ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
Group Blog
 
 
สิงหาคม 2554
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
26 สิงหาคม 2554
 
All Blogs
 
หงส์สุมุขะผู้ภักดี

หังสชาดก
ว่าด้วยหงส์สุมุขะผู้ภักดี



พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ การสละชีวิตของพระอานนทเถระนั่นแล ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.

ความพิสดารว่า แม้ในครั้งนั้น เมื่อภิกษุทั้งหลายกล่าวสรรเสริญคุณ ของพระอานนทเถระอยู่ ณ โรงธรรมสภา พระบรมศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในชาติปางก่อน อานนท์ก็เคยสละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่เรา เหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาแสดง ดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล มีพระราชาทรงพระนามว่า พหุปุตตกะ เสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระนางเทวีทรงพระนามว่า เขมา ได้เป็นพระอัครมเหสีของพระองค์ กาลครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เจ้าบังเกิดในกำเนิดพญา หงส์ทอง มีหงส์เก้าหมื่นเป็นบริวาร อาศัยอยู่ ณ จิตตกูฏบรรพต แม้ในคราวนั้น พระบรมราชเทวีก็ทรงพระสุบินนิมิต โดยนัยที่กล่าวมาแล้วในโรหนมิคชาดกนั่นเอง

เรื่องพระเทวีก็ทรงพระสุบินนิมิต ในโรหนมิคชาดก :
.......อยู่มาวันหนึ่ง พระนางเขมาบรมราชเทวี ทรงพระสุบินในเวลาใกล้รุ่ง พระสุบินนั้น ปรากฏอย่างนี้ว่า
มีพญาเนื้อสีเหมือนทอง ยืนอยู่บนแท่นทองแสดงธรรมแด่พระเทวี ด้วยเสียงอันไพเราะ เหมือนบุคคลเคาะกระดิ่งทอง พระนางประทานสาธุการ แล้วสดับพระธรรมเทศนาอยู่ เมื่อธรรมกถายังไม่ทันจบ เนื้อทองนั้นก็ลุกเดินไปเสีย ส่วนพระนางเทวีก็มีพระเสาวนีย์ตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงช่วยกันจับเนื้อ ท่านทั้งหลายจงช่วยกันจับเนื้อดังนี้ อยู่จนตื่นพระบรรทม พวกนางสนมได้ยินเสียงพระนาง พากันขบขันว่า ประตูหน้าต่างห้องบรรทมก็ปิดหมดแล้ว แม้คนก็ไม่มีโอกาสจะเข้าไปได้ พระแม่เจ้ายังรับสั่งให้จับเนื้อในเวลานี้ได้
ขณะนั้นพระเทวีทรงรู้พระองค์ว่า นี้เป็นความฝัน จึงทรงพระดำริว่า ถ้าเราจักกราบทูลพระราชาว่า เราฝันเห็นดังนี้ พระองค์ก็จักไม่ทรงสนพระทัย แต่เมื่อเรากราบทูลว่า แพ้พระครรภ์ พระองค์ก็จักช่วยแสวงหามาให้ด้วยความสนพระทัยเราจักได้ฟังธรรมของพญามฤคตัวมีสีเหมือนทอง พระนางจึงทรงบรรทม ทำมายาว่า ประชวร.
พระราชาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนพระนางผู้มีพักตร์อันเจริญ เธอไม่สบาย เป็นอะไรไปหรือ ?
พระเทวีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ โรคอย่างอื่นไม่มีดอกเพคะ แต่กระหม่อมฉันเกิดแพ้ท้อง
พระราชาตรัสถามว่า เธออยากได้อะไร ?
พระนางจึงกราบทูลว่า ขอเดชะ กระหม่อมฉันปรารถนาจักฟังธรรมของพญาเนื้อมีสีเหมือนทอง เพคะ
พระราชาตรัสว่า ดูก่อนพระนางผู้มีพักตร์อันเจริญ สิ่งใดไม่มี เจ้าก็เกิดแพ้ท้องต้องประสงค์สิ่งนั้นหรือ ขึ้นชื่อว่าเนื้อสีทองไม่มีดอก
พระนางกราบทูลว่า ถ้าไม่ได้หม่อมฉันจักนอนตายในที่นี้แหละ แล้วผินเบื้องพระปฤษฏางค์ให้พระ ราชา ทรงบรรทมเฉยเสีย พระราชาทรงปลอบโยนว่า ถ้าหากนื้อสีทองนั้นมีอยู่ เจ้าก็จักได้ แล้วประทับนั่งท่ามกลางบริษัท ตรัสถามพวกอำมาตย์และพวกพราหมณ์ .........

