Group Blog
 
<<
มีนาคม 2563
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
30 มีนาคม 2563
 
All Blogs
 
Ladakh 2019 - เส้นทางสู่ Lamayuru




นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่มาถึงเลห์ ที่ฉันได้ขึ้นรถโดยสารคันใหญ่และเดินทางไกล
หลุดออกจากตัวเมืองบนระยะทาง 125 กิโลเมตรเสียที ในขณะที่ก่อนหน้านี้
ก็ได้แต่วนเที่ยวแต่เพียงสถานที่ใกล้ ๆ ไปเช้า-เย็นกลับ ด้วยรถมินิบัสเท่านั้น

หนนี้ถึงจะไม่มีแผนอะไรมากนักแต่ก็จำเป็นต้องพักค้างแรม แล้วฉันก็แบก
ของใช้ที่จำเป็นออกมาจากเกสเฮาส์แต่เช้า  เพื่อให้ไม่ต้องรู้สึกขายหน้าว่า
พลาดเที่ยวรถไปหมู่บ้านอารยัน ตามที่ได้ร่ำลากับพี่ซังโม่ ผู้เป็นเจ้าของที่พัก
แห่งใหม่ (ขณะนั้นฟ้าย้ายที่พักมาอยู่แถว ๆ ถนนTukcha) ก็เลยว่าจะหาเรื่องไป
ที่อื่นแทนก่อนก็แล้วกัน

...

"งั้นเจอกันที่ท่ารถนะ"

บ่ายโมงเศษ ๆ เมื่อร้านรวงในตลาดเริ่มเปิดทำการตามปกติ ฉันจึงแยกตัวไปหา
ข้าวกิน ก่อนที่จะนัดเจอกับสาวไต้หวันรายนี้ บนรถประจำทางรอบบ่ายสาม ที่มี
จุดหมายไปดินแดนโลกพระจันทร์ (Moonland)

"เธอควรกลับไปเอาเสื้อกันหนาวมาเพิ่มนะ ได้ยินว่าที่นั่นหนาวกว่าเลห์" 
หยางแนะนำบางเรื่องให้ฟังพร้อมเหตุผล "ที่ตั้งของลามะยูรูมันสูงกว่าที่นี่" 
พอมาแอบเปิดอ่านตำราดูภายหลังก็พบว่าสูง 3,510 เมตร...อือฮึ ส่วนเลห์ก็แค่
ราว 3,500 เมตร แต่ว่าพื้นที่อื่น ๆ ในลาดักก็มีสูงต่ำลดหลั่นไปสลับ ๆ กันไปอีก

ฉันได้แต่พยักหน้าตอบรับ แต่ก็ไม่ได้ย้อนกลับไปจริง ๆ หรอก  มากสุดก็แค่แวะ
ไปกรอกน้ำดื่มเพิ่มที่ร้าน Dzomsa ตรงหน้าปากซอย   วู้...ก็นี่มันหน้าร้อนอ่ะ! 



รถโดยสารเริ่มติดเครื่องก่อนบ่ายสาม และขยับล้อเลื่อนออกจากท่ารถตามเวลา
ที่กำหนดเป๊ะ ๆ ... อย่างไรก็ตาม ฉันขึ้นมาอยู่บนรถก่อนหน้านั้นเป็นที่เรียบร้อย
หยาง จองที่นั่งริมหน้าต่างอยู่โซนหน้า ส่วนฉันอยู่หน้าประตูหลังและเลือกที่จะ
อยู่ฝั่งซ้ายมือเช่นเดียวกัน เพราะฟากนี้เป็นเบาะสองที่นั่ง -- สบาย ๆ....บนรถ
คันนี้นอกเหนือไปจากชาวบ้าน ก็มีชาวต่างชาติอยู่แค่สองราย พวกเราเดินทาง
พร้อมกันก็จริง แต่ว่าไม่ได้คิดเที่ยวด้วยกัน (ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ได้แอบเขม่นกัน)

ระยะทางจากเลห์ ไปจนถึง ลามะยูรู เป็นการเดินรถขึ้นไปยังภูมิภาคที่เรียกว่า
Sham (lower ladakh) โดยอยู่ภายใต้เขตการปกครองย่อย Khaltsi เยื้องไป
ทางทิศตะวันตกและวิ่งไปตามถนนเส้น NH1

จุดที่น่าสนใจระหว่างทาง ยกเว้นค่ายทหารที่ชอบติดป้ายเขตทหารห้ามถ่ายรูป 
ก็เห็นจะมี Spituk อารามสงฆ์เก่าแก่แห่งหนึ่ง ที่ตั้งบนบนเขาลูกเล็กและแทบ
จะติดอยู่กับเขตทหาร ทั้งยังเป็นทางร่อนผ่านของเหล่าเครื่องบินด้วย 
(สนามบินของเลห์อยู่ไม่ไกลจากตรงนี้)  



