ถ้าขจัดความกลัวออกไปได้ ไม่นานความสำเร็จก็จะตามมา

<<
มกราคม 2556
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
20 มกราคม 2556
 

นวนิยาย จะลองรักอีกสักครั้ง บทที่ ๒

ตอน : บทที่ ๒

แม้เวลาจะล่วงเลยมานับเดือน แต่ทว่าเหตุการณ์ปิดล้อมสังหารหมู่นักศึกษาและประชาชนผู้บริสุทธิ์ภายรั้วในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ก็อาจจะยังเป็นที่โจษจันกันอยู่บ้างตามในเมือง หรือแถบชนบทที่ข่าวสารต่าง ๆ แพร่กระจายไปถึง หากแต่บัดนี้ผมกำลังซุกตัวลบล้างแผลใจที่เกิดจากผลพวงของเหตุการณ์นั้นอยู่กลางป่าลึก

ที่นี่ไม่มีหนังสือพิมพ์ให้อ่าน ไม่มีสภากาแฟให้นั่งถกเถียงการเมือง  ข่าวสารที่พอจะผ่านหูบ้างก็อาศัยวิทยุทรานซิสเตอร์ที่ทับนอนของเราเครื่องหนึ่งเท่านั้น

เพียงแต่ผมไม่คิดจะสนใจเปิดฟังเหมือนคนอื่น ๆ 

เพราะบัดนี้ผมไม่ใช่นักศึกษาหรือประชาชนหัวก้าวหน้าที่ต้องคอยติดตามข่าวสารบ้านเมืองตลอดเวลา

แถมยังคิดรังเกียจที่จะได้ยินเรื่องบ้า ๆ พวกนั้นเสียด้วยซ้ำ เพราะผมไม่อาจลืมว่าา อนาคตของผมต้องพังพินาศก็เพราะไอ้เรื่องการเมืองบ้าบอคอแตกนี่แหละ

สมัยเรียนครูที่วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช ก็ครั้งหนึ่งแล้ว ที่ผมก็ถูกกล่าวหาว่าฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ การเรียนต้องหยุดชะงักและจบสิ้นในเวลาต่อมา ครั้นคิดจะแก้ตัวใหม่ที่กรุงเทพฯ ก็เหมือนหนีเสือปะจระเข้ ผมต้องสูญเสียหญิงคนรักซึ่งหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในค่ำคืนเกิดเหตุจลาจลล ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙

แล้วอย่างนี้จะให้ผมทนฟังเรื่องอัปรีย์พรรค์อย่างนั้นได้ยังไง

ในคืนเกิดเหตุ หญิงคนรักของผมออกจากห้องเช่าไปตามหาผมในม็อบที่เต็มไปด้วยฝูงชนบ้าคลั่งเหมือนสัตว์ร้ายผุดจากนรก

เราสวนทางกัน !

แล้วหล่อนก็หายไป

ก่อนเกิดเหตุในเย็นวันนั้นผมติดตามเพื่อน ๆ ที่เคยเรียนมัธยมในต่างจังหวัดมาด้วยกัน ออกจากห้องแถวบ้านเช่าที่จรัลสนิทวงศ์ ไปร่วมสำแดงพลังต่อต้านการกลับมาของจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรีจอมเผด็จการที่ถูกนักศึกษาและประชาชนเดินขบวนขับไล่จนต้องหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ หลังเหตุการณ์นองเลือด ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ที่บริเวณลานโพธิ ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผมร่วมฟังการอภิปรายโจมตีการทำงานของรัฐบาลในขณะนั้นว่าบริหารบ้านเมืองผิดพลาดยังไงบ้าง  โดยเฉพาะกรณีที่ปล่อยให้บุรุษหัวโล้นห่มเหลืองผู้มีชนักปักหลังอย่างพระถนอมเข้ามาลอยหน้าลอยตาในเมืองไทยได้อย่างไร หรือคิดจะปล่อยให้กลับมารื้อฟื้นอำนาจเก่าของเขาอีกครั้ง

ผมยืนฟังพวกนักศึกษาที่เป็นแกนนำบนเวทีผลัดกันอภิปรายเรื่องราวเหล่านั้นสลับกันไปจนถึงสามทุ่ม จึงคิดว่าตนคงต้องกลับเสียที

