ลาตาย!
ลาตาย!

ขนหัวลุก

ใบหนาด



"แก้ว" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากปิ่นเกล้า

ดิฉันเคยได้ยินเรื่องลางสังหรณ์มาพอสมควร เช่น ฝันร้ายในคืนก่อนเดินทางว่าประสบอุบัติเหตุร้ายแรง เกิดความหวาดกลัวจนไม่กล้าไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุจนถึงบาดเจ็บและล้มตาย เป็นต้น

ส่วนลาง สังหรณ์ของผู้อื่นก็คือ เห็นคนรู้จักกันเดินมาตอนกลางวันแสกๆ แต่ไม่มีเงาบ้าง หรือมีเงาแต่หัวขาดบ้าง จะทักก็ไม่กล้าเพราะกลัวว่าจะถูกโกรธเคือง ทั้งๆ ที่มีเคล็ดว่าถ้าทักแล้วจะทำให้คนถูกทักพ้นเคราะห์

ในที่สุดคนที่ไม่มีเงาก็มีอันต้องเสียชีวิตไปจริงๆ ส่วนมากมักจะเป็นอุบัติเหตุค่ะ

ดิฉันเองเคยประสบกับเรื่องทำนองนี้มาแล้วเมื่อราว 4-5 ปีก่อน แต่ยังจดจำได้แม่นยำไม่มีวันลืมเลือน!

ขณะนั้นดิฉันเปิดร้านเสริมสวยเล็กๆ อยู่แถวปิ่นเกล้า เป็นย่านที่มีผู้คนพลุกพล่าน เพราะมีทั้งศูนย์การค้า บาร์คาราโอเกะ โรงนวดแผนโบราณและคาเฟ่ มีหอพักหรือห้องแบ่งเช่ามากมาย คนเช่ามักจะทำงานสถานบริการ ส่วนหนึ่งก็เป็นลูกค้าขาประจำของดิฉันด้วย

"นุช" เป็นนักร้องคาเฟ่วัยต้นยี่สิบ รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว หน้าตาสะสวย มักจะติดรอยยิ้มอย่างอารมณ์ดีเสมอ นิสัยช่างพูดช่างคุย กิริยามรรยาทก็สุภาพเรียบร้อย ก่อนไปทำงานมักจะมาสระผมที่ร้านดิฉันเกือบทุกวัน

เธอเล่าว่าเป็นคนปราณบุรี มักจะหาโอกาสกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่เป็นประจำ...โดยเฉพาะปีใหม่กับสงกรานต์จะไม่ละเว้นเด็ดขาด!

บางวันก็มีแฟนอายุไล่เลี่ยกันขี่รถมอเตอร์ไซค์มารับกลับไปห้องเช่า อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ขับรถไปส่งที่คาเฟ่ ส่วนขากลับนุชจะนั่งตุ๊กๆ กลับเอง เธอเคยเล่าว่าแฟนที่ชื่อวินต้องพักผ่อนเพราะต้องไปทำงานตอนเช้า

เหตุการณ์น่าขนหัวลุกเกิดขึ้นตอนใกล้ปีใหม่นั่นเอง!

นุชมาสระผมที่ร้าน สังเกตดูหน้าเศร้าๆ ท่าทางหงอยเหงา ไม่ช่างพูดช่างคุยเหมือนเคย ดิฉันลองไต่ถามดูก็รู้สาเหตุว่าผู้จัดการไม่ยอมให้ลางาน เพราะปีใหม่แขกเยอะ นุชเองก็ได้ชื่อว่าเป็นนักร้องเจ้าเสน่ห์ หรือระดับดาราที่เรียกแขกได้ดีคนหนึ่ง

"คาเฟ่อื่นที่นุชเคยร้อง เพลงก็ไม่เคยมีปัญหา" เธอพูดพร้อมกับทำตาแดงๆ "แต่ที่นี่ถึงกับบอกว่าถ้าไม่มาทำงานตอนปีใหม่ก็ลาออกไปเลย...ออกก็ออกซีคะ! คาเฟ่อื่นๆ ก็ยังมี"

"ถ้าตัดสินใจได้แล้วจะทำหน้าเศร้าทำไมล่ะ?"

"นุชเสียใจที่เคยบอกปัดที่อื่นไปน่ะซีคะ ทั้งๆ ที่เขายืนยันว่าจะลาหยุดเมื่อไหร่ก็ได้ตามใจชอบ ไม่ว่าลอยกระทง สงกรานต์หรือปีใหม่ก็ไม่มีปัญหา...แต่ที่นี่คิดจะเรียกแขกลูกเดียว เอาจับฉลากของขวัญมาล่อ แล้วบังคับนักร้อง"

ดิฉันเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเต็มที เพราะนักร้องสวยๆ แถมน่ารักอย่างนุชไม่มีวันตกงานง่ายๆ เป็นแน่...

หลังจากสระไดร์ ทำเล็บเท้าเล็บมือเสร็จ นุชก็ยกมือไหว้ล่ำลา อวยพรปีใหม่ให้กันและกันเสร็จสรรพ...จู่ๆ เธอก็อยากนวดหน้าที่ไม่เคยทำมาก่อน ดิฉันเแซวว่า กลับบ้านคราวนี้พ่อแม่คงจะจำลูกสาวแทบไม่ได้ เพราะสวยกว่าเดิมจนผิดหูผิดตา!

