"The single best way to grow a better brain is through challenging problem solving." - Eric Jensen (1998), Teaching with the Brain in Mind
Group Blog
 
<<
มกราคม 2549
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
19 มกราคม 2549
 
All Blogs
 
ต้นชบากับคนตาบอด

19 ม.ค. 2549

ผมนึกถึงเพลงนี้ขึ้นมาก็เพราะเห็นคุณเฉลียงหน้าบ้านแวะเข้ามาเยี่ยม พอเห็นคำว่าเฉลียง ผมก็นึกถึงเพลงต้นชบากับคนตาบอดนี้ขึ้นมาทันที แล้วก็จะเป็นเช่นนี้ทุกครั้งเวลานึกถึงเฉลียง จริงๆ แล้วผมว่าจะเขียนถึงเพลงนี้ก่อนที่จะมาชวนให้ไปอ่านบทความของพิษณุที่ผมคัดลอกมาลงไว้ในบล็อกที่แล้วเสียอีก เพียงแต่ยังไม่มีเวลา บังเอิญว่าได้ไปเห็นเนื้อหาในบทความซึ่งให้ความรู้สึกคล้ายๆ กับตอนที่ฟังเพลงนี้ ผมก็เลยเขียนบล็อกที่แล้วขึ้นมาก่อนเพราะใช้เวลาน้อยกว่ากันมาก (ก็แน่ล่ะครับ ลอกเขามานี่นะ ไม่ได้เขียนเอง)

เวลาที่นึกถึงเพลงของเฉลียง ผมจะนึกถึงหลายเพลง แต่เพลงนี้จะมาเป็นเพลงแรกเสมอ คนที่แต่งเพลงนี้ก็ไม่ใช่ใคร คุณประภาส ชลศรานนท์ นักคิดนักเขียนคนโปรดของผมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่วนคนร้องก็คือ ซูโม่เจี๊ยบ หรือคุณวัชระ ปานเอี่ยม คนที่เพื่อนฝูงพี่น้องมักจะบอกว่า ซูโม่เจี๊ยบเป็นคนที่มีคุณสมบัติของนักร้องที่ดีอยู่อย่างครบถ้วน แม้ว่าจะไม่ใช่นักร้องอาชีพ จะมีข้อเสียอยู่เพียงอย่างเดียวก็คือ เสียงแกไม่เหมาะที่จะเป็นนักร้อง ก็เท่านั้นเอง (ดูคำวิจารณ์สิครับ น่าคบกันจนกว่าชีวาจะหาไม่จริงๆ)

ในช่วงเวลาที่ตลาดเพลงมีแต่เพลงป๊อปและเพลงร็อคซึ่งมีเนื้อหาเกือบทั้งหมดเกี่ยวกับความรักของชายหญิง และเกือบทั้งหมดก็จะต้องเป็นรักที่ไม่สมหวังเสียด้วย ไม่อย่างนั้นจะไม่โดนใจคนฟัง ก็ให้มีกลุ่มคนดนตรีกลุ่มหนึ่งที่ทำเพลงไม่เหมือนชาวบ้าน ทั้งเนื้อหาและสำเนียงดนตรี เกิดขึ้นมาในวงการเพลงไทย หากท่านมีอายุใกล้เคียงเลขสามหรือผ่านหลักสามไปแล้ว ย่อมจะรู้จักเฉลียงเป็นอย่างดี

ในขณะที่เพลงในชุดแรกไม่มีใครรู้จักกันมากนัก แต่ชุดที่สองที่ใช้ชื่อว่า อื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งออกมาในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2529 ไล่เลี่ยกับชุดหาดทราย สายลม สองเรา ของธงไชย แมคอินไตย ก็กลับกลายเป็นผลงานที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ผมชอบเพลงในชุดนั้นเกือบทุกเพลง แต่เพลงที่สะดุดหูและสะดุดใจผมมากที่สุดก็คือเพลงนี้

