จินตนาการจากความว่างเปล่า
Imagination from the emptiness
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2551
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
11 ธันวาคม 2551
 
All Blogs
 
เมืองโบราณ 2008


ร่องรอยบุราณ
ปีผ่านเลยไป
รอยร้าวรานใด
ปลดใจให้ลืม



ผ่านไปหนึ่งปีไม่น่าเชื่อฉันได้กลับมาที่ "เมืองโบราณ" อีกครั้งอย่างไม่ได้ทันตั้งตัว ภาพเก่าๆ ที่เคยมาที่นี่สองคนกับแฟนเก่าสมัยยังหวานๆ กันอยู่เมื่อปีที่แล้วก่อนที่ฉันจะทราบเรื่องน้องอีกคนก็ย้อนกลับมาทำให้คิดถึงวันคืนดีๆ ของพวกเราพอควรตลอดเวลาที่เที่ยวที่นั่น แต่งานนี้ก็ต้องขอบคุณเพื่อนแสนดี ที่ชวนไป เพราะจะทำให้ฉันไม่ต้องกลัวการมาเมืองโบราณในคราวหน้าเพราะต่อไปคงมีแต่ภาพขำๆ ของพวกเราเต็มไปหมดแทน (อิอิ)


ภาพเก่าเงาเอย
ที่เคยหลงปลื้ม
อาจหวานดูดดื่ม
เพียงยืมเงาลวง



บางทีคนเราก็ไม่ต้องการอะไรมากมายในชีวิต แค่เวลาพักผ่อนเล็กๆ กับงานอดิเรกที่ชอบ กับเพื่อนดีๆ ที่รู้ใจสักคน กับบรรยากาศสบายๆ ก็ทำให้มีความสุขได้ ฉันคิดว่าถ้าปีนี้ฉันต้องมากับแฟนเก่าสองต่อสองแบบปีที่แล้ว แทนที่จะสุขใจแบบปีที่แล้ว ฉันคงรู้สึกอึดอัดใจไปแทน ฉันมักจะโทษว่าเค้าเปลี่ยนไป แต่จริงๆ แล้วก็เป็นฉันเองที่เปลี่ยนไปเหมือนกัน ช่วงนี้ฉันเหมือนจะสะเทือนอารมณ์เล็กน้อยเพราะเห็นแฟนใหม่ของเค้าลืมตัวไปว่าได้ทำอะไรฉันมาบ้าง ถึงขนาดเที่ยวเล่าโน่นเล่านี่ให้คนในกลุ่มเพื่อนของฉันฟังแล้วย้อนกลับมาหาฉัน ทั้งๆ ที่เค้าน่าจะทราบดีว่าความสัมพันธ์ของพวกเค้านั้นสร้างขึ้นมาจากน้ำตาของผู้หญิงคนหนึ่งที่เค้าทำลายความสัมพันธ์หกปีของพวกเราไป ฉันไม่ว่าอะไรที่เค้าแทรกเข้ามา ความรักมักทำให้คนเราทำอะไรไม่ยั้งคิด (รวมทั้งฉันเอง) แต่สิ่งที่ฉันเสียใจคือในฐานะคนที่ยังอยู่ในกลุ่มเพื่อนเดียวกันเค้าน่าจะเกรงใจกันบ้าง แต่นั่นแหล่ะ ถ้าฉันไม่เอามาใส่ใจหรือลืมเลือนเรื่องราวเลวร้ายเหล่านั้นไปได้ ฉันคงจะแข็งแกร่งดุจหินผา (เหมือนที่เค้าเข้าใจผิด ยังจำได้ไม่หายที่น้องใหม่ของเค้าเมล์มาหาฉันแบบใสซื่อตอนที่ผิดหวังอะไรเพียงเล็กๆ น้อยๆ ที่ฉันไม่เคยเข้าใจว่าจะเมล์มาปรึกษาฉันทำไมว่า "How can you get rid of the pain ka?" เค้าจะรู้ไหมว่าความเจ็บปวดที่เกิดจากเค้าทำฉันเองนั้นมันยังไม่หาย แล้วฉันก็ต้องนั่งกัดฟันเขียนเมล์ปลอบใจน้องเค้าไปด้วยความเป็นรุ่นพี่) ฉันไม่อยากให้มีอะไรมาสั่นคลอนอารมณ์ให้อ่อนไหว หวังว่าพรุ่งนี้ฉันจะเข้มแข็งพอเท่าตอนที่ตัดสินใจบอกเค้าว่าไม่ต้องโทรศัพท์มาหา... หวังว่าพรุ่งนี้ฉันจะเข้มเข็งพอเท่าตอนที่ตัดสินใจบอกเค้าว่าฉันจะไม่ขึ้นรถเค้า... หวังว่าพรุ่งนี้ฉันจะเข้มแข็งพอเท่าตอนที่ตัดสินใจบอกเค้าว่าให้ไปดูแลน้องคนใหม่ของเค้าดีๆ อย่าติดต่อฉันมาอีก... พรุ่งนี้... ฟ้าต้องสดใส!