พอดีมีลูกค้าขาประจำที่เป็นแม่บ้านเข้าร้านมา 2-3 คน นุชยกมือไหว้ สวัสดีปีใหม่ พวกคุณป้าคุณน้าก็อวยชัยให้พรเธอ...พอดีมีเสียงแตรดังขึ้นเบาๆ วินนั่นเองที่มารับแฟนตามเคย...นุชทำท่าจะออกจากร้านแล้ว แต่กลับหันมายกมือไหว้ ล่ำลาดิฉันอีกครั้ง

...คงใจลอยหรือดีใจที่เห็นหน้าคนรักก็ไม่ทราบ ที่ทำให้นุชมาไหว้ลาดิฉันซ้ำสอง

ก่อนจะปิดร้านคืนนั้น นุชก็ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์วินมาแวะอำลาดิฉันที่ร้านอีก...บอกว่าวินจะไปส่ง ขึ้นรถที่ท่าพระ แถมยกมือไหว้ลาทุกๆ คน ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก...ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าร้านเราเป็นทาง ผ่าน...จนกระทั่งขึ้นไปซ้อนท้ายแล้วนุชยังหันมาโบกมือพลางยิ้มหวาน

"ลาก่อนนะคะพี่แก้ว สวัสดีปีใหม่ค่ะ ลาก่อน..."

รถแล่นตะบึงไปทางปากซอย ดิฉันขนลุกซ่าไปทั้งตัว เสียววาบไปถึงหัวใจ ม่านตาพร่าพรายไปครู่ใหญ่...ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสาเหตุเกิดจากอะไรแน่?

วันรุ่งขึ้นก็ได้รับข่าวร้ายว่านุชไปไม่ถึงบ้านเกิดที่ปราณบุรี...ไปไม่ถึง สถานีขนส่งสายใต้ด้วยซ้ำ เพราะรถมอเตอร์ไซค์ของหนุ่มสาวคู่นั้นชนท้ายรถเมล์จนเสียชีวิตคาที่ทั้งสอง คน

การล่ำลาซ้ำแล้วซ้ำเล่าของนุชจะถือว่าเป็นลางมรณะได้ไหมคะ? แต่ดิฉันนึกแล้วขนหัวลุกค่ะ

http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROamIyd3hPREk1TVRJMU1RPT0=§ionid=TURNd013PT0=&day=TWpBd09DMHhNaTB5T1E9PQ==



Create Date : 29 ธันวาคม 2551
Last Update : 29 ธันวาคม 2551 19:07:03 น.
Counter : 650 Pageviews.

0 comment
โชว์รอบสุดท้าย
โชว์รอบสุดท้าย

ขนหัวลุก

ใบหนาด



"อังคาร" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากสาวนู้ดโฟโต้

ผมไม่เคยเชื่อถือเรื่องเร้นลับที่หลายๆ คนตื่นเต้น แต่ไม่อาจจะพิสูจน์ได้ในแง่วิทยาศาสตร์ เช่น ชาติก่อน-ชาตินี้, นรก-สวรรค์, รวมทั้งเด็กที่ระลึกชาติได้ เป็นต้น

โดยเฉพาะเรื่องผีๆ สางๆ นี่เชื่อไม่ลงจริงๆ คิดดูซีครับว่าคนเราตายแล้วก็เหมือนท่อนไม้เท่านั้น เพียงแต่หมดลมหายใจร่างกายก็เริ่มย่อยสลายตัวเอง จุลินทรีย์กัดกินอย่างรวดเร็วจนเน่าเปื่อย รอให้เขานำไปเผาหรือฝัง...กลายเป็นผงคลีดินตามเดิม

ส่วนเรื่องถนนผี สิง โค้งมรณะ แยก 100 ศพ ก็ไม่ใช่เกิดจากผีสางอะไรหรอกครับ ต้องยอมรับความเป็นจริงที่ว่าอุบัติเหตุทั้งหลายแหล่นั่นล้วนแต่เกิดจากความ ประมาททั้งเพ

จนกระทั่งผมได้เจอะเจอกับเรื่องแปลกประหลาดด้วยตัวเอง!

หลาย ปีมาแล้ว สมัยที่ผมยังเป็นหนุ่มนักเที่ยว ช่วงนั้นธุรกิจกำลังบูมก่อนจะเกิดฟองสบู่แตก พวกเราทำมาหากินคล่องกันทั้งนั้น ผู้ชายเราลงว่ามีเงินเต็มกระเป๋า ก็อดไม่ได้ที่จะหาโอกาสตักตวงความสุขใส่ตัวกัน ไม่ว่าเที่ยวเตร่ สุรา นารี พาชี กีฬาบัตร...ครบเครื่องไปเลย

พวกผมไม่สนใจสองอย่างหลังหรอกครับ ไม่อยากลุ้นระทึกในเวลาพักผ่อน โธ่...ตอนกลางวันเราก็ลุ้นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ กับการขึ้นลงของราคาหุ้นที่ซื้อไว้จนอ่อนล้ามาทั้งวันแล้ว...ขอไปหาบรรยากาศ สนุกสนานครึกครื้นในผับในบาร์ดีกว่า

ช่วงนั้นผมเป็นเมมเบอร์ผับดังๆ ราว 2-3 แห่ง ที่หลังสวนกับสุขุมวิท ส่วนเพื่อนๆ ก็มีทั้งที่สีลม สุรวงศ์ ลงมาถึงย่านประตูน้ำ

