุงแต่งตลอดเวลา การจะทำให้จิตกลับมามีวิธีการอย่างไรบ้าง
และเราจะประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้อย่างไรคะ


A: เคยอ่านหนังสือผมบ้างหรือเปล่า ในนั้นจะพูดเรื่องนี้เยอะนะ Smile

คร่าวๆคือการหัดมีสติ รู้สึกตัว รู้สึกลงที่กาย รู้สึกลงที่ใจ รู้ตามความจริง
และรู้สิ่งที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน สดๆใหม่ๆร้อนๆ

ไม่ได้แปลว่าต้องรู้อะไรมากมาย หรือต้องบังคับให้มันดี มันสุข
หรือให้มันนิ่งตลอด ไม่ว่อกแว่กเลยอะไรอย่างนั้น ไม่ใช่นะ
เพราะจิตเป็นอนัตตา คือมันไม่ใช่ตัวตนของเราจริง
ฉะนั้น เราสั่งเราบังคับจิตไม่ได้จริงหรอก

ที่ทำได้ก็เพียงแต่ เมื่อมันปรุงแต่งก็รู้สึกตัว ดูใจที่ปรุงแต่ง
มันคิดฟุ้งไปในเรื่องอดีต เรื่องอนาคต ก็รู้ทันว่าจิตกำลังคิด
ไม่สนใจสิ่งที่คิดหรือเนื้อหาว่าคิดเรื่องอะไร อดีตหรืออนาคต
สนใจแค่กิริยาของจิตว่า กำลังคิดอย่างเมามัน รู้สึกลงไปตรงนั้น

ไม่ต้องจงใจให้จิตกลับมาหรอกครับ
เพราะเมื่อไหร่รู้สึกตัว รู้ทันปั๊บ จิตจะกลับมาเอง

ถามว่าจะประยุกต์ให้เข้ากับชีวิตประจำวันได้ไง
ตอบว่า ก็มีสติรู้ลงที่ปัจจุบันนี่แหละ
เพราะชีวิตประจำวันเราก็คือปัจจุบันถูกไหม
หลังจากนั้น คอยมารู้กายรู้ใจตัวเองไว้
หาอารมณ์กรรมฐานไว้ให้จิตเคล้าเคลียอยู่สักอย่างนึง

พูดถึงตรงนี้ จะมีคนสงสัยว่าอารมณ์กรรมฐานคืออะไร
คำว่าอารมณ์ ในทางบาลีแปลว่า “สิ่งที่ถูกจิตรู้” หรือ “สิ่งที่จิตไปรู้เข้า”
กรรมฐาน คือฐานของการทำกรรม ก็คือการกระทำ
หมายถึง การปฏิบัติธรรมการเจริญสติบนฐานของอะไรสักอย่าง
โดยการเอาจิตไปรู้อยู่จดจ่อเคล้าเคลียในสิ่งนั้น

เช่นถ้าจะใช้ลมหายใจเป็นอารมณ์กรรมฐาน
ก็คอยรู้อยู่ว่าหายใจเข้า หรือหายใจออก
พอเริ่มชำนาญแล้วก็รู้ต่อว่า
หายใจเข้าสั้นหรือยาว หายใจออกสั้นหรือยาว

หรือถ้าใช้คำบริกรรม เป็นอารมณ์กรรมฐาน
ก็หาคำสั้นๆสักคำที่เรานึกถึงแล้วสบายใจ
เช่น พุทโธๆ พุทโธๆ ก็นึกถึงคำนั้นในใจ ไม่ต้องออกเสียง
ยืน เดิน นั่ง นอน เราพุทโธได้ตลอดเวลานะ

หรือจะใช้กายเป็นอารมณ์กรรมฐาน
ก็รู้การเคลื่อนไหว หรือกายกระทบสัมผัส
เช่นการมีสติรู้ว่าร่างกายเคลื่อนไหวในท่าเดินทีละก้าวๆ
เรียกว่าการเดินจงกรม