จึงกราบทูลการที่จะทรงสดับธรรมเทศนาของพญาหงส์ทอง และความแพ้พระครรภ์แก่พระราชา แม้พระราชาก็ตรัสถามเสวกามาตย์ว่า ชื่อว่าหงส์ทองมีอยู่ที่ไหน ก็แลครั้นทรงสดับว่า อยู่ที่จิตตกูฏบรรพต จึงมีพระบรมราชโองการให้ขุดสระขึ้น ขนานนามว่า เขมาโบกขรณี แล้วเพาะพันธุ์ธัญชาติ สำหรับเป็นอาหารแห่งสุวรรณหงส์มีประการต่าง ๆ ให้ประกาศโฆษณาพระราชทานอภัยแก่ฝูงหงส์ทั้งหลาย ในมุมสระทั้ง ๔ แล้ว แต่งบุตรนายพรานคนหนึ่งไว้ให้คอยจับหงส์ทั้งหลาย ก็แลอาการที่พระเจ้าพหุปุตตกะทรงแต่งตั้งนายพรานไว้ดักหงส์ก็ดี สภาวะที่นายพรานคอยต้อนหงส์ให้ลงสระนั้นก็ดี อาการที่กำหนดดักบ่วงไว้ในเวลาที่พญาหงส์ทองมา แล้วกราบทูลให้พระราชาทรงทราบก็ดี อาการที่กำหนดพระมหาสัตว์ติดบ่วงก็ดี กิริยาที่สุมุขหงส์เสนาบดี ไม่เห็นมหาสัตว์มาในฝูงหงส์ทั้ง ๓ เหล่านั้นแล้วย้อนกลับไปดูก็ดี ข้อความทั้งปวงนี้ จักมีแจ้งในมหาหังสชาดก อสีตินิบาต แม้ในชาดกนี้ พระมหาสัตว์เจ้าครั้นติดบ่วงคันแร้ว จึงทอดตัวลงกับหลักบ่วงนั่นเอง ชูคอแลดูทางที่หมู่หงส์บินไป ได้เห็นสุมุขหงส์เสนาบดี บินกลับมา จึงดำริว่า ในเวลาที่สุมุขหงส์มาถึงแล้ว เราจักลองใจดู เมื่อสุมุขหงส์เสนาบดีมาถึงแล้วจึงกล่าวว่า
ฝูงหงส์เหล่านั้น มีผิวกายอร่ามงามเรืองรองดังทองคำ ถูกภัยคุกคามแล้ว มีตัวงอบินหนีไป
ดูก่อนสุมุขะ ท่านจงหลบหลีกไปตามใจปรารถนาเถิด.หมู่ญาติทั้งหลายละทิ้งเราผู้ติดบ่วงไว้ผู้เดียว ไม่ห่วงใย พากันบินหนีไป ท่านผู้เดียวจะมัวห่วงอยู่ทำไม.
ดูก่อนสุมุขะ ผู้ประเสริฐ จะมัวพะวงอยู่ทำไมท่านควรบินหนีเอาตัวรอด เพราะความเป็นสหายในเราผู้ติดบ่วงไม่มี ท่านหลบหลีกไปเสียเถิด อย่ายังความเพียรให้เสื่อมเสีย เพราะความไม่มีทุกข์เลย จงรีบบินหนีไปตามใจปรารถนาเถิด.
ลำดับนั้น หงส์สุมุขเสนาบดี จับอยู่ที่หลังเปลือกตม กล่าวว่า
ข้าแต่มหาราชเจ้า ถึงพระองค์จะถูกทุกข์ภัยครอบงำ ข้าพระพุทธเจ้าก็จักไม่ละทิ้งพระองค์ไป จักเป็นหรือตาย ข้าพระพุทธเจ้า ก็จักอยู่ร่วมกับพระองค์.