มี เหล้า 3 ถึง 6 ขวด มิกเซอร์ฟรี ฮะแอ้ม! มีสาวสวยอีก 3 คนหรือ 6 คนที่เราจะพาเธอออกไปกินข้าวต้มที่ไหนๆ ก็ได้ ไม่นับสาวโฮสเตสที่มานั่งดริงก์กับเราในบาร์ตั้งแต่ต้นจนจบด้วยนะครับ

วันเกิดเหตุ เพื่อนผมสองคนคือเจ้าพีทกับเจ้าดอนมาชวนผมไปเที่ยวผับที่ประตูน้ำ

เรา อุ่นเครื่องกันที่บาร์เบียร์ย่านนั้นจนสองทุ่มกว่า ถึงได้ยกโขยงไปผับใหญ่ใกล้ๆ จะถึงมักกะสัน...เสาร์ต้นเดือนแขกคึกคักอย่าบอกใคร ดีแต่ว่าเจ้าพีทเป็นขาประจำ โทร.ไปจองโต๊ะใกล้ๆ เวทีเอาไว้เรียบร้อย

เหตุผลสำคัญก็คือคืนนั้นมีโชว์นู้ดโฟโต้น่ะซีครับ!

รายการ นี้กำลังฮิตเชียว ผมเห็นเริ่มต้นมาจากผับแถวหลังสวน "คุณวัฒน์" เพื่อนซี้ จัดหานางแบบสวยๆ หุ่นเซ็กซี่ขึ้นไปโพสท่าบนเวที เสื้อผ้าแทบไม่มีติดตัวจนกระทั่งล่อนจ้อนขาวแอร่มอยู่ในแสงไฟ...นักเที่ยว ไม่ว่าหนุ่มหรือแก่แทบจะลุกฮือไปจ้องมองกันหัวดำมืดเชียว

ตอนนั้นใช้ ช่างภาพดังๆ ที่ได้ชื่อว่าถ่ายนู้ดเก่ง 2-3 คนมาเป็นตากล้องเก็บภาพวาบหวิวจากมุมนั้นมุมนี้ ดนตรีครึกครื้นในท่วงทำนอง เลดี้มามาเลด จนถึงกระเส่าสั่นในทำนองโบราณอย่าง เชอร์รี่พิงก์ แต่สร้างอารมณ์วาบหวิวได้เหลือหลาย

จัดรายการแบบนี้เมื่อไหร่ แขกแน่นตึงแทบจะขี่คอกันดูไปเลย!

ต่อมาก็ก้าวกระโดดสุดๆ โดยให้แขกพกกล้องไปถ่ายนางแบบนู้ดได้ตามใจชอบ

คราว นี้ผับอื่นๆ ก็จัดโฟโต้นู้ดโชว์กันแทบทุกหนทุกแห่ง ผับเล็กผับน้อยมีทั้งนั้นขึ้นป้ายหราเอาไว้หน้าประตูล่วงหน้าหลายวัน บางแห่งยังติดรูปนางแบบเปลือย แปะบนนิดปิดล่างหน่อยเอาไว้เรียกแขกอีกต่างหาก

เจ้าพีทกับเจ้าดอนยืน ยันว่า นางแบบนู้ดที่มันชวนผมไปเที่ยวน่ะทั้งสวยเซ็กซี่ ทั้งใจถึงอย่าบอกใคร...ถ้าสนใจจะพาไปกินข้าวต้มก็บอกมา จบรายการโชว์แล้วจะจัดการให้เอง

"รับรองว่าที่นี่ไม่เอาเด็กหาเงิน ตามบ้าน มาย้อมแมวเหมือนที่ผับกิ๊กก๊อกหลายแห่งนิยมทำกันด้วยว่ะ...คืนนี้ติ๊กเป็น นางแบบเซ็กซี่สุดๆ วิ่งรอกจากที่อื่นมาโชว์รอบสุดท้ายที่นี่"

ราวห้า ทุ่ม นางแบบหุ่นเพรียว หน้าสวยคม สัดส่วนเหลือกินเหลือใช้ก็นวยนาดออกมาบนเวที บิกินีชิ้นจิ๋วๆ สีดำขับผิวขาวผ่องอยู่ในแสงไฟ...แขกเหรื่อเริ่มถือกล้องเข้าไปหาเธอ ติ๊กนวยนาดตามจังหวะเพลงในท่าสบายๆ เหมือนอยู่ในห้องนอนตามลำพัง ลงเอนกายบนโซฟาแล้วชูแขนยกขาบิดเบือนไปมา....ก่อนจะถอดอาภรณ์สองชิ้นเหวี่ยง ทิ้งอย่างไม่ไยดี

เจ้าดอนบ่นเสียดายที่ไม่ได้ติดกล้องมาด้วย เจ้าพีทอำว่ามึงเคยพาไปถ่ายรูปกันสองต่อสองมาแล้วไม่ใช่เรอะ? ขณะที่ผมมองดูติ๊กบิดเบือนเนื้อตัวท่าครึ่งนั่งครึ่งนอน...แสงไฟถ่ายรูปพึ่บ พั่บจนน่าลานตาลานใจ...

คืนนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอกครับ เจ้าพีทมาบอกตอนที่เราไปหาข้าวต้มกินที่เซ็นจูรี่ก่อนกลับบ้านว่า...พอโชว์ เสร็จ ติ๊กก็ขอตัวบึ่งรถกลับคอนโดฯ ทันที

รุ่งขึ้นเพื่อนทั้งสอง ก็โทร.มาแย่งกันเล่าว่า เมื่อคืนนั้นติ๊กไปโชว์ที่ผับแถวเอกมัยแล้วบึ่งรถมาประตูน้ำ แต่เกิดอุบัติเหตุกลางทางตายคาที่...นางแบบแสนเซ็กซี่ที่พวกเรามองเห็นจะ เป็นอะไรล่ะ?...อ๋อ! ก็ผีน่ะซี!!

http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROamIyd3hPREkyTVRJMU1RPT0=§ionid=TURNd013PT0=&day=TWpBd09DMHhNaTB5Tmc9PQ==



Create Date : 26 ธันวาคม 2551
Last Update : 26 ธันวาคม 2551 19:24:03 น.
Counter : 330 Pageviews.

0 comment
แม่ย่านางแพ
แม่ย่านางแพ

ขนหัวลุก

ใบหนาด



ลุงเส็ง เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากเรือนแพ อยุธยา

ใน สมัยที่ข้าพเจ้ายังเด็ก คุณพ่อได้ให้ข้าพเจ้าไปเยี่ยมคุณลุงคุณป้าที่บ้านกรุงเก่า จังหวัดอยุธยา ถึงแม้เวลาจะผ่านมาหลายสิบปีแล้วก็ตาม ภาพที่น่าสยดสยองพองขนนั้นยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้าตลอดมา

บ้าน...หรือที่ถูกคือ "เรือนแพ" ของคุณลุงอยู่ที่บริเวณเกาะลอย มีบรรยากาศสดชื่นแจ่มใส ปราศจากมลพิษใดๆ เหมือนในปัจจุบันนี้

เรือน แพค่อนข้างกว้างใหญ่ตามสายตาของเด็ก ทั้งสะอาดสะอ้านและน่าอยู่ตามประสาคนชนบท เครื่องเรือนต่างๆ ก็มีครบครันเหมือนบ้านช่องทั่วไป ไม่ว่าตู้โต๊ะที่แม้จะโอนเอนตามกระแสคลื่น แต่ก็ไม่เคยเห็นล้มโครมครามเหมือนอย่างที่เคยกังวลเมื่อแรกเห็น

โดยเฉพาะโต๊ะเครื่องสำอางที่ตั้งเด่นอยู่กลางแพนั้น...ถ้าล้มลงเพราะแพโคลงเคลง กระจกเงาบานใหญ่คงแตกกระจายอย่างแน่ นอน!

ครอบครัวของคุณลุงคุณป้าก็ดูอบอุ่นและเป็นสุข มีลูกหลานห้อมล้อม คอยเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดี ไม่เหมือนบางครอบครัวที่ลูกเต้าทอดทิ้งพ่อแม่ ซ้ำร้ายยังเอาลูกเล็กๆ มาให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงเสียด้วยซ้ำไป

เหตุการณ์ขนหัวลุกเกิดขึ้นในคืนแรกที่ผมมาถึงนั่นเอง!

เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ พวกเราก็ล้อมวงกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย ผักปลาอุดมสมบูรณ์ไม่น้อยหน้าคนที่อยู่บ้านช่องบนบกแต่ประการใด

หลังจากนั้นคุณลุงก็หยิบไวโอลินมาสีให้ลูกหลานฟังอย่างอารมณ์ดี พวกเราขอเพลงนั้นเพลงนี้ ส่วนมากคุณลุงก็จะตามใจจนกระทั่งสามทุ่มเศษ สมัยนั้นถือว่าดึกมากแล้ว พวกเราก็เข้านอนกัน...

ข้าพเจ้านอนรวมกับญาติๆ วัยไล่เลี่ยกันในมุ้งหลังใหญ่อยู่ทางด้านขวาของแพ ส่วนคุณลุงกับคุณป้านอนอีกมุ้งทางด้านซ้ายมือ...กลางคืนยุงชุมมากครับ ถ้าไม่กางมุ้งก็คงจะโดนยุงกัดจนไม่เป็นอันหลับอันนอนแน่ๆ เลย

อาจจะเป็นเพราะแปลกที่ก็เป็นได้ ทำให้ข้าพเจ้านอนลืมตาโพลง โดยที่คนอื่นๆ นอนหลับไปหมดแล้ว

เสียงลมพัดลู่ไปตามสุมทุมพุ่มไม้ เสียงระลอกคลื่นทยอยเข้ากระทบลูกบวบแพเป็นระยะ เสียงนกกลางคืนละเมอมาจากคาคบไม้ชวนให้วังเวงใจ บางทีก็ได้ยินเสียงปลาฮุบโผงอยู่ข้างๆ เรือนแพนั่นเอง...

ข้าพเจ้าจะเคลิ้มหลับไปนานแค่ไหนก็ไม่ทราบ แต่มารู้สึกตัวตื่นขึ้นอีกครั้งก็เพราะปวดปัสสาวะ...นึกถึงความเปล่าเปลี่ยว ในยามดึกสงัดแล้วใจหายอย่างบอกไม่ถูก...