ตอนนั้นผมยังไม่รู้จักว่าคุณประภาสเป็นใคร มีผลงานอะไรบ้าง แต่ต่อมาเมื่อได้รู้จักงานของเขามากขึ้น ผมก็รู้สึกว่าเพลงนี้สะท้อนความเป็นคนมองโลกในแง่ที่ดีและแปลกไม่เหมือนใครของคุณประภาสได้เป็นอย่างดี อะไรที่ดีอยู่แล้ว เขาก็จะชี้ให้ดูในอีกแง่มุมหนึ่งซึ่งดีไม่แพ้กัน อะไรที่ไม่ดี เขาก็จะจับมันพลิก ตะแคง คว่ำ ตีลังกา แล้วก็ชี้ให้ดูถึงแง่มุมที่ดีที่ยังมีอยู่ของสิ่งเหล่านั้น

เรามักจะคิดว่าคนที่พิการเป็นคนที่โชคร้าย แต่จริงๆ แล้วตัวคนที่พิการเองอาจจะไม่ได้คิดเช่นนั้นก็ได้ แล้วเขาก็คงไม่อยากให้ใครคิดเช่นนั้นกับเขาด้วย เราอาจจะคิดว่าคนที่ตาบอดนั้นโชคร้ายเหลือเกินที่มองไม่เห็น ทำให้ทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตได้ไม่ถนัดเหมือนคนตาดี ไม่มีโอกาสได้ชื่นชมกับสิ่งสวยงามที่มีอยู่บนโลกใบนี้ ถ้าเป็นคนที่ไม่ได้พิการทางสายตามาแต่กำเนิดนั้นอาจจะใช่ครับ แต่คนที่ตาบอดมาตั้งแต่กำเนิด ผมว่าไม่ใช่ ในเมื่อเขาเกิดมาแบบนั้น ต่อให้เราไปนั่งอธิบายว่าท้องฟ้ามีสีสวยงามอย่างไร ดอกไม้มีสีสดแค่ไหน เขาก็คงจะไม่เข้าใจในแบบที่เราเข้าใจ

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่ตาบอดจะมองไม่เห็นนะครับ ผมเชื่อว่าเขามองเห็น เพียงแต่ไม่ได้มองเห็นผ่านทางดวงตา แต่มองเห็นผ่านทางจมูก หู ลิ้น สัมผัส และจิตใจแทนเท่านั้น

ผมเคยดูสารคดีเรื่องหนึ่งซึ่งผมก็จำไม่ได้แล้วว่าเป็นมหาวิทยาลัยไหน ของประเทศอะไรที่เป็นผู้ทำการทดลอง เขาทำการทดลองโดยให้ผู้หญิงคนหนึ่งผูกผ้าปิดตาไว้เป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ (ฟังแล้วคล้ายๆ รายการเจาะใจใช่ไหมครับ แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คุณอุ้มครับ แล้วก็ไม่มีการร้องไห้ฟูมฟายเนื่องจากชีวิตกดดันแต่อย่างใด) ในช่วงสัปดาห์นั้น คุณผู้หญิงคนนั้นก็จะใช้ชีวิตประจำวันอยู่ภายในบริเวณอาคารที่ทำการทดลองนั่นล่ะครับ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการทดลองก็จะคอยติดตามการทำงานของสมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการมองเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

ผลที่ได้ในช่วงแรกเป็นไปตามคาดครับ สมองส่วนที่เกี่ยวกับการมองเห็นทำงานน้อยลงมาก แน่นอนว่าสาเหตุเนื่องมาจากดวงตาที่ถูกผูกผ้าปิดไว้ไม่ให้มองเห็น แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้นครับ ในวันต่อๆ มา เมื่อคุณผู้หญิงคนนั้นเริ่มปรับตัวเข้ากับสภาวะใหม่ได้ดีขึ้น กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ก็สังเกตเห็นว่า สมองส่วนที่รับผิดชอบการมองเห็นเริ่มมีการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ผ้าปิดตาก็ยังคงผูกอยู่อย่างนั้น ถึงแม้ว่าจะทำงานในระดับที่ไม่เท่ากับตอนที่ยังไม่ได้ผูกผ้าปิดตา แต่ก็สังเกตเห็นได้ชัดว่ามีระดับการทำงานมากกว่าในวันแรกๆ ที่เพิ่งเริ่มปิดตาใหม่ๆ

