"The single best way to grow a better brain is through challenging problem solving." - Eric Jensen (1998), Teaching with the Brain in Mind
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2548
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
3 สิงหาคม 2548
 
All Blogs
 
สมองซีกซ้ายและซีกขวา

2 ส.ค. 2548


ก่อนอื่นต้องขอบอกไว้ก่อนว่า ข้อเขียนนี้ไม่ใช่ข้อเขียนทางวิชาการ เพราะท่านคงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงต่อที่ไหนได้ เนื่องจากผมเขียนขึ้นมาเองจากการที่ได้อ่านได้ฟังมาบ้างพอสมควร แต่ส่วนใหญ่ก็จะจำไม่ได้เสียแล้วว่าไปได้อ่านได้ฟังมาจากไหนบ้าง ศัพท์แสงทางชีววิทยาก็เรียกไม่ถูกเพราะไม่ได้เรียนมาทางนี้ เพราะฉะนั้น ก็ถือว่ามาเล่าสู่กันฟังอย่างกว้างๆ ก็แล้วกัน เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับใครได้บ้าง

สมองของคนเราแบ่งเป็นซีกซ้ายและซีกขวา และมีหน้าที่การทำงานต่างกัน

สมองซีกซ้ายจะควบคุมการทำงานของอวัยวะด้านขวาของร่างกาย และทำงานในลักษณะของความเป็นเหตุเป็นผล เป็นลำดับขั้นตอน เป็นตรรกะ ดังนั้น บรรดาผู้ที่ทำงานด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกร นักคณิตศาสตร์ หรือนักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก็จะใช้สมองซีกนี้มากกว่าอีกซีกหนึ่ง ข้อดีของสมองซีกซ้ายคือ ทำให้ความคิดและการกระทำที่ต่อเนื่องต่อมามีความเป็นเหตุเป็นผล มีความเป็นตรรกะ ถูกต้องตามลำดับขั้นตอน สมควรแก่กาลเทศะ ส่วนข้อเสียคือ มักจะทำงานช้ากว่าซีกขวา เพราะต้องทำงานตามลำดับขั้นตอน ตามระเบียบกฎเกณฑ์ และมักจะจำกัดขอบเขตของความคิดให้อยู่ในกรอบความรู้หรือประสบการณ์เดิมที่มีอยู่ หรือถ้าจะต่อยอดต่อไปก็จะต้องเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ส่วนสมองซีกขวาจะควบคุมการทำงานของอวัยวะด้านซ้ายของร่างกาย และทำงานในลักษณะของภาพรวม ความคิดรวบยอด จินตนาการ การใช้ความรู้สึกและอารมณ์ ดังนั้น บรรดาศิลปิน นักวาดภาพ ช่างปั้น นักร้อง นักแต่งเพลง นักเขียน ก็จะใช้สมองซีกนี้มากกว่า ข้อดีของสมองซีกขวาคือ ทำงานได้รวดเร็วกว่าซีกซ้าย มองเห็นภาพรวมและความคิดรวบยอดทั้งหมด มีจินตนาการ ไม่ค่อยมีขอบเขตปิดกั้นความคิดให้อยู่ในกรอบเดิมๆ ส่วนข้อเสียก็คือ ความคิดอาจไร้รูปแบบ ไร้เหตุผลมาสนับสนุนหรือเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ คนส่วนใหญ่ในสังคมอาจไม่เข้าใจหรือรับไม่ได้ หรือทำให้การกระทำที่แสดงออกมาเป็นการใช้อารมณ์หรือความรู้สึกอยู่เหนือเหตุผล