เป็นห่วงสาวบัวที่ต้องอยู่ห้องเช่าคนเดียวก็เป็นห่วง   และที่สำคัญผมเกรงเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงคืนนี้จะบานปลายซ้ำอีก

เพราะผมสังเกตการเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลที่รวมตัวกันอยู่นอกรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แถมยังมีท่าทีแปลก ๆ ไม่ผิดกับท่าทีของพวกนักศึกษาบางกลุ่มที่แฝงตัวเข้าไปก่อเหตุเผาจวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช  เมื่อครั้งที่ผมยังเป็นนักศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยครูที่นั่น

เพราะครั้งนั้นผมก็ไปร่วมชุมนุมประท้วงกับเขาด้วย

เพียงแต่โชคดีที่เมื่อเกิดเหตุลุกลามบานปลายจนกลายเป็นจลาจลย่อย ๆ ผมไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว

ผมชิ่งออกมาเสียก่อนในเสี้ยวเวลาคาบลูกคาบดอกชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด  ผมจึงไม่ต้องสูญเสียสิ่งใดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  หากแต่เที่ยวนี้การณ์กลับไม่เป็นไปเหมือนเก่า  เพราะแม้ผมจะกลับออกมาจากม็อบที่ธรรมศาสตร์ได้ทัน  แต่หญิงม่ายคู่ชีวิตของผมกลับออกไปตามหาผมที่นั่นตรงเวลาที่เขาเปิดการกวาดล้างผู้ที่ปราศจากอาวุธต่อสู้เข้าพอดี


"อีบัวมันคิดยังไงของมันนะ.."    ไอ้หมึกเพื่อนผมพูดขึ้น  ขณะเราหยุดพักเหนื่อยกันที่หน้าเหมือง "ทางหนีทีไล่จะเป็นยังไง... จะมีเส้นทางหลบหนีอยู่ตรงไหนบ้างก็ยังไม่รู้ แล้วมันเสือกออกไปตามหามึงทำไมกัน   เออ-กูช่างคิดไม่ออกเสียจริง ๆ "

"คนอย่างมึงไม่เคยมีรัก จะไปรู้อะไร"  ไอ้พริ้งขัดขึ้นก่อนจุดบุหรี่ใบจากสูบแล้วพ่นควันโขมง

"ถุย! ไอ้หัวทอ-แล้วมึงล่ะ เคยมีเมียกับเขากี่คน"  ไอ้หมึกหันมาด่าเพื่อนของมัน  "ขนาดคิดจะไปเกาะแกะอีหมอนเข้าหน่อย ก็โดนมันด่าเปิง ไอ้หัวทอเอ้ย-ยังมีหน้ามาคุย"

ไอ้พริ้งก้มมองพื้นซ่อนอาย แต่ทว่ายังไม่ยอมลดราฝีปาก

"อ้าว มึงอย่านอกประเด็นซิ"  มันพูด  "กูหมายถึงอีบัว-มันคงเป็นห่วงไอ้นุ้ยมากเลยออกตามหา  เพราะไม่คิดว่าดินแดนที่เต็มไปความเจริญอย่างกรุงเทพฯ  โดยเฉพาะในเขตรั้วสถาบันการศึกษาชั้นสูง จะมีสิ่งอันตรายซุกซ่อนยิ่งกว่าป่าดงดิบบ้านเรานะสิ"

"ไอ้พริ้งพูดถูกแล้ว"

พี่สงัด เพื่อนผู้ซึ่งอาวุโสที่สุดในหน้าเหมืองของเราเห็นด้วยกับความคิดของมัน แกพูดต่อไปว่า "เพราะอีบัวมันรักผัว  มันจึงออกตามหา   ก่อนหน้านั้นมันอาจจะนั่งฟังข่าวหรือนั่งดูข่าวโทรทัศน์แล้วเกิดลางสังหรณ์  หรืออาจจะรับสัญญาณอันตรายบางอย่างได้ด้วยความรู้สึกนึกคิดที่ใสซื่อของตนขึ้นมา   มันก็เลยเป็นห่วงไอ้นุ้ย   คนเราถ้าลงได้รักเสียอย่าง จะบุกน้ำลุยไฟ เหยียบปากเสือปากเข้ข้ามไปอีกฝั่ง มันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าหวั่นกลัวอะไรทั้งสิ้นไม่ใช่หรือ"

