"The single best way to grow a better brain is through challenging problem solving." - Eric Jensen (1998), Teaching with the Brain in Mind
Group Blog
 
<<
มกราคม 2550
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
4 มกราคม 2550
 
All Blogs
 
นึกถึงหลวงพระบาง นึกถึงเพื่อน

4 ม.ค. 2550



ผมเพิ่งไปเที่ยวประเทศลาวในช่วงวันหยุดปีใหม่มาครับ ได้ไปที่หลวงพระบาง วังเวียง และเวียงจันทน์ ที่ประทับใจที่สุดก็เห็นจะเป็น หลวงพระบาง

ผมชอบชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายตรงไปตรงมา ความเป็นมิตรของผู้คน และชอบตรงที่ความเจริญยังเข้าไปไม่ถึงมากนัก

ที่ไม่ชอบก็มีอยู่บ้าง เป็นต้นว่า บรรดาแม่ค้าที่ขายของให้นักท่องเที่ยวเพื่อใส่บาตรตอนเช้าที่คอยจ้องจะยัดเยียดของให้เราในขณะที่กำลังสาละวนอยู่กับการใส่บาตร บรรดาวัยรุ่นนักบิดประจำหมู่บ้านที่เล่นเอาผมนอนไม่หลับในสองคืนแรก และความหวั่นใจต่ออิทธิพลของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ กับโทรทัศน์ไทยที่อาจทำให้คนรุ่นใหม่ของหลวงพระบางเริ่มฟุ้งเฟ้อเหมือนบ้านเรา

เพื่อนผมที่เป็นคนเชียงใหม่ บอกผมว่า เห็นหลวงพระบางแล้วนึกถึงเชียงใหม่เมื่อสัก 30 ปีที่แล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับสภาพของเชียงใหม่ในปัจจุบันนี้แล้ว เขาก็ได้แต่ขอให้หลวงพระบางโชคดี

ผมก็เช่นกัน

ผมอยากจะไปเยือนหลวงพระบางอีกสักหลายครั้ง คราวต่อไปคงจะไปทางเรือช้า แล้วก็ไปหาที่พักสงบๆ ริมน้ำโขงหรือน้ำคานสักแห่ง ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นสักอาทิตย์หนึ่ง อาจจะอ่านหรือเขียนหนังสือไปเรื่อยๆ หรือเดินดูวัดวาอาราม คุยกับผู้คน สุดแล้วแต่อารมณ์จะพาไป



แทนที่ผมจะเขียนเล่าว่า ผมได้ไปเที่ยวไปเห็นอะไรมาบ้าง ผมขอเขียนถึงเพื่อนของผมคนหนึ่งแทนก็แล้วกัน เวลาที่ผมนึกถึงหลวงพระบางทีไร ผมจะนึกถึงเพื่อนคนนี้เป็นอย่างแรกเสมอ

เพื่อนคนที่พูดถึงนี้ชื่อ ภัทรพงศ์ คงวิจิตร หรือ "ไอ้แรก" ชื่อเล่นที่เพื่อนฝูงมักจะเรียกกัน

เมื่อครั้งที่ผมเข้าไปเรียนชั้น ม.1 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ผมนั่งติดกับเขาในห้องเรียน จำได้ว่าเขาเลขที่ 4 ส่วนผมนั้นเลขที่ 10

มีคำเล่าลือเกี่ยวกับวิธีการจัดเลขที่ของนักเรียนชั้น ม.1 ของโรงเรียนผมว่า คนที่สอบเข้ามาได้เป็นอันดับที่หนึ่ง จะได้เลขที่ 1 ในห้อง ม.101 คนที่สอบได้อันดับที่สองจะได้เลขที่ 1 ในห้อง ม.102 และไล่ไปอย่างนี้จนถึงห้อง ม.112 จากนั้น คนที่สอบเข้ามาได้เป็นอันดับที่ 13 ก็จะย้อนกลับไปได้เลขที่ 2 ของห้อง ม.101 ทำอย่างนี้เรื่อยไปจนครบจำนวนนักเรียนประมาณ 600 คน ก็คือจะมีห้องเรียนทั้งหมด 12 ห้อง ห้องละประมาณ 50 คน

ไม่ทราบว่าการจัดเลขที่นักเรียนแบบนี้เป็นจริงหรือไม่ เพราะอาจารย์มักจะปฏิเสธและบอกว่าเป็นการจัดเลขที่แบบสุ่ม แต่หากเป็นจริงก็หมายความว่า เพื่อนผมจัดว่าเป็นคนที่เรียนเก่งมากคนหนึ่ง เพราะได้เลขที่ 4 ของห้อง ม.107 และเก่งกว่าผมถึงเจ็ดสิบกว่าอันดับเลยทีเดียว

ผมจำได้ว่า เขาเป็นเด็กมาจากจังหวัดระยอง เป็นคนถนัดซ้าย เตะฟุตบอลก็ใช้เท้าซ้ายเป็นหลัก เขียนหนังสือ ตีปิงปอง ตีแบด ก็ใช้มือซ้าย

ตอนอยู่ ม.1 นั้น เราอยู่กับเพื่อนคนละกลุ่ม เขาก็จะมีกลุ่มเพื่อนที่เล่นบอลด้วยกัน กับกลุ่มที่นั่งรถเมล์กลับบ้านไปทางสำโรง-บางนา-ปากน้ำด้วยกัน ส่วนผมจะมีเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งที่ชอบหมกตัวอยู่ในห้องสมุดด้วยกัน เพราะมีรสนิยมคล้ายกัน คือ ชอบอ่านนิยาย เรื่องสั้น ปกิณกะ และหนังสืออื่นๆ ทุกประเภท ขอเพียงไม่ใช่หนังสือเรียนเป็นใช้ได้

พอขึ้นชั้น ม.2 โรงเรียนก็คัดแยกห้องเรียนเป็นห้องคิง ห้องควีน ห้องแจ๊ค ว่ากันไปตามเรื่อง เราก็แยกกันไปเรียนอยู่คนละห้อง แต่ก็ยังเจอหน้าทักทาย ล้อชื่อพ่อชื่อแม่กันตามปกติ มีเตะบอลด้วยกันบ้างตามแต่จังหวะจะอำนวย

เขาเองเริ่มเข้าไปอยู่ในชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติ เข้าใจว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาสนใจในธรรมชาติและผู้คนอย่างจริงจัง และพาให้เขาเลือกที่จะทำอาชีพที่เขาทำอยู่ในปัจจุบัน ส่วนผมเลือกที่จะอยู่ชมรมภาษาอังกฤษ สิ่งที่เราได้จากการทำกิจกรรมในชมรมต่างๆ นั้น คงไม่ใช่ความรู้ แต่เป็นเพื่อน และเป็นจุดเริ่มต้นในการสำรวจความชอบหรือไม่ชอบในสิ่งต่างๆ มากกว่า

ผมจบ ม.5 และสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยไปได้ก่อนเพราะใช้วุฒิ ม.6 ที่ได้มาจากการสอบเทียบ นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้เจอกัน ตั้งแต่นั้นจนกระทั่งทุกวันนี้ เป็นเวลา 16 ปีแล้วที่ผมไม่ได้เจอกับเพื่อนคนนี้

