"The single best way to grow a better brain is through challenging problem solving." - Eric Jensen (1998), Teaching with the Brain in Mind
Group Blog
 
<<
เมษายน 2550
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
9 เมษายน 2550
 
All Blogs
 
ควันหลง เชงเม้ง

8 เม.ย. 2550



เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ที่บ้านผมไหว้บรรพบุรุษเนื่องในเทศกาลเชงเม้งเหมือนกับคนไทยเชื้อสายจีนคนอื่นๆ

เพียงแต่เราไหว้กันที่บ้าน ไม่ได้ไปไหว้ที่สุสานหรือฮวงซุ้ยเหมือนหลายๆ คน

เหตุที่ไหว้ที่บ้านก็เนื่องมาจากย่า หรืออาม่า ของผมนั่นเอง



เมื่อก่อนตอนเด็กๆ เราจะต้องขับรถจากบ้านที่กรุงเทพฯ ไปไหว้เหล่ากง (ปู่ทวด พ่อของปู่) กับอากง (ปู่) ที่สุสานในวัดลาดปลาเค้า และไปไหว้เหล่าม่า (ย่าทวด แม่ของปู่) ที่สุสานในวัดห้วยจรเข้

ทั้งสองวัดอยู่ที่จังหวัดนครปฐม บ้านเกิดของพ่อผม

ส่วนเหล่ากงกับเหล่าม่าที่เป็นพ่อแม่ของย่าผมนั้นไม่ได้ไปไหว้ และไม่รู้ด้วยว่าอยู่ที่ไหนแล้ว เพราะตามธรรมเนียมของคนจีนแล้ว เมื่อผู้หญิงแต่งงานออกเรือนไปก็จะกลายเป็นคนของบ้านของฝ่ายชายไป ต้องคอยดูแลพ่อแม่ของฝ่ายชายเป็นหลัก ส่วนพ่อแม่ของตัวเองก็ปล่อยให้เป็นภาระของพี่น้องผู้ชายไป

ดังนั้น บ้านไหนมีแต่ลูกสาว ไม่มีลูกชายเลย จึงเป็นเรื่องใหญ่และเป็นที่หัวเสียเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนจีน



เวลาไปไหว้ที่สุสาน นอกจากจะต้องเตรียมอาหารคาวหวาน ผลไม้ น้ำชา เหล้า กระดาษเงินกระดาษทอง ฯลฯ ไปไหว้แล้ว ก็จะต้องพกมีดพร้าและไม้กวาดไปด้วย เพื่อไปถากถางหญ้าและพวกวัชพืชที่ขึ้นรกรุงรัง และปัดกวาดบริเวณ "บ้าน" ให้สะอาด

บางปีก็จะพกเอาพู่กันและสีโปสเตอร์สีเขียวสีแดงไปด้วย เพื่อไปเขียนตัวหนังสือที่เป็นชื่อและข้อความต่างบนป้ายหินหน้าบ้าน ไม่ให้มันซีดจางไป

นอกจากนี้ ก็จะมีการประดับประดาบริเวณบ้านหรือหลุมฝังศพด้วยธงและกระดาษสายรุ้งหลากสี อาจมีการจุดประทัดให้อึกทึกครึกครื้นบ้าง นัยว่าจะให้เพื่อนบ้านของบรรพบุรุษได้รู้ว่า ลูกหลานบ้านนี้มาเยี่ยมแล้วนะ



ทุกปีที่ไปก็จะมีแต่บ้านผมเท่านั้นที่ไปไหว้ปู่ทวด ย่าทวด และปู่ ไม่เคยขาด ส่วนญาติและลูกหลานคนอื่นนั้น เท่าที่จำได้ ผมไม่เคยเห็นใครไปเลย

ที่จำได้ก็เพราะทุกครั้งที่บ้านผมไป เราจะต้องเป็นคนทำความสะอาด และประดับธงและกระดาษสายรุ้งทุกครั้ง ถ้ามีบ้านอื่นไป ก็คงจะต้องเห็นร่องรอยบ้าง

