"The single best way to grow a better brain is through challenging problem solving." - Eric Jensen (1998), Teaching with the Brain in Mind
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2550
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
16 สิงหาคม 2550
 
All Blogs
 
เล็กๆ น้อยๆ เราก็ยอมกันไป?

15 ส.ค. 2550



วันนี้เอาเรื่องของนักศึกษามาเผาครับ ไม่ได้ทำไปเพื่อประจานแต่อย่างใด แต่มันมีประเด็นชวนให้คิด ชวนให้รู้สึกเป็นห่วง



วันก่อน ผมนัดสอนหนังสือในวันจันทร์ซึ่งเป็นวันหยุดชดเชย สาเหตุที่ต้องนัดสอนในวันหยุดนั้น เนื่องจากว่าวันจันทร์ที่เป็นวันสอนตามปกติในเทอมนี้ของผมตรงกับวันหยุดหลายวัน หากผมหยุดสอนอีก เห็นทีจะสอนไม่ทันเป็นแน่ จึงได้มีการนัดสอนในวันหยุดขึ้น

และเนื่องจากเป็นวันหยุด ห้องเรียนกลางของคณะซึ่งจุนักศึกษาได้ครบทั้งแปดสิบกว่าคนที่ใช้เรียนใช้สอนกันอยู่ทุกสัปดาห์จึงไม่มีเจ้าหน้าที่มาเปิดให้ ผมจึงต้องย้ายขึ้นมาสอนที่ห้องเรียนของภาควิชาซึ่งมีขนาดความจุประมาณหกสิบคนแทน

เมื่อห้องเรียนมีขนาดเล็กลง จึงต้องมีบางคนที่ไม่มีเก้าอี้นั่ง ผมก็เลยให้เขาไปย้ายเก้าอี้จากอีกห้องหนึ่งมาวางเสริม

ระหว่างที่รอนักศึกษากลุ่มนั้นไปยกเก้าอี้มา ผมก็บอกให้นักศึกษาที่นั่งอยู่แถวริมหน้าต่างลุกขึ้นไปเปิดม่านและเปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเท เพราะในวันนั้น มีการดับไฟเพื่อซ่อมบำรุงหม้อแปลงไฟฟ้าของคณะพอดี ทำให้เปิดแอร์หรือเปิดพัดลมไม่ได้

ต้องใช้เวลาถึงเกือบครึ่งนาทีครับ กว่าที่จะมีนักศึกษาคนหนึ่งลุกขึ้นไปเปิดผ้าม่านและเปิดหน้าต่าง ไม่รู้ว่าทำไมถึงใช้เวลานานนัก หรือบรรดานักศึกษาที่นั่งอยู่แถวริมหน้าต่างกำลังวัดใจกันอยู่ว่าใครจะลุกขึ้นไป รับภาระ นี้ดี

คนที่อาสา (หรือจำใจก็ไม่ทราบ) เลิกผ้าม่านขึ้น พลิกซ้าย แหวกขวา คาดว่าเขาคงมองหาเชือกที่ใช้ดึงเพื่อเปิดผ้าม่านไม่เจอ

สักพักหนึ่ง เขาก็กลับมานั่งที่เดิมโดยที่ยังไม่ได้เปิดผ้าม่าน!

ปากไวเท่าความคิด ผมก็เลยพูดออกไปว่า

"ผมเข้าใจแล้วล่ะว่า ทำไมตอนที่ผมให้พวกคุณเขียนวิจารณ์อาจารย์ผู้สอนและวิจารณ์ตัวเองหลังสอบกลางภาค บางคนถึงเขียนว่า 'ผม/หนู ก็ทำแบบฝึกหัดเยอะพอสมควรแล้วนะ แต่บางข้อมันทำไม่ได้ ถามเพื่อนแล้วเขาก็ทำไม่ได้เหมือนกัน ผม/หนู ก็เลยไม่รู้จะถามใคร (ผมคิด... แล้วมีผมเอาไว้ทำไม้ตีพริกอะไร) พอทำไม่ได้ก็เลยท้อ ก็เลยเลิกทำ' ก็เพราะทัศนคติในการแก้ปัญหาในชีวิตของพวกคุณเป็นอย่างนี้ไง ผลสอบออกมาถึงได้คะแนนน้อยอย่างที่เห็น"

(ขอออกตัวยืนยันว่าผมเป็นคนใจดี ใครมาถามแบบฝึกหัดหรือให้ผมอธิบายเพิ่มเติม ผมไม่เคยอารมณ์เสียหรือไล่กลับไป ผมอธิบายด้วยความยินดีทุกครั้ง ยินดีที่เขารู้จักขวนขวายเมื่อไม่รู้ เสียดายก็แต่ว่าคนที่รู้จักขวนขวายเมื่อไม่รู้นั้นมีน้อยเกินไป)

ยังไม่ทันที่ผมจะได้เทศน์กัณฑ์ต่อไป ก็มีเรื่องรบกวนสายตาและความรู้สึกเข้ามากระทบโสตประสาทของผมอีกเรื่องหนึ่ง


เจ้ากลุ่มที่ไปยกเก้าอี้เริ่มทยอยกลับมาครับ

คนแรกยกเก้าอี้เข้ามาในห้อง พอก้าวพ้นประตูปุ๊บ ก็วางเก้าอี้ปั๊บ แล้วก็ลงนั่ง

คนต่อมาก็ยกเก้าอี้เข้ามา พร้อมทั้งต้องเบี่ยงตัวเล็กน้อยเพื่อมองทางและหลบเจ้าคนแรกที่นั่งขวางอยู่ พอเดินพ้นคนแรกปุ๊บ เขาก็วางเก้าอี้ปั๊บ แล้วก็ลงนั่ง

คนที่สาม สี่ ห้า และคนต่อๆ มา ก็ทำพฤติกรรมซ้ำแบบเดียวกันอีก!

น่าแปลกที่พวกเขาไม่ยักหงุดหงิดกันเอง

แต่ผมสิครับ ปากไวเท่าความคิดอีกเช่นเคย

"ท่านทั้งหลายที่ยกเก้าอี้เข้ามาครับ ทำไมท่านถึงไม่เดินเข้าไปด้านในสุดก่อนล่ะครับ จะได้ไม่เกะกะเพื่อนคนต่อๆ ไป เพราะพวกคุณไม่คิดถึงคนอื่น เห็นว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ยังไงล่ะ กระเป๋ารถเมล์เขาถึงต้องคอยบอกให้พวกคุณ 'ชิดในหน่อยพี่ ชิดในหน่อยพี่' ปากเปียกปากแฉะอยู่อย่างนั้นมาหลายชั่วอายุคนแล้ว"

ระหว่างที่พูด สายตาผมก็กวาดไปรอบห้อง ผมเห็นสีหน้า แววตา และท่าทางของนักศึกษาหลายคน ซึ่งหากแปลออกมาเป็นคำพูดแล้ว คงจะเป็นทำนองนี้...

"อาจารย์แม่ม... บ่นอีกแล้ว ขี้บ่นฉิบหาย"

"ปากจัด ช่างประชด ช่างเหน็บแนมจริงโว้ย ไหนบอกว่าจะเลิกประชดแล้วไง"

"สงสัยอาจารย์แม่ม... จะเป็นโรคจิต ต้องด่าว่านักศึกษาก่อน ถึงจะสอนหนังสือได้"

"บ้าอำนาจ บ้าน้ำลาย"

"ลื้อมีหน้าที่สอนหนังสือก็สอนไปสิวะ อั๊วะมาเรียนวิศวะ ไม่ได้มาเรียนจริยธรรมหรือสังคมศึกษา"

"โธ่... เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ พูดได้เป็นวรรคเป็นเวร ประสาท"



เรื่องเล็กน้อย แบบนี้แหละครับ ผมว่าสำคัญนัก เพราะเรื่องที่เราเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เรามักจะกระทำหรือแสดงพฤติกรรมออกมาโดยสัญชาติญาณ ไม่ได้ผ่านการใช้สติกลั่นกรองให้รอบคอบเสียก่อน เรื่องเล็กน้อยหรือพฤติกรรมเล็กน้อยเหล่านี้ จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นตัวตนของคนคนนั้นอย่างแท้จริง สามารถใช้เป็นเครื่องบอกถึง นิสัย สันดาน จริต ความคิด ความรู้สึก สภาพสังคมแวดล้อม และภูมิหลังของคนคนนั้นได้เป็นอย่างดี



ผมคิดว่านิสัยช่างติ ช่างวิจารณ์ ช่างสังเกตพฤติกรรมคนของผมนั้น ได้รับการปลูกฝังจากพ่อแม่มาตั้งแต่เด็กๆ พ่อแม่ผมมักคอยจะชี้ชวนให้ดูคนหรือสิ่งต่างๆ รอบตัว แล้วก็คอยบอกว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนไม่ดี เพราะอะไร

