"The single best way to grow a better brain is through challenging problem solving." - Eric Jensen (1998), Teaching with the Brain in Mind
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2550
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
7 สิงหาคม 2550
 
All Blogs
 
ทำไม "เราก้าวไม่ทันเขา"

6 ส.ค. 2550



ผมได้อ่านบทความในคอลัมน์ เห็นมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น เขียนโดยคุณ อนุภพ ใน นสพ. เดลินิวส์ ฉบับวันศุกร์ที่ 3 ส.ค. 2550

อ่านแล้วก็เห็นว่าเป็นบทความที่สรุปถึงสาเหตุที่ประเทศไทยเราล้าหลังชาวบ้านเขาอยู่หลายขุมได้ดีที่สุดบทความหนึ่ง สาเหตุทั้งห้าประการนั้น ผู้เขียนสรุปได้สั้น กระชับ และตรงประเด็น ก็เลยนำมาให้อ่านกัน

ถึงแม้ว่าบทความนี้จะมุ่งเน้นไปที่เรื่องของเศรษฐกิจ แต่ก็สามารถสะท้อนภาพรวมของสาเหตุของปัญหาในด้านอื่นๆ ของประเทศไทยได้ด้วย



ลักษณะของคนไทยนั้นเป็นคนที่ทำอะไร ลักลั่น ดัดจริต กล้าๆ กลัวๆ

เรื่องโกงกิน รับสินบน แซงคิว เอาเปรียบคนอื่น กลับกล้าทำ แต่เรื่องที่ควรจะกล้า เช่น ตัดสินใจทำหวยบนดินต่อไปเพื่อนำเงินมาอุดหนุนการศึกษาให้กับเยาวชนที่ด้อยโอกาสทางการเงิน กลับไม่กล้าทำ เพราะกลัวเจ็บตัว กลัวโดนหาว่าไม่ใช่คนดี ไม่ใช่คนธรรมะธัมโม มอมเมาประชาชน (ถ้าไม่นับเหตุผลในการกวาดล้างทุกสิ่งที่ได้ชื่อว่าเกิดขึ้นจากระบอบทักษิณ...)

ระยะสั้น โดนด่าแน่นอนจากคนบางกลุ่ม ภาครัฐก็ต้องกล้ารับคำด่า เพราะประโยชน์ที่ได้รับมันมากกว่า คนที่เสียไปแล้วอย่างผู้ใหญ่ที่ติดหวยก็ต้องปล่อยเขาไป พวกไม้แก่ดัดยากเหล่านั้น ไม่ว่าจะอยู่บนดินหรืออยู่ใต้ดิน เขาก็ต้องเสียเงินให้หวยอย่างแน่นอน ภาครัฐก็ไม่ควรจะปล่อยให้เงินส่วนนั้นเสียไปให้กับเจ้ามือหวยใต้ดิน ควรจะนำมาใช้ในการแก้ปัญหา ระยะยาว ในลักษณะ "อัฐยาย ซื้อขนมยาย" (ซึ่งก็ทำอยู่แล้วกับภาษีเหล้าและเงินที่ใช้รณรงค์ "เมาไม่ขับ") พวกไม้อ่อนที่ยังดัดได้จะได้มีโอกาสได้รับการศึกษาสูงๆ

ภาครัฐสามารถส่งเสริมให้เยาวชนเหล่านี้ไปเรียนในด้านที่เหมาะสมกับท้องถิ่นของเขา ได้รู้จักประกอบอาชีพที่เหมาะสมกับท้องถิ่นของเขา จะได้กระจายกันออกไปพัฒนาท้องถิ่นต่างๆ

เมื่อพวกไม้อ่อนเหล่านี้โตขึ้น รู้จักทำมากิน การตั้งความหวังลมๆ แล้งๆ เอาไว้กับหวยก็จะหายไป