คนเอยพอหลง
แสนปลงน่าห่วง
เริงโลกหลอกลวง
เย้ยช่วงชิงชัย

จึงควรจากมา
ถือสาหาไม่
ท่องไว้อภัย
ปล่อยใจเบาบาง

กางปีกออกบิน
ชมถิ่นโลกกว้าง
ปลดปล่อยทุกอย่าง
ทราบวางทุกข์คลาย




Create Date : 11 ธันวาคม 2551
Last Update : 11 ธันวาคม 2551 23:58:57 น. 13 comments
Counter : 470 Pageviews.

 
"ขันธ์ห้า"ก็ว่าเป็น"ทุกข์"แล้ว ...ก็แล้วใยคนเราต้องถวิลหา/กังวลหรือพะวงถึง"ขันธ์สิบ"อีกเล่าหนอ ...
ถอดความจาก.."พุทธพจน์" ครับคิดว่าปลอบใจตัวเองดีเหลือเกิน...

...ในยามที่ตัดสินใจว่า..ชีวิตที่คงอยู่นี้มีเพียง"หนังสือ...คือ...เพื่อนชีวิต"ที่แท้จริงเท่านั้น...

อิ..อิ..มองโลกในแง่ร้ายไปหรือ?.."เปล่าครับ..ยังปกติ Optimism ดีอยู่" เพียงแต่..มีที่ดีก็ยังไม่ได้ ..มีที่ได้ก็ยังไม่ดี...สู้ไม่มีเสียเลยก็ไม่น่าจะแปลกอะไร...ประมาณนั้น!!!

ขึ้นต้นด้วยคำว่าเป็นทุกข์ก็ขอลงท้ายด้วยความเป็นสุขสินะ..

+ความสุขใดจะเสมอเหมือนเท่า"ความสงบ"เป็นไม่มี.นั้นจริงแท้+

หมายเหตุ: อาจจะถอดความไม่เคลียร์จึงขออนุญาตขยายความ:- ขันธ์ห้า=ในตัวคนแต่ละหนึ่งคน ส่วนขันธ์สิบหมายถึงชีวิตคู่ครับ.


โดย: แฟนบล็อค IP: 58.8.152.67 วันที่: 12 ธันวาคม 2551 เวลา:4:39:49 น.  

 
//larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/004028.htm

อนิจจัง คือความไม่เที่ยง

เริ่มต้นพระพุทธองค์ให้ดูความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง
ลงท้ายน้อมเข้ามาที่กายใจ
โดยกำหนด "มุมมอง" ไว้ว่ากายคือส่วนที่เป็นธาตุแข็ง ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม
ดูง่ายๆว่าไออุ่นในร่างเราคงที่ไหม ดูว่าส่วนที่แข็งจะขืนอยู่ในสภาพเดิมได้ไหม
ส่วนใจนั้น ให้กำหนดมุมมองไว้เป็นความสุข ทุกข์ เฉย ไม่เที่ยงเหมือนกัน
หรือกำหนดมุมมองไว้เป็นความหมายรู้หมายจำ ไม่เที่ยงเหมือนกัน
หรือกำหนดมุมมองไว้เป็นความตั้งใจทำดี ทำชั่ว ทำกิจปกติ ไม่เที่ยงเหมือนกัน
หรือกำหนดมุมมองไว้เป็นความรู้ชัดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจคิด ไม่เที่ยงเหมือนกัน
เรียกว่ามองกายใจโดยความเป็นขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