ทางขึ้นไปยัง Spituk Monastery



Nimoo จุดรวมสายของแม่น้ำ หรือเรียกอีกอย่างว่า "สังคัม" (Sangam)
ซึ่งแม่น้ำซันสการ์จะไหลมาเจอกับแม่น้ำสินธุที่นี่ และเมื่อได้รวมสายแล้วก็
ไม่ได้กลายเปลี่ยนเป็นแม่น้ำสายใหม่แต่อย่างใด ... เป็นแม่น้ำสินธุดังเดิม 55
แต่ว่าฤดูนี้อาจเป็นช่วงเวลาไม่เหมาะนักกับการถ่ายภาพลำน้ำที่ควรจะมีสีสัน
ตัดกันแบบสวย ๆ นะ เพราะช่วงมรสุมสีของแม่น้ำจะแลดูขุ่นคลั่กทั้งสองสาย
ถึงยังไงมันยังคงน่าสนใจเสมอสำหรับบรรดานักท่องเที่ยวที่นิยมมาล่องแก่ง




สัมคัม ที่ Nimoo
แม่น้ำซันสการ์ ไหลผ่านออกมาจากช่องเขาด้านหน้า ส่วนตำแหน่งของแม่น้ำสินธุ
(หรือแม่น้ำอินดัส) จะอยู่ขนาบข้างไปกับเส้นทางถนน



ถัดไปจากนี้ รถจะวิ่งผ่าน Basgo อดีตเมืองโบราณของลาดักและราชธานีเก่า
ที่ตั้งของบาสโก้ เป็นแลนด์มาร์กที่มองง่ายมาก ๆๆๆๆ เพราะมีวัดเก่าแก่ตั้งเด่น
เป็นสง่าบนภูเขา สังเกตได้จากผู้คนท้องถิ่นบนรถที่มักจะพากันยกมือไหว้เวลา
รถวิ่งผ่าน 



ตำแหน่งของวัด Basgo และป้อมปราการ จะตั้งอยู่บนเขา 
 


ผ่านทางแยกไป Lekir จากถนนเส้นใหญ่ ถ้าหากแวะลงรถกลางทางเพื่อ
ต่อไปยัง Lekir จากตรงนี้ โดยเดินเท้าเข้าไปก็ถือว่าไกลเอาเรื่องพอสมควร



จุดสังเกตทางเข้าไปยัง Lekir ก็คือเพิงและป้ายบอกทางสีขาวเล็ก ๆ


ผ่านหมู่บ้าน Saspol ที่เต็มไปด้วยสวนปลูกผลไม้ และพื้นที่เพาะปลูก
จุดที่เป็นหมู่บ้าน Saspol มองค่อนข้างยาก ไม่แน่ใจว่าภาพที่ถ่ายมาจะถูก
ตำแหน่งมั้ย แต่เอาเป็นว่าจะเห็นพื้นที่เพาะปลูกและบ้านคนเป็นหลักค่ะ



เหล่านักบิดที่พบเห็นตลอดตามรายทาง




จุดแวะพักที่ Khaltsi รถโดยสารจะมาหยุดจอดพักกันชั่วคราว



ตัวเมืองและจุดขายของใกล้ ๆ ลานจอดรถ ที่ชาวบ้านท้องถิ่นมักเอา ผลไม้ ถั่ว มาวางขาย



บริเวณตัวเมือง Khaltsi ก่อนถึงป้อมตรวจ รถโดยสารจะหยุดจอดพักตรง
ชุมชนประมาณ15 นาที ผู้โดยสารบนรถที่ยังคงเหลืออยู่บนรถ ซึ่งเหลืออยู่ไม่
มากเท่าไหร่แล้วในตอนนี้ ก็มักจะลงไปจิบชา เข้าห้องน้ำซื้อของติดไม้ติดมือ
กันจากที่นี่  
 
หากจำไม่ผิด เรามาถึงบริเวณนี้ตอนเกือบ ๆ ห้าโมงเย็น แต่ถึงอย่างนั้นแสงแดด
จากดวงอาทิตย์รอบบ่ายแก่ ที่มันแผดเผาหน้าของเรามาตั้งแต่ตีรถออกจากเลห์
(ไปนั่งเบาะริมหน้าต่างฝั่งซ้ายหลังเที่ยงวัน และมุ่งขึ้นเหนือมันก็จะเป็นงี้) ก็ยัง
คงทำหน้าที่ของมันต่อไปยาว ๆ จนถึงหนึ่งทุ่มโน่นเลยแหละ 

เมื่อรถออกเดินทางอีกครั้ง หลังขยับมาจากจุดพักได้ไม่นาน เราก็ได้แวะลงมาที่
จุดตรวจ Khaltsi พร้อม ๆ กับกระเป๋ารถเมล์ เพื่อรายงานตัวและลงชื่อเข้าพื้นที่
ทั้งนี้การเดินทางไปยังลามะยูรู ไม่ต้องทำ Permit  ขั้นตอนนี้ไม่มีอะไรมากมาย
นักเจ้าหน้าที่ก็แค่ซักถามไปตามเรื่องแล้วก็ปล่อยให้กลับไปขึ้นรถต่อ

ตัวรถจะจะขับเบี่ยงออกไปทางซ้าย โดยเส้นทางถนนที่ถูกปูลาดเป็นอย่างดี
ไม่ได้ขรุขระเป็นโลกพระจันทร์อย่างที่คิดไว้ เว้นก็แต่วิวริมทางที่ดูมีส่วนคล้าย ๆ
เดาว่าสภาพถนนหนทางในอดีตคงทุลักทุเลพอสมควร