เมื่อหงส์สุขุมเสนาบดีเปล่งสีหนาทอย่างนี้แล้ว มหาราชแห่งหงส์ตระกูลธตรฐ จึงได้กล่าวคาถาความว่า
ท่านกล่าวคำ จะไม่ทิ้งเราไป คำนั้นเป็นคำดีสมเป็นคำของพระอริยเจ้า ผู้ถึงพร้อมด้วยอาจาระ อนึ่ง เราได้กล่าวอย่างนี้ ใช่ว่ามีความประสงค์จะละทิ้งท่านก็หามิได้ ที่แท้ต้องการจะทดลองใจท่าน จึงได้แกล้งพูด คำว่า ไปเสียเถิด
เมื่อหงส์ทั้งสองเหล่านั้น กำลังสนทนากันอยู่นั่นเอง บุตรของนายพรานถือไม้วิ่งมาโดยเร็ว สุมุขเสนาบดี จึงพูดปลอบใจท้าวธตรฐมหาราช (ราชาแห่งหงส์ในตระกูลธตรฐ) พลางผินหน้าไปหานายพราน บินไปทำความเคารพ แล้วกล่าวสรรเสริญคุณของพญาหงส์
ทันใดนั้นเอง บุตรนายพรานได้มีจิตอ่อนลง หงส์สุมุขเสนาบดี รู้ว่า บุตรนายพรานมีจิตอ่อนลงแล้ว จึงบินกลับไปยืนปลอบใจพญาหงส์อยู่ ฝ่ายบุตรนายพรานเข้าไปหาพญาหงส์ แล้วกล่าวว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐสูงสุดกว่าหงส์ทั้งหลาย วิสัยปักษีทิชากร สัญจรไปในอากาศ ย่อมมีสายตาอันแหลมคม พระองค์ไม่ทรงทราบว่ามีบ่วง ตั้งแต่ไกลดอกหรือ.
พระมหาสัตว์ตอบว่า
คราวใดจะมีความเสื่อม คราวนั้นเมื่อถึงคราวจะสิ้นชีพ สัตว์แม้จะติดบ่วงติดข่าย ก็ย่อมไม่รู้สึก.
นายพรานชื่นชมยินดีถ้อยคำของพญาหงส์ เมื่อจะสนทนากับหงส์ สุมุขเสนาบดี จึงกล่าวว่า
ฝูงหงส์เหล่านั้น มีกายอร่ามงามเรืองรองดังทองคำ ถูกภัยคุกคามแล้ว มีตัวงอพากันบินหนีไป ท่านเท่านั้นมัวพะวงอยู่.
หงส์เหล่านั้นกินและดื่มแล้ว ก็พากันบินหนีไปมิได้มีความห่วงใยบินไปสิ้น ก็ตัวท่านผู้เดียวเท่านั้นเฝ้าพะวักพะวน.
หงส์ตัวนี้เป็นอะไรกับท่านหนอ ท่านพ้นแล้วจากบ่วง ทำไมจึงมาเป็นห่วงหงส์ผู้ติดบ่วงอยู่เล่า หงส์ทั้งหลายต่างพากันทอดทิ้งไป ไยเล่าท่านผู้เดียว จึงมัวพะวงอยู่.
หงส์สุมุขเสนาบดีกล่าวว่า
หงส์ตัวนั้นเป็นราชาของเรา เป็นมิตรสหายเสมอด้วยชีวิตของเรา เราจักไม่ทอดทิ้งท่านไป จนตราบเท่าวันตาย.
นายพรานได้ฟังดังนั้น มีจิตเลื่อมใส คิดว่า ถ้าเราจักประพฤติผิดในหงส์ทองผู้สมบูรณ์ด้วยศีลเหล่านี้อย่างนี้ แม้แผ่นดินก็จะรับน้ำหนักบาปนี้ไม่ไหว จักพึงแยกเป็นช่องสูบเราให้ตกลงไปยังอเวจี ประโยชน์อะไรด้วยยศศักดิ์ ทรัพย์สมบัติที่เราจักได้จากสำนักพระราชา เราจักปล่อยพญาหงส์นั้นไป ดังนี้แล้ว กล่าวว่า
ท่านปรารถนาจะสละชีวิต เพราะเหตุแห่งสหาย เราก็จักปล่อยสหายของท่านไป ขอพญาหงส์จงไปตามความประสงค์ของท่านเถิด.