ถ้าอยู่คนเดียว ว่างๆ นั่งขยับมือแล้วคอยรู้สึก
เน้นว่าแค่รู้สึกนะ อย่าเพ่ง

บางคนดูท้องพองยุบ ก็อยู่ในหมวดรู้กาย
บางคนใช้วิธีเอาปลายนิ้วถูกกันเล่น แล้วคอยรู้สึก
บางคนใช้นิ้วเคาะขาเวลานั่ง ทำได้เยอะแยะนะ
แต่ระวังอย่าทำท่าเยอะๆ เวลาอยู่ในที่สาธารณะก็แล้วกัน Smile

บางท่านถามว่า ใช้จิตเป็นอารมณ์กรรมฐานได้มั้ย ได้นะ
เช่นคนขี้โมโห ครูบาอาจารย์จะสอนว่าให้คอยรู้สึกที่จิต
รู้ว่าตอนนี้จิตมีโทสะหรือตอนนี้ไม่มีโทสะ แบบนี้ก็ได้

อะไรก็ได้นะ ขอให้ได้มีสติอยู่กับตัวเองมากๆ
แล้วจะช่วยให้รู้ทันจิตที่วิ่งไป วิ่งมา ระหว่างอดีต ปัจจุบัน อนาคต
เห็นได้ชัดขึ้นก็รู้ทันได้ง่าย ไวขึ้น สติก็จะอยู่กับปัจจุบันมากขึ้นๆ

อย่าลืมพื้นฐานที่ต้องมี เช่นรักษาศีล ๕
หรือการทำในรูปแบบเช่น ไหว้พระ สวดมนต์
จะนั่งสมาธิ ถ้านั่งเป็น นั่งถูกหลักก็นั่งไปครับ
เริ่มใหม่ๆ เอา ๑๐ นาทีพอ ไม่ขอมาก
ครูบาอาจารย์จะขอให้ทำทุกวัน จะช่วยให้การเจริญสติดีขึ้น ก้าวหน้าขึ้น

เอาเข้าจริง ทำแบบนี้จริงๆสักเจ็ดวัน สิบวัน
ก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงในใจได้แล้วนะ

สุขสันต์วันที่จิตจะได้กลับบ้านครับ

ปล. ใครมี Twitter ติดตามข้อความจากผมได้ที่ @aston_ed
ส่วน facebook คือ “ธนาคารความสุข (Happiness Bank)”
ใช้ key word ค้นหาคำว่า “aston27” แทนก็ได้ครับ
ระวังอย่าสับสน ของแท้ต้องมีรูปแป๊ะยิ้มของผมเป็นสัญลักษณ์นะ ^^”




 

Create Date : 02 มิถุนายน 2555    
Last Update : 2 มิถุนายน 2555 13:20:39 น.
Counter : 1975 Pageviews.  

ความในใจของชายนักปรุง

(ภาพประกอบโดยความใจดีของคุณ SevenDaffodils ครับ)

เท่าที่จำได้ ผมเริ่มทานก๋วยเตี๋ยวชามแรกตั้งแต่อยู่ป.๑ ที่รร. ซินเซิง เชียงใหม่
พูดไปคุณอาจจะสำลักก๋วยเตี๋ยวหมี่เกี๊ยวที่ทานอยู่
เพราะก๋วยเตี๋ยวชามแรกของผม ราคาชามละ ๕๐ สต.

จากที่เคยทานชามละ ๕๐ สต. วันนี้ชามละเกือบ ๕๐ บาทแล้ว
โลกเปลี่ยนไปไวแบบนี้เองนะ

แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ค่อยเปลี่ยนสำหรับก๋วยเตี๋ยว ก็คือ
เขายังเสิร์ฟแบบร้อนๆ พร้อมวางเครื่องปรุงไว้ให้
จะมาเป็นพวง หรือใส่กระปุกใส่ถ้วยเล็กๆวางบนโต๊ะก็แล้วแต่

อีกอย่างที่ไม่ค่อยเปลี่ยนคือ คนทาน
เวลาไปทานก๋วยเตี๋ยวหมี่เกี๊ยวอะไรเคยสังเกตไหม
ว่าพอได้ก๋วยเตี๋ยวมาวางตรงหน้า
คนทั่วไปจะรีบหันไปหาเครื่องปรุง แล้วใส่ๆ ใส่ๆ ใส่ๆ