แม่น้ำสินธุ ที่ยังไหลขนาบข้างทางให้เห็น



เส้นทางที่เลี้ยวมายังฝั่งตะวันตกยังถนน NH1 และต่อจากนี้ไม่ได้เห็นแม่น้ำแล้ว



รถโดยสารกำลังพาลัดเลาะขึ้นเขาสูงไปเรื่อย ๆ  



เข้าโค้งบ่อยมาก  


เรามาถึงที่ตั้งของลามะยูรู ตอนหนึ่งทุ่มพอดีและแสงของวันก็ยังไม่หมด 
หลังจากลงรถ ฉันกะว่าจะขึ้นไปดูที่พักบน Monastery ก่อน หากไม่แพงระเบิด
เถิดเทงก็คงได้อยู่บนนั้นไปเลย แต่ก็ไม่ง่ายนะ พอก้าวลงมาจากรถปั๊บ ก็มีคน
เดินประกบตั้งแต่นั้น เพื่อเชิญชวนให้ไปดูที่พักก่อน ถึงจะไม่ตื๊อมากแต่ก็ทำให้
รู้สึกว่าไม่เป็นอิสระเท่าไหร่

ระหว่างที่ขึ้นไปบนเนินดินที่อยู่สูงไปจากถนนเรื่อย ๆ หยางที่เดินตามมาด้วยกัน
ดูจะยังไม่มีอาการอะไรนัก ... วัดแถบนี้ส่วนใหญ่มักจะตั้งบนพื้นที่สูง เรียกได้
ว่าชอบไปสร้างกันบนเนินเขา เราขึ้นไปถึงด้านบนด้วยอารมณ์เร่งรีบเพราะกลัว
มืดเสียก่อน ...เอาหล่ะ มันเริ่มมืดลงแล้ว และไม่มีที่พักปรากฏให้เห็นเลยแฮะ

ดูเหมือนว่า วันนี้จะไฟดับและมีอาคารหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้กับทางเดินเข้าวัด
แปะป้ายว่าเป็นที่พักและร้านอาหาร ซึ่งสร้างได้กลมกลืนกับสิ่งก่อสร้างในเขต
วัดจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็นโรงแรม ... ก็ได้ดึงความสนใจให้ฉันอยากเข้าไป
ดูนิด ๆ

เราชะโงกหน้าผ่านประตูเข้าไปท่ามกลางความมืด มองหาใครสักคนที่จะแนะนำ
ที่พักหรือให้ข้อมูลอะไรสักอย่างก็ยังดี...ในที่นี้ไม่มีไฟฟ้าใช้ จะเหลือก็แค่มุม ๆ
หนึ่งตรงหน้าต่างฝั่งตรงข้ามหากมองจากทางประตู ที่มีแสงไฟจากเทียนส่อง
สว่างเล่มเดียวบนโต๊ะอาหาร มีลูกค้าต่างชาติสองรายกำลังกินอาหารเย็นกัน
ฉันจำทรงผมหยิกสั้นสีเทานั่นได้ดี ส่วนอีกคนก็ดูคุ้นตาชะมัด 

"สวัสดี จูเลียต!...โซเฟีย!"



ฉันเจอจูเลียตครั้งสุดท้ายก็ที่ท่ารถเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาแล้วก็ได้ยินว่า จะมาที่
ลามะยูรู...แต่ไม่คิดว่าจะยังทันได้เจอกันอีก ไหนจะโซเฟียที่ตามมาสมทบภาย
หลัง เลยได้เข้าไปสืบถามเรื่องที่พัก พวกเธอพักอยู่ที่นี่นั่นแหละ เพียงแต่ว่าพอ
เลือกห้องถูกใจแล้วก็แล้วกัน ไม่ได้สนราคาอื่นหรือที่อื่น ๆ ว่ามีตัวเลือกไหนอีก
ทำให้แนะนำอะไรไม่ได้   "โซเฟียและฉัน เราตกลงกันว่าครั้งนี้จะเดินทาง
กันแบบเจ้าหญิงจ้ะ"   
โฮะ ๆๆ


เสียงหัวเราะนั่น แอบเติมเอง :p 


เอาเป็นว่า ฉันไม่อยากวุ่นวายหาตู้กดเงินที่อาจจะไม่มีแถวนี้ เลยต้องบอกลา
ทั้งสอง ก่อนที่จะเดินลงเขาไปหาที่พักด้านล่างแทน ส่วนหยางไม่ค่อยถูกใจ
ที่ตรงนี้เพราะไม่มีไฟฟ้าใช้และกลัวความมืด...

