Group Blog
 
All blogs
 

Charlie St.Cloud เมื่อชีวิตถึงคราวต้องก้าวข้าม



ผมเป็นคนเดินเก่งมาตั้งแต่เล็กครับ
ด้วยเหตุว่าขวบปีแรกๆที่โตมา บ้านผมไม่ได้ฐานะดีขนาดจะมีรถขับ

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะสมัยผมยังเด็ก เชียงใหม่มีรถนับคันได้
บ้านไหนมีรถนี่ ต้องฐานะดีจริงๆ
ผมเลยโตมาด้วยการเดินไปโรงเรียนทุกวัน จนกระทั่งถึงป.หก

พอย้ายมาเรียนมัธยมที่กรุงเทพ ผมก็เคยเดินจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน
กลับบ้านที่อาคารสงเคราะห์ทุ่งมหาเมฆบ่อยๆ เพื่อประหยัดค่ารถเมล์
คิดเป็นระยะทางก็หลายกิโลอยู่ เพราะสมัยนั้นยังไม่ได้ตัดถนนนราธิวาสฯ

ยังนึกเสียดายว่า ถ้ารู้วิธีเดินด้วยสติความรู้สึกตัวได้ตั้งแต่ตอนนั้น
ผมอาจจะบรรลุโสดาบันไปแล้วก็ได้ (ฮา)

การเป็นคนเดินเยอะ ทำให้ผมเห็นความจริงอย่างหนึ่งว่า
ไม่มีใครเดินไปข้างหน้าได้ โดยไม่ยกเท้าก้าวออกจากจุดที่ยืนอยู่เดิม

คงเหมือนกับชีวิตเรา ที่หากไม่ก้าวข้ามเรื่องในอดีตไปบ้าง
ก็เท่ากับเรากำลังจมปลักอยู่กับที่เดิม ยากจะก้าวไปไหนได้

Charlie St.Cloud เป็นหนังที่กำลังจะเข้าฉายในอเมริกา
ส่วนบ้านเรา ผมยังไม่แน่ใจว่าเขาจะเอาเข้าโรงไหม
แต่ที่แน่ใจได้ คือเป็นหนังที่วัยรุ่นและผู้ใหญ่หลายคนควรดู
อันนี้ไม่ได้เดา แต่ดูมากับตาแล้ว ที่สิงคโปร์

Zac Efron พระเอกจากหนัง 17 Again รับบทชาร์ลี หนุ่มนักกีฬาเรือใบ
ผู้มากพรสวรรค์ในการล่องเรือ ขนาดที่เลือกจิ้มได้ว่าจะรับทุนมหาวิทยาลัยไหน

ชาร์ลีอาศัยอยู่กับแม่ที่แสดงโดย คิม เบซิงเจอร์ ดาราที่เคยติดดันดับเซ็กซี่
และแซม น้องชาย ที่ติดพี่ชายเหมือนตุ๊กแกเกาะตังเม

วันหนึ่ง รถที่ชาร์ลีขับไปเกิดอุบัติเหตุ แซมน้องชายเสียชีวิต
เขารอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ และทำให้เขามีความสามารถพิเศษ
คือมองเห็น พูดคุยติดต่อกับคนตายได้

เขาพบว่าวิญญานของน้องชายยังวนเวียนอยู่ในสุสาน
เขาเลยทิ้งอนาคต ทิ้งทุนการศึกษาของเยล และสแตนฟอร์ด ทิ้งการล่องเรือ
มาทำงานเป็นสัปเหรอ เพื่อจะได้เจอแซม ทุกตอนเย็นช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกดิน

ชาร์ลี ทำอย่างนั้นอยู่ห้าปี ไม่มีขาดลามาสาย จนกระทั่งวันหนึ่ง..
เขาต้องตัดสินใจเลือก ระหว่างการก้าวข้ามความผิดพลาดในอดีต
เพื่อใช้ชีวิตที่เหลืออยู่เพื่อคนที่ยังมีชีวิต

หรือจะสละชีวิตที่เหลือให้คนที่รัก.... แต่ตายไปแล้ว

ในบรรดาพวกเราทุกคน บางคนเคยก้าวข้ามบางอย่างในชีวิตมาแล้ว
บางคนยังติดอยู่กับอะไรบางอย่าง ที่ใครเคยทำกับเรา ที่เราเคยทำกับเขา
บางคนกำลังตัดสินใจว่าจะก้าวข้ามไป หรือจะหยุดไว้ตรงนี้