ผมถึงเชื่อว่าคนตาบอดนั้นมองเห็นครับ เพียงแต่ไม่ได้อาศัยดวงตาในการมองเห็นเท่านั้น

การมองโลกในแง่ดีหรือแง่บวกนั้นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับชีวิตจริงๆ ครับ ผมยังทำไม่ได้หรอกครับ แต่ก็กำลังพยายามอยู่ ถ้าลองสังเกตตัวเองดู เวลาที่เราวิจารณ์ในแง่ไม่ดีของสิ่งโน้นสิ่งนี้ อารมณ์ของเราก็จะขุ่นมัวไปด้วย ใครๆ ก็ไม่อยากอยู่ใกล้ นอกจากนั้น เมื่อจิตใจไม่สดใส ร่างกายก็จะแย่ตามไปด้วย ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือความเครียดหรือความล้าที่จะเกิดขึ้นตามมา แต่ถ้าเราพยายามคิดหรือมองในแง่มุมที่ดีของสิ่งต่างๆ อยู่เป็นประจำ อารมณ์ของเราก็จะแจ่มใส ถึงจะไม่ได้เป็นสุขอะไรมากมาย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเป็นทุกข์แต่อย่างใด ใครเห็นใครก็อยากคบค้าสมาคมด้วย และเมื่อจิตใจแจ่มใส สุขภาพร่างกายก็จะดีตามไปด้วย

คนไทยในปัจจุบันส่วนใหญ่มักจะมีนิสัยที่ชอบวิจารณ์ผู้คน การกระทำ หรือสิ่งต่างๆ ในแง่ที่ไม่ดีเสมอ คนที่ได้เคยสัมผัสกับสังคมของฝรั่งโดยเฉพาะคนอเมริกันมาบ้าง มักจะบอกว่าฝรั่งนั้นปากหวาน สมมติว่าทำงานออกมามีคุณภาพดีในระดับปานกลาง แต่เขาก็มักจะชมเสียจนงานนั้นแทบจะเป็นผลงานชิ้นที่ดีที่สุดในชีวิตเลยทีเดียว แล้วเราก็มักจะวิจารณ์ว่าเป็นคำชมที่ไม่จริงใจ ถึงจะไม่จริงใจเต็มทั้งร้อย แต่การพูดถึงสิ่งต่างๆ ในแง่บวกแทนที่จะพูดถึงในแง่ลบ มันก็ทำให้สังคมน่าอยู่มากกว่าไม่ใช่หรือ

หมายเหตุเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทดลอง:

เท่าที่จำได้ ผลพลอยได้ประการหนึ่งจากการทดลองที่กล่าวถึงก็คือ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าเซลล์สมองสามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้ ถ้าสมองได้รับการบริหารอยู่เป็นประจำ ทำให้การทดลองนี้เป็นการทดลองหนึ่งในอีกหลายๆ การทดลองที่หักล้างความเชื่อเก่าๆ ที่ว่า เซลล์สมองจะมีการสร้างขึ้นใหม่จนถึงอายุประมาณ 20 กว่าปีเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะไม่มีการสร้างเซลล์สมองใหม่ขึ้นมาอีก มีแต่เซลล์เก่าจะค่อยๆ เสื่อมสลายไปเท่านั้น

ดังนั้น ผู้ที่มีอายุมากก็ไม่ควรที่จะหยุดคิด หยุดหาความรู้ใส่ตัว หรือปลงในชีวิตมากจนเกินไป คำพูดที่ว่าเรียนกันไปจนวันตายนั้นเป็นจริงและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจอย่างยิ่ง ส่วนผู้ที่ใช้ชีวิตวัยหนุ่มสาวไปกับการทำลายเซลล์สมองด้วยการดื่มสุราอย่างหนักเป็นประจำ ก็ควรจะมีกำลังใจว่าเราสามารถสร้างเซลล์สมองขึ้นมาทดแทนใหม่ได้อย่างแน่นอน เพียงแต่จะต้องรู้จักสำเหนียกตัวเอง ดื่มแต่พอประมาณ ให้อัตราการสร้างเซลล์สมองใหม่มากกว่าอัตราการถูกทำลายของเซลล์สมองเก่าเท่านั้น (ขอปิดท้ายด้วยการปลอบใจตัวเองและเพื่อนฝูงอีกหลายท่านครับ...)