บางคนใส่น้ำตาลเยอะจนชวนสงสัย
ว่าจะทานก๋วยเตี๋ยวหรือกล้วยบวชชี
บางคนใส่พริกเยอะจนชวนสงสัย
ว่ากระเพาะทำจากอะไร ทำไมทานเผ็ดขนาดนั้น

แต่ไม่ว่าจะปรุงด้วยสูตรไหน
๙ ใน ๑๐ ของนักปรุงที่ผมเห็น มักจะปรุงโดยไม่ชิม

ผมเองก็เคยเป็นหนึ่งในจำนวน ๙ คนที่ว่า
จนวันหนึ่ง จำไม่ได้ว่าเพราะอะไร ได้ทานก๋วยเตี๋ยวแบบไม่ปรุง
เลยค้นพบว่า ก๋วยเตี๋ยวเพียวๆเดิมๆของแต่ละร้าน
เขาก็จะมีรสมือของเขาอยู่แล้ว ยิ่งถ้าเป็นร้านฝีมือดีจริงๆ
เครื่องปรุงแทบจะไม่จำเป็นเลย

เคยถามตัวเองว่าเมื่อก่อนกินทีไร ปรุงทุกทีเพราะอะไร
ได้คำตอบว่าเพราะความเคยชิน และเพราะเชื่อว่าต้องปรุงถึงจะอร่อย
ทั้งเคยชินในการที่จะปรุงโดยอัตโนมัติ ตามสูตรที่เคยใส่
ทั้งเคยชินในการทานรสหวาน เปรี้ยว เผ็ด เค็ม แบบที่เราชิน

แล้วไม่ใช่แต่ในชามก๋วยเตี๋ยวหรอกครับ
ในชีวิตจริง ในจิตใจเรา ก็เคยชินที่จะปรุงจะแต่งเหมือนกัน

เพราะเราเคยชินที่จะเป็น ที่จะทำ ที่จะคิด ที่จะเชื่อ
มีอะไรเสิร์ฟเข้ามากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
จิตมันจะปรุงแต่ง ให้ค่าไปตามความเคยชิน
ว่าอันนั้นดี อันนี้ชอบ อันนั้นไม่สวย อันนี้ไม่เท่

ความปรุงแต่งที่ละเอียด ดูยาก เห็นยากที่สุด
ไม่มีอะไรเกินความปรุงแต่ง ว่ากายใจนี้เป็นตัวเรา
ปรุงแต่งความเป็นตัวเป็นตนขึ้นมานาน จนเชื่อว่าเราเป็นอัตตา
เราคนนี้กับชาติที่แล้วและชาติหน้าเป็นคนเดียวกัน

เพราะไม่เคยเห็นความจริงว่า จิตมันเกิดดับ เกิดดับตลอดเวลา
มันมีแต่ความสืบเนื่องของเหตุและปัจจัยที่ปรุงแต่งอยู่
ความยึดมั่นถือมั่นสำคัญหมายผิดๆว่ามีตัวมีตน จึงยังมีอยู่
ของแบบนี้ครูบาอาจารย์ท่านว่า มันข้ามภพข้ามชาติเสียด้วยนะ

ถามว่าแล้วจะทำยังไง
ตอบว่าถ้าเรื่องก๋วยเตี๋ยว ก็ลองเริ่มจากตั้งสติ ชิมดูก่อนปรุง
จำเป็นก็ปรุงนิดๆหน่อยๆ ไม่จำเป็นก็ทานตามรสเดิมๆของเขานั่นแหละ

แต่ถ้าเรื่องจิตปรุงแต่ง ก็ฝึกเปลี่ยนความเคยชินใหม่
แทนที่จะไหลไปตามการปรุงแต่ง ให้มีสติรู้ทันว่าจิตปรุงแต่งอยู่
เห็นอะไรแล้วชอบใจ รู้ว่าใจชอบ ไม่ชอบใจรู้ทันว่าใจไม่ชอบ