ผมอยากบอกว่า.. ชีวิตไม่มีสูตรสำเร็จนะครับ
ไม่มีใครคิดแทนใครได้ว่า อะไรดีที่สุดสำหรับเรา
ไม่ได้ต้องการบอกว่า ชีวิตต้องเดินหน้าตลอดเวลา
เพราะบางเวลามันก็ต้องรู้จักหยุดกับที่บ้าง (ใครจะเดินตลอดล่ะ)

แต่ในฐานะลูกของพระพุทธเจ้า ผมอยากเตือนว่า
ชีวิตนี้สั้นนักหนา อย่าหายใจทิ้งๆขว้างไปกับความทุกข์

ไม่ได้บอกให้ปฏิเสธทุกข์นะ พระพุทธเจ้าท่านสอนให้อยู่กับทุกข์
ยอมรับทุกข์ และรู้เท่าทันมันด้วยสติ

พูดง่ายๆว่า หายใจแล้วมีสติเห็นทุกข์ เห็นกายเห็นใจตามความจริง

การก้าวข้าม เรื่องไม่น่าจดจำ ความผิดพลาดในอดีตน่ะ ไม่ยากหรอก
ผมไม่ได้แกล้งพูดให้กำลังใจนะ เพราะแค่จิตตื่น มีสติ ทุกข์ก็หล่นหายแล้ว

แต่จะก้าวข้ามสังสารวัฏ การเวียนว่ายตายเกิด
และการโดนความไม่รู้มันหลอกว่า นี่คือตัวเราของเรา นี่สิสำคัญ

เพราะถ้ายังเวียนว่ายตายเกิด มันก็ยังต้องมีเรื่องให้เราก้าวข้ามกันไปไม่รู้จบ
ชาตินี้ว่าข้ามกันเมื่อยแล้วนะ ชาติหน้าอาจจะยิ่งกว่าก็ได้ ใครจะรู้ล่ะ

ดีที่สุด คือเจริญสติภาวนากันให้มันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกันไป
ไหนๆจะเหนื่อยก้าวข้ามแล้ว ข้ามทุกข์ ข้ามสังสารวัฏ ข้ามอวิชชากันเลยไม่ดีเหรอ

สุขสันต์วันที่ยังมีโอกาสก้าวข้ามกันทุกคนก็แล้วกันนะ





 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2553 11:51:49 น.
Counter : 2351 Pageviews.  

หิว โหด หิน เรื่องกิน โกรธ กับกิเลส



ผมเป็นคนมีสุขนิสัยในการทานอาหารค่อนข้างแย่
ถ้ามีแม่เป็นนักโภชนาการคงโดนบ่นเช้าบ่นเย็นเพราะทานไม่ค่อยเป็นเวลา
จนชวนสงสัยว่า ทำไมถึงไม่เป็นโรคกระเพาะมาถึงปูนนี้

ส่วนหนึ่งเพราะผมมีทัศนคติว่าการกินเป็นภาระของมนุษย์
และเป็นกิจกรรมสนองกิเลสได้ง่าย
บางวันผมไม่ทานอะไรเลยเพราะนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทำงานทั้งวัน
ก็ยังแอบรู้สึกดีรู้สึกเก่ง ว่าเรามีความสามารถในการอดอาหาร

ผมสังเกตว่า วันไหนไม่ได้ทานมื้อเที่ยง ผมจะต้องทานมากขึ้นในมื้อเย็น
ซึ่งเป็นภัยสำหรับคนต้องการห่างไกลพุงอย่างผม

หลายท่านหันมาสนใจปฏิบัติธรรม ก็มีลักษณะคล้ายกันคือ
มุ่งหวังตั้งใจจะเอาชนะกิเลส ด้วยการกดข่มมันไว้ หรือเพิกเฉยเสีย

เช่นอยากทาน ก็พยายามเอาชนะด้วยการอดอาหาร
หรือโกรธใคร ก็พยายามระงับความโกรธด้วยการบังคับใจไม่ให้โกรธ
ด้วยวิธีใช้สมาธิข่มไว้บ้าง ใช้ความคิดกดทับมันไว้บ้าง