ทุกขัง คือความทนอยู่ในสภาพใดๆถาวรไม่ได้

เมื่อเห็นกายใจโดยความเป็นของไม่เที่ยง
นานเข้าก็ย่อมตระหนัก และเกิดความเห็นแจ้ง ประจักษ์ชัด
ว่ากายใจนี้ จะอยู่ในสภาพใดๆก็ตาม ย่อมทนรักษาสภาพนั้นๆไม่ได้เลย

อนัตตา คือความไม่ใช่ตัวตน ไม่มีเจ้าของ สักแต่มีองค์ประกอบประชุมกัน

เมื่อเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ของกายใจ
ย่อมเกิดความรู้ ความมีสติที่จะเห็นตามจริงว่ากายใจไม่ใช่ตัวตน ไม่มีเจ้าของ
ไม่มีใครบัญชาว่าจงคงสภาพอย่างนี้ตลอดไป จงจำให้ได้อย่างนี้ถาวร
อีกประการหนึ่ง พระพุทธองค์ให้กำหนดรู้ความเป็นอนัตตาโดยตรง
ผ่านการเห็นแบบแยกแยะ ว่าอย่างนี้ตา อย่างนี้รูปที่ตาเห็น อย่างนี้อาการเห็น
เมื่อเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้ม ได้แตะ ได้คิดนึก
ก็เหมือนไม้สีกันเกิดไฟ ไฟไม่เป็นตัวของตัวเอง แยกไม้ออกไฟก็ดับ
เหมือนกับสุข ทุกข์ เฉย ย่อมไม่เกิดขึ้นเองลอยๆ แต่มีเหตุคือการประชุมกันของอายตนะ
เมื่อเห็นแจ้งก็เบื่อหน่าย คลายความยึดติดเสียได้ว่านั่นเป็นตัวเป็นตน
แต่ทราบชัดว่าสักว่ามีปรากฏการณ์เพราะเหตุปัจจัยประชุมกันเท่านั้น
ผู้เห็นแจ้งคือจิต ผู้เป็นอิสระคือจิต ผู้หลุดพ้นคือจิต


โดย: khon na derm IP: 202.44.219.100 วันที่: 12 ธันวาคม 2551 เวลา:8:35:25 น.  

 
--- คุณแฟนบล็อค ---

จริงค่ะ วันที่ไปเที่ยวเมืองโบราณนี่แหล่ะค่ะ มีเหตุให้ต้องคิดว่าถ้าชีวิตนี้มีแฟนไม่ดีก็ขอไม่มีเลยจะดีกว่า ไม่รู้จะไปแบกขันธ์สิบทำไมเน๊อะค่ะ แค่ขันธ์ห้าของตัวเราเอง ยังตามรู้ตามดูไม่ทันเลย ควบคุมอะไรมันก็ไม่ได้ เหนื่อยๆ

ขอบคุณสำหรับคำทักดีๆ นะคะ ให้ข้อคิดเยอะเลย


--- คุณคนหน้าเดิม ---

ชอบไปลานธรรมเหมือนกันเลยค่ะ คุณคนหน้าเดิมเคยไปกราบหลองพ่อปราโมทย์ที่สวนสันติธรรมไหมคะ ไร้นามเพิ่งไปมาเมื่อปลายเดือนที่แล้วนี่เอง (วันจับฉลากปฏิบัติธรรม) คนเข้าวัดกันนับพันดีจังเลย... มีจับฉลากด้วยค่ะ ไร้นามจับได้หมายเลขลำดับที่ 1993 ดูเหมือนกว่าจะได้ไปส่งการบ้านคงอีกห้าหกปี ดีเหมือนกันค่ะ ด้วยภาวะจิตตอนนี้ปีสองปีนี้คงยังฟุ้งซ่านอยู่ ถ้าอีกห้าปีคงจะมีการบ้านไปส่งพอดี ยังจำได้เลย เมื่อหลายปีก่อนจิตใจผ่องใส เคยไปนั่งวิปัสสนากับหลวงพ่อตอนสมัยอยู่ที่กาญใหม่ๆ ยังถูกชมว่ารู้ตัวอยู่เลย ตอนนี้รู้เลยค่ะ ว่าสภาพจิตขณะนี้หลังเผชิญเรื่องราวความผิดหวังนั้นยังไม่พร้อม ทุกสิ่งมันไม่เที่ยงจริงๆ เลยนะคะ