นิสัยนี้คงจะมาพัฒนาเอามากๆ ตอนที่ผมต้องโดยสารรถเมล์ไปเรียนหนังสือ การเดินทางด้วยรถเมล์ในกรุงเทพฯ นั้น ทำให้ผมมีเวลาอยู่กับตัวเองมากเหลือเกิน ทั้งในขณะที่ต้องรอรถเมล์และขณะที่อยู่บนรถเมล์ คิดคร่าวๆ แล้วก็ต้องมีสามชั่วโมงต่อวันเป็นอย่างน้อย ถ้าได้นั่งก็ดีไปเพราะสามารถอ่านหนังสือได้ แต่ถ้าต้องยืน ผมก็จะอ่านหนังสือไม่ได้ ก็เลยจำเป็นที่จะต้องหาอย่างอื่นทำ

สิ่งที่ผมชอบทำก็คือ การสังเกตพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ของผู้คนรอบข้าง แล้วก็คาดเดาลักษณะนิสัย สิ่งที่เขากำลังคิด (หรือไม่ได้คิด) พร้อมทั้งสร้างเรื่องราวเกี่ยวกับคนเหล่านั้นไปต่างๆ นานา

ทุกวันนี้ผมก็ยังติดนิสัยนี้อยู่ และมีทีท่าว่ามันคงจะไม่หายไปไหน

ลองดูตัวอย่างสักเล็กน้อยไหมครับ


- ชายหนุ่มแต่งตัวดี ท่าทางน่าจะเป็นคนทำงานออฟฟิศ กำลังลุกขึ้นจากที่นั่งบนรถเมล์ ขณะที่กำลังเอื้อมมือขึ้นไปจับราวโหนด้านบน เขาก็แกล้งปล่อยให้ตั๋วรถเมล์หลุดร่วงลงมาจากมือ

(ผมคิด... คนนี้ ถ้าไม่ใช่กำลังพิจารณาเรื่องแรงโน้มถ่วงของโลกว่าของเบากับของหนักจะตกถึงพื้นพร้อมกันหรือไม่เหมือนกับที่กาลิเลโอเคยทดลองที่หอเอนเมืองปิซ่า เขาก็คงจะเป็นคนที่มีนิสัยมักง่าย ที่บ้านเขาก็คงจะสกปรก ข้าวของคงจะวางระเกะระกะ ไม่เป็นระเบียบ หรือถ้าที่บ้านเป็นระเบียบ ที่ทำงานของเขาก็คงจะไม่เป็นระเบียบ เพราะเขาถือว่าไม่ใช่ของของเขา น่าจะเป็นพวกที่ชอบคิดว่า 'ธุระไม่ใช่' เพราะฉะนั้น ถ้ามีใครเอาซองผ้าป่ามาเรี่ยไร หรือเพื่อนร่วมงานขอแรงให้ช่วยขนของเพื่อจัดห้องทำงานใหม่ เขาคนนี้ก็อาจจะหาเหตุผลมาปฏิเสธเพราะเห็นว่าไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขา)


- นักเรียนคนนั้นกินข้าวไม่เกลี้ยงจาน ข้าวและกับข้าวที่เหลืออยู่ในจานก็กระจัดกระจายเต็มจานไปหมด

(ผมคิด... พ่อแม่ของนักเรียนคนนั้นอาจจะรวย ก็เลยไม่เคยสอนให้รู้จักคุณค่าของอาหาร เพราะอยากกินอะไรก็ได้กิน อยากกินเมื่อไรก็ได้กิน ไม่อยากกินหรือไม่อร่อยก็ทิ้งไป หรือนักเรียนคนนั้นอาจจะอิ่มแล้วก็เลยกินต่อไม่ไหวจริงๆ แต่การที่ข้าวในจานกระจัดกระจายเต็มจานก็แปลว่า นักเรียนคนนั้นไม่น่าจะเป็นคนที่มีระเบียบเรียบร้อยหรือมีวินัยสักเท่าไร ความคิดก็คงจะไม่ค่อยเป็นระเบียบหรือเป็นเหตุเป็นผล ถ้าไปเรียนสายวิทยาศาสตร์หรือไปเป็นตำรวจ-ทหารคงจะไม่รุ่ง ไปเรียนทางศิลปะน่าจะดีกว่า)


- หลังกินข้าวเสร็จ หญิงสาวคนที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ ก็สาวกระดาษทิชชูออกมาจากกล่องสี่ท่อนเพื่อเอามาเช็ดปาก

(ผมคิด... ทำไมต้องดึงออกมาตั้งสี่ท่อน แค่ท่อนเดียวก็น่าจะพอแล้ว เพราะขนาดเราใช้กระดาษท่อนเดียวพับสองทบ พื้นที่ยังใหญ่กว่าปากเลย สามารถเช็ดปากให้สะอาดได้อย่างสบายๆ สงสัยเขาจะเป็นคนมีสตางค์พอสมควร เลยไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องพวกนี้ เขาลืมนึกถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างพอเพียงไปหรือเปล่า ลืมนึกถึงบรรดาต้นไม้ที่ต้องสละชีวิตเพื่อกลายมาเป็นกระดาษทิชชูให้ทิ้งไปเฉยๆ โดยเปล่าประโยชน์หรือเปล่า ช่างไม่รู้จักใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมเสียบ้างเลย แล้วนี่เราจะไปเสือกอะไรกับชีวิตเขาล่ะนี่)


- สาวคนนั้นหันไปมองด้านหลัง ก่อนที่จะเลื่อนเก้าอี้ถอยหลังเพื่อลุกขึ้น เสร็จแล้วก็เลื่อนเก้าอี้สอดเข้าไปใต้โต๊ะหลังจากลุกขึ้นแล้ว

(ผมคิด... พ่อแม่ครูบาอาจารย์เขาคงจะสอนกันมาดีนะ รู้จักหันไปมองก่อนด้วยว่า เลื่อนเก้าอี้แล้วจะไปชนเก้าอี้ของคนอื่นหรือไม่ เสร็จแล้วก็ยังอุตส่าห์สอดเก้าอี้กลับเข้าไปใต้โต๊ะอีกต่างหาก น่าจะเป็นคนเรียบร้อย นิสัยดี โอบอ้อมอารีย์ มีน้ำใจ คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่นในสังคม น่าจะไปประกอบอาชีพเป็นครู จะได้สอนให้คนเป็นคนดีได้อีกหลายๆ คน หรือจะไปเป็นเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ก็น่าจะดี หรือไปลงสมัครเป็นผู้แทนราษฎรเสียเลย เพราะคงจะเป็นผู้แทนประเภทที่ใส่ใจทุกข์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง)



เห็นไหมครับว่า พฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่เรามักไม่ได้ใส่ใจ สามารถทำให้คนที่พบเห็น คิดหรือรู้สึกไปได้ถึงไหนต่อไหน

เอาล่ะ ถ้าไม่นับผมซึ่งมีอาการทางจิตประสาทอ่อนๆ คิดอะไรเพ้อเจ้ออย่างที่ได้อ่านกันไปด้านบน สำหรับคนปกติทั่วไป พฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ จะทะลุผ่านจักษุประสาทเข้าไปยังจิตใต้สำนึกภายใน แล้วก็สร้างเป็นภาพหรือความรู้สึกต่อคนคนนั้นขึ้นมาโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว

เคยมีความรู้สึกชอบหรือเกลียดขี้หน้าใครแบบหาเหตุผลไม่ได้ใช่ไหมครับ

ผมว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการประมวลผลภายในจิตใต้สำนึกโดยไม่รู้ตัวจากการมองเห็นพฤติกรรมหรืออากัปกิริยาเล็กๆ น้อยๆ ของคนที่เราพบเจอนี่แหละครับ



วันหนึ่ง ผมกับเพื่อนอาจารย์อีกสามคนเดินมารอลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังภาควิชา ขณะที่มาถึงหน้าลิฟต์ ก็เห็นว่ามีนักศึกษากลุ่มหนึ่งจำนวนประมาณสิบกว่าคนยืนรออยู่ก่อนแล้ว

เมื่อลิฟต์มาถึง นักศึกษากลุ่มนั้นก็เดินเข้าลิฟต์ไปก่อนจนลิฟต์เกือบเต็ม ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะคิดไว้ก่อนแล้วว่าพวกเขาคงจะไม่ให้อาจารย์เข้าไปก่อนเป็นแน่ นักเรียนสมัยนี้ก็เป็นกันอย่างนี้ คิดว่าทุกคนเป็นคนหนึ่งคนเหมือนกัน มีสิทธิเสมอภาคกัน ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์หรือนักเรียน

พวกผมสี่คนเห็นว่ายังพอมีที่ว่างให้เข้าไปได้ ก็เลยเดินเข้าไป พอเข้าไปครบสี่คน ปรากฏว่าลิฟต์มันร้องว่าน้ำหนักเกิน พวกผมสี่คนก็มองหน้ากัน สุดท้ายเพื่อนอาจารย์สองคนที่ก้าวเข้ามาทีหลังก็ต้องเดินกลับออกไป

ผมไม่รู้ว่านักศึกษากลุ่มนั้นคิดอะไรกันอยู่

คิดว่า อาจารย์หรือนักเรียนก็เป็นคนเท่ากัน (ก็ไม่ผิด...)