ก่อนที่ย่าผมจะเสียเมื่อประมาณ 18 ปีที่แล้ว ย่าบอกว่าเมื่อถึงเวลาของเขา ให้เผา ไม่ต้องเอาไปฝังเหมือนปู่ทวด ย่าทวด และปู่ ย่าเขาคงกลัวว่าถ้าอีกหน่อยพ่อแม่ผมไม่อยู่แล้ว จะเป็นภาระของผมกับน้องชาย เกิดอีกหน่อยพวกผมสองคนมีภาระมากขึ้นจนไม่ได้ไปไหว้เป็นประจำทุกปีเหมือนที่เคยทำ บรรพบุรุษก็จะกลายเป็นผีไม่มีญาติไป ไม่ดีแน่

ด้วยวิสัยทัศน์อันทันสมัยของย่า (ทั้งๆ ที่เป็นคนจีนรุ่นเก่า หนังสือหนังหาก็ไม่มีโอกาสเรียน) ย่าก็เลยบอกว่า พอเผาเขาเสร็จ ก็ให้ไปขุดเอากระดูกของปู่ทวด ย่าทวด และปู่ ขึ้นมาเผาด้วย แล้วก็เอาเถ้าอัฐิไปลอยน้ำพร้อมๆ กันทีเดียว

ย่าบอกว่า "เดี๋ยวอั๊วะไปคุยกับเขาเอง ไม่ต้องห่วง"



ทุกวันนี้ เวลาถึงช่วงของวันเชงเม้ง ที่บ้านผมก็จะไหว้กันที่บ้าน มีหิ้งบูชาที่มีรูปปู่กับย่าตั้งอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นที่สิงสถิตย์ของวิญญาณบรรพบุรุษโดยรวมไปด้วยในตัว

โดยส่วนตัวแล้ว ผมเห็นด้วยกับสิ่งที่ย่าสั่งไว้ก่อนตาย

ไม่ใช่เพราะว่าผมกับน้องชายขี้เกียจไปไหว้ทุกปีหรอกครับ เพราะพวกผมไม่มีทางคิดอย่างนั้น

แต่ผมคิดว่า การที่บรรพบุรุษจะได้เจอหน้าลูกหลานเพียงแค่ปีละครั้งนั้น มันหดหู่เกินไป

ตอนนี้ การมีหิ้งบูชาบรรพบุรุษที่บ้าน เราสามารถเจอกัน ทักทายกันได้ทุกวัน ส่วนบรรพบุรุษเองก็น่าจะมีอิสระมากกว่าแต่ก่อน นึกอยากจะไปไหนมาไหนก็ไปได้ตามใจปรารถนา ไม่ต้องอยู่ประจำที่หลุมของตัวเองเหมือนถูกจองจำ

ผมชอบแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มากกว่า




Create Date : 09 เมษายน 2550
Last Update : 9 เมษายน 2550 10:48:55 น. 17 comments
Counter : 460 Pageviews.

 
เพิ่งรู้นะคะว่าอาจารย์มีเชื้อจีนด้วย ความกตัญญูเป็นคุณธรรมที่ดีมากค่ะ การไหว้บรรพบุรุษไหว้ได้ทุกวันตามแต่สะดวก ไม่จำเป็นต้องช่วงเทศกาลอย่างเดียว
ขอบคุณในน้ำใจของอาจารย์ด้วยค่ะ กลับมาเขียนบล้อกได้แล้วแม้ยังไม่เต็มร้อย


โดย: ซออู้ วันที่: 9 เมษายน 2550 เวลา:10:57:41 น.  

 
แวะมาทักทายค่ะ

ของเราก็ไหว้ที่บ้านเช่นกันพร้อมหน้าพร้อมตากันดี


โดย: เพียงแค่เหงา วันที่: 9 เมษายน 2550 เวลา:11:21:44 น.  

 
อาม่าคุณคนทับแก้วนี่มองการณ์ไกลจริงๆคับ


โดย: หลั่มหมั่นเหม่ง วันที่: 9 เมษายน 2550 เวลา:11:36:54 น.  

