ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2560
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
18 มิถุนายน 2560
 
All Blogs
 
ลูกศิษย์คิดล้างครู



ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลนักขับร้อง มารดาบิดาตั้งชื่อว่า คุตติลกุมาร กุมารนั้นครั้นเจริญวัย สำเร็จศิลปะการขับร้อง ได้เป็นนักร้องชั้นยอดในชมพูทวีปทั้งสิ้น ชื่อว่าคุตติลคนธรรพ์ เขาไม่มีภรรยา เลี้ยงมารดาบิดาผู้ตาบอด

ในกาลนั้น พ่อค้าชาวกรุงพาราณสีไปค้าขายยังเมืองอุชเชนี เมื่อเขาป่าวร้องมีการมหรสพ จึงเรี่ยไรกันหาตอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้ตลอดจนของเคี้ยวของบริโภคเป็นต้น เป็นอันมาก ประชุมกัน ณ สนามกีฬา ให้ค่าจ้างแล้วกล่าวว่า พวกท่านจงนำนักร้องมาคนหนึ่งเถิด

สมัยนั้นในกรุงอุชเชนี มีนักขับร้องเยี่ยม ชื่อมุสิละ พวกพ่อค้าจึงหาเขามาให้แสดงการขับร้องให้ตนชม มุสิละเมื่อจะดีดพิณ ได้ขึ้นสายเสียงเอกดีดแล้ว การดีดสีของเขานั้นได้ปรากฏดุจเสียงเกาเสื่อรำแพนแก่พวกพ่อค้าเหล่านั้น ผู้มีความชินหูในการดีดสีของคุตติลคนธรรพ์ จึงมิได้แสดงอาการชอบใจแม้สักคนเดียว

มุสิละเมื่อพวกพ่อค้าเหล่านั้นไม่แสดงอาการพอใจคิดว่า เราเห็นจะดีดพิณขันตึงเกินไป จึงลดลงปานกลาง ดีดด้วยเสียงปานกลาง พวกพ่อค้าเหล่านั้นก็คงเฉยอยู่ในเสียงพิณนั้น ลำดับนั้นเขาคิดว่า พวกพ่อค้าเหล่านี้คงไม่รู้จักอะไร จึงแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องเสียเอง ดีดพิณหย่อน ๆ พวกพ่อค้าก็มิได้ว่าอะไร มุสิละจึงกล่าวกะพ่อค้านั้นว่า ดูก่อนพ่อค้าผู้เจริญเมื่อข้าพเจ้าดีดพิณท่านไม่พอใจหรือ

พวกพ่อค้ากล่าวว่า ก็ท่านดีดพิณอะไร พวกเรามิได้เข้าใจว่า ท่านขึ้นเสียงพิณดีดสี

มุสิละถามว่า ก็ท่านรู้จักอาจารย์ที่เก่งกว่าข้าพเจ้าหรือ หรือไม่รู้สึกยินดีเพราะตนไม่รู้จักฟัง

พวกพ่อค้ากล่าวว่า เราเคยได้ฟังเสียงพิณคุตติลคนธรรพ์กรุงพาราณสี เสียงพิณของท่านจึงฟังคล้ายเสียงสตรีกล่อมเด็ก

มุสิละกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจงรับค่าจ้างที่ท่านให้คืนไปเถิด ข้าพเจ้าไม่ต้องการค่าจ้างนั้น ก็แต่ว่า เมื่อท่านจะกลับไปกรุงพาราณสี ช่วยพาข้าพเจ้าไปด้วย

พวกพ่อค้าเหล่านั้นรับว่า ดีละ

ในเวลากลับได้พาเขาไปกรุงพาราณสี บอกมุสิละว่า นี่คือที่อยู่ของคุตติลคนธรรพ์ แล้วเลยไปที่อยู่ของตน มุสิละเข้าไปบ้านพระโพธิสัตว์ เห็นพิณคู่มือของพระโพธิสัตว์ จึงหยิบมาดีด

ลำดับนั้นมารดาบิดาของพระโพธิสัตว์และไม่เห็นมุสิละ เพราะตาบอด เข้าใจว่าเห็นจะหนูกัดพิณ จึงกล่าวว่า หนูกัดพิณ มิสิละจึงวางพิณไหว้มารดาบิดาพระโพธิสัตว์ เมื่อท่านถามว่า มาแต่ไหน