ผมนั่งพิงแท่งหินใหญ่อยู่ใต้ร่มไม้ใกล้ ๆ ฟังพวกเขาวิพากษ์วิจารณ์ถึงสาเหตุการหายสาบสูญไปของม่ายสาวด้วยท่าทีสงบนิ่ง    แม้ภายในใจจะเดือดพลั่กด้วยแรงโทสะที่มีต่อผู้กระทำการชั่วช้าในครั้งนั้นเพียงใดก็ตาม    แต่ผมก็ไม่อยากร่วมแสดงความคิดเห็นกับพวกเขา   สิ่งเดียวที่ผมพอจะทำได้ ก็คือสูดลมหายใจลึก ๆ พร้อมสลัดความสร้อยเศร้าที่เกิดจากการสูญหายของหญิงคนรักให้หลุดไป

เพียงแต่ไม่รู้เวรหรือกรรม เพราะยิ่งคิดสลัดมันออกไปเท่าไร่ ผลสะท้อนกลับมา ก็คุกคามจิตใจผมรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ภาพสาวบัวที่ปรากฏต่อหน้าผมสมัยก่อน ลอยมาสัมผัสสายตาด้านในอย่างไม่เว้นว่าง

แต่ละภาพแต่ละตอนที่สลับสับเปลี่ยนกันมาปรากฏ  ล้วนแต่อยู่ในช่วงอารมณ์รักหวานชื่น ชวนให้ถวิลถึงทั้งนั้น

ภาพรักเราสองที่โตนนกอาบซึ่งเป็นน้ำตกสายใหญ่ภายในป่าลึกแห่งนี้้ ก็เป็นอีกภาพที่ประทับอยู่ในใจผมจนมิอาจรื้อถอน หรือลบร่องรอยนั้นให้หมดสิ้นลงได้

วันหนึ่ง ขณะนั้นเราสองคนหยุดพักงานเพราะหุ้นส่วนเดินทางออกไปขายแร่กันที่ตะกั่วป่า ปล่อยเราสองอยู่กันตามลำพัง   ป่าแห่งนั้นจึงไม่ต่างสถานวิมานแมน   เราชวนกันไปเก็บผักป่า   และผมบอกสาวบัวว่ารู้สึกร้อน อยากลงไปลอยคอเล่นน้ำคลองให้สุขใจสักหน่อย

สาวบัวจึงว่า   "งั้นเราไปอาบน้ำตกกันเถอะ"

"โอ-จริงสิ"   ผมร้องขึ้นอย่างดีใจ ก่อนชูผักในกำมือขึ้น และบอกหล่อนว่า   "แต่เราต้องกลับไปที่ทับนอนกันเสียก่อน  เอาผักพวกนี้ไปเก็บ แล้วก็เอาสบู่กับยาสระผมมาด้วย ผมจะสระผมให้บัว"

"จ้า-ที่รัก  บัวก็ว่าจะสระผมให้คนป่าบางคนซะหน่อยเหมือนกัน  หมู่นี้เวลานอนใกล้รู้สึกเหม็นสาบเส้นผมของเขายังไงไม่รู้"

สุดที่รักของผมยืนพูดยิ้มยั่วอยู่ตรงหน้า ทำให้ผมอดใจไม่ไหว ต้องรีบคว้าเรือนกายอันน่าทะนุถนอมของหล่อนมาแนบกอด สูดดมแก้มหอมจนฉ่ำใจจแล้วจึงปล่อยให้หล่อนออกเดินนำหน้าผมกลับไปทับนอน

ในอดีตที่ผมกับสาวบัวยังคงดื่มด่ำรสรักกกันนอยู่ในป่าแห่งนี้  โตนนกอาบเป็นที่ที่เราชอบชวนกันไปเล่นน้ำบ่อยมาก

นอกจากความใหญ่โตโอฬารของสายน้ำตกที่พุ่งลิ่วลงมาจากร่องผาสูงเบื้องโน้นแล้ว รอบ ๆ บริเวณสองฝั่งลำธารที่ก่อกำเนิดไปจากสายน้ำตกแห่งนี้ ยังเป็นสถานที่ร่มรื่นชื่นสุขด้วยแมกไม้นานาพรรณ เสียงนกนกร้องอยู่บนเขาสูง และนกตัวเล็ก ๆ ขนสวย ๆ บินมากินน้ำเกสรดอกไม้อยู่ใกล้ ๆ ก็เสริมสร้างความสดชื่นแก่เราสองคนไม่น้อยเช่นกัน