เราแยกย้ายไปหาที่พักตามความเหมาะสมของแต่ละคน แต่ระหว่างนั้นก็พบว่า
หยางเริ่มมีอาการไม่ดีเกิดขึ้น เธออาเจียนและรู้สึกมึนหัว ... ถึงจะตะลอนเที่ยว
ในลาดักมานานเกินหนึ่งอาทิตย์ไปแล้ว  ฉันไม่เข้าใจว่าไอ้อาการแพ้ความสูงที่
ว่าเนี่ย ทำไมมันถึงออกฤทธิ์ได้นาน...น้าน...นาน จนน่าตกใจงี้เนี่ย



LAMAYURU



ตราสัญลักษณ์ที่เนินเขาฟากตรงข้ามและเครื่องหมายสวัสดิกะ (ขยายให้ชัดได้เท่านี้ค่ะ)


ฉันรู้เรื่องราวของอารามสงฆ์ที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดของลาดักแห่งนี้แบบชนิดที่

เรียกว่าผิวเผินมาก ลามะยูรูถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 แต่แรกเริ่มเดิมที
นั้น
เป็นของศาสนาเพิน (Bön)  และกลายเปลี่ยนมาเป็นศาสนสถานของพุทธใน
ภายหลัง  


จุดที่ลงจากรถประจำทางเมื่อวานเย็น จะเห็นว่ามีร้านอาหารและที่พักอยู่บริเวณนี้ด้วย
ในช่วงเวลาเช้า ๆ แบบนี้ยังไม่มีร้านไหนเปิดทำการหรือมีคนพลุกพล่านเท่าไหร่นัก 




ที่ตั้งของวัดที่อยู่ด้านบนหากขึ้นไปจากถนนล่าง (ซึ่งไม่ใช่จุดถ่ายภาพยอดนิยมเลยค่ะ)
อยากได้วิวสวย ๆ ต้องขึ้นไปอยู่บนเส้นถนนที่วิ่งมาจากฝั่งคาร์กิลโน่นแน่ะ
  

 

แรงจูงใจอันแสนน้อยนิด นำพาฉันขึ้นไปแค่พื้นที่บางส่วนของวัดด้านบนที่ต้อง
เดินขึ้นเนินย้อนรอยเดิมจากเมื่อวาน เพื่อแวะไปดูอาคารหลังโน้นนี้ในช่วงเช้าที่
แทบจะไม่ได้เจอใครเลย นอกเหนือไปจากพระชรารูปหนึ่งที่มาจากเมืองอื่นแวะ
มาเดินภาวนาวนรอบ (Kora) ตรงจุดหมุนกงล้ออธิษฐาน จากนั้นก็ขึ้นรถยนต์
ออกไปยังที่อื่นต่อ

นอกเหนือจากนี้ ก็มีเหล่าไบค์เกอร์ชาวอินเดียสามสี่รายที่น่าจะวิ่งรถมาจากทาง
ศรีนาการ์ ผ่าน
คาร์กิล เข้ามายืนเซลฟี่และเก็บภาพไปบางส่วน โดยมากแล้วนัก
ท่องเที่ยว
มักจะแวะมาเยี่ยมชมที่นี่กันก่อนมุ่งหน้าไปเลห์ เพราะเป็นทางผ่าน

กลุ่มเณรที่รวมตัวกันตรงด่านล่างของอาคารข้าง ๆ บางส่วนก็ออกมายืนท่องบท
สวดบ้าง ไม่ก็ล้างหน้า
ล้างตากัน  ก็มีเณรบางรูปที่ทำหน้าที่ถือถังแกลลอนราว ๆ
ห้าลิตร ไปรองน้ำจากจุดปล่อย และเดินหิ้วจนกลับ
ตัวเอียงผ่านหน้าไป ไม่รู้ว่า
น้ำหนักน้ำหรือเณรอะไรจะหนักมากกว่ากัน :)


ตอนช่วงหกโมงเช้า ซุ้มจำหน่ายตั๋วตรงทางเข้ายังไม่มีคนมานั่งประจำการ 
ถึงจะเข้ามาในนี้ได้โดยไม่เสียเงินแต่ก็ไม่มีอะไรให้ดูอยู่ดี คืออาจจะเช้ามากเกิน
กว่าจะเห็นพระเข้ามาทำวัตร ...แม้กระทั่งตัววิหาร
ยังคงปิดสนิท ส่วนตรงระเบียง
ชั้นสองด้านบนก็มีพระรูปนึงที่มาทำความสะอาด  
ท่าทางจะอีกนาน กว่าจะถึง
เวลาไขกุญแจเพื่อเปิดให้เข้าชม เลยได้แต่เปลี่ยน
ความสนใจไปถ่ายรูปสถานที่
กับบรรยากาศตอนเช้าจากบนวัดแทน



แนวกงล้ออธิษฐานเลียบกำแพง ตั้งถัดจากบริเวณทางเข้า



ห้องนี้มีกงล้ออธิษฐานขนาดใหญ่อยู่ด้านใน




โครงสร้างของใต้อาคารแห่งหนึ่ง คานด้านบนที่เป็นไม้ท่อนใหญ่ เป็นไม้จากต้นปอปล่าร์
(Yulat)*  ส่วนตรงเพดานที่พาดด้วยเป็นไม้ซี่เล็ก ๆ นั่นมาจากกิ่งของต้นวิลโลว์ (Changma)*

**เป็นชื่อในภาษาถิ่น




วิวท้องนาจากมุมสูงทางทิศตะวันออก สภาพพื้นที่ดูเหมือนโลกพระจันทร์จริง ๆ ด้วย
มีตำนานเล่าว่าสมัยก่อนแถวนี้เคยเป็นทะเลสาบมาก่อน ถ้าหากอ่านเป็นเนื้อเรื่องปรัมปรา
จะมีเนื้อหาที่ดูอเมซิ่งมากกว่านี้ :)