ข่าวล่าสุดที่ผมได้จากเพื่อนอีกคนหนึ่งเกี่ยวกับ "ไอ้แรก" เมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว คือ เขาไปได้เมียเป็นคนหลวงพระบาง แต่เขาทำงานทำการอะไรก็จำไม่ได้ถนัดนัก

เมื่อประมาณต้นปี 2546 ระหว่างที่ผมกำลังเดินฆ่าเวลาในร้านหนังสือเพื่อรอขึ้นเครื่องบินที่สนามบินเชียงใหม่ ผมก็ได้เห็นหนังสือเล่มหนึ่งที่สันปกมีชื่อ "ภัทรพงศ์ คงวิจิตร" เขียนอยู่ ผมก็ซื้อหนังสือเล่มนั้นมาด้วยความไม่ลังเล

เมื่อได้อ่านภายในเล่มก็ได้รู้ว่า เขาทำงานเป็นนักเขียนและช่างภาพท่องเที่ยวอิสระไปเสียแล้ว อ่านไปก็รู้สึกดีใจไปว่า เพื่อนได้ไปเที่ยวและพบเห็นชีวิตผู้คนมาแล้วทั่วโลก ได้รู้ว่าเพื่อนนิยมชมชอบในตัวหนังสือทั้งอ่านและเขียนเหมือนกัน และที่ดีใจที่สุดก็คือ รู้สึกได้จากงานเขียนและภาพถ่ายของเขาว่า เขาได้ทำงานที่เขาชอบและรักที่จะทำมันด้วยใจ

ผมชอบลีลาการเขียนหนังสือของเขา ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าเขาเป็นเพื่อนผม แต่อีกส่วนหนึ่งคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะที่อ่าน ผมรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่เขียนถึงประสบการณ์ที่เขาได้ไปพบมาด้วยหัวใจและความรู้สึก มากกว่ามุมมองจากสายตาของนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง ผมชอบที่เขาเขียนถึงผู้คนที่เขาได้พบเห็นและรู้จัก นอกจากทิวทัศน์และความสวยงามของสถานที่ที่เขาไปเยี่ยมเยือน

ผมขอถือวิสาสะนำข้อเขียนเกี่ยวกับหลวงพระบางของเพื่อนผมคนนี้มาลงไว้ในที่นี้ด้วย อ่านแล้วหลายท่านอาจจะรู้สึกเหมือนกับผมว่า เพื่อนผมเขียนถึงหลวงพระบางไม่ใช่ด้วยสายตาที่มองเห็น แต่เขาเขียนด้วยหัวใจ



"การเดินทางคือจุดหมายปลายทางด้วยตัวของมันเอง"







หลวงพระบาง
ใจคนและหนทาง


พิมพ์ครั้งแรก Nature Explorer ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔

(คัดจากหนังสือ ใจคนและหนทาง โดย ภัทรพงศ์ คงวิจิตร พิมพ์ครั้งที่ ๑ แพรวสำนักพิมพ์)



น้ำหนักของเป้ที่อยู่บนหลัง แม้ไม่หนักหน่วงราวกับภูเขา แต่ก็ไม่น้อยไปกว่าความคิดถึงในหัวใจเมื่อผมข้ามโขงที่อำเภอเชียงของ นึกอยากให้แม่น้ำแคบกว่านี้ และเมื่อข้ามมาถึงห้วยทรายในเขตลาว จนกระทั่งนั่งรอให้เรือโดยสารเดินทางออกจากท่า ผมก็พบว่าเวลาสองวันกับอีกหนึ่งคืนที่จะต้องอยู่บนเรือลำนั้นช่างเนิ่นนานเหลือเกิน

นี่ไม่ใช่การเดินทางสู่หลวงพระบางครั้งแรก หลายปีผ่านไป ผมพลันพบว่าตัวเองเหมือนมีเพื่อน มีญาติพี่น้องอยู่ที่นั่น ทุกครั้งที่จากมาก็คิดถึง และเมื่อยามได้เดินทางไป ก็ภาวนาอยากให้ตัวเองร่ำรวยกว่านี้ จะได้นั่งเครื่องบินรวดเดียวจากกรุงเทพฯ มิใช่เพราะความสะดวกสบายของการเดินทางนั้นหอมหวาน ทว่ารสชาติการรอคอยบนหนทางกลับบ้านหรือที่ที่เรารักเป็นความเงียบเหงาเกินทน

กว่าเรือจะออกจากท่าก็เป็นเวลาเกือบสิบโมงเช้า คราวนี้เรือไม่แน่นนัก ผมจึงยึดมุมหนึ่งเป็นที่เอนกาย แม่น้ำโขงยามแล้งดูเหือดแห้ง ทว่ายังพอให้ผู้คนได้อาศัยสัญจร เสียงนักท่องเที่ยวเพื่อนร่วมทางคนอื่นเริ่มทักทายจับคู่คุย จุดหมายปลายทางของเขาทุกคนคือเมืองริมน้ำโขงที่ชื่อหลวงพระบาง ส่วนคนพื้นเมืองที่ลอยล่องมาในเรือลำเดียวกันนั้นมีจุดหมายปลายทางแตกต่างกันไป บางคนอาศัยเรือช่วงสั้นๆ ไปลงที่ปากทา บ้างก็กำลังเดินทางกลับบ้านที่ปากแบ่ง ขณะที่น้อยคนนักมีจุดหมายอยู่ที่หลวงพระบาง ด้วยเหตุนี้เรือจึงหยุดแวะบ่อยๆ ตามหมู่บ้านหรือเมืองริมน้ำตลอดเส้นทาง

ทว่าชีวิตของพวกเราทุกคนก็ฝากไว้กับความเอื้ออาทรของสายน้ำและความแม่นยำอย่างมืออาชีพของนายท้ายเรือ ชีวิตก็อย่างนี้ ไม่มีอะไรเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าเราควรจะอยู่ยืนนานกว่าคนอื่นบนเรือลำนั้น ชะตากรรมของทุกๆ คนไม่ว่ายากดีมีจนล้วนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน





ผมขยับเป้ให้เหมาะกับการกลายเป็นหมอน นอนมองแม่น้ำ ฟังเสียงเครื่องยนต์เรือแล้วก็คิดอะไรไปสารพัด เมื่ออยู่บนเรือนานๆ บางทีดูคล้ายตัวเราอยู่นิ่ง และทิวทัศน์สองฝั่งน้ำนั้นเคลื่อนที่ผ่านมาให้เราชม ต่อเมื่อตั้งสติได้จึงรู้ว่า ตัวเราต่างหากที่ลอยเลื่อนไปบนกระแสและฟากฝั่งอันยิ่งใหญ่ของน้ำโขง

หาดหิน ดอนทราย ไม้ใหญ่สองฟากฝั่งสวยงามสดชื่น ผมไม่แปลกใจที่ใครบางคนกล่าวว่า "การเดินทางคือจุดหมายปลายทางด้วยตัวของมันเอง" เพียงบางครั้งก็นึกสงสัยขึ้นมา การเดินทางที่ว่านั้นหมายรวมการเดินทางภายในจิตใจตัวเองด้วยหรือเปล่า