 
เมื่อวันก่อนก็คุยกับรุ่นพี่คนนึงเกี่ยวกับเรื่องเชเม้งเหมือนกันครับ
ก็คิดคล้ายๆ อาจารย์เหมือนกัน เรื่องที่ว่าถ้าตัวเองตายเมือ่ไหร่
ก็คงจะไม่ซื้อที่ดินไว้ฝังตัวเองหรอก
อยากให้ญาติพี่น้องคนที่ยังอยู่ช่วย เผา ร่างให้มากกว่า

แต่ความคิดของอาจารย์พิเศษกว่าของพี่คนนั้นหน่อยก้ตรงที่บอกว่า

บรรพบุรุษเองก็น่าจะมีอิสระมากกว่าแต่ก่อน นึกอยากจะไปไหนมาไหนก็ไปได้ตามใจปรารถนา ไม่ต้องอยู่ประจำที่หลุมของตัวเองเหมือนถูกจองจำ

ชอบจังเลยครับ วิธีคิดแบบนี้
หลุดกรอบดี โพสท์โมเดิร์นมากๆ
ผมว่าจริงๆแล้วอาจารย์น่าจะได้รับอิทธิพลทางความคิดแบบโพสท์โมเดิร์น เช่นนี้จากย่าของอาจารย์แน่ๆเลย


โดย: กุมภีน วันที่: 9 เมษายน 2550 เวลา:12:28:13 น.  

 
ของเรา -- จะพาแม่ไปลอยที่ทะเลค่ะ แต่ยังไม่รู้ว่าทะเลไหนดีเท่านั้นเอง


โดย: แพนด้ามหาภัย วันที่: 9 เมษายน 2550 เวลา:21:03:51 น.  

 



สวัสดีตอนค่ำๆของ เนเธอร์แลนด์ นะจ้า

ไม่เข้าใจตัวเอง...เหมือนกัน
ว่าความอาทร....ผูกพัน
มันเกิดขึ้นตรง...จุดไหน
รู้แค่ว่า..คิดถึงและห่วงใย



** มีความสุขในการทำงานนะจ้า **


อะป๋า จอมแก่น ขอให้ไปลอยน้ำอะเพราะไม่อยากให้ลุกๆๆต้องลำบาก


โดย: จอมแก่นแสนซน วันที่: 10 เมษายน 2550 เวลา:2:15:10 น.  

 
เจ๊หลี เห็นด้วยกะอาม่า ของอาจารย์อย่างมั่ก ๆ นะคะ ถ้าเป็นเจ๊หลีโดยส่วนตัว ก็ไม่อยากให้ลูกหลานแบบภาระ เพราะหากทำงานอยู่คนละจังหวัดยิ่งไม่สะดวกใหญ่ ถ้าถึงรุ่น เหลนโหลน ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่รู้จักอาม่าอากง แน่
แถม เจ๊หลี ยังไม่เห็นด้วยกับ ระบบ คนจีน ที่ทำแบบกงสี คือ ทำรวมกันแล้วมาให้ลูก สะใภ้ หลาน ทำกินเงินเดือนกัน หลาย ๆ ชั่วรุ่น เจ๊หลี เห็นมีแต่ เห็นแก่ตัว โลภ จะ หาช่องทางกอบโกย จาก กงสีกันทั้งนั้น
เจ๊หลี เห็นด้วยกับการที่แยกกิจการ ไป เป็น ของ คน ๆ เดียว หรือ แบ่ง ออกไปเพื่อไปตั้งตัว กัน เพราะ หากเป็นของ ตัวเอง เค้าก็ ต้องพยายาม ทำกันให้ดีที่สุดอยู่แล้วจริงไม๊คะ อันนี้ จากที่เห็น ๆ มาหลาย ๆ ครอบครัว นะคะ แต่เจ๊หลี เป็นผู้หญิงในครอบครัวคนจีน ก็ไม่ได้มีบทบาทไร มาก นอกจากแต่งแล้วแก ก็ไป เป็นคนของคนอื่น ซะ แต่สุดท้าย เจ๊หลีก็ เอาดี ได้ด้วยตัวเองหลายอย่างเลยจนปัจจุบันนี้ค่ะ อยู่ได้แบบ หากเลิกกะ สามี ก็ไม่กลับไปอยู่ ในบ้าน ครอบครัวจีน หรือ ไปอยู่บ้านพ่อแม่สามีแน่นอน ก็มีบ้านตัวเองอยู่แล้วนี่คะ


อ้อ เจ๊หลี ลืมบอกไป ว่าเจ๊หลี ก็คน นครปฐม นะคะ แม้ขณะนี้ก็อยู่ นครปฐม ตลอดค่ะ


โดย: กิน ๆ เที่ยว ๆ IP: 125.26.50.180 วันที่: 10 เมษายน 2550 เวลา:7:33:41 น.  