คิดว่า พวกเขามารออยู่ก่อนก็ควรจะมีสิทธิเข้าลิฟต์ก่อน (ก็ไม่ผิดอีก...)

คิดว่า ถึงพวกคุณเป็นอาจารย์ แต่คุณมาทีหลัง ลิฟต์มันเต็มแล้ว คุณก็ต้องรอเที่ยวต่อไป (ก็ไม่ผิดอีก...)

คิดว่า พวกคุณไม่ใช่อาจารย์ภาควิชาผม ผมไม่รู้จักพวกคุณ (ก็ไม่ผิดอีกเช่นกัน...)

หรือว่า ไม่ได้คิดอะไรเลย!

อาจจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่น่าจะเก็บมาคิดให้เป็นอารมณ์

แต่ผมก็อดคิดไม่ได้ ผมรู้สึกเป็นห่วงสังคมในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจริงๆ เป็นห่วงว่าสังคมไทยที่สวยงามที่เคยทันเห็น ทันอยู่ เมื่อสักยี่สิบสามสิบปีที่แล้ว จะหายไปอย่างไม่มีวันหวนคืน...



ท่านทั้งหลายล่ะครับ คิดเห็นเป็นอย่างไรกันบ้าง

เล็กๆ น้อยๆ เราก็ยอมกันไป?




Create Date : 16 สิงหาคม 2550
Last Update : 20 สิงหาคม 2550 13:04:26 น. 39 comments
Counter : 462 Pageviews.

 
โห ก่อนอื่น ขอชมเพลงครับ เปรี้ยวมากไม่ได้ฟังSteve Vaiมานานละ ผมมีอัลบั้มของเขาชุดนึง ไม่รู้ไปเก็บไว้ไหนละเนี่ย


พอดีป่วยไปสามสี่วันเพราะอาหารเป็นพิษน่ะครับ เลยไม่ค่อยได้เข้ามา ตอนนี้หายดีแล้วแต่แอบขี้เกียจ เลยนอนพักต่อ


ตอนนี้ก็เก็บของเตรียมย้ายบ้านครับ เดือนหน้าถ้าไม่มีอะไรขัดข้องก็คงได้เริ่มย้ายซะที



อืมมม อ่านแล้วเข้าใจเลยครับ อ่านแล้วก็หงุดหงิดแทน เจอบ่อยเหมือนกัน ผมเองเป็นคนชอบสังเกตพฤติกรรมของคน เพราะผมเชื่อว่าการกระทำเล็กๆน้อยแบบนี้แหละมันสะท้อนให้เห็นภาพรวมของคนๆนนั้นได้ ว่าใส่ใจต่อรายละเอียด หรือ"คิดเยอะ"ก่อนที่จะทำอะไร หรือพูดออะไรหรือไม่


ผมมักจะถูกคนประเภทที่ไม่คิดอะไรว่าเสมอๆว่าทำไมคิดอะไรเยอะนักหนา เรื่องเล็กน้อย แค่นี้ไม่ตายหรอก..ก็จริงครับ เรื่องแค่นี้ไม่ตายหรอก แต่เรื่องแค่นี้นี่แหละที่ทำให้คนฆ่ากันตายมาเยอะเเล้ว


ผมจะเป็นโรคไม่ยอมเลยครับเรื่องเล็กๆน้อยๆ อ่างแค่ทิ้งตั๋วรถเมล์ ผมบอกตรงๆว่าผมไม่เคยทิ้งเลย ผมจะเก็ใส่กระเป๋า แล้วค่อยทิ้งลงถังขยะเสมอ ใครจะว่าผมเว่อร์ก็ว่าไปเลย ไม่สนใจ แค่เศษขยะเล็กจิ๋วแค่นี้ ลองคิดดูว่าถ้ามารวมกันเยอะๆล้านๆชิ้น มันก็สกปรกรกบ้านนรกเมืองได้


ถ้าคนเรารู้จักแค่คิดถึงส่วนรวมแค่สักเศษเสี้ยวนึง ผมว่าสังคมมันก็น่าอยู่ขึ้น เพราะทุกคนรู้จักและรู้ว่าตัวเองยืนตรงไหนและรู้หน้าที่ของตัวเองในสังคมดี...ก็จะไม่มีการทับซ้อนหรือเอาเปรียบกันหรอกครับ แต่นี่ เฮ้อ นะ จริงๆ ผมเห็นด้วยมากๆกับคุณคนทับเเก้วเลยครับ อ่านแล้วก็โดนใจมาก สมัยที่สอนนักศึกษา ผมก็แทบจะกลายเป็นตาแก่ขี้บ่นที่ต้องมาคอยสอนเด็กแทบทุกเรื่องจนแทบจะเป็นเรื่องยกเก้าอี้ จนไปถึงเรื่องการพูดจา แม้กระทั่งเรื่องการทิ้งขยะเลยครับ


น่าเป็นห่วงจริงๆ...


โดย: พ่อน้องโจ วันที่: 20 สิงหาคม 2550 เวลา:14:41:16 น.  

 
มีเรื่องเล่าให้ฟังค่ะ
ไม่รู้จะเกี่ยวกับที่อาจารย์บ่นหรือเปล่านะคะ

ใครๆก็รู้ว่าเด็กเล็กๆอย่างลูกเรา(ขวบครึ่ง)ยังไม่รู้จักการกะระยะหรือน้ำหนักมือว่าเวลาที่เขาตีหรือฟาดใครมันแรงหรือเบาแค่ไหน จึงจะเห็นว่าเวลาเขาตีใคร หรือเขวี้ยงของอะไรก็ตาม เขาก็จะทำสุดแรงจนใครคนนั้นเจ็บ หรือของอาจเสียหายได้

เวลาที่ลูกเราทำแบบนั้น..เรากับสามีและคนในครอบครัวจะบอกว่า"ไม่ทำคนอื่นแรงๆนะลูก"
"ไม่ตีคนอื่นนะลูก เค้าเจ็บ"
"ไม่เขวี้ยงของนะลูก..เดี๋ยวโดนคนอื่น/เดี๋ยวของพัง"
ฯลฯ
สอนทั้งที่เขายังเล็กและอาจจะไม่รู้เรื่องนี่แหละค่ะ
เพราะเรากับครอบครัวเชื่อว่าถ้าสอนไปเรื่อยๆเขาจะซึมซับจนกลายเป็นนิสัย รวมทั้งเรื่องอื่นๆ เช่นการแบ่งปัน ไม่เอาเปรียบ ฯลฯ ซึ่งพ่อแม่เราก็สอนมาอย่างนั้นตั้งแต่เรายังเล็กๆ

เหตุการณ์ที่จะเล่าต่อมาคือ...
เพื่อนที่มีลูกวัยเดียวกับลูกเราชอบพาลูกมาเล่นที่บ้านเรา
ลูกเขาก็จะชอบทุบ/ตีคนอื่นตามประสาเด็ก บางทีมาถึงก็มาดึงผมลูกเรา บางทีก็ผลักแรงๆ
พ่อกับแม่เขาเห็นก็หัวเราะ เอ็นดูที่ลูกแข็งแรง
"อย่าทำน้องแรงสิลูก" พ่อกับแม่เด็กพูดเฉยๆ และพูดแบบยิ้มๆทำนองชมว่าลูกตัวเองแข็งแรงกว่า

อีกเหตุการณ์..เกิดขึ้นตอนเราพาลูกไปวัด มีเด็กอ้วนเกือบสามขวบคนหนึ่ง ผลักลูกสาวตัวเล็กๆของเราล้มก้นจ้ำเบ้ากับพื้น ยายของเขายืนเฉยๆไม่ว่าอะไร แต่พอคล้อยหลัง ป้าของเด็กรีบเดินมาขอโทษ
เรากับสามีได้แต่บอกว่าไม่เป็นไรหรอกเด็กเล่นกัน
ป้าของเด็กอ้วนกระซิบต่ออีกว่า
อย่าให้ลูกมาเข้าใกล้เด็กอ้วนคนนี้นะ เพราะเขาเกเรมาก ชอบรังแกเด็กคนอื่นเป็นประจำ ไปเรียนที่ศูนย์เด็กเล็กก็รังแกเพื่อนทุกวัน ผลักมั่ง ตีมั่ง จนครูต้องขู่ว่าจะตัดมือทิ้งถ้าไม่หยุดตีเพื่อน ถึงได้เงียบไปพักนึง

เหตุเพราะพ่อแม่ตายายที่เลี้ยงเด็ก ไม่เคยห้ามปราม คิดแต่ว่าเป็นเรื่องของเด็ก เด็กยังไม่รู้เรื่อง เขายังไร้เดียงสา ปล่อยเขาไปเถอะ....