แต่นึกไปอีกที ก็ต้องถือว่าโชคดี และต้องขอบคุณทุกคนที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา เพราะทำให้ได้เห็นธรรม (ไตรลักษณ์ นั่นเลย) และ ทำให้มีโอกาสได้ฝึกช่วยตัวเองจากสภาพที่ไม่ปกติ ให้กลับไปปกติอีกครั้ง น่าสนุกดีเหมือนกันค่ะ @^_^@

ขอบคุณสำหรับข้อความดีๆ เสมอมานะคะ ดีใจที่มีกัลยาณมิตรดีๆ อย่างคุณคนหน้าเดิมมานานปี

ขอธรรมรักษานะคะ


โดย: ไร้นาม วันที่: 12 ธันวาคม 2551 เวลา:21:42:17 น.  

 
เป็นกำลังใจให้นะคะ สำหรับโน้ตแล้ว ฟ้าหลังฝนมันสดใสจริงๆนะ พอมองย้อนกลับไป ก็แสนจะดีใจผ่านพ้นมันมาได้ รู้สึกว่าตัวเองเข้าใจอะไรมากขึ้น...เข้มแข็ง...เป็นผู้ใหญ่ ได้มองเห็นความรักที่มีอยู่รอบตัวเราตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่เราเองไม่เคยใส่ใจ เพราะมัวแต่ไปสนใจความรักของคนๆเดียว จริงๆมีคนรักเราอีกเยอะแยะเลยนะคะ สู้ๆนะคะ ไม่มีใครช่วยเราได้ นอกจากตัวเราเอง (จริงๆน่าจะเป็นช่วงเวลาทองของการปฏิบัติเลยมั้งพี่อุ๊......ต้องใช้ทรัพยากรให้เป็นประโยชน์ พลิกวิกฤตเป็นโอกาส....อิอิ)


โดย: crossbite IP: 202.28.181.11 วันที่: 12 ธันวาคม 2551 เวลา:22:08:22 น.  

 
แวะมาทักทายเยี่ยมบล็อกนะคะ

จริงๆแล้ว แอบอ่านบล็อกคุณไร้นามมานาน แต่ไม่เคยได้เม้นท์ซักที
แต่วันนี้อยากเม้นท์เพราะว่า เห็นภาพเมืองโบราณแล้วอดคิดถึงคนพิเศษไม่ได้
เคยไปเที่ยวเมืองโบราณครั้งนึงกับคนพิเศษเหมือนกันค่ะ
แต่มาวันนี้คนพิเศษคนนั้น ก็ไม่ได้อยู่กับเราแล้ว (เหมือนกันเลยเนอะ ^^)

กำลังอยู่ในช่วงปรับจิตปรับใจให้ยอมรับความจริง และก้าวเดินต่อไปให้ได้

อ่านบล็อกคุณไร้นามแล้วได้ข้อคิดดีๆกลับไปเตือนตัวเองเสมอๆค่ะ


โดย: Twiggy IP: 58.136.207.19 วันที่: 13 ธันวาคม 2551 เวลา:8:19:30 น.  

 
"หวังว่าพรุ่งนี้ฉันจะเข้มแข็งพอ... พรุ่งนี้... ฟ้าต้องสดใส!"

อย่ารอ"พรุ่งนี้"อยู่เลยนะ...."วันนี้"เลยดีกว่าจ้ะ...สู้ๆ
หายป่วยเร็วๆนา จาได้หาเรื่องเที่ยวกันใหม่ อิอิ ;-)

รูปสวยอีกแล้วจ้า...(เรายังไม่ได้เอาออกจากกล้องเลย แหะๆ)


โดย: Ja~ IP: 203.113.0.206 วันที่: 13 ธันวาคม 2551 เวลา:14:12:10 น.  