ได้ยินอะไรแล้วขัดใจ รู้ว่าใจมันขัด ได้ยินแล้วเบิกบาน รู้ทันว่าใจเบิกบาน
ได้กลิ่นอะไรแล้วยินดี รู้ว่าใจยินดี ถ้าอี๋ก็รู้ทันใจที่อี๋อยู่


ได้รสอะไรทางลิ้นแล้วสุขใจ รู้ว่าใจเป็นสุข ทานแล้วทุกข์ใจ ก็รู้ว่าใจเป็นทุกข์
กายได้สัมผัสอะไรแล้วถูกใจ รู้ว่าถูกใจ ไม่ถูกใจรู้ว่าไม่ถูกใจ
ใจมีความรู้สึกอะไรที่พอใจ รู้ว่าพอใจ ไม่พอใจก็รู้ว่าไม่พอใจ

ทานก๋วยเตี๋ยว ถ้าปรุงมากไป ก็ทุกข์กาย ฉันใด
มีชีวิต ถ้าปรุงมากไป ก็ทุกข์ใจ ฉันนั้น

สุขสันต์วันที่ยังมีก๋วยเตี๋ยวให้ทานได้โดยไม่ต้องปรุงครับ


ปล. Follow twitter ผมได้ที่ @aston_ed ส่วน facebook คือ “aston27” ครับ






 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 25 พฤษภาคม 2555 9:13:20 น.
Counter : 1335 Pageviews.  

We Bought A Zoo: บางสิ่งที่ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน



วันหนึ่ง มีคนถามผมในทวิตเตอร์ว่า…

“พี่คะ เป้าหมายในชีวิตของคนเราคืออะไรคะ?”

ผมตอบไปว่า... ถามคำถามนี้กับร้อยคนก็อาจได้คำตอบร้อยอย่าง
เพราะเป้าหมายในชีวิตของคนมันไม่ใช่หน้าที่ แต่เป็นทางเลือก

เช่นถ้าถามบางคน อาจได้คำตอบว่า...
เป้าหมายของเขาคือการเป็นวัยรุ่นพันล้าน
หรือการเป็นซุปเปอร์สตาร์หรือคนมีชื่อเสียง
แต่บางคนอาจจะต้องการมีแฟนเป็นนางงามจักรวาล
ขณะที่บางคนต้องการไปนิพพาน

We Bought a Zoo เป็นผลงานเรื่องล่าสุดของ Cameron Crowe
ผู้กำกับหนังสองเรื่องที่ผมชื่นชอบ คือ Jerry MaGuire กับ Almost Famous

หนังทุกเรื่องของคาเมรอน โครว์ มีตัวเอกที่มีเป้าหมายในชีวิตที่ยากเสมอ
ตั้งแต่ตัวแทนนักกีฬาผู้มีอุดมการณ์สูงส่งใน Jerry MaGuire
หรือเด็ก ๑๕ ผู้เดินทางไกลเพื่อไล่ตามความฝัน
ที่จะได้เป็นคอลัมนิสต์ของนิตยสารโรลลิ่ง สโตนส์ ใน Almost Famous

We Bought a Zoo เป็นเรื่องของชายวัยกลางคน อดีตนักเขียนสารคดี
ที่เคยผจญภัยมาแล้วมากมาย แต่กลับต้องมาผจญภัยครั้งใหญ่ในเรื่องของตัวเอง
เมื่อภรรยาเสียชีวิตลง ทิ้งลูกไว้ให้ พร้อมความทรงจำให้ร่ำไรรำพันอีกพะเรอเกวียน

แมตต์ เดมอน รับบทนำเป็นเบนจามิน นักเขียนยอดคุณพ่อ
ที่พยายามมอบสิ่งดีที่สุดให้ลูก โดยมาซื้อสวนสัตว์เก่าแห่งหนึ่งมาสร้างใหม่
จากเดิมที่มีเป้าหมายว่าจะรับผิดชอบชีวิตตัวเอง ลูกสอง
กลับต้องเพิ่มพนักงานกลุ่มหนึ่งแถมด้วยชีวิตสัตว์อีกโขยงหนึ่ง