หนังสือเล่มหนึ่งที่ผมเคยอ่าน คือ Brain Power: Learn to Improve Your Thinking Skills ของ Karl Albrecht ในหนังสือนั้นแนะนำให้นึกถึงการทำงานของสมองสองซีกเปรียบเทียบกับการเล่นกีต้าร์ เมื่อเริ่มหัดเล่นใหม่ๆ เป็นต้นว่า การหัดจับคอร์ด C เราก็จะต้องค่อยๆ คิดว่านิ้วแต่ละนิ้วจะต้องไปวางอยู่ที่ใดบนคอกีต้าร์ นิ้วนางซ้ายจะต้องไปวางไว้ที่ช่องที่สามของสายที่ห้า นิ้วกลางซ้ายก็จะต้องไปวางไว้ที่ช่องที่สองของสายที่สี่ นิ้วชี้ซ้ายก็จะต้องไปวางไว้ที่ช่องที่หนึ่งของสายที่สอง ส่วนมือขวาก็ดีดสายทั้งหกพร้อมกันก็จะได้เสียงของคอร์ด C ตามที่ต้องการ สิ่งที่จะสังเกตได้ชัดเจนก็คือ เราจะทำได้ช้ามากเพราะต้องนั่งคิดก่อนว่าจะวางนิ้วแต่ละนิ้วไว้ที่ตำแหน่งใดบ้าง ซึ่งในช่วงเริ่มหัดเล่นนี้สมองซีกซ้ายจะทำงานเป็นหลักก่อน ต่อมาเมื่อเราทำได้ชำนาญขึ้น สมองซีกขวาที่ทำงานในภาพรวมก็จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเราก็จะไม่ได้นึกถึงการวางนิ้วทีละนิ้วด้วยสมองซีกซ้ายอีกต่อไป เราจะนึกถึงภาพรวมทั้งหมดของนิ้วมือซ้ายด้วยสมองซีกขวาแล้วก็จับคอร์ด C ลงไปทันที การเรียนรู้การจับคอร์ดอื่นๆ ที่ตามมาก็จะเป็นไปในเชิงภาพรวมมากขึ้น ทำให้เรียนรู้ได้รวดเร็วขึ้น เปลี่ยนคอร์ดได้เร็วขึ้น และเล่นออกมาเป็นเพลงได้ในที่สุด ลองจินตนาการว่าหากเราใช้สมองซีกซ้ายในการเล่นดนตรี จะฟังออกมาเป็นเพลงหรือไม่ หรือกว่าจะเล่นจบเพลงจะต้องใช้เวลานานเท่าใด

ตำรวจกับการจำรายละเอียดของคนร้ายก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ใช้ในการแสดงให้เห็นถึงการทำงานของสมองซีกซ้ายและซีกขวาได้ ตำรวจจะต้องฝึกการจำลักษณะและรายละเอียดของคนร้ายให้เหมือนกับเป็นภาพถ่ายก่อน จากนั้น จึงค่อยพิจารณารายละเอียดของคนร้ายจากภาพถ่ายในสมองว่าเป็นอย่างไร เช่น ผมยาวหรือผมสั้น ผมสีดำหรือสีน้ำตาล คิ้ว ตา จมูก ปาก คาง เป็นอย่างไร รูปร่างสูงต่ำดำขาวอย่างไร ผิวพรรณเป็นอย่างไร สวมใส่เสื้อผ้าลักษณะอย่างไร สีสันเป็นอย่างไร ฯลฯ การจำให้เหมือนกับเป็นภาพถ่ายนั้นเป็นการทำงานของสมองซีกขวาซึ่งทำได้รวดเร็วกว่า จากนั้น จึงค่อยให้สมองซีกซ้ายทำการพิจารณารายละเอียดเป็นส่วนๆ อีกทีหนึ่ง หากใช้สมองซีกซ้ายค่อยๆ จำรายละเอียดของคนร้ายทีละส่วนๆ เห็นทีจะไม่ทันการ เพราะคนร้ายคงไม่ยืนรอให้ตำรวจพิจารณาจนเสร็จเป็นแน่ การจำป้ายทะเบียนและรูปพรรณสัณฐานของรถยนต์ที่คนร้ายใช้ก็ต้องมีการฝึกฝนในลักษณะเดียวกันนี้ หากค่อยๆ อ่านตัวหนังสือและตัวเลขบนแผ่นป้ายทะเบียนทีละตัว ไม่จำเป็นภาพถ่าย ก็คงจะไม่ทันการเช่นกัน

จะสังเกตได้อย่างหนึ่งว่า คนเราไม่สามารถใช้สมองซีกใดซีกหนึ่งโดยลำพังได้ สมองทั้งสองซีกจะต้องทำงานอย่างสมดุลและสัมพันธ์กัน ไม่ใช่ว่าวิศวกรจะไม่ต้องใช้สมองซีกขวา หรือไม่ใช่ว่านักแต่งเพลงจะไม่ต้องใช้สมองซีกซ้าย

ผู้ที่เป็นวิศวกรทุกคนจะต้องเรียนเขียนแบบเพื่อให้สามารถอ่านแบบเขียนแบบได้ ส่วนหนึ่งในการเรียนเขียนแบบก็คือ การเขียนภาพฉาย วัตถุที่เห็นในชีวิตประจำวันเป็นรูปทรงสามมิติ แต่การเขียนแบบให้เป็นรูปทรงสามมิตินั้น ไม่สามารถแสดงให้เห็นรายละเอียดในทุกด้านทุกมุมได้ จะต้องมีภาพฉายของด้านต่างๆ เข้ามาประกอบด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาพด้านหน้า ภาพด้านข้างทั้งซ้ายและขวา และภาพด้านบน หรือแม้กระทั่งภาพด้านล่าง การมองวัตถุให้เห็นทุกด้านทุกมุมเช่นนี้ไม่สามารถจะใช้หลักตรรกะหรือเหตุผลเพียงอย่างเดียวได้ ผู้มองจะต้องมีจินตนาการซึ่งทำงานด้วยสมองซีกขวาเข้ามาช่วยด้วย ถ้าวิศวกรสามารถนึกถึงภาพของวัตถุชิ้นนั้นในหัว แล้วจับพลิกไปพลิกมาให้เห็นด้านมุมต่างๆ ได้ การเขียนภาพฉายก็จะไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็นแต่อย่างใด