......................................................................

เด็กรุ่นหลังจากเรามาถูกเลี้ยงมาประมาณนี้ล่ะค่ะ พ่อแม่รับสื่อเยอะ ตามสื่อ ทั้งที่สังคมเราไม่ได้มีพื้นฐานเหมือนฝรั่ง เลี้ยงตามทฤษฎี..ไม่ดุ ไม่ตี ชมเชยจนเกินเหตุ เด็กทำอะไรก็ไม่ผิดไปเสียหมด และอีกสารพัดเลี้ยงลูกแบบสมัยใหม่ ไม่ต้องรับผิดชอบสังคม ตัวเองไม่เดือดร้อนเป็นใช้ได้ ขอให้ลูกมีความสุขก็พอ

พอเด็กเติบโตขึ้นก็เลยไม่เคยทำอะไรผิด ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น ไม่ใช่หน้าที่ของตน ถ้าฉันไม่เดือดร้อนก็ไม่เป็นไร แม้แต่เรื่องเล็กน้อย เช่น เรื่องเศษตั๋วรถเมล์

เรียกได้ง่ายๆว่าไม่มีคอมมอนเซนส์ ซึ่งเป็นความสำนึกพื้นฐานที่มีติดตัวคนรุ่นเรา(ส่วนใหญ่)มาตั้งแต่เล็ก

สำนึกพื้นฐาน ก็เช่น ลุกให้ผู้ใหญ่นั่ง เสียสละให้ครูบาอาจารย์หรือผู้ใหญ่ เก็บเก้าอี้เวลาที่ใช้เสร็จแล้ว ไม่นั่งขวางประตู ไม่แซงแถว และอีกเยอะในชีวิตประจำวัน ซึ่งเด็กสมัยนี้ต้องคอยบอกทุกเรื่องว่าควรทำยังไง


ไม่ใช่มีแต่อาจารย์หรอกค่ะที่บ่นเรื่องนี้
เรากับเพื่อนๆและผู้ใหญ่ในแวดวงอื่นๆก็บ่นกันมาก
โดยเฉพาะเพื่อนที่เป็นครูบาอาจารย์ เพราะเป็นอาชีพที่ต้องปะทะกับเด็กโดยตรง ในขณะที่อาชีพอื่นแค่ผ่านๆก็เลยบ่นน้อยกว่าเท่านั้นเอง

เฮ้อ.......ที่บ่นๆมานี่
ยังไม่รู้เลยว่าลูกตัวเองโตขึ้นแล้วจะเป็นยังไง....


โดย: mrs.postman วันที่: 20 สิงหาคม 2550 เวลา:15:45:10 น.  

 
สวัสดีวันจันทร์ ค่ะ อาจารย์

สบายดีไหมคะ อ่านเรื่องวันนี้แล้วทึ่งค่ะ อาจารย์ช่างสังเกตมาก หาเหตุผลอีกต่างหาก สมกับเป็นนักวิทยาศาสตร์นะคะเนี่ย ปอไม่ช่างสังเกตเท่าอาจารย์ หรอกค่ะ ถึงกิจกรรมโปรดจะเป็นการนั่งทอดหุ่ย ดูคนเดินไปมา ตามร้านกาแฟก็ตามที แต่เวลา ครึ่งหนึ่งจะอยู่กับความคิดตัวเอง หรือ ชื่นชมบรรยากาศ ธรรมชาติ ไปเรื่อยๆ ในวันที่อากาศดี อีกครึ่งจะออกแนวสังเกตสังกา พฤติกรรมคนด๋อย บ้าง ถ้าเจออะไรแบบที่ไม่ชอบใจจริงๆ ถึงจะฉุกคิดขึ้นมา แต่จะว่าไปก็เจอบ่อยนะคะ

แตให้ยังไงก็ไม่ได้ประมวลผลละเอียดเท่าอาจารย์ หรอกค่ะ

แต่ว่า อาจารย์ เหน็บเด็กได้เจ็บๆ คันๆ ดีค่ะ ต้องเจออย่างนี้กันซะบ้าง นึกแต่จะสนุกสนาน สบายตัวเองอยู่ได้ไง แล้วพฤติกรรมไม่คิดถึงคนอื่น ในที่สาธารณะนี่เหมือนคนที่นี่เป๊ะ เลยค่ะ เด็กเภสัชก็จะโดนอาจารย์สาวเภสัช(ทึนทึก) จิกเอาบ่อยๆ เหมือนกันล่ะค่ะ บางทีเราแก่กว่าเขาไม่มาก แล้วพูดคุยยิ้มหัวด้วยได้นี่ บ่อยเข้ามีไม่เกรงใจเราเหมือนกัน ต้องงัดไม้เด็ด มาใช้ให้รู้สึกกันบ้าง นี่ไม่รู้กลับไปจะเป็นยังไง แต่เฉพาะหน้าตอนนี้คือ ทำไงให้มันจบมากกว่า

ไปทำงานต่อแล้วค่ะ อาจารย์ทำงานให้สนุกนะคะ รักษาสุขภาพด้วยค่ะ



โดย: ปอ (O_Sole_mio ) วันที่: 20 สิงหาคม 2550 เวลา:18:14:35 น.  

 
มึนค่ะ อ่านทั้งบล็อกอาจารย์และความเห็นของเพื่อนบล็อก

เฮ่อ........

จุไม่อยากบ่นเดี๋ยวเรื่องจะเยอะ

เท่าที่รู้ ก็ เจ้าของบล็อกช่างประชด อ่านแล้วนึกถึง หยอยประชด ในว้าวุ่น ของจิก ประภาส


จุไม่รู้เด็กสายอื่นเป็นอย่างไร เพราะคลุกคลีกับสายสังคมศาสตร์ ซึ่งความมีน้ำใจยังไม่หล่นร่วงลงไปจนน่าใจหาย

คณะอื่นๆ จุไม่แน่ใจ เพราะมหาวิทยาลัยเปลี่ยนไปมาก

สมัยจุสาวๆ

เพราะความเป็น ม.บ้านนอก จริยธรรม ความมีน้ำใจ การโอบอ้อมอารี ช่วยเหลือ มันอัดแน่น แม้ว่าในเรื่องของวิชาการ พวกเราจะโดนดูถูกบ่อยๆ สมัยก่อนเวลาไปสมัครงาน รุ่นพี่ๆ มักจะบอกจุว่า ต้องบอกว่า มศว.เดิม จึงจะสามารถทดลองงานได้

จุถามพี่ๆ เขาว่า เขาต้องการคนเก่งเหรอ?

จุไม่เห็นจะกลัวเลย เพราะจุไม่เก่ง ไม่ไปแข่งกับเขาหรอก แข่งก็ตกงานดิ จุจะใช้กิจกรรมการเข้าสังคม และมุมมองที่ ม. ของเราปลูกฝังกันมานี่แลหะไปสมัครงาน ถ้าเขาไม่ให้โอกาสเราทำ แสดงว่า เขานั่นแหละโง่ พี่จะไปทำงานกับบริษัทโง่ๆ ทำไม จุไม่ไปหรอก

พี่ๆ เขาบอกว่าจุปากดี พูดง่ายทำยาก

แต่

จุก็อยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้


โดย: ju IP: 124.157.128.118 วันที่: 20 สิงหาคม 2550 เวลา:23:26:22 น.  

 




สวัสดีตอนเย็นๆของ เนเธอร์แลนด์ นะจ้า


คิดถึงตลอดเวลา
ห่วงหาเวลาที่ห่างไกล
อบอุ่นเมื่อได้อยู่ใกล้
จะดีใจถ้าได้เห็นเธอ



** ขอให้มีความสุขและสุขภาพแข็งแรงนะจ้า **


โอไม่กล้าออกความคิดเห็นอะ อาจาร์ย


โดย: จอมแก่นแสนซน วันที่: 20 สิงหาคม 2550 เวลา:23:39:46 น.  