 
"ธรรมะ"นั้นเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง(ความรู้สึกส่วนตัวมั๊ง)คือ ยิ่งอ่าน...ยิ่งฟังบ่อย ๆก็ยิ่งทำให้จิตสงบรำงับเย็นลง...อย่างน่าประหลาด ..เป็น"อะกาลิโก"โดยแน่แท้ไม่เเปรผัน...

ปกติผมมักฟังจากแผ่นซีดี; ทางสื่อทีวี วิทยุด้วย ที่ประจำก็ทางคลื่นเอเอ็ม 963..ก็ให้รู้สึกหลากหลายดีครับ.แต่จะให้ดีต้องเข้าวัดปฏิบัติธรรมเลยใช่ไหม..ส่วนตัวรู้สึกไม่ค่อยสะดวกน่ะในภาวะโลกปัจจุบัน.

ระหว่างฟังก็ชอบจับมิติที่ตนเองพอเข้าใจและนำมาปฏิบัติได้ทันที...อาทิ "กายและจิต"เป็นเรื่องที่แยกกันไม่ออก...พระอาจารย์
ท่านกล่าวต่อไปว่า...

"กาย"ต้องมีการ"เคลื่อนไหว"=นานาอากัปร์..รวมการทำงาน..ออกกำลัง...ฯลฯส่วน "ใจ"(ตรงกันข้ามเลย+นี้สำคัญ)ต้อง "นิ่ง"=นิ่ง เฉย ทำสมาธิ ให้สงบ เย็น ...ไม่ฟุ้ง ฯลฯอะไรประมาณนี้.. ก็เป็นการแปลความที่ Get ได้..ถูกผิดก็เม้นท์มาได้นะครับ.


โดย: แฟนบล็อค IP: 58.8.157.203 วันที่: 14 ธันวาคม 2551 เวลา:0:57:18 น.  

 
--- น้อง crossbite ---

ขอบคุณสำหรับกำลังใจดีๆ นะคะ ต้องใช้ทรัพยากรให้เป็นประโยชน์
พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสจริงๆ @^_^@


--- คุณ Twiggy ---

ดีใจที่มาเม้นท์นะคะ เลยได้รู้จักเพื่อนเพิ่มอีกคน
มีความหลังที่เมืองโบราณเหมือนกันเลยค่ะ
มาค่อยๆ ตัดใจเป็นเพื่อนกันนะคะ


--- Ja~ ---

จริงด้วย ต้องเป็น "วันนี้" เลยสินะ ฮะ ฮะ


--- คุณแฟนบล็อค ---

เวลาจิตตกอ่านหนังสือธรรมะแล้วก็รู้สึกดีจริงๆ ค่ะ

ตอนนี้ไม่กล้าวิจารณ์ใครเรื่องธรรมะค่ะ เพราะยังไม่รู้ว่าอะไรคือทางที่ถูก
แต่ก็ชอบอ่านทุกแนวค่ะ ขอบคุณที่เอามาแชร์กันนะคะ


โดย: ไร้นาม วันที่: 15 ธันวาคม 2551 เวลา:0:23:29 น.  

 
ในความเห็นส่วนตัวยังคิดว่า ชีวิตฆราวาสนี้ต้องอยู่แบบผสมผสานกันระหว่างทั้งทางโลกและทางธรรมนะจึงจะอยู่ได้อย่างมีคุณภาพชีวิตของตนๆ ได้...

+ไมรู้ว่าไปอ่านเจอะเจอที่ใดที่บอกว่า"มนุษย์"เราที่ดำรงชีวิตประจำวันอยู่นี้..แท้จริง..เราอยู่ภายใต้สภาพ"ความกลัว" กลัวอะราย?????ก็น่าจะกลัวไปหมดทุกเรื่อง..เพียงแต่เราไม่ค่อยรู้ตัว...ไม่แสดงออกมาให้เห็น...(บางครั้งก็แสดงออกจนเห็นได้ชัด อาทิเมื่อมีภัยมาใกล้ตัว!!!)