ไม่ต้องไปห่วงไม้อ่อนรุ่นต่อๆ ไปหรอกครับว่ากองทุนหวยจะหมดไปเพราะคนเล่นหวยกันน้อยลง เพราะป่านนั้น ท้องถิ่นก็คงจะเจริญขึ้นมากพอสมควรแล้ว โอกาสในการศึกษาก็คงจะกระจายออกไปอย่างทั่วถึงพอสมควรแล้ว รายได้ของคนโดยทั่วไปก็คงจะพออยู่ได้ มีเหลือเอาไว้จ่ายเป็นค่าเทอมได้ ไม่ต้องไปพึ่งพากองทุนหวยอีกต่อไป







เราก้าวไม่ทันเขา
คอลัมน์ เห็นมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น เดลินิวส์ 3 ส.ค. 2550
โดย อนุภพ



มองเจาะลึกเข้าไปในเรื่องเศรษฐกิจของไทย ใครบอกว่าไม่น่าห่วง คงเชื่อได้ยาก

ไหน จะเรื่องบริษัทต่างชาติเริ่มหนีไปลงทุนในประเทศอื่น เพราะเขามีค่าแรงที่ถูกกว่า การเมืองก็มีเสถียรภาพมากกว่า รัฐบาลของเขาพยายามเสนอแรงจูงใจและมาตรการที่ดีกว่า เพื่อดึงดูดการลงทุนจากบริษัทต่างชาติ

ไหน ค่าเงินบาทจะแข็งตัวขึ้นจนผิดสังเกต ส่งผลเสียอย่างยิ่งต่อการส่งออกของไทย นอกจากนี้ ปัญหาดังกล่าวนี้ได้รับการแก้ไขที่ล่าช้ามาก

ไหน คนไทยด้วยกันเองเริ่มลดการใช้จ่าย ด้วยขาดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของชาติ ทั้งระยะเวลาที่ใกล้และไกล

จึงไม่แปลกที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาเปิดเผยว่า ยอดการจดทะเบียนนิติบุคคลในเดือน มิ.ย. 2550 ลดลงอย่างน่าตกใจเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว และมีบริษัทเลิกกิจการในเดือน มิ.ย. 2550 ทั่วประเทศเพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีที่แล้วอีกด้วย

มองไปถึงความพยายามของประเทศอื่นๆ ในเอเชียที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศของเขาแล้ว ยิ่งน่าเป็นห่วงเข้าไปใหญ่

นายอับดุลลาห์ อาห์หมัด บาดาวี นายกรัฐมนตรีของ มาเลเซีย ได้ประกาศแผนแม่บท การพัฒนาโครงการเศรษฐกิจนอร์ธเทิร์น คอริคอร์ มูลค่า 1.68 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจทางตอนเหนือในรัฐปะลิส เกดะห์ ปีนัง และ เประ ของประเทศ

นับจากนี้ไป 18 ปี โครงการนี้จะเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันกับจีนและเวียดนาม อันจะส่งผลให้มีการสร้างงานเพิ่มขึ้น 1 ล้านตำแหน่งภายใน 10 ปี สำหรับมาเลเซีย

มาเลเซียจะเสนอแรงจูงใจพิเศษเพื่อดึงดูดบริษัทต่างชาติให้มาตั้งโรงงานในตอนเหนือของประเทศ และจะเสนอ แรงจูงใจทางการเงินเพื่อส่งเสริมให้มีการเปลี่ยนผ่านทางเกษตรกรรมโดยเน้นการประหยัดอันเกิดจากขนาดเป็นสำคัญ

ก่อนพัฒนาในตอนเหนือ มาเลเซียได้ประกาศ โครงการพัฒนาอิสกันดาร์ ในรัฐยะโฮร์ ทางตอนใต้ เพื่อดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติและพัฒนาให้เป็นเขตเมืองใหญ่แห่งใหม่ที่อยู่คนละฟากกับช่องแคบสิงคโปร์ไปเรียบร้อยแล้ว