จึงกล่าวว่ามาจากเมืองอุชเชนี เพื่อขอเรียนศิลปะในสำนักของท่านอาจารย์

เมื่อมารดาบิดาพระโพธิสัตว์รับ ดีละ แล้วจึงถามว่า ท่านอาจารย์อยู่ไหน

ได้ฟังว่า ไม่อยู่จ้ะพ่อคุณ วันนี้จะกลับมา จึงนั่งอยู่ที่นั้นเอง

ครั้นพระโพธิสัตว์กลับมาได้รับปฏิสันถารแล้ว จึงบอกเหตุที่ตนมา พระโพธิสัตว์รู้องค์วิชาทำนายลักษณะคน จึงรู้ว่ามุสิละเป็นอสัตยบุรุษ ได้บอกปัดว่า ไปเถิดพ่อ ศิลปะไม่สำเร็จแก่ท่านดอก

มุสิละจับเท้ามารดาบิดาพระโพธิสัตว์ลูบไล้ให้สงสารตนแล้วอ้อนวอนว่า ขอท่านจงช่วยให้พระโพธิสัตว์ถ่ายทอดศิลปะให้ข้าพเจ้าเถิด

พระโพธิสัตว์ถูกมารดาบิดาช่วยพูดบ่อย ๆ ก็ไม่อาจขัดท่านได้ จึงสอนศิลปะให้

ต่อมา มุสิละไปราชนิเวศน์กับพระโพธิสัตว์ พระราชาทอดพระเนตรเห็นเขา ตรัสถามว่า นั่นใครน่ะ ท่านอาจารย์

พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ขอเดชะ นี่คืออันเตวาสิกของข้าพระองค์ เขาจึงได้คุ้นเคยกับพระราชาโดยลำดับ พระโพธิสัตว์มิได้บังอำพรางวิชาให้ศึกษาตามแบบที่ตนรู้มาจนจบ แล้วกล่าวว่า แน่ะพ่อ ท่านเรียนศิลปะจบแล้ว มุสิละคิดว่า ศิลปะเราก็ช่ำชองแล้ว ทั้งกรุงพาราณสีนี้ก็เป็นนครเลิศในชมพูทวีปทั้งสิ้น แม้ถ้าอาจารย์แก่เราควรจะอยู่ในกรุงพาราณสีนี้แหละ มุสิละจึงบอกอาจารย์ว่า ข้าพเจ้าจักรับราชการ

อาจารย์กล่าวว่าดีแล้ว เราจะกราบทูลพระราชา จึงพาไปเฝ้าพระราชากราบทูลว่า อันเตวาสิกของข้าพระองค์ปรารถนาจะรับราชการสนองพระคุณพระองค์ ขอพระองค์จงพิจารณาเบี้ยหวัดให้เขา

เมื่อพระราชาตรัสว่า เราจะให้กึ่งหนึ่งจากเบี้ยที่ท่านได้ จึงบอกเรื่องนั้นแก่มุสิละ มุสิละกล่าวว่า เมื่อข้าพเจ้าได้รับเบี้ยหวัดเท่ากับท่าน จึงจะรับราชการ เมื่อไม่ได้เท่าจะไม่ขอรับ

พระโพธิสัตว์ถามว่าเพราะเหตุไร มุสิละตอบว่า ข้าพเจ้ารู้ศิลปะที่ท่านรู้หมดมิใช่หรือ

พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ถูกแล้วท่านรู้ทั้งหมด

มุสิละกล่าวว่าเมื่อเป็นเช่นนั้นเหตุไรพระราชาจึงพระราชทานแก่ข้าพเจ้ากึ่งหนึ่งเล่า

พระโพธิสัตว์จึงกราบทูลแด่พระราชา พระราชาตรัสว่า ถ้าเขาสามารถแสดงศิลปะทัดเทียมท่านก็จะได้เท่ากัน

พระโพธิสัตว์ฟังพระดำรัสดังนั้น จึงบอกแก่มุสิละ เมื่อเขากล่าวว่า ดีละ ข้าพเจ้าจักแสดง จึงกราบทูลแด่พระราชา เมื่อพระองค์ตรัสว่าดีแล้ว จงแสดงเถิดจะแสดงแข่งขันกันวันไหนเล่า