แม้บางครั้งมนุษย์จะไม่ได้ "เคลื่อนที่" แต่ก็มิได้หมายความว่าเขาไม่ได้ "เดินทาง" อาจบางทีการเดินทางในตัวเองนั้นยิ่งใหญ่หนักแน่นเกินกว่าต้องประกาศให้โลกรู้ และถ้าคุณค่าของการเดินทางมิได้ผูกติดกับเคลื่อนที่เสียแล้ว การประกาศตัวเป็นนักเดินทางก็ย่อมเรียกได้ว่าไร้สาระสิ้นดี

เรือแวะขนของขึ้นใส่หลังคา ณ หมู่บ้านเล็กๆ บนฝั่งแม่น้ำโขง แม้ไม่รู้มาก่อนว่าหมู่บ้านนี้ชื่ออะไร แต่ผมก็ไม่มีพลังพอจะหาข้อมูล ได้แต่นอนฟังเสียงขลุกขลักยวบยาบบนหลังคา นึกเท่าไรก็นึกไม่ออกว่าทำไมวันนั้นจึงยาวนานเหลือเกิน เวลายิ่งผ่านไปก็ยิ่งเพิ่มความทุรนทุราย พอกพูนความคิดถึงจนอึดอัด จนในที่สุดก็ฝ่าฟันความขี้เกียจมาชะโงกดูกองข้าวของสารพัดที่อยู่บนฝั่ง เมื่อเห็นว่าคงใช้เวลาอีกไม่นานก็จะทยอยขนได้หมด ผมก็กลับไปนอนต่ออย่างเกียจคร้านอีกครั้ง

เรามาถึงปากแบ่งเอาเกือบค่ำ เรือแวะจอดที่นี่หนึ่งคืน เพราะเกาะแก่งและความมืดนั้นอันตรายเกินกว่าจะเดินทางต่อ ผมแบกเป้ขึ้นฝั่งไปหาเกสท์เฮ้าส์นอน เลือกได้ห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง ราคา ๘๐ บาท ก็ซุกหัวนอนไปตามสภาพ ถึงเวลาอย่างนี้ ไม่ใช่เราที่เป็นฝ่ายเลือก แต่เงื่อนไขต่างๆ รอบตัวต่างหากจะเป็นฝ่ายเลือกเรา ถ้าไม่อดทนหรือสนุกไปกับมันไม่ได้ ก็สมควรนอนอยู่กับบ้านเสียดีกว่า

ยังไม่ต้องกล่าวถึงความอ้างว้างซึ่งเกาะกินหัวใจจนเหนื่อยอ่อน บางคนคิดว่าความอ้างว้างเป็นตัวชั่วร้ายที่ต้องเร่งทำลาย ไม่มีใครอนุญาตให้มันมีพื้นที่อยู่ในหัวใจบ้างเลย ผู้คนอาจพากันลืมไปว่าในสภาวการณ์เช่นนี้ บางทีหัวใจก็สร้างภูมิต้านทานของมันขึ้นจนมีความสุขได้ง่ายดายเหลือเกิน อย่างน้อยเพลงลาวที่แว่วมาจากวงเหล้าใกล้บ้านพักและเดือนครึ่งเสี้ยวที่พอมองเห็นจากหน้าต่างห้องก็ไพเราะงดงามกว่าที่จะจินตนาการถึง

คืนนั้นผมอยู่บนเส้นทางสู่หลวงพระบาง "เรามาถูกทางแล้ว" อีกครึ่งทางเราก็จะถึงหลวงพระบาง ผมแปลกใจว่า ทำไมระยะทางจากกรุงเทพฯ ถึงหลวงพระบางจึงไกลกว่าที่เคยรู้สึก ทั้งๆ ที่ ผมรู้จักมันดีเหมือนทางกลับบ้าน





เมื่อเรือมาถึงปากน้ำอู ผาหินตระหง่านและภาพกลุ่มคนร่อนทองที่คุ้งน้ำก็เตือนให้รู้ว่า อีกไม่เกินสองชั่วโมง เราก็จะถึงหลวงพระบาง

แดดยามบ่ายย้อมสรรพสิ่งให้อบอุ่นงดงามกว่าที่เป็นจริง และแล้วมนุษย์ก็อดจะอ่อนไหวไปกับวันเวลานั้นไม่ได้ ผมสดชื่นเหมือนตื่นจากการนอนหลับอันยาวนาน บางทีเคยนึกในใจว่า ชีวิตการทำงานที่กรุงเทพฯ หรือชีวิตสวยงามระหว่างการเดินทางกันแน่ที่ควรยึดถือว่าเป็นชีวิตจริง แต่ถึงอย่างไรผมก็รู้ว่าคำถามนี้ไม่อาจตอบได้ เพราะแม้จะขบคิดหรือตอบอย่างไร เราก็ยังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ทั้งในโลกที่เรารักและในโลกที่เราเกลียดไปพร้อมๆ กัน

ยอดพูสีเห็นได้แต่ไกล สีทองของยามเย็นยิ่งส่องสะท้อนรังสีงามสง่าแก่ผู้เฝ้ามองที่อยู่ไกลใกล้ ถึงตอนนี้ผมนั่งอยู่บนหลังคาเรือรับสายลมเย็นที่พัดมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ มันคงเดินทางมาไกล ไกลมากจนไม่มีตัวตนอะไรให้ยึดเหนี่ยวได้ และถึงที่สุดมันก็เป็นนักเดินทางที่แท้จริงเสียยิ่งกว่าตัวเรา

จนเรือเทียบท่า ผมจึงได้รู้ว่าการรอคอยสิ้นสุดลงแล้ว ทุกคนทยอยกันขึ้นจากเรือ บ้างมีญาติพี่น้องเพื่อนฝูงมารอรับ นักท่องเที่ยวคนอื่นๆ เริ่มเปิดหาชื่อที่พักจากหนังสือ Lonely Planet นายท้ายเรือและลูกเรือคงได้หยุดพัก ๒-๓ วัน ก่อนจะนำเรือทวนน้ำกลับไปห้วยทรายอีกครั้ง

เมื่อมาถึงหลวงพระบาง ผมก็เหมือนไม่มีเป้าหมายอื่นนอกจาก "บ้านพักเวียงแก้ว" ที่ผูกพันกันมานาน เริ่มจากเป็นผู้มาพัก จนกลายเป็นลูกชายอีกคนหนึ่งของบ้าน

ระหว่างนั่งรถสามล้อไปบ้าน สองข้างทางไม่มีอะไรแปลกตาสำหรับผม ทั้งผู้คนบ้านเมืองยังเป็นเหมือนเคย มีแต่ราคารถเท่านั้นที่ดูเหมือนจะแพงขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่มากเกินกว่าจะให้อภัยไม่ได้

