ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2560
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
8 พฤษภาคม 2560
 
All Blogs
 
ธรณีสูบมีจริงหรือ



เรื่องนางจิญจมาณวิกา ถูกธรณีสูบ เพราะกรรมหนัก กล่าวหาว่ามีครรภ์กับพระศาสดา

นางจิญจมาณวิกา เป็นอีกผู้หนึ่งที่เสวยผลของกรรมหนัก ทั้งสองมิติ คือด้วยการถูกธรณีสูบ อันเป็นผลของกฎแห่งกรรมในมิติ ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม(ผลทันตาเห็น) และไปตกนรกตาม กฎแห่งกรรม ในมิติ อปราปริยเวทนียกรรม(เสวยผลในภพต่อมา)

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อคราวที่พระศาสดา ประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภนางจิญจมาณวิกา ตรัสพระธรรมเทศนาที่ขึ้นต้นด้วยบาทพระคาถานี้ว่า เอกธมฺมมตีตสฺส เป็นต้น


เรื่องในอรรถกาพระธรรมบท พระพุทธโฆษาจารย์เล่าไว้ว่า ในปฐมโพธิกาล พระศาสดาทรงแสดงธรรมโปรดแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มีพวกเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายได้บรรลุอริยภูมิในชั้นต่างๆมีโสดาปัตติผลเป็นต้น พระเกียรติคุณของพระศาสดาจึงได้ขจรขจายไปทั่วสารทิศ ลาภและสักการะเป็นอันมากได้บังเกิดแด่พระศาสดา เป็นที่ริษยาของบรรดาเดียรถีร์ทั้งหลาย 

คนเหล่านี้จึงได้วางแผนที่จะทำลายเกียรติภูมิชื่อเสียงของพระศาสดา โดยใช้นางงามชื่อจิญจมาณวิกาหนึ่งในศิษย์คนสำคัญของพวกเดียรถีร์เป็นเครื่องมือ พวกเขากล่าวกับนางงามผู้นี้ว่า “น้องหญิง ถ้าเจ้าปรารถนาความสุขแก่เราทั้งหลายไซร้ จงยังโทษให้เกิดขึ้นแก่พระสมณโคดมแล้ว ยังลาภสักการะให้ฉิบหายเพราะอาศัยตน” ในเย็นวันนั้นเอง นางงามก็เริ่มทำตามแผน “นารีพิฆาต” โดยนางมีมือถือดอกไม้และของหอมเป็นต้นเดินไปทางวัดพระเชตวัน 

เมื่อคนทั้งหลายถามนางว่าจะไปไหน นางก็ตอบว่า “พวกท่านอย่ารู้เลย” จากนั้นนางก็ไปยังที่พำนักของพวกเดียรถีร์ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับวัดพระเชตวัน และนางก็จะเดินกลับออกมาในช่วงเช้าวันรุ่งขึ้นโดยทำทีประหนึ่งว่านางเข้าไปนอนค้างแรมในวัดพระเชตวัน 

เมื่อมีคนถามในช่วง 1-2 เดือนแรก นางก็จะบอกว่า “ข้าพเจ้าไปค้างแรมกับพระสมณโคดม ในพระคันธกุฎี ในวัดพระเชตะวัน” หลังจากเวลาผ่านไป 3-4 เดือน นางก็นำผ้ามาผูกไว้ที่ท้องทำทีว่านางเริ่มตั้งครรภ์ และสร้างข่าวลือว่านางตั้งครรภ์กับพระศาสดา 
เมื่อเวลาผ่านไป 8-9 เดือน นางก็นำไม้กลมๆมาผูกที่ท้องห่มผ้าทับไว้บ้างบน ให้ทุบหลังมือและเท้าด้วยไม้คางโค ให้มีอาการบวมตามร่างกาย เหมือนหญิงครรภ์แก่ใกล้คลอด 

จนถึงวันหนึ่ง ในขณะที่พระศาสดาประทับนั่งแสดงธรรมบนธรรมาสน์ นางงามก็ไปสู่ธรรมสภา ยืนตรงพระพักตร์ของพระศาสดา กล่าว่า “ มหาสมณะ พระองค์ดีแต่แสดงธรรมแก่มหาชน เสียงของพระองค์ไพเราะ พระโอษฐ์ของพระองค์สนิท ส่วนหม่อมฉัน อาศัยพระองค์ได้เกิดมีครรภ์ครบกำหนดแล้ว พระองค์ไม่ยอมจัดการหาสถานที่คลอดของหม่อมฉัน ไม่ทรงจัดหาอุปกรณ์เครื่องบริหารครรภ์มีเนยใสและน้ำมันเป็นต้น เมื่อไม่ทรงทำเอง ก็น่าตรัสบอกพระเจ้าโกศล อนาถบิณฑิกเศรษฐี หรือนางวิสาขามหาอุบาสิกา คนใดคนหนึ่ง จัดการให้ พระองค์ทรงรู้แต่จะอภิรมย์เท่านั้น ไม่ทรงรู้ในการจัดการบริหารครรภ์” 