ในขณะที่พี่ชายพยายามโน้มน้าวให้เขาเก็บเอาเงินก้อนสุดท้ายไว้
แล้วทิ้งสวนสัตว์ที่เปลี่ยนเจ้าของมาแล้วหลายมือไปซะ

หนังสร้างจากเรื่องจริง สวนสัตว์แห่งนี้มีตัวตนจริงในสหรัฐอเมริกา
และเป็นหนังดีจริงๆอีกเรื่องที่อยากให้คุณได้ดู แต่ไม่รู้จะทันไหม

ผมชอบประโยคหนึ่งในหนังมาก เขาพูดว่า
“I might not have a lot, but I do have enough”
“ผมอาจไม่มีมากมาย แต่ผมมีมากพอ”
ในชีวิตจริงของพวกเรา หลายคนมีเป้าหมายที่จะรวย
ไม่ได้บอกว่าผิดนะครับ ถ้ายังเป็นฆราวาส สามารถนะ

แต่ถ้าลองถามตัวเองดีๆว่า คนเราอยากรวยเพราะอะไร
มักจะได้คำตอบว่าจะได้ไม่รู้สึกขาดและชีวิตน่าจะเป็นสุขกว่านี้

ถ้าเป็นกรณีที่ว่า อยากจะตั้งข้อสังเกตว่าไม่มีใครพ้นทุกข์เพราะรวยนะ
คนจำนวนมากมีทุกข์และไม่รู้สึก “เต็ม” กลับรู้สึกขาดอยู่เสมอทั้งที่รวย
คนเราอาจจะมีมากมาย แต่ถ้าเขามีไม่มากพอเท่าที่ใจอยาก
มันก็จะยังรู้สึกขาดอยู่เสมอ เพราะความสุขทางใจนั้น ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน

และอย่าลืมว่า...ตราบที่จิตเรายังไม่พ้นจากห้วงกิเลส
จะไม่มีความสมอยากครั้งไหน ทำให้ใจเราหมดอยากได้จริงและถาวรเลยนะครับ

สุขสันต์วันที่เรามีพอครับ




 

Create Date : 26 เมษายน 2555    
Last Update : 25 พฤษภาคม 2555 9:19:33 น.
Counter : 2277 Pageviews.  

เหนื่อย หนัก รัก เกลียด รู้




 

Create Date : 29 มีนาคม 2555    
Last Update : 29 มีนาคม 2555 19:29:02 น.
Counter : 2973 Pageviews.  

สตีฟ จ๊อบส์ ยอดนักออกแบบ



พูดถึงชื่อของสตีฟ จ๊อบส์ คุณนึกถึงอะไรครับ?

บางคนนึกถึงแอปเปิล บางคนนึกถึงแมคบุ๊ค
บ้างก็นึกถึงไอแพด ไอพอด หรือไอโฟน
ส่วนไอค่อกๆแค่กๆ หรือไอเลิฟยู ไม่ใช่ผลงานเขานะ

ไม่ว่าเราจะเป็นอัครสาวกของแอปเปิล หรือเป็นผู้ใช้ธรรมดาๆ
ไม่ว่าเราจะเห็นประโยชน์ของสิ่งที่เขาออกแบบไว้ในมุมไหน
หรือมีผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลไว้เพียงเพื่อเสริมบารมีทางไอที
เราคงปฎิเสธไม่ได้ว่า เขานับเป็นยอดนักออกแบบคนหนึ่งแห่งยุคสมัย

ผมเคยมีความเชื่อว่า นักออกแบบเก่งๆหลายๆคนในโลกนี้
มักจะเก่งในการออกแบบสิ่งต่างๆมากมาย ยกเว้นชีวิตตัวเอง
แต่ผมคงต้องยกเว้นสตีฟ จ๊อบส์ ไว้คนนึง

มีคำถามที่เคยได้ยินกันมาบ่อยๆว่า ชีวิตออกแบบได้จริงไหม
เป็นคำถามที่ตอบได้เต็มปากในแบบพุทธว่า ..ได้ครับ