...เขียนแบบนี้ว่าไปแล้วใกล้บ้า..เอ๊ย..ใกล้"ปรัชญา"เข้าไปทุกทีนะเนี่ย..คิดๆ ดูก็น่าจะจริงบางส่วนน่ะ..เป็นต้นว่ามนุษย์จึงต้องสิ่งแสดงออกถึงการมี "กลวิธาน"ในการป้องตนเองออกจากสิ่งที่เผชิญ...

"Rainam" และผู้ร่วมเดินทางท่านอื่นครับ..เห็นด้วยกับผมไหมที่เขาว่ากันว่า..โดยหลักๆ แล้วมี"ความกลัว"อยู่ 6 อย่างเรียงลำดับได้ดังนี้..
+ กลัวจน (เอ๊า..ไม่กลัวได้งัย ไม่มีจะกิน ปากท้อง..ปัจจัยสี่อ่ะ..เรื่องใหญ่เชียวหละผมว่านะ)

+กลัวแก่(ใครจะไม่กลัวชอบตอบที..อย่างน้อยความแก่ก็ทำให้ไม่ค่อยมีแรงทำมาหาเลี้ยงชีพ..เพราะนั้นตอนหนุ่มสาวจึงต้องตั้งใจทำงาน..ออมตังค์ไว้นะ.แต่ที่แย่คือบางคนทุกภาคส่วนของสาขาอาชีพก็รีบโกง!?!..เกิดมิจฉาชีพ ฯลฯ)

+กลัวการติฉินนินทา(กลัวคนอื่นว่าร้ายใส่ความไม่ว่าจริง/เท็จ(เอ..อันนี้ค่อนไปนามธรรม..เก็บไปคิดเองละกันว่ากลัวจริงรึเปล่า)

+กลัวการถูกโดดเดี่ยว(นี่ก็นามธรรมอีกแล้ว!?!..ถ้าจะจริงนะ คนเราหากขาดญาติสนิทมิตรสหายหรือลงลึกหน่อยก็คนรักคนรู้ใจ...หรือแม้เพื่อนร่วมงานก็ไม่เอาด้วย..ก็คงแย่เช่นกัน...เข้าตำรา"มนุษย์เป็นสัตว์สังคม"นั่นปะไร!!!

+สุดท้ายอีกสอง"กลัว"ไม่ต้องพูดพล่ามแล้ว...ใครก็รู้กันทั้งนั้นก็.."กลัวเจ็บป่วยและกลัวตาย"งัยล่ะ...แต่ที่น่าสน..คือในทางธรรมะโอสถบอกไว้ว่าทั้งหกทั้งมวลมีวิธีแก้ไขได้หมดเลย...

อย่างน้อยก็ผ่อนหนักเป็นเบาและ/หรือชะลอมันได้..ส่วนจะยังวิธีใดก็ขึ้นกับตัวใครตัวมันละกัน(บัวสี่เหล่า..อิ..อิ.)แค่โพสต์มายาวเหยียดนี่ก็คงจะเป็นที่รำคาญสำหรับท่านผู้อ่าน..ก็ต้องขออภัยด้วยครับ..และเม้นด้วยก็ดี..แนวผมละก็เป็นแบบนี้เจาะจงธรรมะเลยก็ให้รู้สึกมึนๆเอาเหมือนกัน..ขอบคุณคร๊าบ.


โดย: แฟนบล็อค IP: 58.8.160.234 วันที่: 28 ธันวาคม 2551 เวลา:10:33:20 น.  

 
--- คุณแฟนบล็อค ---

ดีค่ะเอาธรรมะมาปันวันละนิด เห็นด้วยกับความกลัวหกค่ะ นึกแล้วเกือบครบเลยนะคะ โดยเฉพาะเรื่องแก่ เจ็บ ตาย ทำให้นึกถึงเรื่องกลัว "เกิด" ถ้าเราไม่เกิดเลยคงไม่ต้องกลัวอีกหกอย่างที่เหลือแล้ว เคยมีคนบอกว่าถ้าเราพบเห็นอะไรเรื่อยๆ อาจจะเข็ดขยาดกับการมีชีวิต หรือการเวียนวายตายเกิดก็ได้

ธรรมรักษานะคะ


โดย: ไร้นาม วันที่: 28 ธันวาคม 2551 เวลา:11:42:46 น.  