เกาหลีใต้ ก็มาแรงเช่นกัน รัฐบาลของเขาได้ออกมาตรการลดหย่อนภาษีให้แก่เจ้าของที่นาที่สร้างสนามกอล์ฟ เพื่อลดการเดินทางของคนเกาหลีใต้ที่ไปเล่นกอล์ฟต่างประเทศ จนทำให้ประเทศของเขาขาดดุลบริการไปเรียบร้อยแล้ว จากข้อมูลพบว่า ปีที่แล้ว ชาวเกาหลีใต้เดินทางออกไปเล่นกอล์ฟยังต่างประเทศมากถึง 6.35 แสนคน ใช้เงินมากถึง 1.18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่เกาหลีใต้สนับสนุนเรื่องสนามกอล์ฟ ไทยได้มีการเสนอให้เก็บภาษีสนามกอล์ฟและ สนามไดรฟ์กอล์ฟเพิ่มขึ้น เพราะบอกว่าเป็นแหล่งทำลายสุขภาพ มันช่างน่าสังเวชเสียจริง

สิงคโปร์ ก็แรงไม่เบา ได้เริ่มสร้างกาสิโนขนาดยักษ์มากถึง 2 แห่ง เพื่อใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของคนต่างชาติ และป้องกันมิให้คนสิงคโปร์ออกไปเล่นการพนันที่ต่างประเทศ

คำถามมีว่า ทำไมบ้านเราจึงก้าวไม่ทันเขาในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ คำตอบคือ เป็นเพราะเหตุผล 5 ประการด้วยกัน

ประการแรก ความไม่กล้า รัฐบาลไทยหลายยุคหลายสมัย ไม่กล้าที่จะคิดหรือทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของชาติ ในขณะที่รัฐบาลของประเทศอื่นเขาพร้อมที่จะทำและแอ่นอกรับต่อคำวิจารณ์ถ้ามี เพราะเขาเชื่อมั่นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศของเขา

ประการที่สอง การไม่ยอมรับในความเป็นจริง จะขายหวยบนดินก็บอกว่ากลัวคนไทยจะเล่นการพนันมากขึ้น ทั้งๆ ที่ไม่มีหวยบนดิน พวกหวยใต้ดินต่างรวยกันอื้อซ่า จะเปิดบ่อนกาสิโนก็บอกว่าไม่ดี แต่คนไทยเดินทางไปเล่นการพนันที่พม่า เขมร และมาเก๊า กันเป็นว่าเล่น สิงคโปร์เขาก็รู้ว่าไม่ดี แต่เขายอมรับความเป็นจริงว่า เอาเรื่องเหล่านี้ไว้บนดินยังได้เงินภาษีมาพัฒนาประเทศได้บ้างดีกว่ารัฐไม่ได้อะไรเลย หรือคนของเขาออกไปเล่นการพนันที่ประเทศอื่น

ประการที่สาม ความคิดที่ไม่สมดุลระหว่างสังคมกับเศรษฐกิจ จะทำอะไรเพื่อให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็จะบอกว่าไม่เป็นผลดีต่อสังคม กลัวไปกลัวมา เลยไม่ต้องทำอะไร

ในโลกของเรานี้ไม่มีอะไรฟรี เราต้องสร้างสมดุลให้ได้ระหว่างสังคมกับเศรษฐกิจ ถ้าต้องการผลทางด้านเศรษฐกิจ เมื่ออาจมีปัญหาด้านสังคมอยู่บ้าง ก็ต้องยอมรับและหาทางแก้ไขกันไป คำถามคือ ทำอย่างไรให้บังเกิดผลเสียต่อสังคมน้อยที่สุดน่าจะเหมาะกว่า

ประการที่สี่ การเมืองบ้านเราไม่เคยนิ่ง เมื่อไม่นิ่ง ความต่อเนื่องของโครงการใหญ่ๆ จึงไม่มี

และประการสุดท้าย การดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด เรามีน้อยกว่าประเทศอื่น เพราะในอดีตพระเจ้าเอ็นดูเรามากเป็นพิเศษจึงประทานทรัพยากรธรรมชาติให้มากกว่าใครเขา แต่นับจากนี้ไป ถ้าเราไม่ดิ้นรน อย่าหวังว่าเราจะอยู่รอดไปได้ในทางเศรษฐกิจ จึงถึงเวลาแล้วที่เราต้องต่อสู้และแข่งขันกับประเทศอื่น ทั้งที่อยากทำหรือไม่อยากทำก็ตาม

วิเคราะห์ได้อย่างนี้ พอมองออกได้บ้างว่า ทำไมเราจึงก้าวไม่ทันประเทศอื่นในเอเชียเขาสักทีหนึ่งทางด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ.