ก็แล นายพรานครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ปลดท้าวธตรฐออกจากหลักบ่วง นำไปยังขอบสระ แก้บ่วงออกแล้วชำระล้างโลหิต ด้วยจิตอ่อนโยนเต็มไปด้วยความกรุณา แล้วจัดแจงตบแต่งเส้นเอ็นเป็นต้น ให้เรียบร้อยเป็นอันดี ด้วยอำนาจมุทุจิตของนายพราน และด้วยอานุภาพแห่งบารมีที่พระมหาสัตว์บำเพ็ญมา เท้าที่มีบาดแผล ก็มีหนังและขนงอกขึ้นในขณะนั้น แม้ริ้วรอยที่บ่วงผูกพัน ก็ไม่ปรากฏ หงส์สุมุขเสนาบดีแลดูพระโพธิสัตว์แล้วมีจิตยินดี เมื่อจะกระทำอนุโมทนา จึงกล่าวคาถาความว่า
ดูก่อนนายพราน วันนี้ข้าพเจ้าได้เห็นพญาหงส์ผู้เป็นใหญ่ในหมู่ทิชาชาติ พ้นจากบ่วงแล้ว ย่อมชื่นชมยินดี ฉันใด ขอท่านพร้อมกับหมู่ญาติทั้งปวง จงชื่นชมยินดี ฉันนั้นเถิด.
นายพรานได้ฟังดังนั้นแล้วกล่าวว่า ข้าแต่เจ้า เชิญท่านทั้งสองไปเถิด
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงถามนายพรานนั้นว่า ดูก่อนสหาย ท่านมาดักเรา เพื่อประโยชน์ของตัว หรือมาดักโดยอาณัติของผู้อื่น เมื่อนายพรานบอกเหตุนั้นแล้ว จึงไตร่ตรองทบทวนดูว่า เราจากที่นี้ไปยังจิตตกูฏบรรพตทีเดียวดี หรือว่าไปสู่พระนครดี ดังนี้แล้ว ตกลงใจว่า เมื่อเราไปพระนคร แม้บุตรนายพรานก็จะได้ทรัพย์สมบัติ แม้ความแพ้พระครรภ์ของพระเทวีก็จะระงับ มิตรธรรมของสุมุขเสนาบดีก็จักปรากฏ กำลังแห่งญาณของเราก็จักปรากฏเหมือนกัน ทั้งเราจักได้สระเขมาโบกขรณี เป็นที่ให้อภัยแก่ปักษีทั้งหลาย การที่เราไปสู่พระนครของพระเจ้าพาราณสีนั้นดีแน่
คิดดังนั้นแล้ว จึงกล่าวกะนายพรานว่า ดูก่อนนายพราน ท่านจงเอาเราทั้งสองใส่หาบ นำไปเฝ้ายัง สำนักของพระราชาเถิด ถ้าหากว่าพระราชาจะทรงพระเมตตาโปรดปล่อยพวกเราไซร้ พระองค์ก็จักโปรดปล่อยพวกเราไปเอง
นายพรานกล่าวชี้แจงว่า ข้าแต่ ท่านผู้เป็นเจ้า ขึ้นชื่อว่าพระราชาทั้งหลายร้ายกาจนัก ท่านทั้งสองจงไปเสียเถิด
พญาหงส์กล่าวว่า แม้นายพรานเช่นท่าน พวกเรายังทำให้ใจอ่อนลงได้ อันการที่จะให้พระราชาทรงโปรดปราน เป็นภารธุระของข้าพเจ้า สหาย จงนำพวกเราไปเฝ้าเถิด
นายพรานก็ได้ทำตามนั้นทุกประการ พระราชาทอดพระเนตรเห็นหงส์ทั้งสองเท่านั้น ก็เกิดความชื่นชมโสมนัส โปรดให้หงส์ทั้งสอง พักจับอยู่ที่ตั่งทอง พระราชทานข้าวตอกคลุกน้ำผึ้งให้ดื่มน้ำเจือด้วยน้ำผึ้งแล้ว ทรงประคองอัญชลีตรัสวิงวอนขอให้แสดงธรรมกถา พญาหงส์รู้ชัดว่า พระเจ้าพาราณสีทรงยินดีใคร่จะทรงธรรม จึงมีความยินดีได้ทำปฏิสันถารขึ้นก่อน ดังต่อไปนี้
พญาหงส์ทูลว่า พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ ทรงเกษมสำราญดีหรือ โรคาพยาธิมิได้เบียดเบียนพระองค์หรือ รัฐสีมาอาณาจักรของพระองค์นี้ สมบูรณ์ดีหรือ พระองค์ทรงปกครองประชาราษฎร์โดยธรรมหรือ.