 
คนเราใส่ใจในรายละเอียดฝ้ายว่าเป็นสิ่งที่ดี และดีมากๆๆด้วยค่ะ ฝ้ายก็เป็นคน คิดเยอะเหมือนกันก่อนจะทำ หรืออะไรสักอย่างแต่มีบ้าง ที่เผลอไผลไปนิดเดียว แต่ ผิดเป็นกระบุงโกย
สังคมเมื่อ10ปีก่อนมันน่าอยู่เเละน่ารักจริงๆๆแหละค่ะ อาจารย์ อย่างที่อาจารย์ว่าเลยค่ะ
เรื่องครูบาอาจารย์นี่สำคัญเลยค่ะ เด็กสมัยนี้เรื่องสัมมาคาราวะแทบจะไม่มี บ้านไหน มีลูกดี มีสัมมาคาราวะก็โชคดีไป ไม่รุ้ว่าสังคมสมัยนี้เป็นอะไรกันไปหมด บางครั้งการศึกษาไม่ได้ช่วยให้คนนี่ เป็นคนเลยค่ะ

สุกท้ายขอบคุณคุณคนทับแก้วมากนะคะ ที่เป็นอาจารย์เป็น เรือจ้างของเด็กหลายคนมากๆๆ ขอบคุณแทนประเทศไทยค่ะ

ฝันดีนะคะ


โดย: ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ วันที่: 21 สิงหาคม 2550 เวลา:3:01:37 น.  

 
เคยอ่านเชอร์ลอค โฮล์มไหมครับ

บางทีนิสัย สิ่งที่แสดงออกมาเล็กๆ ก็อาจสื่อถึงภาพรวมทั้งหมดของตัวเขาได้...


โดย: ฟ้าดิน วันที่: 21 สิงหาคม 2550 เวลา:4:36:42 น.  

 
อะจึ๋ย..คุณละเอียดลออจริงๆค่ะ
เก็บทุกเม้ดเลย...... เป็นเหมือนกันเลย
เรื่องเล็กๆ สิ่งเล็กๆ การรู้คิดในเรื่องเล็กๆนี่ล่ะ
ที่จะบอกถึงนิสัย ความน่ารักไม่น่ารักของคนนั้นได้ดี
ดิฉันก็ตัดสินคน จากเรื่องเล็กๆนี่แหละ

...แต่เอ่อ ดิฉันก็ชอบดึงทิชชูเยอะน่ะ
แบบว่ามันจำเป็นจริงๆนะ คิดทุกทีแหละเรื่องเปลืองทรัพยากร แต่...แต่...


โดย: ยิปซีสีน้ำเงิน วันที่: 21 สิงหาคม 2550 เวลา:8:41:36 น.  

 


โอ๊ย ฮ่าๆๆๆๆ อ่านบล็อกวันนี้ของคุณแล้วทำให้เราคิดถึงเพื่อนสนิทสมัยมัธยมที่ยังคบหากันถึงปัจจุบันนี้คนหนึ่ง เขาเป็นอาจารย์คณะวิศวะเหมือนกันด้วยล่ะค่ะ

เวลาคุยกันทีไร เพื่อนก็ชอบบ่นเรื่องสามัญสำนึกของนักศึกษาสมัยนี้ เทียบกับรุ่นก่อนๆ จนย้อนไปถึงรุ่นที่เขาเป็นนักศึกษาเอง บางคนในกลุ่มเคยยั้งๆ เขาไว้ว่า "บ่นเป็นลุงแก่ๆ ไปได้นะแก เดี๋ยวนักเรียนก็นินทาเอาหรอก" จนสุดท้ายต้องมานั่งเผาเด็กกันแค่สองคน --- เพราะเราเองก็นิสัยไม่ต่างกับเขา เป็นป้าแก่ๆ ที่ขี้บ่นอย่างมหาวายร้ายในสายตาเด็ก ฮ่าๆๆๆ

ปล. เรายืนอ่านหนังสือบนรถได้ค่ะ ฮ่ะๆๆ สมัยนี้ไม่ค่อยมีคนลุกให้นั่ง ทักษะเลยต้องพัฒนา มือซ้ายจับที่เกาะ มือขวาถือหนังสือตรงสันปกแล้วใช้นิ้วชี้พลิกหน้าไปเรื่อยๆ


โดย: แพนด้ามหาภัย วันที่: 21 สิงหาคม 2550 เวลา:11:40:29 น.  

 
ครับ ผมเองก็จำชื่อหาดนั่นไม่ได้ซะเเล้ว ยังไม่ทราบเลยว่าตกลงเค้าขายที่ตรงนั้นรึเปล่า


ที่ดินที่ผมดูไว้อีกที่นึงที่ราไวย์ก็ตกลงไม่เอาครับ เพราะไม่มีน้ำเลย น้ำประปาก็ไม่มา น้ำบาดาลก็ไม่ถึง อีกอย่างใจผมยังไม่ค่อยอยากไปอยู่ภูเก็ตเลย...เรื่องคิดที่จะสร้างบ้านอยู่ที่นั่นจึงต้องคิดแล้วคิดอีก ผมอาจจะอยู่ที่นั่นสักพัก...ผมกลัวว่าผมจะทนกับสภาพเน่าหนอนของที่นั่นไม่ได้น่ะครับ..หากมีช่องทางใหม่ๆก็ว่ากันอีกทีครับผม..




โดย: พ่อน้องโจ วันที่: 21 สิงหาคม 2550 เวลา:11:53:03 น.  

 
คุณแพนด้าฯ ... พูดถึงยืนอ่านหนังสือบนรถเมล์ได้ ผมนึกถึงเพื่อนผมคนหนึ่งที่บ้านอยู่ใกล้กัน ขึ้นรถเมล์กลับบ้านด้วยกันเกือบทุกวัน เขาสามารถยืนหลับได้ครับ! เก่งมากๆ

เพื่อนผมคนนี้ ตอนนี้กลายเป็นหมอผ่าตัดสมองไปแล้ว เก่งจริงๆ


โดย: คนทับแก้ว วันที่: 21 สิงหาคม 2550 เวลา:12:02:04 น.  

 


อ่านแล้วนึกถึงตัวเองสมัยตอนเป็นนักศึกษาค่ะ บางครั้งฝนเองก็ทำตัวอย่างที่อาจารย์พูดนี่แหละ ฝนขอเรียกว่าอาจารย์แล้วกันนะคะ

แต่พอได้มาอ่านในบล๊อกนี้แล้วทำให้ฝนได้เห็นภาพ และคิดว่าในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ฝนมองข้ามนั้น บางครั้งเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ควรมองข้าม เพราะมันเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้เราเป็นคนมีระเบียบวินัย และรอบคอบกับสิ่งที่ทำ การเจอปัญหาเล็กๆ น้อยๆ อย่างแค่หาเชือกดึงผ้าม่านไม่เจอ แล้วกลับมานั่งที่โดยไม่ไม่ยอมหาให้ถี่ถ้วนอีกครั้ง เห็นว่าปัญหาเล็กๆ แค่นี้ยังทำไม่ได้ แก้ไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับปัญหาใหญ่ๆ ที่รออยู่ข้างหน้านะคะ

เป็น ครู บา อาจารย์ เนี่ยตอนนี้ฝนเข้าใจเลยว่ายากมาก ที่จะฝึกให้นักเรียนคนนึง เดินไปในเส้นทางที่ท่านวางเอาไว้ เพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว เพียงเพราะอยากให้เด็กนักเรียนในความดูแล เป็นคนดี ได้ดีในอนาคต

แต่ก็อย่างว่าค่ะมันเป็นสิ่งที่ยาก เพราะว่ามีหลายคนในห้อง มาจากต่างสถานที่ ต่างครอบครัว แต่ก็คงต้องค่อยๆ บอก ค่อยๆ สอน ค่อยๆ เตือนกันไปนะคะ เพราะฝนเชื่อว่าบางคนเค้าก็คิดได้กับคำพูดของอาจารย์ค่ะ

สมมติ ๔๐ คนในห้อง มีซัก ๑๐ คนที่คิดได้ ทำได้ ฝนถือว่าก็โอเคแล้วนะคะ ดีกว่าไม่มีเลยซักคน



โดย: Malee30 วันที่: 21 สิงหาคม 2550 เวลา:13:48:30 น.  

 
^
^
คุณฝนครับ... 10 คนจาก 40 คนนี่ ถือว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ที่เยอะมากเลยนะครับ

เมื่อก่อนตอนที่เริ่มสอนใหม่ๆ ผมก็หวังว่าสอนร้อยคน จะให้รู้เรื่องสัก 80-90 คน

แต่พอได้ตื่นจากความฝัน เข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง ตอนนี้ผมคิดว่า สอนร้อยคน รู้เรื่องทั้งหมดสัก 5 คนนี่ก็ใช้ได้แล้ว อีกครึ่งหนึ่งก็รู้เรื่องสักครึ่งหนึ่งที่เราสอน ส่วนที่เหลือ...