Create Date : 07 สิงหาคม 2550
Last Update : 9 สิงหาคม 2550 14:19:44 น. 14 comments
Counter : 474 Pageviews.

 
อืม...ถ้าไม่พัฒนาคนเราก็ไม่พัฒนาด้านอื่นๆ หลอก มัวแต่หลอกตัวเองไปวันๆ


เด๋วกลับมาคุยใหม่ค่ะ


โดย: ju IP: 124.157.128.7 วันที่: 9 สิงหาคม 2550 เวลา:16:02:59 น.  

 
มาอ่านเรื่องทำไม "เราก้าวไม่ทันเขา"
เเต่ละประเทศมีอะไร พัฒนาเศรษฐกิจไปอย่างไรบ้าง
จินตนาการตามไปด้วย

นั่นนะซิคะ ก็เลยทำให้พิจารณาอีกทีว่า ทำไมถึงชื่อคนทับเเก้ว
เพราะอ่านเนื้อหาเเล้วก็ต้องคิดเหมือน ชื่ อ ท่านเจ้าของบล็อกค่ะ


โดย: ELiiCA วันที่: 9 สิงหาคม 2550 เวลา:16:53:11 น.  

 
ผมอ่านบทความของนักวิขาการหลายคน

เขาบอกว่า ปัญหาเงินบาทแข็งนั้นไม่ใช่ปัญหาเฉพาะหน้าที่แก้แป๊บเดียวก็จบ

แต่มันเป็นจากการดำเนินแผนเศรษฐกิจที่ผิดพลาดมานาน

ถ้าจะแก้ต้องแก้ทั้งยวงครับ


โดย: ฟ้าดิน วันที่: 10 สิงหาคม 2550 เวลา:5:05:41 น.  

 
เราว่า"การไม่ยอมรับความจริง"มันถูกบ่มเพาะมานานจนจะกลายเป็นลักษณะเฉพาะของคนไทยไปแล้ว
มันไม่ได้เกิดขึ้นแต่กับระดับผู้บริหารประเทศ
แต่มันเกิดขึ้นทุกชนชั้น ...ทุกหย่อมหญ้า

บางทีก็อาจจะเข้าทำนอง "มือถือสาก ปากถือศีล" ก็ว่าได้
คือปากก็พูดด่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ตัวเองก็ทำอย่างที่ด่าคนอื่น อันนี้จัดอยู่ในประเภทไม่ยอมรับความจริงว่าตัวเองก็เป็นอย่างนั้น

หรือจะเรียกว่า"วัฒนธรรมการหลอกตัวเอง" ก็น่าจะได้
ไม่รู้จะเกี่ยวกันหรือเปล่านะคะ


เราไม่ค่อยลึกซึ้งกับเรื่องเศรษฐกิจ-การเมืองมากเท่าไหร่นัก
จะสนใจหนักๆกับเรื่องสังคมวัฒนธรรมมากกว่า
(เพราะตรงสายงานและเป็นความสนใจส่วนตัว)
เราว่าส่วนนี้ก็สำคัญพอๆกับเรื่องเศรษฐกิจ
เพราะสังคมวัฒนธรรมบ้านเรามักชอบโยนหน้าที่ให้ใครคนใดคนหนึ่ง แต่ไม่คิดว่าทุกเรื่องทุกเหตุการณ์ตัวเราเองก็ส่งผลด้วยเหมือนกัน เรามักจะคิดว่าถ้าเศรษฐกิจไม่ดีก็เป็นเพราะรัฐบาล เพราะกระทรวงนั้น รัฐมนตรีนี้ไม่แก้ไข..ไม่ได้เรื่อง ไม่สามารถจัดการได้ แต่ไม่ได้กลับมามองตัวเองเลยว่า "ฉันเองก็ยังใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ใช้เงินเกินตัว เป็นหนี้บัตรเครดิต และอื่นๆ"

ตราบใดที่เรายังเอาแต่โทษคนอื่น ไม่ยอมรับความจริง
ประเทศไทยก็จะไม่มีวันก้าวไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้หรอกค่ะ