ข้าแต่มหาราช ขอจงแข่งขันกันในวันที่ ๗ นับแต่วันนี้

พระราชารับสั่งหาตัวมุสิละมาตรัสถามว่า ได้ยินว่าท่านจะทำการแข่งขันกับอาจารย์หรือ

ขอเดชะ จริงพระเจ้าข้า

แม้พระราชาจะทรงห้ามว่า อันการแข่งดีกับอาจารย์ไม่สมควรเลย

มุสิละก็กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ช่างเถิด ขอให้ข้าพระองค์แข่งขันกับอาจารย์ในวันที่เจ็ดเถิด จักได้ทราบว่าคนไหนจักชนะ

พระราชารับสั่งว่าดีแล้ว รับสั่งให้เที่ยวตีกลองป่าวร้องว่า ในวันที่เจ็ดนับแต่วันนี้อาจารย์กับศิษย์จะแสดงศิลปะแข่งขันกันที่ประตูวัง ชาวเมืองจงมาประชุมดูศิลปะกันเถิด พระโพธิสัตว์คิดว่า มุสิละผู้นี้ยังหนุ่มแน่นมีกำลังแข็งแรง เราแก่ตัวถอยกำลังแล้ว ธรรมดาว่ากิริยาของตนแก่ย่อมไม่กระฉับกระเฉง อนึ่ง ธรรมดาว่าลูกศิษย์แพ้ก็ไม่แปลกอะไร แต่เมื่อลูกศิษย์ชนะ เราเข้าไปตายเสียในป่ายังดีกว่าความละอายที่พึงจะได้รับ พระโพธิสัตว์จึงเข้าไปป่าแล้วก็กลับเพราะกลัวตาย แล้วกลับไปอีกกลัวอาย เมื่อพระโพธิสัตว์กลับไปกลับมาดังนี้ จนล่วงไปได้ ๖ วัน ต้นหญ้าตายเรียบเกิดเป็นรอยทางเดินเท้าแล้ว

ขณะนั้นพิภพของท้าวสักกะแสดงอาการร้อน ท้าวสักกะทรงเล็งแลดูก็รู้เหตุการณ์นั้น ทรงดำริว่า คุตติลคนธรรพ์ได้รับความทุกข์ใหญ่หลวงในป่า เพราะกลัวอันเตวาสิก เราควรจะเป็นที่พึ่งแก่เขา จึงรีบเสด็จไปยืนอยู่ข้างหน้า ตรัสถามว่า ท่านอาจารย์ท่านเข้าป่าไปทำไม

เมื่อพระโพธิสัตว์ถามว่าท่านเป็นใคร

ตรัสว่าเราเป็นท้าวสักกะ

ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์จึงทูลท้าวสักกะว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า ข้าพระองค์ไปป่าก็เพราะกลัวแพ้อันเตวาสิก จึงกล่าวคาถาแรกว่า :

        ข้าพระองค์ได้สอนให้ศิษย์ชื่อ มุสิละ

เรียนวิชาดีดพิณ ๗ สาย มีเสียงไพเราะจับใจคนฟัง

เขากลับมาขันดีดพิณสู้ข้าพระองค์ ณ ท่ามกลางสนาม

ข้าแต่ท้าวโกสีย์ ขอพระองค์จงเป็นที่พึ่งของข้าพระองค์เถิด

ท้าวสักกะสดับคำของพระโพธิสัตว์แล้วตรัสว่า อย่ากลัวเลย เราจะช่วยต่อต้านป้องกันท่านเอง ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ว่า :