ผมได้อ่านหนังสือ คิดคำทำเพลง: ศิลปะการแต่งเนื้อเพลงไทย ซึ่งเขียนโดยคุณเขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ ผมซื้อหนังสือเล่มนี้มาไม่ใช่เพราะว่าอยากจะเป็นนักแต่งเพลง แต่เป็นเพราะผมอยากรู้ว่าคนที่แต่งเพลงขึ้นมาได้นั้นเขามีวิธีการอย่างไร ใช้แต่อารมณ์และความรู้สึกเท่านั้นหรือไม่ ปรากฏว่าในบทแรกของหนังสือนั้น ได้กล่าวถึงการทำงานของสมองทั้งสองซีก และยังได้บอกต่อไปอีกว่า เพลงที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องเกิดจากการทำงานที่สมดุลกันของสมองทั้งสองซีก หากสมองซีกขวาสร้างสรรค์เนื้อเพลงออกมาด้วยถ้อยคำที่สะเทือนอารมณ์ แต่ไม่ได้รับการขัดเกลาหรือเรียบเรียงเรื่องราวให้เป็นเหตุเป็นผลให้คนฟังเข้าใจได้ เพลงก็ไม่อาจประสบความสำเร็จได้เพราะผู้แต่งเข้าใจความหมายของเพลงอยู่เพียงผู้เดียว ตัวอย่างของการเขียนเพลงที่ต้องใช้สมองทั้งสองซีกให้สมดุลที่ชัดเจนอีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ การแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ ซึ่งผู้แต่งจะต้องแต่งเนื้อเพลงให้เข้ากับเนื้อเรื่องของภาพยนตร์นั้นด้วย นั่นคือต้องใช้เหตุผลและเรื่องราวเป็นหลัก จะใช้อารมณ์ศิลปินส่วนตัวเป็นหลักไม่ได้

หากได้ศึกษาประวัติของบุคคลสำคัญต่างๆ ของโลก จะสังเกตได้ว่าบุคคลเหล่านั้นมักจะเป็นผู้ที่ใช้สมองทั้งสองซีกทำงานร่วมกันได้อย่างสมดุล ลีโอนาโด ดาวินชี มีชื่อเสียงในทางเป็นศิลปินเอกของโลก เป็นทั้งจิตรกรและประติมากร แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็เป็นนักประดิษฐ์คิดค้นอีกด้วย อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ผู้ที่พยายามไขความลับของจักรวาล เป็นผู้คิดค้นควอนตัมฟิสิกส์และทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ก็มีงานอดิเรกเป็นการเล่นไวโอลิน หรือตัวอย่างที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดก็ได้แก่ พระมหากษัตริย์ไทยเกือบทุกพระองค์ที่ทรงเป็นทั้งนักปกครองและนักบริหารซึ่งต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล ในขณะเดียวกัน ก็ทรงมีพระอัจฉริยภาพในทางศิลปะด้วย ไม่ว่าจะเป็นทางด้านดนตรีหรือทางด้านวรรณศิลป์

ดังนั้น หากต้องการที่จะศึกษาเล่าเรียนหรือทำงานให้ประสบความสำเร็จแล้ว ก็จะต้องรู้จักการใช้สมองทั้งสองซีกให้สมดุลด้วย การเรียนวิทยาศาสตร์ก็จะต้องรู้จักใช้จินตนาการเข้ามาช่วยด้วย ไม่ใช่คิดตามตรรกะหรือทฤษฎีเพียงอย่างเดียว ไม่รู้จักที่จะจินตนาการถึงปรากฏการณ์จริงทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น การเป็นศิลปินก็จะต้องรู้จักใช้เหตุผลเข้ามาประกอบด้วย ไม่ใช่ใช้เพียงอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวเพียงอย่างเดียว จะแต่งตัวอย่างไรก็ตามใจฉัน ไม่สนใจว่าจะต้องไปเข้าสังคมที่ไหน คนอื่นก็จะมองดูว่าเป็นคนแปลกหรือคนเพี้ยนไปเสีย


Create Date : 03 สิงหาคม 2548
Last Update : 3 สิงหาคม 2548 22:07:17 น. 15 comments
Counter : 3620 Pageviews.