เราน่าจะเลิกหลอกตัวเองกันได้แล้วนะคะว่าเมืองไทยก้าวล้ำนำสมัย ทัดเทียมประเทศอื่นๆ

เพราะเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้า(แต่ยังใช้อินเตอร์เน็ตกันในทางที่ผิด)

มีพัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ก้าวล้ำ(แต่คนอีกจำนวนมากยังงมงายกับเรื่องไสยศาสตร์)

เป็นกรุงเทพเมืองแฟชั่น(แต่คนไทยกลับแต่งตัวไม่เป็นต้องทำตามดารานักร้องไอดอล) และฯลฯ

ขอโทษทีที่อินไปหน่อย...
ดีแต่ว่าช่วงนี้ฮอร์โมนความเป็นแม่ทำงานเยอะ
ไม่งั้นคงรุนแรงกว่านี้..555


โดย: คุณนายไปรษณีย์ (mrs.postman ) วันที่: 10 สิงหาคม 2550 เวลา:9:53:39 น.  

 
บางทีเราก้าวไปอย่างของเรา แต่ให้มั่นคงขึ้นก็ได้มั้งครับ


โดย: เจ้าชายไร้เงา วันที่: 10 สิงหาคม 2550 เวลา:10:51:42 น.  

 
สวัสดีค่ะ
เดี๋ยวนี่อ่านหรือคุยเรื่องบ้านเมืองกับใคร
ต้องค่อยเลียบเคียงดูว่าหนักข้างไหนข้างหนึ่งหรือเปล่า
บางทีไปเจอตอเข้า ก็วงแตกกันไป
ทำให้ดิฉันวิตกจริตไปซะแล้ว
......เล็งดูแล้ว เอาน่าคุณคนทับแก้วคงอยู่ตรงกลางล่ะ
เอาเป็นว่า..มาฟังความคิดที่แตกต่างบ้าง
และเหมือนบ้างของเพื่อนอีกคนนะคะ...


โดย: ยิปซีสีน้ำเงิน วันที่: 10 สิงหาคม 2550 เวลา:11:08:38 น.  

 
มาขอแอดบล๊อกอาจารย์นะคะ
คนที่เข้าไปที่บล๊อกเรามักจะเห็นแต่มุมหวานเย็นของเรา
แต่ปกติคนเราก็มีหลายมุมนี่นา...

อีกมุมนึงก็ดุเดือดเลือดพล่านถึงขนาดเคยเป็นหนึ่งในแกนนำประท้วงมหา'ลัยตัวเอง(ตอนเรียนโท)ที่บังคับให้ทำธีซิสเป็นภาษาอังกฤษมาแล้ว(ไม่ได้แอนตี้ภาษาอังกฤษนะคะ แต่ต้องการใช้ภาษาไทยในเมืองไทยเพื่อเผยแพร่ภาษาไทยให้คนไทยได้อ่าน)

อีกมุมก็ตลกโปกฮากับเพื่อนคนสนิท

ส่วนอีกมุมก็ชอบเล่นของเล่นและกระโดโลดเต้นกับเด็กๆและลูกตัวเอง ฮ่าๆๆ

เลยต้องขอให้บล๊อกอาจารย์เนี่ย ได้แสดงทัศนะอีกมุมนึงออกมามั่ง

จะว่าอะไรมั้ยคะเนี่ย..ที่เห็นบล๊อกอาจารย์เป็นที่ระบาย(ซะงั้น!)

แต่ไม่รู้ล่ะ..แอ็ดไปแล้วนี่! 555


โดย: คุณนายไปรษณีย์ (mrs.postman ) วันที่: 10 สิงหาคม 2550 เวลา:11:30:51 น.  