        ดูก่อนสหาย ฉันจะเป็นที่พึ่งของท่าน ฉันเป็นผู้บูชาอาจารย์

ศิษย์จักไม่ชนะท่าน ท่านจักชนะศิษย์

ท้าวสักกะตรัสว่า เมื่อท่านจะดีดพิณ ท่านจงเด็ดเสียสายหนึ่ง ดีด ๖ สาย เสียงพิณของเจ้าจักเหมือนเดิม แม้มุสิละก็จะเด็ดสายพิณ แต่เสียงพิณของเขาจักไม่เหมือนเดิม ขณะนั้นเขาจะถึงความปราชัย ครั้นทราบว่าเขาถึงความปราชัยแล้ว ท่านพึงเด็ดแม้สายที่ ๒ สายที่ ๓ สายที่ ๔ สายที่ ๕สายที่ ๖ สายที่ ๗ ดีดแต่พิณเปล่า ๆ เสียงจะออกจากเงื่อนสายพิณที่เด็ดทิ้ง ดังไปทั่วกรุงพาราณสีทั้ง ๑๒ โยชน์ทั้งสิ้น

ท้าวสักกะตรัสอย่างนี้แล้ว จึงประทานห่วง ๓ ห่วงให้พระโพธิสัตว์แล้วตรัสว่า เมื่อเสียงพิณของท่านดังไปทั่วนครแล้ว ท่านจงโยนห่วงจากจำนวนนี้ไปในอากาศห่วงหนึ่ง ลำดับนั้นนางอัปสร๓๐๐ จักลงมาฟ้อนรำข้างหน้าท่าน ในเวลาที่นางอัปสรเหล่านั้นฟ้อนรำ ท่านพึงโยนห่วงที่ ๒ ไป ลำดับนั้นนางอัปสรอีก ๓๐๐ จะลงมาฟ้อนรำข้างหน้าพิณของท่าน จากนั้นพึงโยนห่วงที่ ๓ ไปลำดับนั้นนางอัปสรอีก ๓๐๐ จะลงมาฟ้อนรำบนลานสนามฟ้อน แม้เราก็จักมาหาท่าน ท่านจงไปเถิด อย่ากลัวเลย

พระโพธิสัตว์ได้กลับไปบ้านในเวลาเช้า พวกชาวเมืองทำมณฑปที่ใกล้ประตูพระราชวัง ตกแต่งที่ประทับสำหรับพระราชา พระราชาเสด็จลงจากปราสาทแล้วประทับนั่งกลางบัลลังก์ ณ มณฑปที่ประดับประดาแล้ว สตรีที่ตกแต่งแล้วหนึ่งหมื่นและอำมาตย์ พราหมณ์ ชาวแว่นแคว้นเป็นต้น ต่างก็เฝ้าแหนอยู่พร้อมพรั่ง ชาวนครทั้งปวงชุมนุมกันแล้ว ต่างจัดตั้งรถซ้อนรถ เตียงซ้อนเตียงที่สนามหลวง

พระโพธิสัตว์อาบน้ำลูบไล้กายแล้ว บริโภคอาหารมีรสเลิศต่าง ๆ แล้ว ให้ถือพิณไปนั่งบนอาสนะสำหรับตน ท้าวสักกเทวราชมาสถิตอยู่ในอากาศโดยไม่ปรากฏกาย พระโพธิสัตว์เท่านั้นเห็นท้าวสักกเทวราช

ฝ่ายมุสิละมานั่งบนอาสนะของตน มหาชนแวดล้อมแล้ว แม้ทั้งสองก็ดีดพิณตั้งแต่เริ่มเสมอกัน มหาชนต่างโห่ร้องยินดีด้วยการบรรเลงของทั้งสองคน ท้าวสักกเทวราชสถิตอยู่บนอากาศ บอกให้ได้ยินแต่พระโพธิสัตว์เท่านั้นว่า ท่านจงเด็ดพิณเสียสายหนึ่ง พระโพธิสัตว์เด็ดพิณสายที่ ๑ ทิ้งแล้ว แม้เด็ดสายที่ ๑ ออกแล้ว เสียงยังดังดังออกได้จากเงื่อนที่ขาดแล้วดุจเสียงพิณเทพคนธรรพ์

ฝ่ายมุสิละก็เด็ดสายพิณบ้าง แต่เสียงหาดังออกไม่ อาจารย์ได้เด็ดสายที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๖ที่ ๗ เมื่อดีดแต่คันพิณเปล่า ๆ เสียงยังดังตลบทั่วพระนคร เสียงโห่ร้องและธงโบกสะบัดเป็นจำนวนพันได้เป็นไปแล้ว พระโพธิสัตว์ได้โยนห่วงที่ ๑ ไปในอากาศ ในคราวนั้นนางอัปสร ๓๐๐ นางลงมาขับฟ้อน เมื่อโยนห่วงที่ ๒ และที่ ๓ ไปแล้วนางอัปสรทั้ง ๙๐๐ ได้ลงมาฟ้อนรำตามนัยที่กล่าวแล้ว