พระราชาตรัสตอบว่า ดูก่อนพญาหงส์ เราเกษมสำราญดี ทั้งโรคาพยาธิก็มิได้เบียดเบียน รัฐสีมาอาณาจักรของเรานี้ ก็สมบูรณ์ดี เราปกครองราษฏรโดยธรรม.
พญาหงส์ทูลว่า โทษผิดบางประการในหมู่อำมาตย์ราชเสวกทั้งหลายของพระองค์ ไม่มีอยู่หรือ หมู่ศัตรูห่างไกลจากพระองค์ เหมือนเงาที่ไม่เจริญด้านทิศทักษิณอยู่แลหรือ.
พระราชาตรัสตอบว่า โทษผิดบางประการในหมู่อำมาตย์ราชเสวกทั้งหลายของเราแม้น้อยหนึ่งไม่มีเลย อนึ่ง หมู่ศัตรูก็ห่างไกลจากเรา เหมือนเงาย่อมไม่เจริญทางด้านทิศทักษิณฉะนั้น.
พญาหงส์ทูลว่า พระมเหสีของพระองค์ มิได้ทรงประพฤติล่วงละเมิดพระทัย ทรงเชื่อฟัง ทรงปราศรัยน่ารัก พรักพร้อมไปด้วยบุตรสมบัติ รูปสมบัติและยศสมบัติ ยังเป็นที่โปรดปรานของพระองค์อยู่หรือประการใด.
พระราชาตรัสตอบว่า พระมเหสีของเราเป็นเช่นนั้น ทรงเชื่อฟังมิได้คิดนอกใจ ทรงปราศรัยน่ารักพรักพร้อมไปด้วยบุตรสมบัติ รูปสมบัติ และยศสมบัติเป็นที่โปรดปรานของเราอยู่.
พญาหงส์ทูลว่า พระราชโอรสของพระองค์มีจำนวนมาก ทรงอุบัติมาเป็นศรีสวัสดิ์ในรัฐสีมาอันเจริญ ทรงสมบูรณ์ด้วยปรีชาเฉลียวฉลาด ต่างพากันบันเทิง รื่นเริงพระทัย แต่ที่นั้น ๆ อยู่แลหรือ.
พระราชาตรัสตอบว่า ดูก่อนพญาหงส์ธตรฐ เราชื่อว่า มีบุตรมากถึง ๑๐๑ องค์ ขอท่านได้โปรดชี้แจงกิจที่ควรแก่บุตรเหล่านั้นด้วยเถิด เธอเหล่านั้นจะไม่ดูหมิ่นโอวาทคำสั่งสอนของท่านเลย.