มีแต่เป้เท่านั้นที่ทำให้ผมดูคล้ายนักท่องเที่ยว ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องใช้เสื้อผ้ามากมายหลายชุด แต่การแบกเป้ก็ให้ความรู้สึกว่าได้เดินทาง ผมสูบบุหรี่มวนหนึ่งโดยไม่คิดว่าจะเป็นอันตรายต่อลูกในครรภ์หรือจะทำให้แก่เร็ว อีกไม่นานผมก็จะได้พบพี่น้องที่คิดถึง "พรุ่งนี้ผมจะขึ้นไปไหว้พระธาตุพูสี ตอนเย็นผมจะไปเล่นแม่น้ำคาน เท่านี้ชีวิตก็เป็นสุขพอแล้ว" ผมคิดขณะสามล้อแล่นผ่านไปตามท้องถนนของเมืองหลวงพระบางที่ผมเฝ้าคิดถึง





สายมากแล้ว ผมตื่นขึ้นพร้อมกับอาการมึนหัว การมาถึงโดยไม่ส่งข่าวไม่ได้ทำให้ขนาดของวงเหล้าเล็กลงเลย ผมถูกปรับหลายจอกโทษฐานหายหน้าไปนาน เหล้าไม่ใช่ของดี อีกทั้งย่อมไม่ใช่สัญลักษณ์ของความเป็นลูกผู้ชาย แต่ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่าเป็นสายใยระหว่างพวกเขา สำหรับคนลาว การกินเหล้าร่วมกันจนถึงที่สุดคือการแสดงมิตรภาพอย่างหนึ่ง หลายคนอาจตัดสินว่ามันไร้สาระ แต่ทว่าน่าเสียดายตรงที่ไม่ว่าการตัดสินใจของใครหน้าไหนก็ไม่ได้สั่นสะเทือนวัฒนธรรมของพวกเขาแม้แต่น้อย

วันนี้ผมไม่ได้ไหว้พระธาตุพูสีอย่างที่ตั้งใจ แต่ไปกินกาแฟที่ร้านประชานิยม ริมแม่น้ำโขง ตอนที่ลุงเกือบจะปิดร้านอยู่แล้ว ผมกินกาแฟแก้วแรกของร้านบ่อยครั้งจนคุ้นเคยกันดีกับเจ้าของ อาจเรียกได้ว่าคนทั้งเมืองนี้มีบุญคุณกับผม หากไม่มีชีวิตของพวกเขา ผมคงไม่ได้ค้นพบอะไรหลายๆ อย่างในชีวิตตนเอง

"เหมือนเชียงใหม่เมื่อ ๓๐ ปีก่อน"

"เหมือนเมืองไทยเมื่อ ๔๐-๕๐ ปีก่อน"

ประโยคเหล่านี้ทำให้ผมอึดอัดเสมอเมื่อได้ยินใครก็ตามกล่าวเปรียบเทียบหลวงพระบางกับคำที่เขาพอจะนึกออก หลายครั้งฟังแล้วอยากจะพูดสวนไปว่า "นี่ คุณครับ ที่นี่หลวงพระบางปัจจุบันนี้เลย ไม่เหมือนกับอะไรทั้งนั้น" เหตุที่ผมอึดอัดเหลือเกินกับความเปรียบเหล่านี้ ก็เพราะการนึกคิดเอาเองว่ากลับไปอยู่ในอดีตที่สวยงาม ไม่ได้ทำให้เห็นความเป็นไปที่แท้จริง หรืออย่างน้อยก็ชีวิตอย่างที่มันเป็นอยู่ของคนที่นี่ได้เลย

ผมเคยถูกโกงค่ารถ เคยนั่งน้ำตาซึมเมื่อฟังเสียงพระสวดมนต์อยู่ข้างโบสถ์ เคยฟังเรื่องราวความทุกข์ของผู้คนมากหน้า และเคยเห็นแววตาเปี่ยมสุขของพวกเขา ทั้งหมดทำให้เรียบเรียงได้ว่า หลวงพระบางก็เป็นเมืองหนึ่งที่มีความทุกข์ความสุข มีด้านที่งดงามและน่าชิงชังในตัวของมันเอง การยัดเยียดความคาดหวังให้เป็นเมืองงดงามเหมือนฝันจะยิ่งทำให้เรามักง่ายเมื่อสรุปสิ่งต่างๆ ที่สัมผัส และในที่สุดเมื่อมีอะไรผิดไปจากนั้น ความเกลียดชังก็ตามมา

ทุกคนต้องรับผิดชอบอดีตของตนเอง การโหยหาวันเวลาที่งดงามนั้นมิอาจใช้คนอื่นเป็นเครื่องมือ ผมคิดว่าหลวงพระบางและผู้คนที่นี่มิได้มีชีวิตอยู่เพื่อให้เราไปท่องเที่ยวเท่านั้น เช่นเดียวกับโลกในส่วนอื่นๆ ทุกอย่างมีเหตุผลของการก่อเกิด ดำรงอยู่ เปลี่ยนแปลง และลาลับไป ถ้าใครสักคนหนึ่งสามารถเรียกตัวเองเป็นนักเดินทาง อย่างน้อยที่สุดเขาควรสรรเสริญและให้เกียรติโลกนี้บ้าง





หลายวันผ่านไป ชีวิตเรียบง่ายสดชื่น และความเอื้ออาทรของผู้คนทำให้ผมเบิกบาน แม่น้ำคานยังทอดตัวไหลเรื่อยอย่างซื่อสัตย์ วัดวาอารามยังคงความเป็นศูนย์กลางที่แท้จริงของชุมชนอย่างเหนียวแน่น ความเป็นไปเหล่านี้ทำให้ใครก็ลืมหลวงพระบางไม่ลง

ผมใช้ชีวิตอย่างง่ายๆ กินข้าวแกงหรือเฝอ (ก๋วยเตี๋ยว) ตามร้านข้างถนน วันไหนอารมณ์ดีก็แอบไปกินเบเกอรี่ในร้านหรูๆ สำหรับนักท่องเที่ยวเสียบ้างพอให้สนุกสนาน เวลาว่างที่เหลือจากนั้นก็ขี่รถถีบไปรอบเมือง บางทีถูกตำรวจจับเพราะมีข้อห้ามคนต่างชาติขี่จักรยานเนื่องจากกลัวจะเกิดอันตราย แต่ก็มีพี่น้องไปช่วยเจรจาต่อรองกับตำรวจเสมอๆ

รถถีบหรือรถจักรยานราคาไม่แพง แค่ ๔๕๐,๐๐๐ กีบเท่านั้น ผมใช้มันจนคุ้มเมื่ออยู่ที่นั่น บางทีก็ซ้อนรถจักรยานหรือมอเตอร์ไซคล์ของน้องชายไปเที่ยวจีบสาวกับเขาเหมือนวัยรุ่น รวมๆ แล้วผมใช้ชีวิตอยู่กับการเยี่ยมเยียนคนโน้นคนนี้ ซึ่งหลายหนก็จบลงที่วงเหล้า ทว่าโดยส่วนมากวันเวลาในหลวงพระบางได้ทำให้ผมย้อนคิดถึงอะไรหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะชีวิตผู้คนที่อยู่หลังฉากการท่องเที่ยว อันเป็นกิจกรรมและกิจการที่นำรายได้มหาศาลมาสู่เมืองหลวงพระบาง