ขณะพระราชาได้ให้สัญญาณด้วยการโคลงพระเศียรแก่มหาชน มหาชนต่างพากันลุกขึ้นคุกคามมุสิละว่า ท่านแข็งข้อกับอาจารย์ พยายามทำอาการตีเสมอ ท่านไม่รู้จักประมาณตน ทุบตีด้วยก้อนหินต้นไม้เป็นต้น ที่ฉวยได้นั่นเองจนแหลกเหลว ให้ถึงแก่ความตาย จับเท้าลากไปทิ้งที่กองหยากเยื่อ

พระราชาทีพระทัยยินดีพระราชทานทรัพย์เป็นอันมากแก่พระโพธิสัตว์ ดุจฝนลูกเห็บโปรยปรายลงมา ชาวนครก็ให้เหมือนอย่างนั้น แม้ท้าวสักกะทรงทำปฏิสันถารกับพระโพธิสัตว์ว่า ท่านบัณฑิต ข้าพเจ้าจะให้มาตุลีเทพบุตรเอารถเทียมม้าอาชาไนยหนึ่งพันมารับท่านภายหลัง ท่านพึงขึ้นรถเวชยันต์เทียมม้าหนึ่งพันไปเทวโลกเถิด ตรัสแล้วเสด็จกลับ

ครั้งนั้นเทพธิดาทั้งหลายได้ทูลถามท้าวสักกเทวราช ผู้เสด็จมาถึงประทับนั่งบนบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ว่า ข้าแต่เทวราช พระองค์เสด็จไปไหนมา ท้าวสักกะตรัสเล่าเหตุนั้นแก่พวกเทพธิดาโดยพิสดารแล้ว พรรณนาศีล และคุณธรรมของพระโพธิสัตว์

พวกเทพธิดากราบทูลว่า ข้าแต่เทวราช แม้พวกหม่อมฉันก็ใคร่จะเห็นท่านอาจารย์ ขอพระองค์จงให้พามาที่นี่เถิด

ท้าวสักกเทวราชตรัสเรียกมาตุลีเทพบุตรมาตรัสว่า แน่ะพ่อ นางเทพอัปสรอยากจะเห็นคุตติลคนธรรพ์ ท่านจงไปให้นั่งรถเวชยันต์พามาเถิด

มาตุลีเทพบุตรรับเทวโองการไปนำพระโพธิสัตว์มาแล้ว ท้าวสักกะทรงชื่นชมกับพระโพธิสัตว์ตรัสว่า ท่านอาจารย์พวกเทพกัญญาใคร่จะฟังการบรรเลงของท่าน พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่เทวราช พวกข้าพระองค์ชื่อว่าเป็นคนธรรพ์ อาศัยศิลปะเลี้ยงชีพ เมื่อได้ค่ากำนัลจึงจะบรรเลง ท้าวสักกะตรัสว่า จงบรรเลงเถิด เราจะให้ค่ากำนัลแก่ท่าน

พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าพระองค์ไม่ต้องการค่ากำนัลอย่างอื่น ขอแต่ให้นางเทพธิดาเหล่านี้บอกกัลยาณกรรมของตนแก่ข้าพระองค์เถิด ถ้าอย่างนี้ข้าพระองค์จะบรรเลง

ลำดับนั้นนางเทพธิดาทั้งหลายได้กล่าวกะพระโพธิสัตว์ว่า พวกข้าพเจ้าจักบอกกัลยาณกรรมที่ทำไว้แก่ท่านในภายหลัง ขอท่านอาจารย์จงทำการบรรเลงก่อนเถิด

พระโพธิสัตว์ทำการบรรเลงแก่เทพยดาทั้งหลายตลอด ๗ วัน เสียงพิณนั้นเสนาะสนั่นยิ่งกว่าพิณทิพยคนธรรพ์ ครั้นครบ ๗ วัน พระโพธิสัตว์จึงเริ่มถามเทพธิดาทั้งหลายถึงกัลยาณกรรม