ครูบาอาจารย์ท่านเรียกกรรมฐานแบบนี้ว่า หินทับหญ้า
คือกำจัดหญ้า โดยการเอาหินไปวางทับไว้ พอหญ้าไม่โดนแดด ก็ตายไป
แต่เพียงแค่ชั่วคราวนะครับ ยกหินออกไปเมื่อไหร่ หญ้าก็งอกขึ้นใหม่ได้เช่นเดิม

ที่เป็นอย่างนั้นได้เพราะรากของหญ้ามันยังอยู่
เราเอาหินไปทับไว้ ก็เพียงแค่กำจัดผลของมันได้ชั่วคราว
เมื่อเหตุยังไม่หมด ผลก็เกิดได้อีก เมื่อมีปัจจัยเหมาะสม
เหมือนผมอดอาหารได้ก็บางมื้อบางวัน
ผมไม่มีทางอดได้ตลอดไปหรอก ใครเคยถือศีล 8 จะเข้าใจดี

พูดแบบนี้บางท่านนึกค้านในใจ อาจเพราะเคยได้ยินข่าว
เรื่องโยคีในอินเดียที่เข้าสมาธิแล้วไม่ทานอะไรเลยได้เป็นปีๆ

บางคนตื่นเต้นยินดี แต่ใครที่นั่งสมาธิเก่ง จะทราบว่ามันไม่แปลก
เพราะสมาธิขั้นก้าวหน้ามากๆ จะทำให้ร่างกายมีการเผาผลาญน้อยมาก
เหมือนคุณเข้าโหมด Sleep ในโน๊ตบุ๊คของคุณ เพื่อรักษาแบตเตอรี่ยังไงยังงั้น
เครื่องยังเปิดมั้ย เปิดอยู่ แต่แทบจะไม่ได้ใช้แบตเลย

แต่คำถามคือ เราจะเข้าฌานอยู่ในสมาธินั้นตลอดไปได้หรือเปล่า
เราจะปล่อยให้โน๊ตบุ๊คอยู่ใน SLEEP MODE โดยไม่ใช้งานมันเลยได้นานแค่ไหน

ถามว่า ถ้าอย่างนั้นต้องทำอย่างไร ตอบว่า พระพุทธเจ้าท่านเคยลองผิดลองถูกมาหลายวิธีครับ
ก่อนจะทรงค้นพบทางสายกลาง ในการเอาชนะกิเลส
ทางสายกลางที่ว่า คือความพอดี ไม่ตึง ไม่หย่อนจนเกินไปในการปฏิบัติ

ท่านบอกว่า ไม่พึงไหลไปในกามตามกิเลส แต่ก็ไม่พึงบังคับกดข่มไว้
คือการคอยรู้ทันกิเลสทั้งหลายแต่ไม่ปฏิเสธมัน ไม่สรรเสริญแต่ก็ไม่รังเกียจ

เช่นอยากทาน รู้ทันใจที่อยาก เมื่อมีสติแล้วก็ทานตามสมควร
ไม่ทานเพื่อสนองตัณหา แต่ทานเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกาย

หรือใครที่โกรธ ให้รู้ทันใจที่กำลังโกรธด้วยความเป็นกลาง
ยอมรับในสภาวะนั้นโดยไม่พยายามกดข่มมัน
เห็นใจที่เร่าร้อนเพราะโดนโทสะแผดเผา แล้วถือศีล 5 ไว้
ไม่ก่นด่าออกไปด้วยโทสะ แต่ไม่มุ่งหวังจะบังคับกดข่มไม่ให้โกรธเลย

ตรงกันข้าม เราสามารถนำความโกรธ มาเป็นบทเรียน เป็นแบบฝึกหัดในการเจริญสติ
เห็นอนิจจังความไม่เที่ยงของจิตที่โกรธ เห็นทุกขังความบีบคั้นเป็นทุกข์ในจิตที่กำลังโกรธ
หรือเห็นอนัตตา ความไม่ใช่ตัวตน เห็นใจมันโกรธได้เอง โดยเราไม่ได้สั่ง บังคับก็ไม่ได้