พระศาสดาทรงหยุดแสดงธรรมชั่วขณะ และตรัสว่า “ น้องหญิง ความที่คำอันเจ้ากล่าวแล้ว จะจริงหรือไม่ เราและเจ้าเท่านั้น ย่อมรู้” นางงามตอบว่า “ ถูกต้อง มหาสมณะ คนอื่นจะรู้ได้อย่างไร พระองค์และหม่อมฉันเท่านั้นที่รู้” ทันใดนั้นเอง เท้าสักกะเทวราช ทรงทราบเหตุร้ายเกิดขึ้นที่วัดพระเชตวัน จึงได้เสด็จจากสวรรค์มาที่นั่น แล้วมีเทวบัญชาให้เทพบุตรจำแลงกายเป็นหนูปีนขึ้นไปกัดเชือกที่ผูกท่อนไม้กลมที่ท้องของนางงาม เมื่อเชือกผูกถูกกัดขาด ท่อนไม้กลมนั้นก็หลุดหล่นลงมาทับที่ปลายเท้าของนางงาม 

เมื่อความลับของนางงามถูกเปิดเผย ชาวบ้านก็ได้ร้องตะโกนสาปแช่ง “นางกาลกัณณี เจ้าใส่ร้ายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” บ้างถ่มน้ำลายรดศีรษะของนาง บ้างหยิบก้อนดิน บ้างหยิบท่อนไม้ วิ่งขับไล่นางงามออกจากพระเชตวัน 

ตามเรื่องในพระคัมภีร์บรรยายในช่วงที่นางงามถูกธรณีสูบและไปเกิดในอเวจีมหานรกว่า “ครั้นในเวลานางล่วงคลองพระเนตรของพระตถาคตไป แผ่นดินใหญ่แตกแยกเป็นช่องแล้ว เปลวไฟตั้งขึ้นจากอเวจี นางจิญจมาณวิกานั้น ไปเกิดในอเวจี เป็นเหมือนห่มผ้ากัมพลที่ตระกูลให้” 

ในวันรุ่งขึ้น ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรมสภา ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับนางจิญจมาณวิกา พระศาสดาได้ทรงสอบถามเรื่องและประเด็นของการสนทนา และตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่บัดนี้เท่านั้น ถึงในกาลก่อน นางจิญจมาณวิกา ก็ด่าเราด้วยคำไม่จริง ถึงความพินาศแล้วเหมือนกัน” แล้วตรัสเล่าเรื่องในมหาปทุมชาดก ในทวาทสบิบาต ซึ่งในชาดกดังกล่าวเล่าถึงพฤติกรรมของนางจิญจมาณวิกาเมื่อครั้งเป็นพระมเหสีของพระราชาและเป็นพระมารดาเลี้ยงของมหาปทุมกุมารพระโพธิสัตว์ ใช้อุบายเพื่อให้พระโพธิสัตว์เป็นชู้กับตน เมื่อพระโพธิสัตว์ปฏิเสธก็ได้ทำการกลั่นแกล้ง จนพระโพธิสัตว์ ถูกจับตัวไปทิ้งลงเหว แต่ไม่ได้รับอันตรายเพราะพระยานาคช่วยชีวิตเอาไว้ และภายหลังพระโพธิสัตว์ได้กลับมาครองราชสมบัติ ส่วนนางจิญจมาณวิกา(พระมเหสีของพระราชา) ถูกจับไปโยนลงเหวสิ้นพระชนม์ 

พระศาสดา เมื่อตรัสเล่ามหาปทุมชาดกจบลงแล้ว ได้ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ละคำสัตย์ซึ่งเป็นธรรมอย่างเอก และไม่สนใจในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปรโลก ชื่อว่าจักไม่ทำบาปกรรม ย่อมไม่มี”

จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถานี้ว่า

เอกธมฺมมตีตสฺส 
มุสาวาทิสฺส ชนฺตุโน
วิติณฺณปรโลกสฺส
นตฺถิ ปาปํ อการิยํ ฯ

(อ่านว่า)

เอกะทำมะมะตีตัดสะ
มุสาวาทิดสะ ชันตุโน
วิตินนะปะระโลกัดสะ
นัดถิ ปาปัง อะการิยัง.

(แปลว่า)

บาปอันชนผู้ก้าวล่วงธรรมอย่างเอกเสีย 
ผู้มักพูดเท็จ 
ผู้มีปรโลกอันล่วงเลยเสียแล้ว 
ไม่พึงทำ ย่อมไม่มี.


เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น .



Create Date : 08 พฤษภาคม 2560
Last Update : 8 พฤษภาคม 2560 13:52:51 น. 0 comments
Counter : 137 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




ททมาโน ปิโยโหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของคนหมู่มาก The person who gives is much loved.
New Comments
Friends' blogs
[Add ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.