เทพธิดานางหนึ่งได้ถวายผ้าอย่างดีแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ครั้งศาสนาพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เกิดมาเป็นนางบริจาริกาของท้าวสักกเทวราช มีนางอัปสรหนึ่งพันเป็นบริวาร พระโพธิสัตว์จึงถามนางเทพกัญญา ผู้ทรงพัสตราภรณ์อันล้ำเลิศว่า ในภพก่อนท่านได้ทำการอะไรไว้ อาการที่พระโพธิสัตว์ถามและนางกล่าวตอบปรากฎแล้วในวิมานวัตถุนั้นแล

อีกนางหนึ่ง ได้ถวายดอกไม้สำหรับบูชาภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต

อีกนางหนึ่ง เมื่อเขาบอกว่า ขอท่านทั้งหลายจงถวายของหอม สำหรับเจิมที่เจดีย์เถิด ได้ถวายของหอมแล้ว

อีกนางหนึ่งได้ถวายผลไม้มีรสอร่อย

อีกนางหนึ่งได้ถวายอาหารรสเยี่ยม

นางหนึ่งได้ถวายของสำหรับเจิมที่เจดีย์ของพระกัสสปทศพล

นางหนึ่งได้ฟังธรรมในสำนักภิกษุ ภิกษุณี ผู้เดินทางและพักที่หมู่บ้าน

นางหนึ่งยืนอยู่ในครอบครัวไม่มักโกรธ ทำการปรนนิบัติพ่อผัวและแม่ผัว

นางหนึ่งต้องแบ่งส่วนที่ตนได้ออกแจกจ่ายเสียก่อน จึงบริโภคทั้งเป็นผู้มีศีล

นางหนึ่งเป็นทาสีอยู่บ้านผู้อื่น เป็นคนไม่โกรธ ไม่ถือตัว แบ่งส่วนที่ตนได้ออกแจกจ่ายจึงได้มาเกิดเป็นนางบริจาริกาของท้าวสักกเทวราช ความทั้งหมดนี้ อยู่ในคุตติลวิมานวัตถุ นางเทพธิดา ๓๗ นางได้ทำกรรมใด ๆ ไว้จึงได้มาเกิดในเทวโลกนั้นทั้งหมด

พระโพธิสัตว์ซักถามและเทพธิดาทั้งหลายได้กล่าวคาถาทั้งหลาย แสดงกรรมที่ตนได้ทำไว้ ๆ พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำนั้นแล้วกล่าวว่า เป็นลาภของข้าพเจ้าหนอ ข้าพเจ้าได้ดีแล้วหนอ ที่มาที่นี้ได้ฟังสมบัติที่ได้มาด้วยกรรมแม้มีประมาณน้อย คราวนี้ตั้งแต่นี้ไป ข้าพเจ้ากลับไปมนุษย์โลกแล้ว จักทำแต่กุศลกรรมมีทานเป็นต้นเท่านั้น

ครั้นครบ ๗ วันท้าวสักกเทวราชทรงบัญชาให้มาตุลีเทพสารถี พาพระโพธิสัตว์ให้นั่งรถไปส่งกรุงพาราณสีดังเดิม พระโพธิสัตว์ครั้นกลับมากรุงพาราณสีแล้ว ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่ตนได้เห็นแล้วในเทวโลกให้พวกมนุษย์ฟัง ตั้งแต่นั้นพวกมนุษย์เหล่านั้นก็ตั้งหน้าอุตสาหะทำบุญกัน

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ง แล้วทรงประชุมชาดกว่า มุสิกะในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้ ท้าวสักกะได้เป็นอนุรุทธ พระราชาได้เป็นอานนท์ ส่วนคุตติลคนธรรพ์ คือเราตถาคตนี้แล

จบ คุตติลชาดก




Create Date : 18 มิถุนายน 2560
Last Update : 18 มิถุนายน 2560 11:34:18 น. 0 comments
Counter : 104 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




ททมาโน ปิโยโหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของคนหมู่มาก The person who gives is much loved.
New Comments
Friends' blogs
[Add ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.