ศาสนาพุทธสอนให้เรากำจัดกิเลสกำจัดทุกข์ที่ต้นเหตุของมัน ไม่ใช่ที่ปลายเหตุ
จะกำจัดหญ้าต้องกำจัดที่ต้นตอของมัน ไม่ใช่ตัดแต่ใบ หรือเอาหินทับไว้

การเจริญสติก็เช่นกัน เราเจริญสติเพื่อจะได้เกิดจิตที่ตั้งมั่น รู้ความจริงของกายใจ
เห็นไตรลักษณ์จนจิตมีปัญญา เพิกถอนความหลงผิดคิดว่าตัวตนมีอยู่
ไม่ใช่เพื่อให้สามารถบังคับกายไม่ให้ทุกข์ บังคับใจไม่ให้มีกิเลส

เราไม่เอาหินไปทับหญ้า ไม่ได้ปฏิเสธหญ้า แต่เราเอาดินออกไปจากหญ้า
หญ้าหมดดินจะหยั่งราก กิเลสไร้ตัวตนจะหยั่งลง
ก็คงไม่มีหญ้ารกให้รำคาญ แลไม่มีกิเลสต้องให้คอยกำจัด
เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นนะครับ ท่องไว้

ยังไงก็สุขสันต์วันที่ยังมีหญ้าให้ถอนไปก่อนก็แล้วกันนะครับ




 

Create Date : 11 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 11 กรกฎาคม 2553 12:02:56 น.
Counter : 978 Pageviews.  

เรื่องบอล เรื่องโลก เรื่องของเราที่ไม่ใช่ของเรา


(ขอบคุณคุณ SevenDaffodils ที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบครับ)

ฟุตบอลโลกปีนี้ คุณผู้อ่านเชียร์ทีมไหนกันครับ

ผมเดาเองว่าคนไทยราวๆครึ่งหนึ่งที่ดูฟุตบอลจะเชียร์อังกฤษ
แต่สาวๆหลายท่านที่ผมรู้จักมักแอบเชียร์อิตาลี หรือสเปน
ไม่ใช่เพราะความเก่งหรอกนะ แต่เพราะความหล่อของนักบอล - -“

อังกฤษปีนี้ อุตส่าห์โชว์ฟอร์มสวยหรูในรอบคัดเลือก ไม่แพ้ใครเลย
แต่ครั้นมาถึงรอบสุดท้ายที่แอฟริกาจริงๆ กลับลืมเอาฟอร์มเก่งใส่กระเป๋ามาด้วย
เลยโดนคู่ปรับตลอดกาลอย่างเยอรมันยิงซะพรุน กลับบ้านคอตกไปเลย

คนอังกฤษเขาเซ็งกับเรื่องบอลตกรอบสองมากนะครับ
เพื่อนชาวอังกฤษที่ทำงานติดต่อกันประจำคนหนึ่ง ถึงกับเขียนขึ้นต้นอีเมล์ในวันต่อมาว่า
“Now that the World cup was officially over…”

ถ้ามองอย่างยุติธรรม อังกฤษก็มีผลงานไม่ขี้เหร่เมื่อเทียบกับอดีตแชมป์โลกอย่างอิตาลี
หรือรองแชมป์เมื่อคราวก่อนอย่างฝรั่งเศส ที่คราวนี้ตกรอบแรกก่อนอังกฤษเสียอีก

และในขณะที่นักเตะอังกฤษกลับบ้านท่ามกลางเสียงก่นด่า สาปแช่งของแฟนๆ
นักเตะญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ที่ตกรอบพร้อมๆกับอังกฤษ กลับถึงบ้านอย่างฮีโร่

ถามว่า อะไรทำให้โลกนี้มันแตกต่างกันขนาดนั้น?
ตอบว่า ความคาดหวังและยึดมั่นถือมั่นของคนอังกฤษเองแหละครับ
คนอังกฤษยึดติดกับข้อมูลว่า พวกเขาคือต้นตำรับ ผู้สร้างเกมฟุตบอลขึ้นมาให้โลก
และเคยเป็นอดีตแชมป์โลก มีลีกฟุตบอลที่มีคนตามดูมากที่สุดในโลก ฯลฯ

สำหรับหลายคน ฟุตบอลเป็นเรื่องไร้สาระ
แต่ถ้ามองให้เป็นสาระ ฟุตบอลก็บอกอะไรเราเยอะนะครับ