 
เวลาที่จุปวดหัวข้างขวา จุมักจะนอนตะแคงซ้าย เพื่อให้ความปวดมันไหลมาด้านซ้ายบ้าง.....จุเข้าใจว่าเป็นอุปทาน เพราะมันสามารถปวดได้ตามที่ใจจุสั่งเลยนะคะ เสียอย่างเดียว สั่งให้มันหายปวดไม่ได้ ต้องนอนนิ่งๆ และที่สำคัญต้องกินยา

จุไม่รู้ว่า จุใช้สมองอย่างสมดุลมั้ย รู้แต่เพียงว่า เมื่ออายุมากขึ้น...กระบวนการคิด ดูเหมือนจะมีความไตร่ตรองเพิ่มขึ้น ตามประสบการณ์


โดย: ju (กระจ้อน ) วันที่: 20 ธันวาคม 2548 เวลา:20:01:23 น.  

 
ตามมาอ่านครับ

สมองทั้งสองด้านยังไม่ดีนักทั้งคู่ ต้องพัฒนากันต่อไป



โดย: เด็กผู้ชายที่ไม่แตะบอลตอนกลางวัน (kanapo ) วันที่: 26 กรกฎาคม 2550 เวลา:19:21:40 น.  

 
ทำแบบทดสอบสมองมาค่ะ สมองซีกขวาทำงานมากกว่า

แต่ไม่รู้ทำไม?

ชอบปวดหัวข้างขวาอยู่เรื่อยบ้างครั้งก็ลืมง่ายมาก

พักนี้เป็นบ่อยค่ะ

เลยอยากรู้ว่ามันหลงๆลืมๆบ่อยสาเหตุมาจากอะไรเพราะไม่ใช่คนลืมอะไรง่าย


โดย: ดาวดำ ดำดาว IP: 124.122.205.241 วันที่: 29 พฤศจิกายน 2550 เวลา:23:06:30 น.  

 
ดีโคตรเลยหาตั้งนานพึ่งเจอข้อมูลโดนๆ


โดย: ดำพื IP: 124.120.52.140 วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:19:37:55 น.  

 
อ่านแล้วรู้ขึ้นเนอะ


โดย: สวาหะ IP: 124.122.192.119 วันที่: 24 พฤษภาคม 2551 เวลา:22:11:33 น.  

 
ยากไปหน่อยหนึ่งนะ


โดย: สุ IP: 118.174.127.17 วันที่: 5 มิถุนายน 2551 เวลา:14:10:40 น.  

 
อ่านแล้วดีจัง


โดย: การ IP: 118.174.127.17 วันที่: 5 มิถุนายน 2551 เวลา:14:13:57 น.  

 
อ่านแล้วก็เข้าใจง่ายดี


โดย: ตะวัน IP: 58.147.94.11 วันที่: 11 พฤศจิกายน 2551 เวลา:9:49:12 น.  

 
http://www.bloggang.com/emo/emo1.gif


โดย: รัชนี ใจศรี IP: 125.26.69.174 วันที่: 10 เมษายน 2552 เวลา:11:04:39 น.  

 
ตอนนี้ปวดหัวข้างขวามากเลย
ปวดทั้งซีก
ไม่รู้ทำไงดี
ใครมีคำแนะนำดีดีช่วยบอกหน่อยนะค่ะ


โดย: Bee IP: 58.8.114.80 วันที่: 19 เมษายน 2552 เวลา:15:59:28 น.  

 
กินยาแล้วไปนอนครับ


โดย: Wave IP: 118.173.131.242 วันที่: 15 พฤษภาคม 2552 เวลา:16:40:59 น.  

 
มีสาระดีครับ


โดย: ThonG IP: 124.120.232.99 วันที่: 17 พฤษภาคม 2552 เวลา:2:49:22 น.  

 
รักคนน่ารัก


โดย: คนรักทักษิน (ม๊ากมาก) IP: 183.89.48.93 วันที่: 13 สิงหาคม 2553 เวลา:20:12:04 น.  

 
รักแป้งแป้งไม่รัก


โดย: คนรักทักษิน (ม๊ากมาก) IP: 183.89.48.93 วันที่: 13 สิงหาคม 2553 เวลา:20:14:20 น.  

 
หลังแต่งนิยายเสร็จก็มักจะปวดหัวข้างขวาทุกทีเลย

มันเป็นเพราอะไรกันนะ


โดย: ่jj IP: 180.183.146.52 วันที่: 25 ธันวาคม 2553 เวลา:15:50:54 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

คนทับแก้ว
Location :
นครปฐม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






ศิลปิน: เฉลียง
เพลง: หวาน
ชุด: ปรากฏการณ์ฝน
ปี: 2525



Friends' blogs
[Add คนทับแก้ว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.