"นุ้ย-บัวไม่อยากออกไปจากป่านี้เลย บัวอยากอยู่กับนุ้ยสองคนที่นี่ไปนาน ๆ นานเท่า
ไหร่ก็ได้ ถ้าหากมีนุ้ยอยู่ด้วย บัวก็มีความสุขจนเกินพอ สิ่งอื่นที่เขาอยากมีอยากได้กัน บัวไม่นึกปรารถนาจะได้สักสิ่งเดียว"

นี่คือความมักน้อยของหล่อนที่ฝากรอยประทับใจลงกลางใจผมได้แนบแน่นยิ่งนัก

แม้ว่าจริง ๆ แล้วนอกจากปัจจัยสี่ คนเราย่อมมีสิทธิ์ปรารถนามากไปกว่านั้นบ้าง แต่ถ้าหากเราไม่หมั่นปลูกฝังความรู้จักพอไปเสียแต่ต้น หนทางชีวิตที่อาจมีอันตรายจากสิ่งคาดหวังนี้ดักรออยู่ข้างหน้า เราก็คงจะฝ่าฟันไปได้ยาก ความมักน้อยเท่านั้นที่เปรียบได้กับอาวุธพกติดตัว

"เมื่อก่อน ผมเคยมีความหวังว่าจะได้เป็นครูสอนพวกเด็ก ๆ อยู่ในโรงเรียน เลิกเรียนก็กลับบ้าน ไปอยู่กับบัว เสาร์-อาทิตย์ โรงเรียนปิดก็แผ้วถางผืนป่าข้างเรือนปลูกผักปลูกหญ้าไว้กิน ไม่ต้องเปลืองเงินซื้อ..."

ผมเคยพูดกับหญิงคนรักอย่างนี้ เพื่อให้หล่อนเกิดความมั่นใจ ว่าจริง ๆ แล้วผมก็ไม่ใช่คนทะเยอทะยานอะไรนัก ชีวิตผมปรารถนาความเรียบง่ายเป็นอย่างยิ่ง

"บัวมั่นใจว่าเราสองคนคงมีความสุขมาก ๆ เมื่อวันนั้นมาถึง"

"แต่ตอนนี้ผมหมดโอกาสที่จะได้เป็นครูแล้วนี่" ผมว่า

"ได้เป็นแล้วยังไง ไม่ได้เป็นแล้วยังไง" ม่ายสาวของผมกล่าวย้อน "แต่แรกบัวยังคิดหวั่น ๆ ด้วยซ้ำ ชาตินี้อาจมีโอกาสได้ใช้ชีวิตร่วมทุกข์สุขกับครูหนุ่มอย่างนุ้ย แต่ลึก ๆ ในใจแล้ว บัวไม่ค่อยเชื่อมั่นหรอกว่าเราจะไปกันได้ตลอดรอดฝั่ง เพราะบัวก็แค่หญิงชาวบ้านฐานะยากจนคนหนึ่ง มีสามีเป็นครู เพียงแต่สักวันอาจเกิดปัญหาขึ้นมาก็ได้ ถ้าหากวันใดวันหนึ่งเขาเกิดฉุกคิดขึ้นมาว่าที่แท้เราคือตัวถ่วงความเจริญ..."

"อ้าวเฮ้ย" ผมแกล้งทำเป็นเสียงดัง "ถ้างั้นบัวก็แช่งผมนะสิ"

"แช่งอะไร?"

"แช่งให้ผมเรียนครูไม่จบไง ฮา ฮา "

" บ้า !" หล่อนค้อน "ชอบคิดตลกอยู่เรื่อย เรายิ่งใจไม่ดีอยู่ด้วย"

"โธ่-ทูนหัว" ผมจับมือหล่อนมากุมไว้ "รู้ใช่ไหม - ที่บ้านผมมีทั้งสวนเงาะ สวนยาง แล้วจะไปกลัวอะไร"

"นุ้ยไม่ได้เป็นคนปลูกสร้างเองสักหน่อย"

"แต่ผมเป็นลูก" ผมว่า "แถมเป็นลูกชายคนเดียวและคนโตเสียด้วย สมบัติพัสถานทั้งหลายที่พ่อแม่สร้างไว้ ท่านจะยกให้ใคร ถ้าไม่คิดจะยกให้ลูกของตน อีกอย่าง-ผมมีกันแค่สามคนพี่น้องเท่านั้น ถึงพ่อแม่จะแบ่งสมบัติให้เท่า ๆ กัน ก็รับรองได้ว่า ชาตินี้พวกเราก็จะต้องพอมีพอกินไม่เดือดร้อนเด็ดขาด"

ไม่วายที่ผมจะพูดจาหว่านล้อมให้หล่อนรู้สึกเบาใจขึ้นมาอย่างไร   หากแต่หญิงบัวก็คือหญิงบัววันยังค่ำ...