 
ขอบคุณที่ให้กำลังใจในข้อความที่โพสต์ลงครับ...กอปร์กับไม่อยากให้หน้าต่างว่างนานจึงแวะมาไขขานแวะชมเช่นเคย..

ที่จริงตนเองก็ไม่รู้อะไรมากมายหรอกครับ...ก็อาศัยจากท่านอื่นๆที่กรุณาเขียนลงไว้แล้วนำไปคิดพินิจพิเคราะห์..ก็ได้อะไ ขึ้นมากเชียวครับ.

+ในเที่ยวนี้อยากจะตั้งเป็นประเด็นเล็กน้อยซัก 2-3 ข้อเผื่อได้คำตอบไว้ประดับความรู้เพราะรู้สึกว่าจะถกกันไม่รู้จบ.

อันที่ 1: ว่ากันว่าคนไทยนับถือพุทธกว่า 90 % (อ้างเอาจากสัมโนครัว)แต่มีน้อยนักที่ชาวไทยพุทธเราจะเข้าใจและ"ปฏิบัติ"ตามวิถีพุทธอย่างแท้จริง.(เทียบกับศาสนาอื่นแล้วดูจะเคร่งกว่า!?!)

อีกอย่างก็คือ"จริงหรือ"ที่ว่า ศาสนาพุทธเป็นตัวถ่วงความเจริญ(อย่าเพิ่งเถียงหัวชนฝา) เขาว่ากันน่ะ..ทำนองว่า ...เข้าใจยากและมากมายหลากหลายพิธีกรรม...ทั้ง...พุทธแท้..เทียม...พราห์ม..ความ

ไม่ค่อยเป็นเอกภาพ..อะไรประมาณนี้..จึงทำให้คนเป็นพุทธแต่ในใบสูติบัตร!?!โอ๊ยจาระนัยไม่หมด...สุดท้ายก็มักจะมีคนตอบแบบสรุปลงท้ายไปเลยว่า..ว่า..ใครทำใครปฏิบัติคนนั้นได้..ดังนี้แล...สาธุ.
------------------------------------------------------------------
------------------------------------------------------------------
ทั้งหมดทั้งมวลมิได้มีเจตนาหมิ่น...เพราะตนเองก็พุทธเหมือนกันและเป็นพุทธจากหัวใจจริงด้วย..เพราะเชื่อ...ศรัทธาว่าปฏิบัติได้..เห็นผลจริง.

-----------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------
สมเด็จพระญาณสังวรณ์ฯ

"บุคคลมีศรัทธา มีเพียร มีศีล มีสติ ได้สมาธิ มีปัญญา"
---------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------


โดย: แฟนบล็อค IP: 58.8.162.176 วันที่: 8 มกราคม 2552 เวลา:11:26:51 น.  

 
+ ขอฝากข้อคิดคำคมเนื่องวันแห่งความรักวันวาน(14 กุมภาฯ)
ผมว่านักเขียนเลื่องชื่อผู้นี้(เช็กสเปียร์)เกิดมาเพื่อยังประโยชน์/จรรโลงสีสรรให้แก่มวลมนุษย์เพื่อการดำรงอยู่ในโลกใบนี้โดยแท้.ว่ามั๊ย.?
--------------------------
+The course of true love never ran smooth.
But if you can hold to the course,you can surmount the obstacles that life puts in theway"

"ความรักย่อมมีอุปสรรค แต่อุปสรรคจะทำให้รักเรา มีความหมายมากขึ้น"

เช็กสเปียร์


โดย: แฟนบล็อค IP: 58.8.232.53 วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:15:25:14 น.  

 
--- คุณแฟนบล็อค ---

ชอบคำขวัญมากเลยค่ะ ขอบคุณที่เอามาฝากนะคะ


โดย: ไร้นาม วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:0:52:09 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
ไร้นาม
Location :
ปทุมธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]





"อ่านคนอ่านที่ความคิด
หาใช่ชื่อเสียงเรียงนาม"
Friends' blogs
[Add ไร้นาม's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.