ผมยังจำความรู้สึกครั้งแรกเมื่อมีโอกาสมาถึงหลวงพระบางได้ดี มันไม่ต่างจากคนอื่นๆ ที่เห็นเมืองริมน้ำโขงนี้งดงามราวกับอดีตที่เราโหยหา โชคยังดีเมื่อผมกลับมาหลวงพระบางอีกครั้งแล้วครั้งเล่าจึงได้พบว่าตัวเองเติบโตขึ้น และอย่างน้อยที่สุดก็ได้เห็นว่าสรรพสิ่งเปลี่ยนแปลงไปมิใช่เพียงแต่ที่เรามองเห็น ทว่าบางทีตัวเราเองได้เปลี่ยนแปลงไปจนไม่คาดหวังให้อะไรๆ เป็นอย่างที่เราต้องการ เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็อยากมีจานดาวเทียม เด็กๆ ที่บ้านเวียงแก้วใฝ่ฝันถึงของฝากทันสมัยจากกรุงเทพฯ เสมอๆ ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดพลาด ขอเพียงให้ผู้คนอยู่ร่วมกับมันได้อย่างเป็นสุขก็คงเพียงพอ ลำพังตัวเราเองมิอาจตัดสินอะไรได้เลย เพราะชีวิตของเมืองเมืองหนึ่งจำต้องดำเนินไป หลวงพระบางมิได้ดำรงอยู่เพียงเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวของเราเท่านั้น





การเดินทางกลับยาวนานเสียยิ่งกว่าการเดินทางไป บางครั้งเราหาเหตุผลไม่ได้ว่า ทำไมมนุษย์ต้องพรากจากสิ่งที่รัก ทั้งในรูปตัวบุคคล สถานที่ หรือช่วงเวลา

"มันคงเป็นไปเช่นนั้นของมันเอง" ผมคิดทวนไปทวนมาเมื่อนั่งรถโดยสารจากหลวงพระบางถึงเวียงจันทน์

รถแล่นไต่ความสูงสู่เขตเขา ทิ้งหลวงพระบางให้เป็นความทรงจำ เป็นฝันรางเลือนไว้เบื้องหลัง หนทางดีขึ้นกว่าก่อนมาก ใครๆ ก็อยากไปเห็นหลวงพระบางก่อนที่เมืองนี้จะเปลี่ยนไป ดูเหมือนอะไรๆ ก็เปลี่ยนไปทั้งนั้น ทว่ามนุษย์กลับไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง

อาจบางทีการแสวงหาดินแดนในตำนานหรือเมืองในฝันที่ไม่เปลี่ยนแปลง ได้ช่วยยืดวันเวลาให้เขามีชีวิตง่ายขึ้น การเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นเรื่องยากเกินไปสำหรับมนุษย์เสมอ





สองสามอาทิตย์หลังจากถึงกรุงเทพฯ ความคิดถึงก็หวนกลับมาใหม่ ผมเฝ้ารอวันที่จะออกเดินทางอีกครั้งถ้ามีเวลาว่าง

สำหรับผม การเดินทางไปที่ไหนๆ บนโลกนี้ก็ไม่เหมือนกับการเดินทางไปหลวงพระบาง ทุกย่างก้าวบนเส้นทางที่ได้เคยผ่านมาจนนับครั้งไม่ถ้วน ล้วนให้บทเรียนใหม่แก่ผมเสมอ การได้รัก ได้อยู่ร่วมกัน ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเมืองเมืองนี้ เป็นคุณค่าทางจิตวิญญาณ

มันเป็น "การเคลื่อนที่" บนระยะทางจริงที่เทียบใกล้ "การเดินทาง" ในจิตใจมากที่สุดเท่าที่ผมประสบมา และเมื่อเวลาที่เหมาะสมมาถึง ผมหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองโดยสมบูรณ์แบบได้ในที่สุด





Create Date : 04 มกราคม 2550
Last Update : 4 มกราคม 2550 19:02:41 น. 31 comments
Counter : 446 Pageviews.

 
ขอขอบคุณบล็อกเที่ยวหลวงพระบางของคุณ T_Ang คุณจุ และคุณตงเหลงฉ่า ที่เป็นข้อมูลสำหรับการเยือนหลวงพระบางครั้งแรกของผมเป็นอย่างดี

เมื่อพูดว่า "ครั้งแรก" นั่นย่อมหมายความว่าจะมี "ครั้งต่อไป"


โดย: คนทับแก้ว วันที่: 4 มกราคม 2550 เวลา:18:53:17 น.  

 
เป็นเมืองที่อยากไปเหลือเกินค่ะ

ไม่รู้ว่าตัวเองจะมีโอกาสไปเมื่อไหร่เหมือนกัน



หนังสือท่องเที่ยว

เวลาจะใช้สำหรับงาน ชอบข้อมูลที่บอกเล่าเรื่องราวความรู้ต่างๆ

แต่เวลาอ่านเอาอารมณ์ จะชอบอ่านแบบที่เพื่อนคุณเขียนนี่แหละค่ะ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 4 มกราคม 2550 เวลา:20:35:42 น.  

 
แหม ชักอยากได้หนังสือเล่มนี้มาไว้ในครอบครองแล้วซิคะ (แอบกระซิบให้หน่อยซิว่าไปหาซื้อได้ที่ไหน)

หลวงพระบาง ซักวันต้องไปให้ได้ค่ะ


โดย: Malee30 วันที่: 4 มกราคม 2550 เวลา:22:04:29 น.  

 
Bravo! so inspiring !!!

เขียนได้ลุ่มลึกมากค่ะ!







โดย: ปอ IP: 141.5.20.23 วันที่: 5 มกราคม 2550 เวลา:0:20:57 น.  

 
นอกเหนือจากข้อมูลหลักๆ ที่จะได้รับจากการอ่านหนังสือท่องเที่ยว ก็คงจะเป็นการเอาอารมณ์ ความคิด และจินตนาการล่ะคะสำหรับการกระตุ้นให้เกิดความละเมียดในการอยากไปเยี่ยมไปเยือนเมืองที่เค้าเขียนเอาไว้ ....

คงมีโอกาสได้หามาอ่านบ้างค่ะ เพราะว่าหลวงพระบาง เป็นหนึ่งในเมืองที่อยากไป อาจจะด้วยแรงจูงใจเหมือนกันคือ บล็อกคุณจุ คุณต๋อง และเพื่อนๆ ค่ะ เพราะติดตามทุกตอนเลย ...


โดย: Jewnid IP: 80.56.213.206 วันที่: 5 มกราคม 2550 เวลา:2:37:55 น.  

 
ขอบคุณค่า ที่นำประสบการณ์มาแบ่งปัน ค่ะ ขอบคุณนะคะ ที่ไปอวยพรที่บล๊อก สุขสันต์ วันหยุด ค่ะ


โดย: ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ วันที่: 5 มกราคม 2550 เวลา:17:28:50 น.  