พื้นที่เนินด้านล่างถัดไปจากที่ตั้งวัด ยังมีบ้านเรือนหน้าตาเก่าแก่และคอกสัตว์ตั้งอยู่ด้วย



เจดีย์และกงล้ออธิษฐาน กับแนวพื้นที่เป็นทางเดินสำหรับรอบ



ชอเต็น (Chorten) หรือเจดีย์ จากมุมด้านนอก



หมู่บ้านด้านล่างกับเส้นทางถนนที่มุ่งตรงไปยังคาร์กิลและศรีนาการ์ ทางทิศตะวันตก


บนเนินเขาสูงที่ตั้งเหนือจากนี้ยังมีอาคารหรือสิ่งก่อสร้างอะไรบางอย่างที่เป็น
ของวัดแห่งนี้สร้างไว้อีก เลยลองเดินขึ้นไปเรื่อย ๆ และพบทางแยกสำหรับตรง
ต่อไปยังเนินบนกับทางเลี้ยวไปเจดีย์และอาคารเหล่านั้น  แต่แล้วก็เกิดเปลี่ยน
ใจไม่เลี้ยวไปทาง
ขวาที่อาจเป็นศาสนสถานบนเขาต่ออีก  เพราะไม่แน่ใจว่าจะดู
เหมาะสมหรือปล่าว

ฉันย่ำเท้าเดินต่อไปยังพื้นที่ข้างบน ที่ซึ่งไม่มีอะไรแต่เป็นตำแหน่งที่อยู่สูง 

และตรงไปเรื่อย ๆ เท่าที่จะเดินไหวก่อนที่เที่ยวรถโดยสารกลับเลห์รอบแรก
ในช่วงสิบโมงจะ
ผ่านมาถึง 




อาคารและสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ที่ตั้งอยู่บนเขา



ทางเดินขึ้นไปบนเขาข้างบน



ตรงข้างหน้านั้นมีอาคารเก่า ๆ ที่ถูกทิ้งร้างไว้ 



มีหลักสีเหลืองที่ตั้งอยู่บนนี้ด้วย
ไม่แน่ว่าแนวเส้นทางเดินที่เห็นมันอาจใช้เพื่อเทรกไปที่ไหนสักที่ 





เข้ามาดูระยะใกล้ ๆ 




แนวกำแพงที่ชำรุดและทิ้งร้างมานาน ไม่รู้ว่าเมื่อก่อนนี้สร้างไว้สำหรับอะไร
มุมนี้ถ่ายย้อนเส้นทางจากที่เดินมานะคะ 




ไกล ๆ จากนี้ มีวัวที่กำลังเล็มหญ้ากันอยู่ ชาวบ้านที่เลี้ยงมักจะพาฝูงปศุสัตว์มาปล่อย
หาหญ้ากินบนเขาสูงอย่างนี้เย็น ๆ ก็พากลับคอก -- อยากเดินไปใกล้กว่านี้ แต่คงทำเวลา
วิ่งไปด้านล่างเพื่อรอรถไม่ทันแล้ว



ฉันพักที่ลามะยูรูเพียงแค่หนึ่งคืนเท่านั้น หลังจากใช้เวลาไปได้ไม่นานหากคิด
เทียบตามความกว้างใหญ่ของพื้นที่ คนที่ชื่นชอบกับความเก่าแก่และทิวทัศน์
ของภูมิประเทศที่น่าแปลกตาเหล่านี้ ก็น่าจะอยู่เกินหนึ่งวัน (หยางบอกว่าเธออยู่
ที่นี่นานถึงสองวันเลย) 

จะว่ายังไงดีล่ะ
การเดินทางของแต่ละคนนั้นคงจะไม่เหมือนกัน แม้จะมีจุดหมายเดียวกันก็ตาม 
หลังจากได้ขึ้นไปเดินเล่นบนเขาและพบกับความไม่มีอะไร ก็ทำให้ตัวเองค้นพบ
สิ่งที่อยากมาเห็นอยากมาเจอบนดินแดนที่ราบสูงแห่งนี้แล้วว่า ลองไปเที่ยวตาม
ที่หมู่บ้านบ้างดีกว่า....เราอยากเห็นชีวิตของคนลาดัก 



 




Create Date : 30 มีนาคม 2563
Last Update : 1 เมษายน 2563 17:19:00 น. 16 comments
Counter : 381 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณสองแผ่นดิน, คุณmultiple, คุณไวน์กับสายน้ำ, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณhaiku, คุณMax Bulliboo, คุณtoor36, คุณKavanich96, คุณหอมกร, คุณทุเรียนกวน ป่วนรัก, คุณSweet_pills, คุณอุ้มสี, คุณnewyorknurse, คุณคนผ่านทางมาเจอ, คุณชีริว, คุณเนินน้ำ