พุทธเป็นศาสนาที่เชื่อในเรื่องกรรมก็จริง
แต่เราเชื่อเพื่อจะมุ่งมั่นในการทำกรรมใหม่ให้ดีกว่าเดิม
เริ่มจากงดเว้นการทำชั่ว แล้วพยายามทำแต่กรรมดี
จะเรียกว่าเป็นพื้นฐานในการออกแบบชีวิตก็ไม่ผิดนัก

ผมไม่ได้รู้จักสตีฟ จ๊อบส์ เป็นการส่วนตัว
หนังสือชีวประวัติของเขาก็ยังไม่เคยอ่าน
ทราบเพียงเลาๆว่าเขาเป็นชาวพุทธ
และเคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายครั้ง
ไม่ต่างจากเราๆท่านๆที่ยังหายใจอยู่นี่แหละ

อาณาจักรแอปเปิล ที่เขาร่วมสร้างขึ้นมาจากศูนย์
ไม่ได้เริ่มขึ้นแบบง่ายดายปานอรหันต์พลิกฝ่ามือ
แต่มีช่วงเวลาที่ตกต่ำแบบสุดกู่ จะเจ๊งไม่เจ๊งอยู่รอมร่อ

จำได้ว่า เขาเองก็เคยโดนปลดจากตำแหน่งซีอีโอ อยู่ช่วงหนึ่ง
ก่อนจะกลับเข้ามารื้อฟื้นกิจการใหม่ ให้ยิ่งใหญ่อย่างทุกวันนี้

คนเรามักให้น้ำหนักเชิงบวกกับความสมหวังมากกว่าความผิดหวัง
เรามักจะตัวพองเวลาสมหวัง และคร่ำครวญเวลาที่ผิดหวัง

ไม่ได้มองว่า สมหวังก็ชั่วคราว ผิดหวังก็ชั่วคราว
วันนี้สมหวังอยู่ พรุ่งนี้ก็ผิดหวังได้ ฉันใด
วันนี้ผิดหวังอยู่ พรุ่งนี้ก็สมหวังได้ ฉันนั้น

ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่สมหวังหรือผิดหวัง
แต่อยู่ที่สมหวังแล้วมีท่าทียังไง ลำพองหรือมีสติ
ผิดหวังแล้วมีท่าทีอย่างไร คร่ำครวญหรือมีสติ

เราไม่ต้องรู้ก็ได้ว่าสตีฟ จ๊อบส์มีท่าทีอย่างไร
ต่อความสมหวังและผิดหวังที่เขาเผชิญในชีวิต
ต่อความป่วยไข้และอายุขัยที่อาจจะสั้นกว่าที่ใครๆคาดหวัง

ขอให้เรามีสติกับปัจจุบันเฉพาะหน้าไว้เสมอๆ
ยอมรับความจริง ไม่ว่าชีวิตจะอยู่ในโหมดไหน ช่วงใด
และทำกรรมปัจจุบันให้ดีที่สุดเท่าที่เรามีกำลังและลมหายใจก็พอ

เราอาจจะไม่ต้องเก่งขนาดออกแบบไอโฟนเจ็ดเอสได้
ขอให้ออกแบบชีวิตตัวเองเป็นก็พอนะ

สุขสันต์วันที่เรายังออกแบบชีวิตตัวเองได้เสมอครับ

ปล. twitter: @aston_ed
Facebook: ธนาคารความสุข(Happiness Bank) ค้นหาด้วย keyword "aston27"

หนังสือของผมทั้ง 4 เล่ม สั่งซื้อได้จาก //www.se-ed.com/eshop/
พิมพ์คำว่า "ธนาคารความสุข" จะโชว์ขึ้นมา 3 เล่ม
ส่วนเล่มสี่ "วิตามินแห่งความสุข" ครับ





 

Create Date : 15 มีนาคม 2555    
Last Update : 15 มีนาคม 2555 8:48:47 น.
Counter : 1296 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  

aston27
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 214 คน [?]




คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้


Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X
New Comments
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.