เช่นถ้ามองว่าฟุตบอลเหมือนชีวิตคน ก็มองได้ ทั้งในมุมที่ว่า มันมีความไม่แน่นอน
บางทีมก่อนลงสนามเป็นต่อเยอะ ถึงเวลาก็เล่นไม่ออก แพ้ทีมที่ดูอ่อนกว่าเสียอย่างนั้น

หรือชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ในสนามก็มีค่าเสมอกัน ถ้ามองมุมที่ว่า มันเป็นของชั่วคราว
ต่อให้เป็นแชมป์เที่ยวนี้ ก็ไม่ได้การันตีว่าจะเป็นแชมป์ไปตลอด ชนะนัดนี้นัดหน้าก็ไม่แน่หรอก

หรือกระทั่งเคยแพ้มา ก็ไม่ได้แปลว่าจะกลับมาชนะไม่ได้ อย่างเยอรมันทีมนี้
ก็เพิ่งจะเคยแพ้อังกฤษคาบ้านมา 5-1 เมื่อสักปีสองปีมานี้เอง

ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ไม่ใช่แค่เฉพาะคนอังกฤษที่จะเป็นจะตายที่บอลแพ้
แต่คนไทยจำนวนมากก็โกรธแค้นฟอร์มห่วยๆของอังกฤษนัดแพ้เยอรมัน
ราวกับเป็นทีมบ้านเกิดของตัวเอง

คนเราสามารถยึดมั่นถือได้กระทั่งของที่เราไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วย
แล้วนับประสาอะไรกับของที่เราเกี่ยวข้องด้วยทุกวันเวลา อย่างกายใจตัวเอง
คนเราถึงพ้นทุกข์ได้ยากก็ด้วยเหตุนี้

ถามว่า ความยึดมั่นไม่ยึดมั่นเกี่ยวอะไรกับทุกข์ไม่ทุกข์ ?

ตอบว่า.. เรื่องทั้งหลายในโลก ไม่ว่าจะหนักเบาขนาดไหน
มันจะหนักก็แต่เฉพาะผู้ยึดผู้ถือมันไว้เท่านั้นนะครับ

สุขสันต์วันที่โลกหายใจเป็นฟุตบอลครับ




 

Create Date : 10 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 10 กรกฎาคม 2553 13:29:09 น.
Counter : 1260 Pageviews.  

เรื่องโลก เรื่องเรา กับเงาของสังสารวัฏ


(ภาพประกอบมากด้วยน้ำใจจากคุณ SevenDaffodils ครับ)

ต้องขออภัยอย่างยิ่ง ที่หายหน้าไปหลายเพลาอยู่
บังเอิญมีเรื่องราวมากหลายในชีวิตให้ไปจัดการและรับผิดชอบครับ

สำหรับใครที่ตาม Facebook และ Twitter ผมอยู่ คงไม่รู้สึกอะไรนัก
เพราะผมแวะไปเขียนอะไรสั้นๆ ทิ้งไว้ให้อ่านกันบ่อยๆ

มีคนถามผมว่า Twitter กำลังมาแล้วต่อไปจะเป็นอะไร ผมรีบฟันธงเลยว่า
"ไม่รู้ครับ" บ๊ะ.. เห็นผมเป็นพี่หนุ่ย พิธีกรแบไต๋ไฮเทคไปได้

ที่บอกได้คือ เราเคยบ้า hi 5 แล้วก็มาบ้า Facebook แล้วก็มา Twitter
มันก็คงไม่หยุดแค่นี้แน่ ไม่ช้าก็เร็ว คงมีคนคิดอะไรมาให้เราเล่นอีก

โลกเป็นแบบนี้เองครับ มันหมุนไปเรื่อยๆ เปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย
สิ่งต่างๆอุบัติขึ้นในโลก ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป คนเกิดแล้วแก่ๆแล้วเจ็บๆแล้วตาย
จนวันโลกแตกดับ ก็เกิดโลกใหม่ขึ้นมา หมุนต่อไปอีก มีสิ่งต่างๆวนเวียนเกิดดับอีก

ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่า กระบวนการเกิดดับหมุนเวียน มันเริ่มตั้งแต่ส่วนที่เป็นนามธรรม
อย่างเช่นจิตใจ หรือความรู้สึก ไปจนถึงส่วนที่เป็นรูปธรรม ตั้งแต่หน่วยที่เล็กๆอย่างเซลส์

ค่อยๆมาเป็นผมขนเล็บฟันหนัง อวัยวะแต่ละส่วน ร่างกายทั้งร่างกาย ลมหายใจ
เรื่อยไปจนถึงชีวิตหนึ่งๆ ครอบครัวหนึ่งๆ หมู่บ้านหนึ่งๆ สังคมหนึ่งๆ เมืองหนึ่งๆ
ประเทศหนึ่งๆ ทวีปหนึ่งๆ โลกหนึ่งๆ ระบบสุริยะหนึ่ง แกแล็กซี่หนึ่ง จักรวาลหนึ่ง
ใหญ่กว่านั้น เป็นอะไร ผมก็ไม่รู้แล้วล่ะ ^^" มหาจักรวาลมั้ง

ที่น่าแปลกก็คือ ถ้ามองกันดีๆ คนๆหนึ่ง ก็คล้ายๆโลกใบหนึ่งนะครับ
เคยมีคนบอกว่า ถ้าเอาร่างกายมนุษย์ปกติมาคัดกรองแยกธาตุออกมา
เราจะมีสัดส่วนของน้ำ ดิน แร่เหล็ก แร่ธาตุต่างๆ เท่าๆกับโลกของเรานี่แหละ

ถามว่าแร่ธาตุพวกนี้ มาจากไหน ตอบว่ามาจากพ่อแม่เราส่วนหนึ่ง
มาจากดินอีกส่วน ผ่านทางอาหารที่เรากิน ซึ่งก็มีที่มาจากดิน นึกออกไหมครับ

บางท่านแย้ง อิฉันไม่กินผัก กินแต่เนื้อย่ะคุณแอสตัน ก็ต้องถามต่อว่า
แล้วไอ้หมูหมากาไก่ ที่คุณรับประทานกัน มันดำรงชีพด้วยการกินอะไรล่ะ

เริ่มเข้าใจที่เขาว่า มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลมากขึ้นแล้วใช่ไหมครับ
เรื่องสัดส่วนแร่ธาตุจริงไม่จริง ผมไม่ยืนยัน เพราะฟังคนเขาเล่ากันมาอีกทอดหนึ่ง

แต่ที่เห็นแน่ๆคือ เรามีความแปรปรวนในอารมณ์ ความรู้สึก และร่างกาย
เหมือนสภาพดินฟ้าอากาศไม่มีผิด เดี๋ยวหม่นหมอง ฟุ้งซ่าน เกรี้ยวกราด
เดี๋ยวสว่างเบิกบานสงบรื่นรมย์

ที่คล้ายจะบังเอิญ แต่ผมว่าคงไม่บังเอิญนะ คือคำว่า "โลก"
ในความหมายของพระพุทธเจ้าท่านหมายถึง กายและจิตนะครับ
ไม่ใช่ไอ้ลูกกลมๆ ทรงเหมือนผลส้มมีขั้วเหนือใต้ที่เราเหยียบกันอยู่

ใครที่เคยสงสัยเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ว่ามันเป็นยังไง
มันก็อีหรอบเดียวกันกับความวนเวียนของชีวิตที่เราเห็นๆกันนี่แหละ

ผมเคยรู้สึกว่า วันๆหนึ่งของเรา ก็เปรียบได้คล้ายชีวิตหนึ่งชาติ
การตื่นคล้ายการเกิด การนอนคล้ายการตาย ตื่นมาวันใหม่ ก็คล้ายชีวิตใหม่

สังเกตไหมครับว่า บางวันก็ตื่นมาแล้วอารมณ์ดี เบิกบานแช่มชื่น
บางวันตื่นมาแล้วไม่รู้ทำไม มันตะหงิดๆ ไม่ก็งัวเงียๆเหมือนเสียศูนย์
บางคนเห็นเมียเตะเมีย เห็นหมาเตะหมา เห็นแมวเตะแมว
ที่ไม่เห็นและไม่ทันเตะอย่างเดียวคือใจของตัวเอง