ต้องทำใจครับ

เราเองก็ตั้งใจสอน เตรียมการสอนให้ดีที่สุด แต่อีกส่วนหนึ่งก็ต้องเผื่อใจไว้สำหรับนักเรียนส่วนหนึ่งที่ขี้เกียจเองด้วย ไม่เก็บเอานักเรียนส่วนนี้มาเครียดหรือตำหนิตัวเองที่ทำให้เขารู้เรื่องทั้งหมดไม่ได้

ถ้าไม่คิดอย่างนี้ มีหวังเครียดแย่ แล้วก็เป็นการเครียดแบบลืมนึกถึงความเป็นจริงด้วยว่า สุดท้ายแล้ว นักเรียนก็ไม่ได้ขยันเรียนหมดทุกคน บางคนทั้งว่า ทั้งปลอบ ทั้งชักแม่น้ำทั้งห้ามาจูงใจสารพัด ก็ยังขุนไม่ขึ้นอยู่ดี

แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังคงพยายามหาทางปรับปรุงตัวเองต่อไป หวังว่าสักวันจะเป็นคนที่สอนเก่งถึงขนาดที่สามารถขุนให้คนที่ขี้เกียจหันมาตั้งใจเรียนได้


โดย: คนทับแก้ว วันที่: 21 สิงหาคม 2550 เวลา:16:42:19 น.  

 
ผมขอยืนยันกับ อ.จ ครับว่า ไม่ใช่เรื่องเล็กๆแน่นอนครับ

อ.จ คือคนที่มาสอนวิชาความรู้ และ สอนการใช้ชีวิต

ผมเป็นกำลังใจให้ อาจารย์ ครับ

อย่างไรก็ตาม ผมเป็นคนเลื่อนเก้าอี้เก็บน่ะครับ



โดย: เด็กผู้ชายที่ไม่เตะบอลตอนกลางวัน (kanapo ) วันที่: 21 สิงหาคม 2550 เวลา:17:33:13 น.  

 
ทั้งหมดทั้งสิ้น นิดว่านะค่ะว่า คุณครูนอกจากจะให้ศิษย์ได้รับความรู้ภายในห้องแล้ว การสังเกตและการสอนในสิ่งที่หนังสือไม่มีให้นี่ล่ะค่ะสำคัญ เพราะศิษย์จะใช้เวลาในสถานศึกษามากพอๆ กับการได้อยู่บ้าน เค้าถึงได้ว่าคุณครูก็คือพ่อแม่คนที่สองที่ต้องดูแลแทนพ่อแม่จริงๆ ของ (ลูก) ศิษย์ค่ะ


เรื่องการสังเกตพฤติกรรมของเด็กสมัยนี้ จะว่าไปแล้วมันก็ไม่ได้หมายถึงว่าเราแก่ขึ้นค่ะ แต่หมายถึงว่าเราเห็นอะไรมามากมาย เห็นเหตุเลยเห็นผลมานักต่อนักอะไรดีก็ว่าดี อะไรไม่ได้ดีก็อยากแก้ให้มันดีขึ้น ยิ่งเป็นนักเรียนนักศึกษาเรืองเล็กๆ น้อยๆ ล่ะค่ะสำคัญนักเลย เพราะว่าเจออะไรไม่ดีถ้ายังสามารถสอนและเตือนกันได้มันก็คงจะดี เพราะการโตไปกว่านี้ ต้องเข้าสังคมมันมีอะไรมากมาย การดัดนิสัยคงจะทำได้ยาก (ดูอย่างผู้ใหญ่สมัยนี้สิค่ะ แก่แต่ตัว นิสัยยังเสียมีให้เห็นเกลื่อนเมืองเลยค่ะ)


อีกอย่าง สังเกตว่าเดี๋ยวนี้เรื่องน้ำใจ เรื่องของการเกรงใจของคนเรานี้มีน้อยลง ทำอะไรเลยเห็นแก่ตัว ไม่คิดถึงคนอื่นมีมากขึ้น มาซะจนบางทีเราคิดว่า เฮ้ย นี่มันเป็นอะไรแล้วล่ะเนีย่ .... ที่เจอเยอะมากเลยก็เรื่องขับรถนี่ล่ะคะ เห็นแก่ตัวมากมาย ขับรถไม่เกรงใจคนอื่น ปาดซ้าย ป่ายขวา หยุดไม่หยุด ดีแต่เร่งตอนไฟเหลือง มากมายค่ะ เห็นแล้วก็ได้แต่หงุดหงิดกับพฤติกรรมของคน และที่เจอบ่อยๆ ก็เรื่องลิฟต์นี่ล่ะคะที่ทำให้อารมณ์เสีย ยืนรอลิฟต์แล้วลิฟต์มา ตัวเองก็เข้าไป คนวิ่งมาทีหลังแทนที่จะกดรอ กลับกดให้ประตูปิด แบบนี้ถ้าไม่บ่นก็บ้าแล้วละค่ะ


โดย: JewNid วันที่: 21 สิงหาคม 2550 เวลา:19:04:02 น.  

 
จริงค่ะ ที่พฤติกรรมของเเต่ละคนจะถูกเเสดงออกถึงการถูกอบรมสั่งสอนหรือจิตใต้สำนึกของบุคคลผู้นั้น

การเข้าลิพ ถ้ามีท่านอาจารย์เข้ามาในลิฟ นักเรียนต้องให้เกียรติ์ท่านอาวุโสค่ะ
เรื่องนี้รับไม่ได้ ถึงเเม้จะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม เเทบไม่น่าเชื่อ
อเมริกา ถึงเเม้เป็นประเทศที่มีอิสระ เเต่เรื่องมารยาทเช่นนี้ ไม่เห็นทำกัน
ยิ่งอาจารย์ถึงไม่ได้สอน เเต่ลักษณะท่าทางพอทราบค่ะ ให้เกรียติ์กันเสมอ

ส่วนที่ญี่ปุ่น (พูดถึงนักเรียนชั้นต่ำกว่ามัธยมปลายนะคะ ) ขนาดเด็กเดินผ่านอาจารย์ยังต้องคารวะโดยการก้มโค้งให้ ถึงเเม้จะไม่ได้เป็นอาจารย์ที่สอนตนก็ตาม

ขอบคุณมากค่ะ ที่นำเรื่องที่คนภายนอกไม่มีโอกาสได้ทราบ เป็นความรู้ที่น่าสนใจมาก

ปล หายไปสักพักนะคะ กำลังยุ่งเรื่องเรียนค่ะ เเต่มีโอกาสต้องวิ่งมาหาด่วนค่ะ


โดย: ELiiCA วันที่: 21 สิงหาคม 2550 เวลา:19:47:40 น.  

 
เด็กสมัยนี้เป็นอะไรไปกันหมดแล้ว คุณย่าฟังเพื่อนเล่าพฤติกรรมในห้องเรียนของเด็กคณะศึกษาบ่อย ๆ
หวังว่าเจ้าเก็ตโตขึ้นมันคงเป็นเด็กมีน้ำใจอ่านะ พยายามสอนมานเยอะ ๆ ไม่รู้จะเข้าหูซ้ายทะลุหูขวารึเปล่า กลัวลูกจะถูกคนตำหนิว่า "พ่อแม่ไม่สั่งสอนอ่านะ"
แต่อาจารย์อึดจังเลยอ่า ไฟดับ เปิดแอร์ เปิดพัดลมไม่ได้ก็ยังจะสอน ขอปรบมือให้พ่อพิมพ์ของชาติค่า ^^


โดย: คุณย่า วันที่: 22 สิงหาคม 2550 เวลา:6:05:46 น.  

 
ฮ่าๆๆๆ
ตามกลับมาขำที่อาจารย์เล่าเรื่องเดินแจกข้อสอบให้นักศึกษาพร้อมใบเซ็นชื่อ แต่ไม่มีใครยกมือไหว้เลย...
ที่ขำเพราะเพิ่งเจอไปเมื่อวันก่อนเองค่ะ นักศึกษา 60 คน จำได้ว่ามียกมือไหว้อยู่ 5 คน

จริงค่ะ..ไม่ใช่ว่าเราจะเจ้ายศเจ้าอย่าง แต่เราจำได้ว่าสมัยเราเป็นนักศึกษาเราทำอย่างนั้นมาก่อน ไหว้อาจารย์ทุกครั้งที่อาจารย์ส่งของให้ เสียสละให้อาจารย์เข้าลิฟต์หรือเดินขึ้นบันไดไปก่อน ลุกให้อาจารย์นั่งก่อน ค้อมตัวเวลาเดินผ่าน ฯลฯ....ซึ่งตอนนี้ก็ยังทำถ้าเจอะเจอคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นครูบาอาจารย์ กับแม่บ้านภารโรงก็ยังทำ เพราะพ่อแม่สั่งสอนจนเข้าเส้น สมัยเด็กๆถ้าเสียมารยาทจะโดนดุหรือไม่ก็โดนตี เมื่อก่อนเบื่อมากว่าทำไมแม่ต้องเข้มงวดขนาดนี้ แต่เดี๋ยวนี้นึกขอบคุณแม่เสมอ เวลาใครชมก็จะบอกพ่อแม่สอนมาอย่างนี้....