นี่คือสาเหตุที่ทำให้เราดิ้นรนขึ้นไปเสาะหาความรู้เป็นบันไดนำพาชีวิตไปสู่จุดหมายปลายทางด้วยลำแข้งลำขาของตนกันที่กรุงเทพฯ ดินแดนที่ใครหลายคนพากันเชื่อว่าเป็นเมืองฟ้าอมร ทั้งที่จริง ๆ แล้วที่นั่นเต็มไปด้วยสารพัดสัตว์ ที่ออกอาละวาด และแอบหากินอยู่บนความแร้นแค้นของบุคคลอื่น

และนั่นก็คือชนวนชักนำให้หล่อนต้องหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย

"กูก็เตือนมันแล้ว"

ผมได้ยินพี่สงัดถอนลมหายใจ และเอ่ยปรารภกับเพื่อนที่นั่งคุยกันอยู่ตรงนั้นด้วยน้ำเสียงที่เบาแสนเบา จากนั้นก็ชวนกันลงมือทำงานต่อ...

เหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวงของฝ่ายการเมืองที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับนิศิษย์นักศึกษา เพราะหลังจากนั้นดูเหมือนเวทีกลางแจ้งของนักศึกษาจะถูกรื้อทำทายจนหมดสิ้น เป็นเหตุให้พวกเขาหมดทางเลือกที่จะต่อสู้กันทางความคิดอย่างเปิดเผย พวกเขาจึงจำต้องแสวงหาทางเลือกใหม่

นักศึกษาหลายคนที่รอดตาย และรอดจากการถูกติดตามจับกุม ก็ได้ทิ้งเมืองหนีเข้าป่าไปจับอาวุธต่อสู้กับความอยุติธรรมร่วมกับกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย เปิดประวัติศาสตร์การต่อสู้หน้าใหม่ให้กับพรรคคอมมิวนิสต์ 

ค่ายคูการสู้รบและซ่องสุมฝึกกำลังพลของทหารปฏิวัติที่มีอยู่เดิม ต้องทบทวนจัดการการบริหารกำลังพลกันอย่างหนัก เขตงานต่าง ๆ ถูกวางแผนการเคลื่อนไหวเพื่อการปฏิวัติมวลชนออกมาหลายรูปแบบ   เพื่อให้สอดคล้องกับกองกำลังที่เพิ่มมาใหม่ของสหายนักศึกษา ซึ่งล้วนแต่เป็นชนชั้นปัญญาชนที่สามารถจะช่วยเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ให้เข้าถึงมวลชนที่เป็นแนวร่วมได้ดีขึ้น  ดังนั้น สหายนักศึกษาเหล่านี้ ส่วนหนึ่งจึงได้รับการจัดตั้งให้เป็นสหายนำในการรณรงค์โฆษณาชวนเชื่อ  เคลื่อนไหวใกล้ชิดมวลชนในทุกพื้นที่ เพื่อเผยแพร่อุดมการณ์ปฏิวัติให้ก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป

ที่ดงเขายาของเรา เวลานี้ไม่มีใครกลัวคอมมิวนิสต์กันอีกแล้ว ภาพชาวนนาลากแอกจูง
ไถไถนาที่รัฐบาลบาลในอดีตเคยสร้างภาพหลอนเอาไว้ บัดนี้มันใช้ไม่ได้อีกแล้ว

ชาวเหมืองป่าดงเขายารู้แล้ว ว่าแท้ที่จริงลัทธิคอมมิวนิสต์คืออะไร

                                               ********************




Create Date : 20 มกราคม 2556
Last Update : 21 มกราคม 2556 17:35:44 น. 0 comments
Counter : 752 Pageviews.  
 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

หลวงเส
 
Location :
สุราษฏร์ธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add หลวงเส's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com