 
สวัสดีปีใหม่ครับคุณคนทับแก้ว น่าสนใจมากครับสำหรับการไปเที่ยวหลวงพระบางมา ผมเองเมื่อเดือนที่แล้วก็ไปเหยียบแผ่นดินลาวมาเหมือนกันแต่เป็นที่แก่นท้าวผ่านสะพานไทยลาวที่เลยครับ ไว้จะเอารูปมาลงเช่นกันครับ ขอบคุณนะครับ


โดย: คนรักน้ำมัน วันที่: 5 มกราคม 2550 เวลา:22:00:49 น.  

 
ผมคิดว่า คุณไอ้แรก เป็นคนใจเย็นนะครับ ผมอ่านไป อ่านไป รู้สึกเรื่องค่อยๆเดิน เดินช้า แต่ช้าจัง

ชอบสไตล์เขียน แบบที่คนทับแก้วเขียนเล่า เรื่องสเปน มากกว่าครับ อันนี้คงเป็นรสนิยมมั๊ง ไม่ใช่ว่าเพื่อนของคนทับแก้ว เขียนไม่ดีนะครับ


โดย: yyswim วันที่: 5 มกราคม 2550 เวลา:23:31:36 น.  

 
เห็นหลวงพระบางแล้วนึกถึงเชียงใหม่เมื่อสัก 30 ปีที่แล้ว

พูดแล้วเศร้า...
ผมก็คิดถึงเชียงใหม่ตอนเด็ก ๆ ของผมเหมือนกัน
เอามันคืนมา....!!!!



โดย: ShadowServant วันที่: 6 มกราคม 2550 เวลา:0:44:13 น.  

 


แซนดี้ยังไม่เคยได้ไปเลยค่ะ เห็นรัยๆไปเที่ยวกันมาเยอะแยะ

ปีนี้ทริปหลวงพระบาง..ฮิตมากเลย ผิดกับ หลายปีที่ผ่านมา

ทัวร์โดเมสติกไม่ค่อยมีพาไปเท่าไหร่...มีโอกาสคงต้องไปวฃซักครั้งค่ะ อิอิ

หวัดดีปีใหม่ย้อนหลังนะคะ ขอให้ รวยๆเฮงๆต้อนรับปีหมูทองค่ะ



โดย: copbureau วันที่: 6 มกราคม 2550 เวลา:5:56:47 น.  

 
ยังไม่เคยไปหลวงพระบางเลยค่ะ ใช่เลยค่ะ ไปอ่านบล็อกคุณจุแล้วอยากไปเหมือนกัน
เพื่อนอาจารย์มีผลงานหนังสือเป็นของตัวเองด้วย น่าตื่นเต้นจัง เรื่องเขียนยาว ๆ คุณย่าทำไม่เป็น แต่บ่นยาว ๆ หน่ะถนัด
ว่าแล้วก็เอากระทู้นั้นไปบ่นที่บล็อกซะเลย สังคมบ้านเราเป็นแบบนี้ ขนาดผู้นำชุมชนยังไม่รู้สึกรู้สาอะไร ทำได้อย่างเดียวคือทำใจ


โดย: คุณย่า วันที่: 6 มกราคม 2550 เวลา:7:00:01 น.  

 
ก่อนอื่นเจ๊ขออัญเชิญพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตน์ฯมาอวยพรก่อนนะคะ
"สิริอายุยิ่งล้ำ เจริญวรรณ
โภคทรัพย์สิ่งสรรค์ สุขสร้าง
รักษายศยิ่งปัญ ญาผ่อง
กอปรกิจไม่ลืมร้าง ยึดข้อคุณธรรมฯ"

สุขสันต์ปีหมูทองค่ะ และ ขอบคุณสำหรับ มิตรไมตรีที่มีให้กันและกันค่ะ

หนังสือเล่มนี้เจ๊มีค่ะ ที่ซื้อเพราะเปิดอ่านแล้วติดใจสำนวน นุ่ม ลุ่มลึก แสดงตัวตนคนเขียนออกมาอย่างชัดเจนดีค่ะ


โดย: นางกอแบกเป้ วันที่: 7 มกราคม 2550 เวลา:10:33:10 น.  

 
แวะมาเยี่ยม สบายดีนะครับ และมาชวนไปไหว้พระธาตุศรีสองรักครับ


โดย: คนรักน้ำมัน วันที่: 7 มกราคม 2550 เวลา:13:10:26 น.  

 
ยังไม่เคยไปเลยค่ะ แต่อยากไปมากๆ


โดย: mungkood วันที่: 7 มกราคม 2550 เวลา:15:19:26 น.  

 
สวัสดีปีใหม่ค่ะบ่ายนี้แวะเข้ามาเยี่ยมก่อนนะคะแล้วเดี๋ยวเย็นนี้จะมาอ่านใหม่ค่ะปีใหม่ขอให้มีความสุขมากๆๆนะคะเราก็ไปเที่ยวอยุธยามาค่ะ


โดย: oryzaja วันที่: 7 มกราคม 2550 เวลา:15:56:30 น.  

 




สวัสดีตอนใกล้เที่ยงของ เนเธอร์แลนด์ นะจ้า


แทนคำพูดที่....ซึ้งซึ้ง
แทนความคิดถึง...สั้นสั้น
แทนความห่วงใย.....ห่างห่าง
แทนความรู้สึกที่มาก ...เกินบรรยาย


** มีความสุขมากๆๆกับคนที่คุณรักนะจ้า **



โดย: จอมแก่นแสนซน วันที่: 7 มกราคม 2550 เวลา:17:38:01 น.  

 
เพื่อนจุขยั้นขยอ ( เขียนถูกมั้ยหว่า) ให้พาไปหลวงพระบางมากกว่า 2 ครั้งแล้ว ตั้งแต่ เริ่มหน้าหนาว แต่จุก็ยังคงอิดออด และใช้ เรื่องเรียนมาอ้าง แต่พอมันอยากไปเที่ยวจริงๆ จุบอกไปเสียมเรียบมั้ย... ทำไม๊ ทำไม พวกเขาถึงเมิน


ตอนนี้ จุบอกพวกเขาว่า ฉันขึ้นสอบโครงร่างเสร็จ จะพาไป วัดภู..จำปาศักดิ์ เจอกันคนละครึ่งทาง ระหว่างลาว กับ ขอม 55555


ปรากฏว่า... โปรแกรมนี้ ดูว่า จะถูกเมินเช่นกัน ไม่รู้ซิ... เพื่อนจุ มันบอกว่า สังขารแกเนี่ย ถนอมไว้เดินวัดเถอะ อย่าปีนปราสาทนักเลย.