อยากจะเรียกใครสักคนที่หลับอยู่ข้างๆ ก็เกรงใจเต็มที

ห้องส้วมในแพก็ช่างอยู่ไกลเหลือเกิน นึกอีกทีก็ยังดีที่อยู่ภายในเรือนแพนั่นเอง ไม่ใช่อยู่ภายนอกเหมือนแพอื่น...เวลาจะไปที่นั่นต้องเดินผ่านตอนกลางแพไปถึง ตอนท้าย ถึงแม้จะมีไฟเปิดทิ้งไว้แต่ก็ยังน่ากลัวอยู่ดีสำหรับเด็กๆ ที่เพิ่งมานอนค้างที่นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิต

เมื่อแน่ใจว่าจะปวดจนกลั้นแทบไม่ไหวแน่แล้ว ข้าพเจ้าก็เปิดมุ้งออกมาสู่ความมืดสลัวและเยือกเย็น...เดินเลาะมาจนถึงกลาง แพ เผอิญเหลือบไปทางโต๊ะเครื่องแป้งของคุณป้าโดยไม่ได้ตั้งใจ

ให้ตายดับเถอะ! มันเหมือนมีเวทมนตร์ลี้ลับมาทำให้ข้าพเจ้าต้องหันไปมองที่นั่นเต็มตา...ก่อน จะแข็งทื่อไปทั้งตัวราวกับจะกลายเป็นแท่งหินในบันดล!

ผู้หญิงคนหนึ่ง กำลังยืนจ้องมองภาพตัวเองในกระจกเงา...เดี๋ยว เอียงซ้าย เดี๋ยวเอียงขวาอย่างพินิจพิจารณา เดี๋ยวยกมือขึ้นกางนิ้วเสยผมดำขลับที่ท้ายทอย แต่แล้วก็กลับสะบัดหน้าจนผมยาวสลวยกระจายเต็มแผ่นหลัง

ในแสงไฟที่เหลืองรัวเหมือนเป็นภาพในความฝัน เธอผู้นั้นไม่ใช่คุณป้าอย่างแน่นอน...ข้าพเจ้าทั้งอยากจะถอยหลังกับเดินหน้า ไปพร้อมๆ กัน...คืออยากรู้ว่าแต่เธอเป็นใครกันแน่หนอ? กับกลัวว่าถ้าเดินหน้าต่อไป เธอผู้นั้นจะมองเห็นเข้า...เลยได้แต่ยืนงงงัน ทำอะไรไม่ถูกอยู่ตรงนั้นเอง

ชั่วระยะเวลาสั้นๆ แต่รู้สึกเนิ่นนานเหมือนชั่วชีวิต ก่อนที่ภาพของผู้หญิงแปลกประหลาดจะหายไป ข้าพเจ้ารู้สึกขนลุกซ่าไปทั้งตัว.... ถ้าไม่ใช่ผีแล้วจะเป็นอะไรล่ะ...

เผ่นอ้าวไปที่ห้องส้วมจนตัวเบาแล้วกลับมานอนคลุมโปงจนรุ่งเช้า เมื่อเล่าให้ลุงกับป้าฟังก็ไม่มีใครแสดงความตื่นเต้นอะไร นอกจากให้คำตอบยิ้มๆ ว่า...อย่ากลัวไปเลย ไอ้หนูเอ๊ย...แม่ย่านางประจำแพน่ะ! ไม่มีอะไรหรอก...

ถึงแม้ว่าจะผ่านไปเกือบห้าสิบปีแล้ว แต่นึกถึงภาพนั้นแล้วยังขนหัวลุกเลยครับ!

http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROamIyd3hPREkxTVRJMU1RPT0=§ionid=TURNd013PT0=&day=TWpBd09DMHhNaTB5TlE9PQ==



Create Date : 25 ธันวาคม 2551
Last Update : 25 ธันวาคม 2551 19:15:12 น.
Counter : 300 Pageviews.

0 comment
แรงปีศาจ
แรงปีศาจ

ขนหัวลุก

ใบหนาด



บิณฑ์ เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากเมรุผีดุ

ผมเป็นเด็กบ้านสวนอยู่ที่บางรักน้อย อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรีนี่เอง

สมัย ก่อนบ้านผมค่อนข้างเปล่าเปลี่ยว ยิ่งตอนกลางค่ำกลางคืนแล้วบรรยากาศมีแต่ความเยือกเย็นน่าวังเวงใจ พวกหมาวัดแถวลานกว้างหน้าหลวงพ่อโตชอบเห่าหอนเสียงโหยหวนเหลือกำลังละครับ ฟังแล้วเล่นเอาขนลุกขนพองไปตามๆ กัน

พวกผู้ใหญ่เขาบอกว่า...มันเห็นผีน่ะซี!!