 
ธรรมชาติแถบนี้ดูยิ่งใหญ่ แต่น่ากลัว บรรยากาศก็ดูเหงาๆบอกไม่ถูก อาจจะเพราะ ไม่เห็นภาพของคนท้องถิ่น ลาดักแบบมีรอยยิ้ม (สาวๆ) แฮ่ๆ555

อ่านแล้ว อ.เต๊ะก็เลยนึกสงสัย เลยต้องไปsearch หาว่า
ไปเที่ยวแถวนี้ เค้าไปดูอะไรกัน พบว่าภาพที่ชวนท่องเที่ยว
เลห์ ลาดัก ถ่ายมานี่ดูสีสันสดสวย ธรรมชาติอลังการ น่าตื่นตะลึงมาก แต่การไปที่สูงๆแบบนี้ ต้องคนร่างกายแข็งแรง
แล้วก็กินง่าย อยู่ง่าย

แต่เอ๊ะ เห็นว่ามีเพื่อนร่วมทางไปแบบเจ้าหญิง แสดงว่ามันต้องมี ที่พักแบบหรูๆ อาหารดีๆมั่งซิน่า


น้องฟ้าบอก ที่พักแบบนั้น เอ็งเมินซะเถอะ ข้าขาลุย
ปกตินอนตามถ้ำ เย้ย 555

จริงๆชอบน้องฟ้าก็ตรงเป็นขาลุยนี่แหละ สาวๆส่วนมาก จะไม่ไปที่แบบนี้กัน

ที่ๆไปนี่ ก็สามารถบอกลักษณะนิสัยคนได้ ว่าเป็นคนแข็งแกร่ง สู้ชีวิตขนาดไหน แค่ไม่อาบน้ำ อาทิตย์ 2อาทิตย์นี่ น้องฟ้าสบายอยู่แล้ว ใช่มั้ยล้า 555



โดย: multiple วันที่: 31 มีนาคม 2563 เวลา:5:36:34 น.  

 
อ่านเพลิน ครับคุณฟ้า


โดย: ไวน์กับสายน้ำ วันที่: 31 มีนาคม 2563 เวลา:5:38:17 น.  

 
อยากมาสารภาพ...ตรงนี้ว่า ไอเดีย แรงบันดาลใจ ที่ทำให้ เจ้กล้าไปอียิปต์คนเดียวเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ได้มาจาก งานเขียนของฟ้านี่แหละ ...
คือการเดินทาง และเราต้องไปเจอคนอื่นๆ คนแปลกหน้า การได้เพื่อน หรือเข้าไปทำความรู้จักกับมนุษย์อื่นๆ รอบๆตัวในสถานที่ๆไม่ใช่บ้านของเรา มันเป็นอะไรที่ น่าตื่นเต้นมาก ฟ้าทำให้พี่กล้า...ผ่านตัวอักษร คือก็เข้าใจว่า มันอาจจะไม่ได้สวยงามทุกช๊อต คนดี คนไม่ดีมีปะปนอยู่ทั่วๆไป ไม่จำเป็นต้องเป็นที่อื่น แถวรอบๆบ้านก็มีแยะ แต่การที่เรากล้า..ที่จะ เปิดโลกอีกใบ กล้าออกไปค้นหา พี่ว่ามันคือสิ่งที่ท้าทายและอยากให้คนรุ่นใหม่ได้ประสบการณ์ตรงนี้เยอะๆนะ
ขอบคุณมากสำหรับงานเขียนดีๆที่ สร้างแรงบันดาลใจค่ะ รักษาสุขภาพเน้อ


โดย: Max Bulliboo วันที่: 31 มีนาคม 2563 เวลา:16:43:39 น.  

 
แต่ละคนก็เดินทางไม่เหมือนกันครับ ผมไม่รู้ว่าอาการเมา หรือแพ้ที่สูงมันเป็นไง ไม่เคยเป็น หรืออาจเคยเป็นแต่ไม่รู้ตัวก็ได้ รู้สึกแค่ว่าเดินแค่นิดหน่อยก็เหนื่อยจะตายแล้ว

ถึงจะแห้งแร้งแต่เขาก็ปลูกต้นไม้เหมือนกันนะครับ แดดแรงแต่เมฆมากเหมือนกัน


โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 31 มีนาคม 2563 เวลา:21:38:37 น.  

 
ขอบคุณที่แบ่งปัน


โดย: Kavanich96 วันที่: 2 เมษายน 2563 เวลา:2:31:30 น.  

 

กาบริเอล Travel Blog ดู Blog


มาตามไปเที่ยวด้วยคนค่ะ



โดย: หอมกร วันที่: 2 เมษายน 2563 เวลา:13:23:28 น.  