ครูบาอาจารย์ท่านว่า สังสารวัฏมันน่ากลัว ตรงที่มันปกปิดตัวมันเอง
มันไม่บอกนะ ว่าเราเกิดมาแล้วกี่ชาติ ชาติก่อนเป็นโจร เป็นจันทโครพหรือโมรา

ไม่เหมือน twitter หรือ facebook เราเขียนอะไรไปยังไปย้อนหลังได้
แต่สังสารวัฏมันลบหมด เหลือไว้แต่กรรมหรือผลของสิ่งที่เราทำไว้

ธรรมะนี่แปลกนะครับ ยิ่งเรียนยิ่งศึกษา ยิ่งตื่นตาตื่นใจ โดยไม่ต้องไปดิสนีย์แลนด์

จะเชื่อเรื่องสังสารวัฏหรือไม่ ก็ไม่เป็นไร ขอให้เชื่อในคุณงามความดีก็แล้วกัน

สุขสันต์วันที่คุณได้อ่านบล็อกนี้ก็แล้วกันครับ




 

Create Date : 28 มิถุนายน 2553    
Last Update : 28 มิถุนายน 2553 19:47:28 น.
Counter : 984 Pageviews.  

ทุกข์ร้อนๆจ้า



(ภาพประกอบโดยความเอื้อเฟื้อของคุณ SevenDaffodils ครับ)

อากาศช่วงนี้ร้อนได้ใจ ค่าไฟแพงหน่อยนะครับ
หลายคนบ่นอุบ ว่าทำให้ไม่สบายตัว มัวทุกข์กาย
และหงุดหงิดทรมาน พาลทุกข์ใจ

ผมเริ่มเขียนบล็อกมาไม่กี่ปี มีคนเขียนมาปรึกษาปัญหาเป็นหลักร้อย
แม้ว่าปัญหาที่ว่า จะมีเนื้อหา ที่มา มีเหตุปัจจัยต่างกันบ้าง เหมือนกันบ้าง
แต่ทุกคนมีสิ่งหนึ่งซึ่งเหมือนกัน คือ เขาเขียนมาเพราะมี “ทุกข์”

การค้นหาวิธีจัดการกับทุกข์ เป็นสิ่งที่มนุษย์เสาะหามาทุกยุคสมัย
ตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้าจะประสูติ จนหลังจากท่านปรินิพพานไป

สมัยที่เราเรียนพุทธศาสนาในโรงเรียน เรามักจะได้ท่องว่า
พระพุทธเจ้าสอนอริยสัจ 4 มีทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

บางคนไม่ทันได้คิดอะไร ครูให้ท่อง เราก็ท่องไว้จะได้ไปสอบ
แต่คนที่ช่างสงสัยก็จะมีคำถามว่า ศาสนาพุทธนี่แปลก
จะให้เรียนเรื่องสัจจะ ความจริง ทั้งที ทำไมจะต้องให้เราเรียนเรื่องทุกข์
ในเมื่อชีวิตมันมีทั้งสุขและทุกข์ เราเรียนสุขอย่างเดียว ไม่ได้หรือ

คำตอบคือ ท่านไม่ได้จำกัดหรอกครับ เพราะนิยามคำว่าทุกข์ ในทางพุทธ
ไม่ใช่เพียงแค่ ทุกขเวทนาที่เกิดกับกายหรือใจ อย่างที่เราทุกข์เพราะอากาศร้อน
แต่ทุกข์ ในอริยสัจ พระพุทธเจ้าท่านแจกแจงไว้ว่า

ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตายเป็นทุกข์
การประสบกับสิ่งที่ไม่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก และความไม่สมปรารถนาก็เป็นทุกข์
ความเศร้าโศกร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์
ที่สำคัญท่านทรงขมวดท้ายว่า "ว่าโดยย่ออุปาทานขันธ์ทั้ง 5 คือทุกข์"

บางคนอ่านถึงคำว่า อุปาทาน ขันธ์ 5 แล้วเกิดอาการงง จนวิงเวียนจะเป็นลม
ดมยาหม่องตราลิงถือลูกท้อ จนลิงกินท้อหมดต้นก็แล้ว กินยาหอมห้า หก เจ็ดเจดีย์ก็แล้ว

ครูบาอาจารย์ท่านเลยย่อสรุปให้อีกว่า กายกับใจเรานั่นแหละ เป็นตัวทุกข์
เพราะขันธ์ 5 ย่อลงมา ก็เหลือ กาย กับใจ