 

รู้สึกจะคล้ายกันหลายอย่างครับ คนทับแก้ว

หลุมของก๋ง(ปู่)ของผม อยู่ที่เกาะสมุย ย่าของผมเป็นคนไทย หลุม อยู่ทางไปหน้าเมือง หัวถนน ละไม อยู่เชิงเขาริมถนนเลย

เช้งเม้ง ของตระกูลผม ทำไปเมื่อวันที่ 5 เมษายนของทุกปี แต่ผมและครอบครัวผมไม่ได้ไปในปีนี้ครับ

เพราะวันที่ 6 เมษายน ผมนำเถ้ากระดูกของคุณพ่อผมไปบรรจุ ณ ช่องบรรจุอัฐิ ที่วัดใกล้บ้านของคุณแม่ นนทบุรี

เช้งเม้ง ปีก่อนๆๆๆ ผมก็ไปบ้างในบางปี พี่ชายของผม ซิ จะเป็นตัวแทนของคุณพ่อ ไปทุกปี

ส่วนใหญ่จะไปถึง สายๆของวันที่ 4 เมษายน ตอนเย็นและกลางคืน ก็รับประทานอาหารกันริมทะเล ที่บ้านตลิ่งงาม บ้านของก๋ง

เดี๋ยวนี้ อาหญิง คนที่มีที่ดินแถวๆแหลมสอ ช่วยดูแลบ้านก๋ง

พอสายๆของวันรุ่งขึ้น ก็ขับรถกันไปที่หลุมของก๋ง รถไปราวๆ 5-10 คัน ไปถึงก็จุดธูป จุดเทียนไหว้ มีจุดประทัดราวๆ 2,000 นัด แล้วก็ร่วมรับประทานอาหารเที่ยง ณ ที่หลุมของก๋ง

ที่บอกมาว่าคล้ายกัน ก็คือ ก่อนคุณพ่อของผมจะเสีย ท่านเป็นห่วงลูกหลาน ไม่อยากให้เดินทางไกล ไปปีละครั้ง

คุณพ่อซึ่งนับเป็นคนไทยคนหนึ่ง เพราะคุณย่าเป็นคนไทย(เป็นคนพื้นเพบรรบุรุษดั้งเดิมของเกาะสมุย) จึงบอกให้ทำศพโดยวิธีเผา และบรรจุศพไว้ที่วัดใกล้บ้าน ที่นนทบุรี บอกตั้งแต่ก่อนที่คุณพ่อจะเสียครับ

และผมยังนำเถ้ากระดูกของคุณพ่อ มาเก็บไว้ที่บ้านของผมด้วย เรียกได้ว่า ผมไหว้คุณพ่อได้ทุกวัน ซึ่งดีกว่า ก๋ง ที่ลูกหลานจะไปเช้งเม้ง ปีละครั้ง ไปทุกครั้งต้องจ้างคนงานถางหญ้า และจัดตกแต่งในบริเวณรอบๆ ทีหนึ่ง ทำให้ลูกๆหลานๆ ไม่ค่อยมีคนอยากไป

เพราะเดือนเมษา ที่เกาะสมุยร้อนมากๆ และคนก็ไปเที่ยวคึกคักมาก ไปครั้งหนึ่งรอคิวลงเรือเฟอรี่ราว 2-3 ชั่วโมง

คนทับแก้ว คงอ่านยาว

ที่คล้ายกัน ก็ เรามีเชื้อจีนเล็กน้อยเหมือนกัน อุอุ ผมมีเชื้อจีนไหหลำครับ แต่พูดและฟังจีน ไม่ได้เลยครับ


โดย: yyswim วันที่: 10 เมษายน 2550 เวลา:10:34:54 น.  

 
ตามมาเที่ยวอีกรอบค่ะ


โดย: กิน ๆ เที่ยว ๆ วันที่: 10 เมษายน 2550 เวลา:14:24:00 น.  

 
สวัสดีค่ะ

เราไม่ได้ไปเช็งเม้งกับที่บ้านนานหลายปีแล้วค่ะ (ตั้งแต่มาเรียนที่กรุงเทพฯ นี่หละมั้ง แหะๆ)

จำได้ว่าเช็งเม้งทีก็ได้กินอะไรอร่อยๆ ได้เจอญาติที่ร้อยวันพันปีไม่เคยได้เจอกัน แหะๆ



จขบ.ชอบบราวนี่เหรอคะ?