 
เปลี่ยนแผนมาที่ใหม่ก็ยังเจออะไรแปลก ๆ นะ
แต่ที่น่าแปลกที่สุดคือเจอคนรู้จักอีกแล้ว โลกมันกลมจริง ๆ
(ตอนต่อ ๆ ไปจะมีใครจากตอนก่อนโผล่มาอีกเปล่าเนี่ย >_<)

บางภาพ ถ้าลบก้อนเมฆ ทำท้องฟ้าขมุกขมัวหน่อย
แล้วก็ใส่ฟิลเตอร์สีแดง นึกว่า...ดาวอังคาร! 0_0 (มันคล้ายกันจริง ๆ)

นอกจากวิวภูมิทัศน์ที่ราบสูงอันแปลกตาแล้ว
ถ้าจะบอกว่าที่นี่ไม่มีอะไรมันก็ไม่มีอะไรจริง ๆ นั่นแหละ
เห็นแต่วัวแทบไม่เห็นคนเลย (หรือว่าจงใจถ่ายหลบคนก็ไม่รู้นะ :P)
ถ้าอยากเจออะไรที่มีชีวิตชีวาบ้าง ก็คงต้องไปต่อที่อื่นอะเนอะ ^^


โดย: ทุเรียนกวน ป่วนรัก วันที่: 2 เมษายน 2563 เวลา:18:47:14 น.  

 
ป.ล. บล็อกนู้น~ ตอนอัพครั้งแรกก็อัพทีเดียวจบบล็อกเลยนะ
สงสัยแวะไปตอนก่อนแก้ bug มั้ง ^^"


เท่าที่เจอด้วยตัวเองตอนนี้ Bloggang มันมี bug บางอย่างน่ะ
ซึ่ง bug เนี่ยอาจเกิดจากใส่ code html ผิด
หรือข้อความที่เขียนมันบังเอิญไปพ้องกับ code บางตัวพอดี
เช่น
ถ้าพิมพ์ข้อความ >.< ในเนื้อหาบล็อกไม่ว่าตรงไหนก็ตาม
พออ่านบล็อกเวอร์ชัน Desktop มันก็อ่านได้ปกตินะ
แต่ถ้าอ่านเวอร์ชันมือถือ บล็อกนั้นจะถูกตัดจบตรงที่ >. ทันทีเลย
กว่าจะค้นเจอว่าเกิด bug ตรงไหน, เพราะอะไร ก็ลำบากเหมือนกัน -_-

ปกติอ่านบล็อกคนอื่นเวอร์ชัน Desktop ตลอด ไม่เคยอ่านแบบมือถือเลย
เลยไม่รู้เคยเจอ bug อะไรแปลก ๆ กันบ้างมั้ย ^^"


โดย: ทุเรียนกวน ป่วนรัก วันที่: 2 เมษายน 2563 เวลา:18:49:56 น.  

 
แล้วอาการป่วยของหยางเป็นอย่างไรจ๊ะ


โดย: อุ้มสี วันที่: 3 เมษายน 2563 เวลา:3:51:19 น.  

 
นศ.ห้อง อ.เต๊ะ หลับยากจ๊ะ เพราะต๊กใจ เสียง อ.เต๊ะ นี่แหละ555

เรื่องการถ่ายทำ ครัวเคอร์ฟิวนี่ ชุลมุนมาก จริงๆขาตั้งกล้องก็มีนะ แต่ตอนนั้นรีบๆ เลยเอามือถือถ่าย
ถ่ายมือนึง ผัดมือนึง เลยถ่ายได้แป๊บเดียว555

น้องฟ้าลองเข้าครัวทำกับข้าวโชว์บ้างซิโจทย์คุณป้าโอเดือนนี้ง่ายด้วย ทำอะไรก้ได้ ยกเว้นมาม่า 555 ทำแล้วบอกด้วยนะ จะตามมาเชียร์

ขอบคุณสำหรับกำลังใจด้วยจ๊ะ



โดย: multiple วันที่: 4 เมษายน 2563 เวลา:20:15:29 น.  

 
น้องฟ้าเก่งจังเดินทางคนเดียว
แถมกล้าหาญ
เบิกทางไปในดินแดนที่แตกต่าง
สุดยอด

ชอบภาพที่ถ่ายจากแนวกำแพง
เห็นแม่น้ำกว้างไกล
าลนึกถึงเส้นทางสายไหม
ตามรอบพระถังซำจั๋ง ทีเดียวเชียว
สาธุ


โดย: คนผ่านทางมาเจอ วันที่: 5 เมษายน 2563 เวลา:4:58:04 น.  

 
อากาศช่วงนี้ร้อนจริงๆค่ะน้องฟ้า
น้องฟ้ารักษาสุขภาพนะคะ

ขอบคุณน้องฟ้าที่พาเที่ยว พี่ต๋าขอย้อนอ่านบล็อกที่ผ่านมาด้วย
ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะคะ



โดย: Sweet_pills วันที่: 5 เมษายน 2563 เวลา:22:40:59 น.  