เราไปสอนเด็กสถานพินิจบ่อยๆ เจ้าพวกนี้หน้าตาโหดๆกันทั้งนั้น แต่มารยาทดีอ่อนน้อมมาก ไหว้สวย พูดเพราะ คอยดูแลครูบาอาจารย์เป็นอย่างดี จะลุกจะนั่งคอยจัดหาที่นั่ง เสียสละให้ครูก่อนเสมอ เทกแคร์ครูเต็มที่(แววตาบอกความเต็มใจ)
เฮ้อ.....
บางคนอาจจะบอก..อ้าวก็เด็กมันอยู่สถานพินิจมันก็ต้องถูกคุ้มเข้ม ถูกบังคับมันก็ต้องทำตัวดีเป็นธรรมดา
แหม..แล้วต้องให้ถูกบังคับถึงจะดีได้งั้นเหรอ?
นักศึกษาเราน่ะต้องถูกบังคับด้วยเหรอ...

เพื่อนเราที่เป็นอาจารย์ทับแก้วอีกคณะบ่นให้ฟังน่ะยิ่งกว่าที่อาจารย์เจออีกค่ะ
มาสายแล้วยังไร้มารยาท ไม่ขออนุญาตเข้าห้อง เดินเข้าเดินออก บางคู่(แฟนกัน)ถึงขนาดนั่งตักเรียนกันเลย เพื่อนเราต้องไล่ให้กลับไปนั่งตักกันที่หอ "ไม่ต้องรงต้องเรียนมันแล้ว" ฮ่าๆๆ และอีกสารพัดพฤติกรรมน่าปวดหัว

แต่นั่นล่ะนะ
ยังไงครูบาอาจารย์ก็ต้องทำหน้าที่กันต่อไป
ถ้าไม่ทำ..ก็อาจจะแย่กว่านี้
สิบคน..ช่วยได้ซักคนก็ยังดีนะคะ

บ่นอีกแล้ว ฮ่าๆๆๆ


โดย: mrs.postman วันที่: 22 สิงหาคม 2550 เวลา:8:57:54 น.  

 



โดย: จอมแก่นแสนซน วันที่: 22 สิงหาคม 2550 เวลา:23:24:17 น.  

 
ไม่รู้สิครับ บางทีผมก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมีมารยาทเท่าไหร่ แต่ผมว่าการแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ มันไม่สำคัญเท่าความรู้สึกนึกคิด หรือการปฏิบัติต่อกันอย่างจริงใจ

อย่างเราเคารพใคร เราไม่ไหว้ก็ได้ ผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับตรงนั้นแต่เราปฎิบัติต่อเขาอย่างให้เกียรติ และให้ความเคารพมากกว่า



โดย: calcium_kid วันที่: 23 สิงหาคม 2550 เวลา:13:29:14 น.  

 
อ่านแล้วก็แทงใจดำตัวเอง


ผมว่าคงจะมีคนที่ลุกอยากออกไปเปิดม่านล่ะครับ เพียงแต่ว่ามันมีตัวอะไรค้ำคอเท่านั้นเอง กลัวเท่มั้ง(อันนี้ผมมองจากมุมมองของผมนะครับ ^^")


ผมเป้นคนนึงที่ไม่ค่อยได้สังเกตอะไรรอบข้างมากมาย อาจจะด้วยเพราะที่เป็นคนที่สมาธิสั้นมั้งครับ เลยเรื่องตั๋วรถเมล์นี่ เห็นด้วยเลย การจะเก็บไปทิ้งขยะมันยากเย็นมากเลยรึไงก็ไม่รู้ บางทีเป็นถุงลูกชิ้น+น้ำจิ้มลอยออกมาจากรถเมล์ก็มี(ซะงั้น - -")


เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเริ่มพิมพ์ออกนอกเรื่องอีกแล้วแฮะครับ


โดย: สตอเบอร์รี่นมเขย่า (<Strawberry Milk Shake> ) วันที่: 23 สิงหาคม 2550 เวลา:17:09:43 น.  

 
อ่านแล้วต่อมระเบียบจัดจี๊ดเลยค่ะอาจารย์
กระต่ายก็เป็นพวกทนความไร้ระเบียบไม่ได้
ยิ่งเมื่อก่อนขึ้นรถเมล์ พอขึ้นปุ๊บ เค้ายืนออกันอยู่ข้างหน้า
ไม่ยอมชิดใน แบบที่อาจารย์ว่ามาเปี๊ยบเลย


เห็นด้วยกับอาจารย์หลายอย่างเลยค่ะ
เอ๊ะ..หรือเราๆจะแก่กันแล้วคะเนี่ย
ขี้บ่นกันจริงๆเลย


โดย: กระต่ายลงพุง วันที่: 24 สิงหาคม 2550 เวลา:20:38:57 น.  

 
ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่จริงๆแล้วเป็นเรื่องใหญ่มากนะคะ ถ้าเราไม่ร่วมมือกันส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมที่ดีให้กับพวกเขา
เพราะเขาคืออนาคตของชาติในวันข้างหน้า


โดย: ซออู้ วันที่: 25 สิงหาคม 2550 เวลา:19:03:49 น.  

 
เรื่องมารยาทนี่ สิ่งที่คิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆเเต่จะติดเป็นลักษณะประจำตัวไป
เช่นเวลาไปรับทานอาหาร ร้านหรูหรือไม่ก็ตามจะเป็นนิสัยที่ต้องเลื่อนเก้าอี้เก็บให้เรียบร้อยเมื่อจะลุกออกไป

ยังเคยถูกเพื่อนว่า ไม่จำเป็นต้องทำ เพราะเป็นหน้าที่ของพนักงานในร้าน
เห็นคนที่ทานอาหารเสร็จ เก้าอี้กระจายเเละไม่ยอมหันหลังมาดูสภาพของที่เราได้ใช้
กลับรู้สึกอึดอัดที่ทำไมคนส่วนมากคิดเช่นนั้นว่าได้จ่ายเงินให้กับร้านอาหารเเล้ว
เเต่เราทำไปเพื่อความเรียบร้อยในมารยาทของลูกค้าเท่านั้น

คิดได้อีกเรื่องนึงค่ะ ในรถเมล์ที่ซานฟราน
ก็ทราบอยู่เเล้วว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวเเละมีชาวต่างชาติทั่วโลกมาเที่ยวชม
ส่วนพลเมืองจะเป็นคนเอเซียเป็นส่วนใหญ่

ขณะที่นั่งอยู่ในรถเมล์ เสียงกรอบเเกลบ คนข้างๆคุยกันเป็นชาย ชาวจีน วัยสามสิบสองคน
เเต่มือนั้นนั่งบีบถั่วเเระทานกัน ดังป๊อกเเป้ะ

คิดไม่ถึงนะคะ ไม่เคยเห็นประเทศไหนทำกัน
เพราะ เเกะเปลือก ทิ้งตรงทางเดินที่ตัวเองนั่ง
ทำไมไม่ใส่เปลือกลงไปในถุงล่ะ?
ใครทำได้คะ ?ในรถเมล์สาธารณะ

เห็นเเล้ว อยากจะกล่าวอะไรถึงบรรพบุรุษทีเดียว

ปล ขออนุญาตปิดคอมเม้นส์ชั่วคราวที่บล็อกนะคะ
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ก็จะมารบกวนเช่นเคยค่ะ
รักษาสุขภาพนะคะ



โดย: ELiiCA วันที่: 25 สิงหาคม 2550 เวลา:22:45:50 น.  

 
อาจารย์คะ

อ่านอาจารย์ตอบเมนท์คุณฝน แล้วนึกถึงตัวเองตอนกลับไปสอนใหม่ๆ เครียดมาก เพราะตรวจข้อสอบแล้วเด็กได้คะแนนน้อยมาก มานั่งกลุ้ม นี่ฉันสอนแย่มากขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย หรือว่า ฉันกดคะแนน แต่ถ้ามันไม่ใช่ ไม่ถูกมันก็ให้คะแนนไม่ได้นิ คิดมาคิดไป จนปวดหัว



โดย: ปอ (O_Sole_mio ) วันที่: 26 สิงหาคม 2550 เวลา:21:46:02 น.  

 




สวัสดีตอนค่ำๆของ เนเธอร์แลนด์ นะจ้า


เวลาผันผ่าน อาจเปลี่ยนวันวานตามไปได้
แต่ตราบใดที่ มิตรภาพ ยังไม่เปลี่ยนไป
คำว่า " คิดถึง ห่วงใย " เขียนอย่างไร
ความหมายของคำนั้นไม่เคยเปลี่นแปลง



** ขอให้มีความสุขมากๆกับวันใหม่ของการทำงานนะจ้า **



โดย: จอมแก่นแสนซน วันที่: 27 สิงหาคม 2550 เวลา:0:33:49 น.  