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 11 เมษายน 2550 เวลา:8:03:47 น.  

 
จุเป็นคนไทย+ลาว ที่มาอาศัยอยู่ในเมืองที่มีคนจีนมากที่สุดในภาคเหนือ อะไรๆ ก็แปลกๆ ไปหมด แปลกจนตอนนี้ไม่แปลก แต่ก็ไม่เคยเข้าใจอย่างถ่องแท้

เรื่องไหว้บรรพบุรุษนี่ เป็นอะไรที่ไกลตัวจุค่ะ แต่

ตรุษจีนนี่ เป็นอะไรที่จุเบื่อมากๆ มังกร สิงโต เข้าบ้านจุเผื่อเรี่ยไรเงิน โดยที่จุไม่ได้ร้องขอให้เข้ามาเลย แต่ดูเหมือนพวกเขาจะอ้างประเพณี ที่จุไม่รู้ไม่เห็น

และ มีอีกประเพณีหนึ่งที่จุชอบมากๆ คือ การศพสีแดง

งานศพสีแดงนี้ จุเคยทำออกอากาศมาแล้ว เป็นเรื่องของผู้สูงอายุของคนจีนที่อายุเกิน 100 ปี แล้วเสียชีวิต ญาติๆ จะไม่ใส่ชุดขาว ชุดดำ เพราะถือว่า ผู้เสียชีวิตเปลี่ยนภพกลายเป็นเซียนไปแล้ว จะไม่มีการเสียใจของการจากลาในครั้งนี้ เพราะฉะนั้น จึงต้องใส่สีแดง เพื่อความเป็นมงคลเพราะคนในครอบครัวได้กลายเป็นเซียนแล้ว จุว่าเป้นแนวปรัชญาที่น่าสนใจ ซึ่งคงต้องถกเถียงกันยาวถ้าจะจับเข่าคุยกันจริงๆ

แต่ปัจจุบัน มันก็มีภาวะอะไรบางอย่างมาสร้างกิเลสคนหรือครอบครัวของคนจีน เพราะจาก 100 ปี ก็กลับมา 90 ปี 80 ปี ก็จัดงานศพสีแดงกันแล้ว ประมาณว่า ครอบครัวฉันก็มีคนเป็นเซียนนะ

เป็นที่แน่นอนว่า งานศพสีแดงกลายมาเป็นแนวความคิดของความมีหน้าตาของคนในสังคมไป ดังนั้น อายุของงานการที่จะจัดงานศพสีแดงก็เลยต้องปรับเปลี่ยนไปตามคนที่อยู่ โดยให้เหตุผลสารพัด รวมถึงปรัชญาของการใช้ชีวิตในพุทธศาสนาด้วย


ช่วงนี้ งานศพ จุใส่สีขาวนะ ไม่ใส่ดำ สำหรับจุ คนที่ตายคือพ้นทุกข์แล้ว จุจะไปส่งเขาด้วยอโหสิกรรม และชุดขาวเพื่อแสดงความสะอาดไม่มีเรื่องต้องขุ่นข้องหมองใจต่อกัน

ไม่รู้ว่า ตัวเองคิดแปลกไปอีกหรือเปล่า


โดย: ju IP: 58.147.121.185 วันที่: 11 เมษายน 2550 เวลา:10:04:13 น.  

 
สวัสดีอีกรอบนะคะ

สำหรับเล่มนี้ ยังไงก็แนะนำว่า ไม่ควรอ่านอะไรก่อน (แม้แต่ปก) ให้ตรงเข้าไปที่เนื้อหาเลยค่ะ ไม่งั้นนี่ รู้จุดสำคัญของเรื่องก่อนแน่ๆ เหอๆ


ชอบทานช็อกฯ ขมเหรอคะ? เราชอบออกหวานง่ะ แหะๆ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 11 เมษายน 2550 เวลา:10:27:10 น.  