 
อื้อหือ หนาวกว่าเลห์เข้าไปอีก (แถมอยู่สูงกว่าตั้งสิบเมตร)
เวลานั่งรถต่างถิ่นไปเจอชาวต่างชาติด้วยกัน คงมองกันแปลกๆเนอะ
(ประมาณยัยนี่มาทำไมแถวนี้ฟะ ใครเค้าเที่ยวกัน) 555
จุดบรรจบแม่น้ำสินธุ สีน่าเกลียดเชียะ ไว้ฤดูอื่นค่อยมาใหม่
ที่พักบน Monastery ที่แพงระเบิดเถิดเทิงนี่ลิมิตไว้เท่าไหร่อ่ะ นอนตามอารามยังจะแพงอีกเรอะ
และแล้วก็เจอจูเลียตกับโซเฟีย (สงสัย patch นี้จะทำตัวละครมาไม่กี่ตัว)
พอสองคนตัดสินใจกินหรูอยู่ดี ก็ไม่สามารถร่วมทางกับฟ้าได้อีกต่อไป *เศร้า*
พอได้ยินอารามศตวรรษที่ 10 ผมนี้ตาลุกวาวเลย อายุเป็นพันปี!
ตราสัญลักษณ์ก็ช่างขยันเอาขึ้นไปแปะได้เนอะ
พอขึ้นไปชมแล้วก็ได้เห็นทั้งโบราณสถานและวิวด้านล่าง
คุ้มอยู่นะ แต่ให้อยู่สองวันแบบหยางไม่เอาอะ ไปเที่ยวที่อื่นต่อดีกว่า


โดย: ชีริว วันที่: 5 เมษายน 2563 เวลา:22:50:56 น.  

 
@อุ้มสี : ฟ้าพักคนละที่กับหยางค่ะพี่อุ้ม มาเจอกันแค่ตอนกินข้าว
มื้อค่ำของวันนั้น เจ้เขารู้สึกเวียนหัวตลอดเวลา อาจทำให้ต้อง
อยู่ที่นี่นานสองวันเพราะนั่งรถเดินทางมาไกลเอาเรื่องอยู่ค่ะ


.....

@คนผ่านทางมาเจอ : เส้นตรงนั้นเหมือนแม่น้ำ แต่ที่จริงแล้ว
เป็นรอยทางจ้า (แดดมันสะท้อน ~ แสงมันหลอกตา)


.....


@ ชีริว : ที่จริงก็ไม่หนาวนะ มันหน้าร้อนด้วยมั้ง
อุณหภูมิมันไม่นิ่งหรอก

จากภาพลำดับที่ 23
ตรงอาคารด้านหน้ามุมซ้ายคือ ที่พักที่พูดถึงใน
เอนทรี่นี้ที่ว่าเจอกับจูเลียตและโซเฟียค่ะ
ทั้งคู่เกษียณแล้วเขาก็อยากอยู่กันแบบสะดวก ๆ หน่อย

พักตามอาราม (ในที่นี้) ไม่ได้แปลว่านอนตามวัดนะคะ
การทำที่พักไว้รองรับนักท่องเที่ยว หรือร้านอาหารภายใต้
การดูแลของวัดในกรณีนี้ ถือเป็นกิจการอย่างหนึ่งเพื่อหารายได้
ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่าจะมีราคาที่ถูกกว่าที่พักทั่วไปนะคะ

*** สงสัย Patch นี้จะทำตัวละครมาไม่กี่ตัว
*** ตอบ :

พูดตรง ๆ ละกัน ไม่ชอบคำว่า ตัวละคร เท่าไหร่
เราไม่ได้มานั่งเขียนนิยาย หรือมาสร้างเรื่องให้ใครคนโน้นคนนี้
โผล่มา -- รู้มั้ย เวลาที่ต้องเดินทางเองคนเดียว แล้วได้เจอคนที่
เคยรู้จักมาก่อนโดยบังเอิญ หรือได้รับความช่วยเหลือ ที่ตัวฟ้าเอง
ก็ไม่สามารถเก่งคนเดียวได้ ก็มีทั้งคนที่หายไปต่อจากนี้
หรือกลับมาเจอกันอีกก็เยอะไปค่ะ ดังนั้นมันคือความประทับใจ
ที่อยากเขียนถึงพวกเขามากกว่า ไม่ใช่เอ่ยมาเพื่อเป็น "ตัวละคร"


โดย: กาบริเอล วันที่: 6 เมษายน 2563 เวลา:11:27:25 น.  

 
สวัสดีค่ะน้องฟ้า
คิดถึงนะคะ น้องยังคงชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบผจญภัยไร้พรมแดนเช่นเดิม ^__^
ภูมิประเทศเขาดูแปลกตา เหมือนจะแห้งแล้งแต่ก็มีพื้นสีเขียวอยู่พอประมาณ
เรื่องอาหารการกิน ซื้อเขาทานอาจจะสะดวกกว่า แต่ทำเองดีที่สุดค่ะมั่นใจได้หลายเรื่อง


โดย: เนินน้ำ วันที่: 6 เมษายน 2563 เวลา:12:05:52 น.  

 
ที่พักตามแหล่งท่องเที่ยวนี่เอง (นี่เข้าใจว่านอนในวัดมาตลอด)
ไม่คิดว่าสร้างตัวละครในนิยายนะ พูดเล่นมากไปหน่อย ขออภัยด้วยจ้า


โดย: ชีริว วันที่: 6 เมษายน 2563 เวลา:14:33:47 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

กาบริเอล
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 56 คน [?]




เริ่มต้นลงบันทึกอย่างเป็นทางการ
ณ วันที่ 16 ม.ค. 2014





(C) ขอสงวนลิขสิทธิ์ ภาพถ่าย 
ห้ามนำไปใช้ ดัดแปลง แก้ไข 
โดยไม่แจ้งที่มา ก่อนได้รับอนุญาต


New Comments
Friends' blogs
[Add กาบริเอล's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.