คิด แล้วก็มีเหตุผลพอสมควร เพราะถัดไปเป็นศาลาตั้งศพ ตอนค่ำมีพระสวดอภิธรรมเสียงเยือกเย็นชะมัด พอพระท่านลงศาลาไปแล้วก็เหลือแต่พวกญาติมิตรตั้งวงคุยเป็นเพื่อนศพเสียงงึมๆ งำๆ คนแก่ก็ตั้งวงโขกหมากรุกกัน คนหนุ่มก็สุมหัวกันดวดดื่มแก้เหงาใจ

ส่วน มากตกดึกเข้าก็แทบจะไม่มีใครเหลือแล้วละครับ นอกจากแสงไฟวอมแวม มองเห็นโลงศพตั้งตระหง่าน กลิ่นธูปกับกลิ่นดอกไม้เย็นๆ ล่องลอยมาตามลม ใครที่บังเอิญกลับบ้านตอนนั้นมีหวังขนลุกขนพองได้ง่ายๆ

ด้านหลังหลวง พ่อโตมีทางเดินผ่านสะพานข้ามคลองเข้าบ้านสวน ทางซ้ายมือคือเมรุโดดเด่น แม้ว่าจะสร้างใหม่สวยงามก็จริงอยู่ แต่ขึ้นชื่อว่าเมรุเผาผีนี่ต่อให้สวยแค่ไหนก็ยังน่ากลัวอยู่ดีแหละครับ แถมอยู่ติดทางเดินกับเชิงสะพานอีกต่างหาก

ความเจริญอยู่ที่ถนนหนทาง น่ะครับ ไปมาสะดวกกว่าแต่ก่อน ลูกหลานชาวสวนรุ่นหลังๆ ก็ไม่นิยมเจริญรอยตามบรรพบุรุษ ปลูกต้นไม้ ให้ปุ๋ย รดน้ำพรวนดินเหมือนสมัยก่อน...เรียนจบก็ไปทำการทำงานในกรุงเทพฯ หรือเบาะๆ ก็ในจังหวัดบ้าง ข้ามไปปทุมธานีบ้าง...ไปได้ผัวได้เมียอยู่ที่นั่นก็มีหลายราย

แต่คน ที่ยังปักหลักอยู่ที่เดิมก็มีการเลี้ยงกล้วยไม้ หลายๆ รังก็ขยายขึ้นจนใหญ่โตมีชื่อเสียง ตัดดอกขายดิบขายดีจนเปลี่ยนฐานะไปหลายคนแล้วครับ

วันนี้ผมมีเรื่องขนหัวลุกจะเล่าให้ฟัง!

เรื่อง ผีๆ สางๆ ที่วัดบางรักน้อยนี่ได้ชื่อว่าเฮี้ยนไม่ใช่เล่น ตั้งแต่สมัยที่ยังมีเมรุเก่าจนถึงเมรุใหม่ คนเก่าๆ เล่าให้ฟังว่าเคยมีเรื่องสยองขวัญบนศาลาตั้งศพมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ราย

เหตุการณ์ น่าขนหัวลุกเกิดขึ้นคล้ายๆ กันครับ คือตอนที่พระท่านสวดอภิธรรม มีญาติมิตรนั่งพนมมือแต้เต็มศาลาก็ไม่มีอะไร แต่พอพระท่านสวดจบรับปัจจัยไทยทานกลับกุฏิได้ไม่ช้าไม่นาน บรรดาหมาเจ้ากรรมก็เริ่มครางงื้ดง้าด เห่าสั้นๆ เหมือนจะทักทายผู้ไม่มีร่างกาย...แล้วโก่งคอหอนโหยหวนขึ้นทันใด

ทั้ง จากลานหน้าหลวงพ่อโตสูงตระหง่าน ทั้งจากหลังองค์พระใกล้ๆ เมรุ เล่นเอาพวกที่จับกลุ่มหรือตั้งวงอยู่แถวโรงครัวริมคลองถึงกับเผ่นขึ้นมาบน ศาลา หน้าตาตื่นไปตามๆ กัน

กว่าเสียงเห่าหอนจะเงียบหายไปก็เล่นเอาขนลุกขนพองกันเป็นทิว!

ที่หนักกว่านั้นก็คือเสียงแปลกประหลาดที่ดังมาจากโลงศพน่ะซีครับ

ท่าม กลางความเงียบเชียบ เสียงใครหาวหวอดก็ดังขึ้นดื้อๆ เล่นเอาหันขวับไปมองที่โลงสูงเด่น ดูเยือกเย็นอยู่ในแสงไฟ...ครั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็หันกลับมาโขกหมากรุกหรือ ดวดดื่มกันต่อ...อ้าว? เสียงใครดิ้นขลุกขลักดังมาจากโลงศพนั่นเอง!

คราว นี้เล่นเอาผงะหน้าตาเหลือกร้องเฮ้ยๆ ฮ้ายๆ กันเป็นแถว ทั้งหันไปจ้องมอง ทั้งตั้งท่าจะกระโจนออกจากศาลา...เคราะห์ดีที่เสียงต่างๆ เงียบหายไปเสียก่อน

นอกจากนี้ยังมีเสียงหาวหวอด...เสียงเคาะโลงเบาๆ แต่ในความเงียบเชียบของยามราตรีก็ดูดังสะท้านสะเทือนเข้าไปถึงหัวอกหัวใจอย่างง่ายดาย

ผมเคยเจอะเจอความสยองเข้าเต็มเปาเช่นกัน!

ไม่ ใช่จากงานศพหรอกครับ แต่เพราะไปงานวันเกิดเพื่อนที่บาง แพรก ขากลับบึ่งมอเตอร์ไซค์มาเข้าเขตวัดราวสี่ทุ่มเศษ อาศัยว่าอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่เกิดจนเติบหนุ่มจึงไม่หวั่นเกรงอะไร ยิ่งเมากำลังดียิ่งนึกครึ้มชอบกล...รู้สึกว่าอากาศเหน็บหนาวจนขนลุกแต่ก็ไม่ สนใจซักนิด

ขณะที่จะเลี้ยวซ้ายขึ้นสะพานก็มองไปที่ศาลามืดสลัวอยู่ใต้แสงดาวโดยไม่ได้ตั้งใจ...