 
สวัสดีครับ แวะมาเยี่ยมนะครับ

เทศกาลเชงเม้งเป็นเทศกาลรวมญาติ เดี๋ยวเข้าเทศกาลสงกรานต์ก็เป็นเทศกาลรวมญาติอีกแล้วครับ

อิอิ


โดย: อาคุงกล่อง (อาคุงกล่อง ) วันที่: 11 เมษายน 2550 เวลา:14:12:36 น.  

 
สวัสดีค่ะ อาจารย์

ปอเป็นอีสานน่ะ (ลาว) ไม่มีเชงเม้ง ก็ปู่ ย่า ตา ก็เผาแล้วเอาอัฐิใส่เจย์ดีที่วัด (ไม่รู้ว่าจะการเปลืองพื้นที่ใช้สอยของวัดหรือเปล่า เพราะ เจย์ดีใหญ่มาก) แบ่งบางส่วนกลับบ้านด้วย เวลากลับบ้านไปเยี่ยมพ่อ-แม่ที่ขอนแก่น แม่จะต้องบอกให้ไปไหว้พระ แล้วก็ ปู่-ย่า ตา ทวด ก่อนจะกลับเยอรมัน หรือ กลับอุบลฯ ก็ต้องไหว้ลาก่อน

บ้านปอถือว่าสำคัญที่สุดก็คือ สงกรานต์ ต้องกลับไปเจอกันให้ได้ ปีใหม่ จะไปเที่ยวที่ไหนก็ไป แต่สงกรานต์ต้องอยู่กับที่บ้าน ไปไหว้ปู่-ย่า ที่วัด ด้วยกัน พร้อมกับครอบครัวของ ลุงๆ ป้าๆ

แล้วก็ไปกินข้าวนากัน ทำกินกันเองแบบง่ายๆ เมนูบังคับที่กินกันทุกปี ก็แสนจะธรรมดา ส้มตำลาว ขนมจีน-น้ำยาลาวอ่ะค่ะ แซบที่สุด ได้มีโอกาสเจอ ญาติๆ รุ่นราวคราวเดี่ยวกัน(ที่มีลูก มีเต้า กันไปหมดแล้ว เหลืออยู่คนเดียวเนี่ย)

นี่ไม่ได้ไปสงกรานต์กับที่บ้านมาปีนี้ปี ที่ 2 แล้ว ฮือ ฮือ ตกค้างอยู่ในด๋อยแลนด์นี่แหละค่ะ คิดถึงขนมจีน น้ำยาลาว แกงหน่อไม้ ซุบหน่อไม้ แกงเห็ดใส่ผักหวานจะแย่อยู่แล้วววว


โดย: ปอ (O_Sole_mio ) วันที่: 11 เมษายน 2550 เวลา:16:19:16 น.  

 
ไม่ไเด้มีเชื่อจีนกับเค้าซักนิดเลยค่ะ
แวะมาอ่านเอาแนวคิด...
น่าจะคล้ายๆกับที่เราไหว้อัฐิญาติผู้ใหญ่ในวันสงกรานต์อ่ะเนอะ


โดย: ทับแก้วเหมือนกันค่ะ ^ ^ (อย่างร้ายกาจ ) วันที่: 11 เมษายน 2550 เวลา:18:40:47 น.  

 
ฝนรักแม่กับยายมากท่านเสียไปแล้วทั้งสองคน
ฝนได้เอาเถ้ากระดูกและรูปท่านติดตัวมาที่นอร์เวย์ด้วยค่ะแบบว่า
เวลาคิดถึงท่านก็นึกในใจและก็พูดกับท่าน แล้วฝนก็ยังเอาเถ้า
กระดูกอัดทำเป็นจี้มาห้อยคอไว้ด้วยค่ะ ^^



... ...


โดย: Malee30 วันที่: 11 เมษายน 2550 เวลา:18:44:19 น.  

 


ก้าวเข้าสู่ ปีใหม่ ด้วยใจรอ

จงมุ่งหน้า อย่าท้อ อย่าถดถอย

เหมือนเวลา ยังเดินหน้า ไม่มาคอย

อดทนนิด ฝืนสู้หน่อย จะดีเอง




โดย: somnumberone วันที่: 12 เมษายน 2550 เวลา:5:24:06 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

คนทับแก้ว
Location :
นครปฐม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






ศิลปิน: เฉลียง
เพลง: หวาน
ชุด: ปรากฏการณ์ฝน
ปี: 2525



Friends' blogs
[Add คนทับแก้ว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.