 
นั่นสิคะ ที่เห็นใกล้ตัวก็เวียดนามด้วย กำลังมาแรงทีเดียวเชียว

คนไทย ขี้อาย หลายคนอายทำดี ไม่อายทำชั่ว
เมื่อคืนดูเจาะใจ ชอบที่พอล ภัทรพลพูดว่า "เมืองไทยเรา มีคนสองประเภท ประเภทหนึ่งตื่นมาแล้วคิดว่าจะช่วยทำอะไรให้บ้านเมืองได้บ้าง อีกประเภทตื่นมาแล้วคิดแต่ว่าวันนี้จะโกงกินบ้านกินเมืองอะไรบ้าง"
จริงๆมีอีกแบบนะ ก็คือเฉยๆว่าไงว่าตามกัน แต่ก็ยังดีกว่าเอาเปรียบแผ่นดิน

ช่วงนี้เบื่อเรียนมากมาย เรียนมาขนาดนี้แล้วยังโดนตีกรอบความคิดจากท่านผู้สอน และการปฏิบัติที่มีให้กับนักเรียนไทย,เทศ ต่างกันชัดเจน ที่เรียกท่านผู้สอนเพราะบทบาทท่านที่มีให้เรามีแค่นั้นจริงๆจนสัมผัสได้
ขอโทษที่มาใช้พื้นที่บ่น
Happy holidays ค่ะ


โดย: เฉลียงหน้าบ้าน วันที่: 10 สิงหาคม 2550 เวลา:11:50:56 น.  

 
เรียนทุกท่านที่แวะมา

ไม่ต้องเกรงใจครับ สำหรับที่นี่ ท่านสามารถบ่นหรือระบายได้เต็มที่เลยครับ


โดย: คนทับแก้ว วันที่: 10 สิงหาคม 2550 เวลา:13:20:20 น.  

 
มาเยี่ยมค่ะ

ขอให้มีความสุขกับวันแม่นะคะemoemo


โดย: เพียงแค่เหงา วันที่: 10 สิงหาคม 2550 เวลา:15:50:07 น.  

 
คุณโดน tag แล้วนะครับ (เป็น tag ที่หลงฤดูมาก)

อ่านได้ที่บลอกผมนะครับ

ขอบคุณครับ


โดย: ฟ้าดิน วันที่: 11 สิงหาคม 2550 เวลา:4:49:57 น.  

 
คนไทยเป็นพวกชอบหลอกตัวเองค่ะ ไม่กล้าตัดสินใจ
ซึ่งเห็นทีจะต้องมองไปถึงระบบการศึกษาของเราด้วย สังเกตดูเถอะ เด้กคนไหน กล้าคิด กล้าถาม จะถูกมองว่าเป็นเด็กแก่แดด อวดดี อวดรู้ก่อนเกิด
เด้กดี คือ หัวอ่อน ครูให้ทำอะไรก็ทำอย่างนั้น
ความคิดของคนในแต่ละรัฐบาลล้วนเก่งแต่เรื่องโง่ๆ
สมจริงๆที่คนอิหร่านรู้จักเราแค่ มีซ่องเสรี


โดย: นางกอแบกเป้ วันที่: 11 สิงหาคม 2550 เวลา:23:06:39 น.  

 




สวัสดีตอนค่ำๆของ เนเธอร์แลนด์ นะจ้า


จะเก็บภาพความรู้สึกที่มีค่า
จะเก็บวันเวลาทุกนาทีที่ร่วมฝัน
จะเก็บภาพความห่วงใยสายสัมพัน
จะเก็บไว้ในใจฉันมีเพียงเธอ



** ขอให้คุณแม่และคุณมีความสุขมากๆในวันนี้นะจ้า **

ปล ..อย่าลืมไปใช้เสียงลงประชามติ ในวันที่ 19 ส.ค 07 กันนะจ้า



โดย: จอมแก่นแสนซน วันที่: 12 สิงหาคม 2550 เวลา:1:40:34 น.  

 
เห็นด้วยกะ คห. 12
และพยายามจะไม่เป็นครูที่ปิดกั้นเด็กอยู่ค่ะ


โดย: แพนด้ามหาภัย IP: 125.25.188.87 วันที่: 12 สิงหาคม 2550 เวลา:20:46:52 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

คนทับแก้ว
Location :
นครปฐม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






ศิลปิน: เฉลียง
เพลง: หวาน
ชุด: ปรากฏการณ์ฝน
ปี: 2525



Friends' blogs
[Add คนทับแก้ว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.