ไม่ มีการตั้งศพใครหรอกครับ แต่ทำไมถึงเห็นผู้คนเดินไปมาอยู่ขวักไขว่...เอ๊ะ! ชักยังไง? พอจ้องมองให้แน่ใจก็ไม่เห็นใครเลย แต่กลับได้ยินเสียงกระแอมกระไอดังมาจากเมรุ...

ผมกำลังขึ้นสะพานพอดี ตอนที่หันไปดู...คนกลุ่มหนึ่งนั่งออกันอยู่ที่เชิงบันได ไม่รู้ใครอุตริมาคุยกันที่เมรุเผาผีตอนดึกๆ ก็พอดีคนกลุ่มนั้นหันมามองผมอย่างเชื่องช้า...ใบหน้าดำทะมึนอยู่ในแสงดาว แต่นัยน์ตาแดงราวแสงไฟ

"เฮ้ย! ผีหลอกโว้ย..." ผมร้องสุดเสียง ตะบึงรถข้ามสะพานปานลมพัด แต่ไม่วายได้ยินเสียงหัวเราะครืนใหญ่ไล่หลังมา...ใครอยากลองของก็เชิญได้เลย ครับ! บรื๋อออ...

http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROamIyd3hPREkwTVRJMU1RPT0=§ionid=TURNd013PT0=&day=TWpBd09DMHhNaTB5TkE9PQ==



Create Date : 24 ธันวาคม 2551
Last Update : 24 ธันวาคม 2551 19:21:33 น.
Counter : 312 Pageviews.

1 comment
ที่เฝ้าคอยมา
ที่เฝ้าคอยมา

ขนหัวลุก

ใบหนาด



"ปภาดา" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากสองวิญญาณ

ปัญหาที่มีผู้ถกเถียงกันมาเนิ่นนาน และดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุดลงง่ายๆ ก็คือ..ชาติหน้ามีจริงหรือไม่? และคนเราตายแล้วจะไปไหน?

เรื่อง นี้ก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อของใครของมันนะคะ แต่ยังมีปัญหาคล้ายๆ กันก็คือ..เวลาคนเราสิ้นชีวิต วิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง จะไปเกิดใหม่ทันทีทันใดหรือไม่? ถ้าพูดถึงความเชื่อถือทางหลักพุทธศาสนาก็คือ เมื่อมนุษย์หมดลมหายใจ หรือเรียกง่ายๆ ว่า "ตาย" ก็ย่อมจะไป "เกิดใหม่" ทันที

ส่วนจะเกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นสัตว์เดรัจฉานหรือผีเปรต ก็สุดแท้แต่วิบากกรรมที่เคยกระทำไว้เมื่อครั้งยังมีชีวิต

ไม่ใช่ว่าตายแล้วจะกลายเป็นภูตผีปีศาจอย่างที่ชอบพูดกันจนติดปาก!

ยิ่ง กว่านั้นยังมีปัญหาที่ถกเถียงกันไม่จบสิ้นว่า เมื่อใกล้จะตายมียมทูตมารับดวงวิญญาณจริงหรือไม่? เพื่อนำไปสู่แดนพิพากษาในปรโลก หรือกลายเป็นวิญญาณพเนจร ที่เรียกว่าสัมภเวสีผีไม่มีศาล ต้องเที่ยวเร่ร่อนขอส่วนบุญเขาไปวันๆ

บ้าง ก็มีปัญหาว่า น้ำมะพร้าวที่ใช้ล้างหน้าศพเป็นครั้งสุดท้ายนั้น เพื่อให้หน้าตาของผู้ตายดูสะอาดสะอ้านยามที่ไปพบผู้เป็นใหญ่ในยมโลก หรือจะเป็นการลบล้างความทรงจำในชาติเดิมของตน ก่อนที่จะไปสู่ชาติใหม่ภพใหม่

เขตแดนของโลกมนุษย์กับปรโลกจะห่างไกล หรือใกล้ชิดกันปานใดหนอ?

หลัง จากที่เคยมีปัญหาเร้ารุมให้อยากรู้อยากเห็นมาเนิ่นนาน ในที่สุดดิฉันก็ได้พบกับสิ่งเร้นลับนั้นด้วยตัวเอง เมื่อคุณยายเลื่อม-เพื่อนบ้านถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา!