ถ้ามีกาย ก็แปลว่าเกิดมาแล้ว ยังไงก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย
ถ้ามีใจ ยังไงก็ต้องเจอสิ่งที่ไม่รัก พลัดพรากจากสิ่งที่รัก และผิดหวังฯลฯ
พูดง่ายๆว่า มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่จะต้องเจอกันทุกคน

ฉะนั้นเวลาเรียนศึกษาปฏิบัติภาวนา เพื่อจะได้รู้ทุกข์
ท่านถึงสอนให้เรารู้อยู่ที่กาย และจิตใจ ของตัวเอง ไม่เกินจากนี้
และท่านไม่ได้จำกัดว่า ให้รู้เฉพาะเวลามีทุกข์ แต่มันเป็นสุขก็รู้ มันเป็นทุกข์ก็รู้

ที่สำคัญ ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ “ความทุกข์” หรอก
อย่างความแก่เป็นทุกข์ แต่ถ้าเรามีสติ เรายอมรับได้ว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ
ความแก่ก็ยังเป็นทุกข์ แต่มันไม่มีคนทุกข์ เห็นไหมครับ

หรือพ่อแม่ คนที่เรารักตายจากไป ก็เป็นทุกข์
แต่ถ้าเรามีสติ มีปัญญา ยอมรับได้ว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดา
การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ก็ยังเป็นทุกข์อยู่เหมือนเดิม
แต่มันไม่มีผู้ทุกข์ ไม่มีใครทุกข์ เห็นไหมครับ

ผมเคยสังเกตว่า เวลามีสุขผมก็จะเห็นทุกข์อยู่ในนั้น
เพราะถ้าใจปรุงสุขแล้วขาดสติ หลงในสุข ยึดมั่นในสุข
อยากให้สุขนานๆสุขนิรันดร์ นั่นก็ชื่อว่ากําลังเป็นทุกข์แล้ว

ผมเขียนแบบนี้ใน facebook ก็มีคนถามมาว่า ...
“อย่างงี้ นิ่งๆ ไม่สุข ไม่ทุกข์ น่าจะดีกว่ามั๊ย...”

ตอบว่า เหมือนจะดีกว่า แต่มันผิดธรรมชาติครับ
แล้วอะไรที่ฝืนธรรมชาติ ก็เป็นทุกข์อีกนั่นแหละ

ชาวพุทธมีความสุขได้นะครับ สำนวนครูบาอาจารย์ท่านว่า ก็คนมันมีบุญอ่ะ
บุญให้ผลใจก็เป็นสุข เพียงแต่ต้องรู้ทัน อย่าโลภอย่าหลงอย่าไหลในสุข จนขาดสติ

ชาวพุทธปฏิบัติ เพื่อความเข้าใจในธรรมชาติ
อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับสุข กับทุกข์ตามธรรมชาติได้โดยไม่ทุกข์มาก
จนถึงที่สุดแห่งทุกข์ เป็นสุขแท้ ที่พ้นจากทุกข์ทั้งปวง เรียกว่า นิพพาน

ฉะนั้น เราไม่ได้ปฏิเสธความสุขนะครับ แต่เบื้องต้น ให้เข้าใจ ระลึกไว้เสมอว่า
ถ้าเป็นสุขเวทนา หรือทุกขเวทนา มันไม่เที่ยงหรอก
สุขก็แค่ของชั่วคราว ทุกข์ก็ของชั่วคราว เสมอกัน

ถ้ารู้เท่าทันใจที่สุข ใจที่ทุกข์ เปลี่ยนแปลงไปมาไว้เสมอๆ
วันหนึ่งก็จะเห็นความจริง เห็นธรรม เข้าถึงนิพพานได้ครับ ^^

สุขสันต์วันที่กายร้อน แต่ใจร้อนบ้างไม่ร้อนบ้างนะครับ




 

Create Date : 31 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 31 พฤษภาคม 2553 8:51:37 น.
Counter : 1019 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  

aston27
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 214 คน [?]




คนรู้ไม่คิด คนคิดไม่รู้


Emo น้องลิง
Emo น้องเพนกวิน
X
X
New Comments
Friends' blogs
[Add aston27's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.