ตอนนี้ ก็เลย พักโครงการเที่ยวไว้ก่อน ขอขยันเรียนก่อนดีกว่า เพราะบางที ดูเหมือนว่า ตัวเอง อยากอยู่คนเดียว และติดใจกับการนั่งสมาธิ จนไม่อยากเรียนซะงั้น

เป็นเอามากจริงๆ จนเพื่อนๆ บอกว่า จากคนขี้เหล้า มากลายเป็นคนธรรมะธรรมโม นี่ เพื่อนรับไม่ทันจริงๆ


หนังสือของเพื่อนคุณทับแก้ว จุเคยอ่านแล้วค่ะ อ่านแล้วเคลิ้มฝันไปเลย หลวงพระบาง... กลัวจังเลย ว่า วันหนึ่งจะกลายเป็น "สาวใจแตก" เหมือน เมือง เสียมเรียบ


"สาวใจแตก" ในที่นี้ ไม่รุ้ใครบัญญัติ คำไว้ให้เสียมเรียบ ยามนี้ จุก็ลืมไปเสียแล้ว รู้แต่ว่า เป็นการใช้คำแรงมาก แต่ก็ตรงประเด็นดี เพราะสาวใจแตก อย่างที่เขาว่า คือ เติบโตเร็วกว่าที่ควรจะเป็น และมันได้ทำลายบางสิ่งบางอย่างที่งดงามบริสุทธิ์ไป อย่างน่าเสียดาย


พร่ำบ่นมาเสียยาว.... นานๆ มาที ไม่เป็นไรนะคะ ไปทำงานต่อละคะ


โดย: ju (กระจ้อน ) วันที่: 8 มกราคม 2550 เวลา:11:44:21 น.  

 
ปีที่แล้วเพื่อนไปมา
ตัวเองยังไม่เคยไป
ขออ่านบันทึกของผู้ที่ได้ไปเยือนก่อนแล้วกันค่ะ
ขอบคุณที่นำมาฝากกันค่ะ




โดย: keyzer วันที่: 8 มกราคม 2550 เวลา:22:05:26 น.  

 
อ่านแล้วรู้สึกีมากๆเลยค่ะ

อยากไปหลวงพระบางเพราะได้ยินมาว่าเหมือนเชียงใหม่ตอนหนูยังไม่เกิดนี่แหละ

แต่ไม่รู้ว่าตอนที่มีโอกาสไปจริงๆ หลวงพระบางจะเปลี่ยนไปแค่ไหนแล้ว


โดย: PADAPA--DOO วันที่: 9 มกราคม 2550 เวลา:8:48:27 น.  

 
คุณสาวไกด์ฯ ... ถ้าจะไป และชอบชีวิตสงบๆ เรียบง่ายล่ะก็ จัดเวลาไปหลายๆ วันนะครับ

คุณฝน... ไม่แน่ใจว่าตามร้านหนังสือทั่วไปยังจะมีหรือเปล่านะครับ

คุณปอ... ขอบคุณ (แทนเพื่อน...) ที่ชมนะครับ

คุณ Jewnid... แสดงว่าบล็อกหลวงพระบางชุดนั้นกระตุ้นต่อมอยากไปหลวงพระบางได้หลายคนเหมือนกัน

ว่าแต่... บล็อกคุณต๋องแกหายไปหลายวันแล้ว ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น...

คุณก๋วยเตี๋ยวฯ ... ยินดีครับ มีความสุขมากๆ ครับ

คุณคนรักน้ำมัน... แล้วจะตามไปดูนะครับ

คุณ yyswim... แหม... ไม่ยักรู้ว่าพี่สินจะวัยรุ่นขนาดนี้ สงสัยจะชอบดูหนังแอ็คชั่น ไม่ชอบดูหนังชีวิต

คุณ ShadowServant... สงสัยจะเรียกร้องกลับมาไม่ทันแล้วล่ะครับ เรามาไกลเกินไปแล้ว

คุณแซนดี้... หลวงพระบางปีนี้ฮิตจริงๆ เห็นสายการบินโฆษณาออกทีวีด้วย นึกว่าจะไปเจอคนไทยเยอะแยะ ดีที่ไม่เยอะเท่าไร เป็นฝรั่งอยู่พอสมควร แต่โดยรวมแล้วนักท่องเที่ยวก็เยอะมาก กลัวเมืองเขาจะเสียก็เพราะอย่างนี้นี่แหละ

คุณย่า... เพราะดูบล็อกของพวกคุณจุ คุณต๋อง น้องตงฯ คราวนั้นแหละครับ ที่อยากไปอยู่แล้วก็เลยยิ่งอยากมากขึ้นไปอีก

เรื่องสังคมปัจจุบันมันประหลาดๆ จริงๆ แหละครับ ไม่รู้จะทำอย่างไร ที่เคยเป็นสิ่งที่ถูกที่ควรเมื่อก่อน ตอนนี้ใครทำกลับดูแปลกแยก

เจ๊กอฯ ... ขอบคุณสำหรับพรที่อัญเชิญมาครับ

ดีใจที่ชอบงานเขียนของเพื่อนผมนะครับ (อุตส่าห์ไปดีใจแทนเขาด้วย...)

คุณมังคุด... เก็บตังค์ได้เลยครับ ใช้งบไม่มากหรอกครับ เอาแค่ค่ากินอยู่ ไม่นับค่าเดินทาง (เพราะเที่ยวที่ไป ผมไป-กลับเครื่องบินเพราะเวลาน้อย เหมือนรวย แต่กลับมากระเป๋าแห้ง ) งบ 3-4 พันบาท อยู่ได้ 5-7 วันสบายๆ ครับ

คุณ oryzaja... อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรบอกกันบ้างนะครับ

คุณจอมแก่นฯ ... ยินดีด้วยกับรางวัลนะครับ สมควรได้รับเป็นอย่างยิ่งครับ

คุณจุ... ดีใจที่ยังเห็นว่ายังอยู่ดีมีความสุขนะครับ เขียนยาวๆ น่ะดีครับ ผมชอบอ่าน

ผมเกรงว่าหลวงพระบางจะเป็น "สาวใจแตก" เหมือนกันแหละครับ เห็นชาวบ้านติดละครไทยกันเป็นแถว เกิดเอาอย่างในทีวีกันขึ้นมาล่ะก็ ไม่ช้าก็เร็วล่ะครับ ได้ฟุ้งเฟ้อตามกันแน่ๆ

คุณ keyzer... ถ้าชอบบรรยากาศเรียบง่ายอย่างที่ได้อ่านล่ะก็ รับรองว่าไปแล้วไม่ผิดหวังแน่นอนครับ

คุณ PADAPA--DOO... ผมก็กลัวว่าจะเปลี่ยนไปเยอะ ก็เลยต้องรีบไปดูตอนนี้แหละครับ อย่างสมุยหรือเกาะช้างเทียบกับสิบกว่าปีที่แล้ว ผมว่ามันไม่บริสุทธิ์หรือน่าเที่ยวเหมือนก่อนแล้วครับ


โดย: คนทับแก้ว วันที่: 9 มกราคม 2550 เวลา:17:02:52 น.  

 
สวัสดีปีหมู ขอให้ปัญหาทุก ๆ อย่างกลายเป็นเรื่องหมู ๆ นะครับ

อ่านแล้วอยากไปมั่ง


โดย: เจ้าชายไร้เงา วันที่: 9 มกราคม 2550 เวลา:17:25:39 น.  