 
อาจารย์เตือนนักเรียนไว้ดีแล้วค่ะ
สักวันหนึ่งเขาอาจจะคิดได้

่ความมักง่ายก็เป็นนิสัยอย่างนึง ซึ่งมักจะมีประจำตัวคนทั่วไปอยู่นะคะ
แต่เป็นนิสัยที่ไม่ดีเอาเสียเลย

เมื่อวานเพิ่งขึ้นรถเมล์ เห็นลุงแก่ๆ คนหนึ่งยืนไม่มีคนลุกให้นั่งเลย ทั้งที่รอบๆ มีแต่หนุ่มๆ สาวๆ นั่งอยู่ทั้งนั้น


โดย: rebel วันที่: 27 สิงหาคม 2550 เวลา:6:31:26 น.  

 
ปล. หงส์ฟอร์มแจ่มเลยนะคะ


โดย: rebel วันที่: 27 สิงหาคม 2550 เวลา:6:32:28 น.  

 
"คนทับแก้ว" สบายดีนะคะ
ยังไม่อัพบล็อกเนอะ...


โดย: ยิปซีสีน้ำเงิน วันที่: 28 สิงหาคม 2550 เวลา:2:19:30 น.  

 
เห็นใจคุณทับแก้วครับ เราก็หัวอกเดียวกัน เด็กเดี๋ยวนี้มันโหดขึ้นเรื่อย ๆ ต้องทำใจหน่อย เพลงของสตีฟ ไวล์ชุดนี้ผมก็เคยมีครับ เพราะและหลุดโลกดี


โดย: Johann sebastian Bach วันที่: 28 สิงหาคม 2550 เวลา:7:21:02 น.  

 
เรียนทุกท่าน

ช่วงนี้ผมยังงานยุ่งๆ อยู่เลยครับ ก็เลยยังไม่ได้เขียนอะไรใหม่ เรื่องสุดท้ายที่เขียนเก็บไว้ในสต๊อกก็คือเรื่องในบล็อกนี้นี่แหละครับ

แวะมาส่งข่าวครับว่าไม่ได้หายไปไหน ยังอยู่แถวๆ นี้ล่ะครับ

ขอบคุณที่ยังแวะเข้ามาเยี่ยมอยู่เรื่อยๆ ครับ


โดย: คนทับแก้ว วันที่: 28 สิงหาคม 2550 เวลา:10:07:24 น.  

 
เช็คแล้วแต่ไม่ได้รับค่า
สันนิษฐานว่ามีคำที่ระบบ BAN
รบกวนอีกทีนะคะ เหะๆ


โดย: แพนด้ามหาภัย วันที่: 28 สิงหาคม 2550 เวลา:11:34:02 น.  

 
อ๊ะๆๆ ได้รับแล้วค่ะ เดี๋ยวจะลองติดต่อทางคณะดู --ขอบคุณมากๆ เลยค่า


โดย: แพนด้ามหาภัย วันที่: 28 สิงหาคม 2550 เวลา:11:40:06 น.  

 




สวัสดีตอนเช้าของ เนเธอร์แลนด์ นะจ้า


เพียงแค่เราคิดถึง ห่วงใย กันห่างๆ
มิตรภาพของเราจะไม่จางห่างไปไหน
ถึงแม้เราจะอยู่ห่างกันไกลแสนไกล
แต่หัวใจจะสื่อถึงกัน...นิรันดร




** ขอให้มีความสุข และสุขภาพแข็งแรงนะจ้า **


จาร์ย มะต้องห่วงน๊า มีเวลาค่อยมานั่ง บ่นเฮียเขียนต่อก้ได้จ้า

จอมแก่น จะปูเสื่อ นั่งรอไปเรื่อยๆๆ ..


โดย: จอมแก่นแสนซน วันที่: 28 สิงหาคม 2550 เวลา:12:32:58 น.  

 
นั่นล่ะครับ
คือปรากฏการณ์ที่มีอยู่จริง
อย่าไปคิดให้ป่วยการเลยครับ ว่าจะเป็นเรื่องเล้กหรือเรื่องใหญ่
อะไรที่เราคิดว่า เราสามารถสอน เตือน หรือปลูกฝังความเป็นคนที่ดีแก่สังคม
ตามมาตรฐานที่เราเคยได้รับการอบรมสั่งสอนมา
ทำไปเถอะครับ
ไม่เช่นนั้น เราจะมาไม่สบายใจเองว่า
เราบกพร่องต่อหน้าที่ ที่ไม่สอน ไม่เตือน พวกเค้า


โดย: กุมภีน วันที่: 28 สิงหาคม 2550 เวลา:12:53:41 น.  

 
แวะเข้ามาสวัสดีอาจารย์ครับ



โดย: เด็กผู้ชายที่ไม่เตะบอลตอนกลางวัน (kanapo ) วันที่: 28 สิงหาคม 2550 เวลา:13:21:38 น.  

 
หวัดดีค่ะอาจารย์ ไม่ได้เข้ามาเสียนานเลย



อ่านแล้วฮาแตกเลย นึกถึงภาพคนที่อยู่ในห้องโดนเผา
(พอดีว่าไม่ได้เรียนด้วย)

อ่านไปก็ขำไป

เรื่องเปิดผ้าม่าน-หน้าต่าง ที่ไม่ลุกไปเปิดอาจเป็นเพราะกลัวเพื่อนว่าโชว์พาวรึเปล่า(หนูก็กลัว)

เรื่องไหว้ตอนแจกข้อสอบ ก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมไม่ไหว้อาจารย์กันเลย (แต่หนูไหว้ทุกครั้งนะ)

เรื่องจารย์ขี้บ่น ก็เคยได้ยินเพื่อนมันพูดแบบที่อาจารย์ว่าด้านบนนั่นแหละ แต่หนูก็ว่าบางอย่างมันก็สมควรบ่นเพราะรู้สึกว่าไม่ค่อยมีวินัยกันเลย ขนาดเป็นนักศึกษาด้วยกันยังขัดใจเลย แล้วถ้าเป็นอาจารย์จะขนาดไหน(จริงไหมคะ)



โดย: marlboro_me4 IP: 203.150.119.241 วันที่: 28 สิงหาคม 2550 เวลา:18:18:28 น.  

 

เรื่องวันนี้ ถูกใจครับ อยากให้มีคนในบล๊อกมาอ่านกันเยอะๆ

ผมคิดเกี่ยวกับเรื่องน้ำใจ ที่คนมีกันน้อยลง

ผมคิดเรื่องความสะดวกสบายของตัวเอง ที่อยากจะให้ตัวเองได้ในสิ่งที่หวังก่อน คนอื่นช่างมัน

ผมคิดเรื่องการเริ่มต้นทำดีอะไรสักอย่าง ที่ไม่ค่อยจะกล้าเริ่มทำ อาจอาย เขิน ขี้เกียจ

ผมคิดเรื่องการเคารพให้เกียรติอาจารย์ ที่น้อยลงกว่านักศึกษาในสมัยก่อน


สาเหตุก็มีหลาย ทั้งการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ ฐานะความเป็นอยู่ที่บางคนไม่ต้องออกแรงทำงานบ้านอะไรเลย และสภาพสังคมที่มุ่งแต่เรื่องความสะดวกสบาย ….โฮะโฮะ ไม่มีแอร์ นักศึกษาไม่ชอบเรียน ...ให้ยกเก้าอี้ นักศึกษาไม่ชอบยก ....ให้เปิดม่านสกปรก นักศึกษาไม่ชอบทำ ....รวมทั้งให้มาเรียนในวันหยุด นักศึกษาไม่ชอบเรียนครับคนทับแก้ว


โดย: yyswim วันที่: 28 สิงหาคม 2550 เวลา:20:48:30 น.  

 
เด็กสมัยนี้ส่วนใหญ่เป็นอย่างนี้แหละค่ะ เอาตามแต่ใจตัวเองเป็นหลัก ไม่สนว่าคนอื่นจะเป็นอย่างไรน่ะค่ะ เหอๆ


ทำใจค่ะ ทำใจ ใครทำดีได้ก็สนับสนุนเค้าค่ะ




อ้อ..เรื่องเรียนวิชาชีพ ถ้าไม่ใช่เสาร์-อาทิตย์ เราคงไม่สามารถอะค่ะ แหะๆ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 29 สิงหาคม 2550 เวลา:12:36:45 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

คนทับแก้ว
Location :
นครปฐม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






ศิลปิน: เฉลียง
เพลง: หวาน
ชุด: ปรากฏการณ์ฝน
ปี: 2525



Friends' blogs
[Add คนทับแก้ว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.