พระมหาสัตว์ทรงสดับพระดำรัสนั้นแล้ว เมื่อจะถวายโอวาทแก่พระโอรสเหล่านั้น ได้กล่าวว่า
หากว่ากุลบุตรใดไม่ทำการประกอบ คือความเพียรในการศึกษาศิลปวิทยาที่ควรศึกษา ในเวลาที่ยังเป็นเด็ก ทำการศึกษาต่อภายหลังคือเมื่อเวลาแก่ กุลบุตรเช่นนั้น ย่อมจมลงในทุกข์ คือไม่สามารถเพื่อจะช่วยเหลือตนเองได้ ช่องทางรั่วไหลแห่งโภคสมบัติเป็นต้น ก็จะเกิดขึ้นอย่างใหญ่หลวง กับกุลบุตรผู้มีปัญญาง่อนแง่นนั้น
กุลบุตรนั้นย่อมมองเห็นได้แต่รูปที่หยาบ ๆ เหมือนความมืดในราตรี.ย่อมเห็นได้แต่รูปหยาบ ๆ อย่างเดียวโดยแสงพระจันทร์ในราตรี ไม่สามารถจะเห็นรูปละเอียด ๆ ได้ฉันใด กุลบุตรผู้ไม่ได้รับการศึกษามีปัญญาง่อนแง่นฉันนั้น เมื่อภัยอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่สามารถจะเห็นกิจการอันละเอียดสุขุมได้ เห็นได้เฉพาะกิจการที่หยาบ ๆ ฉะนั้น เพราะฉะนั้นควรที่จะโปรดให้พระโอรสทั้งหลายของพระองค์ เล่าเรียนศึกษาในเวลาที่พระโอรสยังทรงพระเยาว์ทีเดียว
กุลบุตรผู้ประกอบความเพียรในสิ่งอันไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ ก็ย่อมไม่ประสบความรู้เลยทีเดียวย่อมจะจมลงในห้วงอันตรายอย่างเดียวเปรียบเหมือนกวางเดินทาง มาสู่สถานที่อยู่ของตน สำคัญที่อันไม่ราบเรียบว่าราบเรียบ วิ่งโลดโผนไปในซอกผาโดยกำลังเร็ว ย่อมตกห้วงเหวจมลงไปในระหว่าง หาถึงที่อยู่ไม่ ฉันใด กุลบุตรเช่นนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน เล่าเรียนลัทธิพระเวทย์อันเนื่องในโลกอันไร้สาระด้วยความสำคัญว่าเป็นสาระ ย่อมจะถึงความพินาศใหญ่ เพราะ ฉะนั้น พระองค์โปรดให้พระโอรสทั้งหลายของพระองค์ศึกษาประกอบในกิจทั้งหลายอันเนื่องด้วยประโยชน์ นำความเจริญมาให้.
ถึข้าแต่มหาราชเจ้า คนเราแม้จะเกิดในกำเนิดต่ำทราม แต่เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติ เป็นผู้มีความขยันหมั่นเพียร มีปัญญา ประกอบด้วยอาจาระและศีล ย่อมจะรุ่งเรือง สุกใสเหมือนกองไฟในยามราตรี ฉะนั้น.
พระองค์โปรดทำการเปรียบเทียบความมืดในราตรี กับกองไฟที่ข้าพเจ้ากราบ ทูลมา แล้วให้โอรสทั้งหลายของพระองค์ดำรงอยู่ในวิชาความรู้ คือโปรดให้ประกอบในสิกขาทั้งหลายอันควรแก่การศึกษาเถิด เพราะกุลบุตรผู้ประกอบด้วยวิชาอย่างนี้แล้ว เป็นผู้มีปัญญาเครื่องทรงจำ ย่อมงอกงาม คือเจริญด้วย เกียรติยศและโภคสมบัติ เหมือนพืชย่อมงอกงามขึ้นในนาอันดีทั้งหลาย เพราะน้ำฝนฉะนั้น.
พระมหาสัตว์แสดงธรรมถวายพระราชาอยู่อย่างนี้จนตลอดคืนยังรุ่ง ความแพ้พระครรภ์ของพระเทวีก็สงบระงับ ในเวลารุ่งอรุณนั้นเอง พระมหาสัตว์ ให้พระราชาดำรงอยู่ในศีล ถวายโอวาทด้วยอัปปมาทกถา แล้วทูล ลาออกไปสู่จิตตกูฏบรรพตนั่นแหละ โดยสีหบัญชรด้านทิศอุดร พร้อมกับหงส์สุมุขเสนาบดี.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน อานนท์นี้ ก็ได้สละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่เราอย่างนี้เหมือนกัน แล้วทรงประชุมชาดกว่า นายพรานในครั้งนั้นได้มาเป็นพระฉันนะ พระราชาได้มาเป็นพระสารีบุตร พระเทวี ได้มาเป็นนางเขมาภิกษุณี หมู่หงส์ได้มาเป็นหมู่ศากยราช หงส์สุมุขเสนาบดี ได้มาเป็นพระอานนท์ ส่วนพญาหงส์ ได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.


Create Date : 26 สิงหาคม 2554
Last Update : 26 สิงหาคม 2554 12:38:40 น. 0 comments
Counter : 318 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




ททมาโน ปิโยโหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของคนหมู่มาก The person who gives is much loved.
New Comments
Friends' blogs
[Add ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.