 
เล่มนี้ผมก็อ่านครับ
ชอบสำนวนการเขียนของเค้าเหมือนกัน
คิดถึงหลวงพระบาง อยากกลับไปอีก
คาดว่าคงจะได้กลับไปในเร้วๆนี้ เพื่อทำงานต่อจาก phase ที่แล้ว ซึ่งเป็นงานสำรวจ
แต่ครั้งต่อไปจะเป็น phase สำหรับการขุดค้นครับ

ป.ล.
ตอนนี้ ผมกำลังรวบรวมประสบการณ์จากการเดินทางของตัวเอง
ทั้งในหลวงพระบาง เขมรแล้วก็เวียดนาม
เพื่อลงพิมพ์กับ สนพ. แห่งหนึ่งอยู่เหมือนกัน
ถ้าคลอดเมื้อไหร่ ช่วยอุดหนุนผมด้วยนะ
ฮ่าๆๆ โฆษณา ล่วงหน้าซะเลย


โดย: กุมภีน วันที่: 10 มกราคม 2550 เวลา:13:40:46 น.  

 
คุณเจ้าชายไร้เงา... ขอบคุณสำหรับคำอวยพรนะครับ เริ่มต้นปี งานผมก็เริ่มมีปัญหาซะแล้ว สงสัยปีหมูปีนี้จะเป็นหมูป่าหนังเหนียว

คุณกุมภีน... ถ้าหนังสือออกเมื่อไร อย่าลืมบอกนะครับ อุดหนุนแน่นอน

บล็อกเก่าๆ ของคุณกุมภีน บางเรื่องก็อ่านไม่ปะติดปะต่อ ได้อ่านรวมเล่มจะได้ครบถ้วน


โดย: คนทับแก้ว วันที่: 10 มกราคม 2550 เวลา:16:08:22 น.  

 
สวัสดีค่ะ

ได้เลยค่ะ

เดี๋ยวถ้าได้รับรางวัลแล้วจะเอามาอวดนะคะ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 10 มกราคม 2550 เวลา:16:42:05 น.  

 
แต่ค่าเครื่องมันแพงจังค่ะ
อย่าว่าแต่เงินเลย
เวลาจะไปเที่ยวก็แทบไม่เหลือแล้วค่ะ
ทำงานโรงงานนี่ ก็หนักใช่ย่อย


โดย: mungkood...นานๆจะมีเวลาเล่นเน็ตซะที ดันล็อคอินไม่ได้ ฮ่วย IP: 125.24.140.6 วันที่: 10 มกราคม 2550 เวลา:20:59:00 น.  

 
อ่านแล้วนึกถึงประโยคที่ว่า การเดินทางทั้งหลายล้วนทอดยาวอยู่ในตัวเราเอง นะคะ


2 นัดล่าสุดนี่หงส์ยับเยินเลยนะคะ


โดย: rebel วันที่: 10 มกราคม 2550 เวลา:22:04:43 น.  

 
มาดึกๆ เพื่อมาเยี่ยมอาจารย์ค่ะ
เวลาป่านนี้ยังไม่ได้นอนเลย ลุยงานอย่างเดียว ตอนนี้เริ่มมึนกับงานแล้ว เลยแอบแวะเข้ามา
ทริปสเปนจบไปแล้ว แต่เดี๋ยวว่างๆ จะย้อนกลับไปอ่านนะคะ ยังไงก็จะตามให้ถึงตอนจบให้ได้

ตอนนี้อาจารย์พาเที่ยวหลวงพระบางโดยอาศัยเพื่อน
เพื่อนเขียนด้วยใจจริงๆค่ะ เรียบง่าย สบายๆ แต่ให้ความรู้สึกเข้าถึงอารมณ์ ทุกตัวอักษรโดดเด่นและพริ้วไหว ทำให้นึกเห็นภาพประทับใจได้อย่างชัดเจน
น่าสนใจมากนะคะ ถ้ามีโอกาสเจอหนังสือเล่มนี้คงไม่เดินผ่านไปแน่ค่ะ


โดย: ซออู้ IP: 203.172.124.12 วันที่: 11 มกราคม 2550 เวลา:2:23:02 น.  

 
อาจารย์คะ

ดิฉันแวะมาขออนุญาติ add ค่ะ จะได้แวะทักทายกันสะดวกหน่อย

ขอบคุณที่ไปให้กำลังใจที่ บล็อกค่ะ เรียนที่เยอรมัน ไม่มี course work ค่ะ ทำงานวิจัยเลย นี่ก็ทำแลปมา สามปีกว่าแล้วค่ะ ไม่คิดว่าตัวเองจะเรียนนานเกิน สามปีครึ่ง แต่ตอนนี้ สี่ปีจบ (แบบหืดขึ้นคอ) นี่ก็ดีใจมากแล้ว

จริงๆ ก็ขี้เกียจทำแลปเหมือนกันล่ะค่ะ หลังวันหยุดยาวๆ นี่อย่างขี้เกียจเลย แรกๆ ต้องข่มเขาโคขืน (ดิฉันเอง) ให้กลืนหญ้า แทบแย่เหมือนกัน

สู้ๆ นะคะ กัม บัตเตะ คุดาไซ ค่ะ


โดย: ปอ (O_Sole_mio ) วันที่: 11 มกราคม 2550 เวลา:3:08:18 น.  

 
ยังไม่โดน tag ใช่มั๊ย?
อาจารย์ถูก tag ค่ะ


โดย: คุณย่า วันที่: 11 มกราคม 2550 เวลา:5:17:01 น.  

 

เข้ามาเยี่ยม พร้อมกับเข้ามาบอกบอกข่าวร้าย... อิอิ

คุณกรุณาช่วยรับ Blog Tag ร้อนๆจากสินyyswimไว้สักอัน มั๊ยครับ???

ถ้าว่าง คิดอยากจะอ่าน Blog Tag ของสินyyswim ช่วยกดที่นี่ครับ


กดทีเถอะ....Please


โดย: yyswim วันที่: 11 มกราคม 2550 เวลา:10:59:57 น.  

 
กำลังหาข้อมูลไปเที่ยวหลวงพระบางค่ะ ได้หนังสือมาหนึ่งเล่ม เขียนโดย "ภัทรพงศ์ คงวิจิตร" ชอบสไตล์การบรรยายและการเขียน ดูลึกซึ้ง ให้คิด ก็เลยตามหา ใน Google เพราะอ่านหนังสือเยอะ แต่ไม่เคยเห็น คุณ ภัทรพงศ์ คงวิจิตร เลย

แอบมาเห็นblog ขงอคุณ จะบอกว่า การบรรยายของเจ้าของblog ไม่แพ้คุณภัทรพงศ์ เลยค่ะ ขอเข้ามาแอบอ่านด้วยคนนะคะ
อ่านแล้วเพลินดีค่ะ ^___^
รร สวนกุหลาบ เค้าเขียนดีทุกคนเลยเปล่าคะ (แอบแซว) ^___^


โดย: IAmKate IP: 110.49.205.6 วันที่: 20 กรกฎาคม 2553 เวลา:19:53:20 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

คนทับแก้ว
Location :
นครปฐม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






ศิลปิน: เฉลียง
เพลง: หวาน
ชุด: ปรากฏการณ์ฝน
ปี: 2525



Friends' blogs
[Add คนทับแก้ว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.