ท่านเป็นข้า ราชการจนเกษียณ แล้วยังเป็นลูกจ้างพิเศษต่อมาอีกหลายปีจนสุขภาพทรุดโทรมไปตามอายุขัย ไหนจะมีโรคเบาหวานและลิ้นหัวใจเร้ารุม ระยะหลังๆ ต้องวนเวียนเข้าออกโรงพยาบาลหลายรอบเต็มที

ดิฉันไปเยี่ยมทุกครั้งที่ คุณยายเลื่อมไปนอนโรงพยาบาล จนกระทั่งระยะหลังๆ ท่านไม่ยอมไปอีกแล้ว โดยยืนยันว่าจะขอตายที่บ้านเหมือนคู่ชีวิตที่ล่วงลับไปก่อนหน้านี้ราวสิบปี

คุณ ยายอยู่กับลูกชายและลูกสะใภ้ที่รักใคร่ คอยดูแลเหมือนเป็นลูกสาวแท้ๆ แต่นับวันท่านก็ยิ่งเงียบเชียบ นั่งรถเข็นออกจากห้องนอนมาหยุดที่ระเบียงหน้าบ้าน..จ้องมองไปยังความว่าง เปล่าจนน่าใจหาย

"คนเราก็เท่านี้แหละนะ" คุณยายเลื่อมเคยบอกเมื่อดิฉันไปเยี่ยม "เกิด แก่ เจ็บตาย ไม่มีใครหนีพ้น ต่อให้เคยยิ่งใหญ่มาจากไหนก็เถอะ ลงท้ายก็ต้องการแค่ที่แคบๆ กว้างศอกยาววาให้เขาจับลงโลงไป..ยายเองก็ไม่รู้ว่าจะมีลมหายใจไปได้อีกกี่ วัน"

ยอมรับว่าฟังแล้วใจหาย..หญิงชราดูผ่ายผอมเหมือนกับร่างกายหด เล็กลง ไม่มีปัญญาอะไรจะปลอบโยนคนที่จิตใจเข้มแข็ง ยิ้มรับมรณะที่กำลังคืบคลานเข้ามาหาอย่างเยือกเย็นโดยปราศจากความประหวั่น พรั่นพรึง!

คุณยายเลื่อมหันมาวางมือเหี่ยวแห้ง เย็นเฉียบลงบนหลังมือดิฉันอย่างแผ่วเบา

" หนูยังสาวยังสวย ยังมีเวลาใช้ชีวิตให้คุ้มค่า จำไว้ว่าคนเราควรจะมีความสุขกับชีวิตอย่างเต็มที่ ไม่มีอะไรมหัศจรรย์เท่าชีวิตอีกแล้ว..อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไป แล้วต้องมาเสียดมเสียดายทีหลังว่ายังไม่ได้ทำไอ้นั่น น่าจะทำไอ้นี่..นึกได้ก็สายเกินไปเสียแล้ว"

คุณยายพูดช้าๆ เสียงแผ่วเบาลงทุกที

" ยายรู้สึกว่าชีวิตมันกำลังไหลออกจากตัวทุกวัน บางคืนแว่วเสียงมันกระซิบกระซาบว่า..ลาก่อนนะเพื่อนเก่า! ลาทีละ.." มุมปากเหี่ยวย่นเผยอยิ้มก่อนจะพึมพำ "เมื่อคืนนี้เอง ยายเห็นตัวเองลุกจากเตียงช้าๆ เดินไปที่ประตู แล้วหันมามองยายที่นอนนิ่งๆ เหมือนจะล่ำลา แล้วก็เดินผ่านประตูออกไป..ยายถือโอกาสลาหนูเสียเลย ขอให้อยู่ดีมีสุขนะแม่คุณ.."

เสียงแผ่วพร่าจนแทบไม่ได้ยิน ยกมือขึ้นกุมทรวงอก หลับตาพลางสูดลมหายใจยาว ดิฉันลุกพรวดพราดขึ้นแต่ท่านโบกมือโดยไม่ลืมตา..ไม่เป็นไร! เดี๋ยวก็หายแล้ว..

คืนต่อมา ดิฉันสะดุ้งตื่นเหมือนมีใครมาปลุก แต่สรรพสิ่งก็เงียบเชียบจนแว่วเสียงใบไม้เสียดส่ายกับสายลม..มีบางสิ่ง บางอย่างดึงดูดใจให้ลุกไปที่หน้าต่าง แหวกม่านมองลงไปที่บ้านคุณยายเลื่อม..แล้วดิฉันก็ได้เห็นภาพนั้น..

คุณ ยายเดินออกจากประตูบ้านมาที่เฉลียง..หันมาหาใครคนหนึ่งที่ยืนรอ ก่อนจะจับมือกันเดินช้าๆ ลงบันไดไปตามสนามหญ้าที่ขาวนวลด้วยแสงจันทร์..

ดู เหมือนคุณยายเลื่อมจะเงยหน้าขึ้นมองดิฉันยิ้มๆ คนที่เดินคลอคู่มาด้วยก็คือคุณตาที่ล่วงลับไปเมื่อราวสิบปีก่อนนั่นเอง.. ถึงแม้จะไม่ได้หวาดกลัวภาพที่เห็นเลย แต่ก็ขนลุกค่ะ!

http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROamIyd3hPREl6TVRJMU1RPT0=§ionid=TURNd013PT0=&day=TWpBd09DMHhNaTB5TXc9PQ==



Create Date : 23 ธันวาคม 2551
Last Update : 23 ธันวาคม 2551 19:20:22 น.
Counter : 327 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  

iamZEON
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 86 คน [?]



ยินดีต้อนรับทุกท่านนะครับ ^^/

ข่าวสารการ์ตูนญี่ปุ่น
กับเกี่ยวข้องอย่างภาพยนตร์-เพลง
รายชื่อการ์ตูนออกใหม่-งานหนังสือ
เรื่องทั่วๆไปทั้งในและนอกประเทศก็มีบ้าง
New Comments
Group Blog
All Blog
MY VIP Friend