Create Date : 19 มกราคม 2549
Last Update : 19 มกราคม 2549 12:25:48 น. 23 comments
Counter : 482 Pageviews.

 
ตรงหมายเหตุ สีชมพูน่ะ คงพิสูจน์ได้อย่างดี ว่าคนอายุมากๆอย่างป้ามดยังเรียนรู้อะไรได้อีกเยอะ ถ้าได้บริหารสมองเป็นประจำ ป้ามดเพิ่งหัดสร้างบล็อกเมื่อ 10 เดือนที่แล้ว จากความรู้เป็นศูนย์จริงๆ ไม่รูจักด้ยซ้ำว่า html คืออะไร

แล้วป้ามดจะนั่งเรียนต่อไปค่ะ


โดย: ป้ามด วันที่: 19 มกราคม 2549 เวลา:13:13:53 น.  

 
ชอบหลายๆ เพลงของเฉลียง


รักพี่จิก


เจี๊ยบเป็นนักร้องที่ดีจริงๆ นะ (ยกเว้นเสียงน่ะแหละ แต่เราว่าเสียงแบบนี้ก็เหมาะกับเพลงของเฉลียงดี)


เพลงของเฉลียงหลายเพลงที่เจี๊ยบร้อง ถ้าคนอื่นร้องจะคนละเรื่องเลย


เหมือนๆ ปูแบล็คเฮดแหละ ถ้าคนร้องไม่เจ๋งจริง เอาเพลงปูไปร้องนี่ก็คนละเรื่องเหมือนกัน



สบายดีนะคะ?


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 19 มกราคม 2549 เวลา:13:14:56 น.  

 
ชอบเฉลียงเหมือนกัน

สมัยเด็กๆ ยังเคยเขียนจดหมายไปหา ศุ บุญเลี้ยง ว่า ศุ บุญเลี้ยงออกจากวงเฉลียง ทำให้เฉลียง ขาดกระดานแผ่นหนึ่งไป กระดาษแผ่นใหม่ มาแทนที่ก็ไม่เหมือนแผ่นเดิม

คุณจุ้ย บอกว่า ถ้าเราช่วยกันขัด ช่วยกันถู ช่วยกันดูแลรักษาบ่อยๆ กระดานแผ่นใหม่ของเฉลียงก็จะไม่แตกต่างกับกระดาษแผ่นอื่นๆ คือ เข้ากันได้


จุติดตามวงเฉลียง ชอบเฉลียง ส่วนคุณศุ หรือ จุ้ย นั้น ปัจจุบันนี้ มุมมองของจุเปลี่ยนไป ชีวิตส่วนตัวการแสดงออก จุไม่ชอบเขา แต่จุชอบมุมมอง และสมองที่ใช้ความคิดของเขา


เอ่อ...บล็อกเชคอายุ


โดย: ju (กระจ้อน ) วันที่: 19 มกราคม 2549 เวลา:13:46:48 น.  

 
เพลงของเฉลียงเคยฟังค่ะ รู้สึกว่าเพลงเขาเบา สบาย ฟังแล้วมีความสุข

ส่วนเรื่องคนตาบอดนี่เห็นด้วยทุกอย่างค่ะ เพราะถึงเขาพิการส่วนหนึ่ง สมองก็จะสร้างส่วนหนึ่งขึ้นมาทดแทนให้ เช่น ถ้าพิการตา หูก็จะดีกว่าคนปกติ

ชอบบทสรุปของคำพูดนี้จังค่ะ
"ผู้ที่มีอายุมากก็ไม่ควรที่จะหยุดคิด หยุดหาความรู้ใส่ตัว หรือปลงในชีวิตมากจนเกินไป คำพูดที่ว่าเรียนกันไปจนวันตายนั้นเป็นจริงและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ"
ขณะนี้เราก็ยังไม่หยุดหาความรู้ใส่ตัว อย่างนี้เขาจะเรียกคนอายุมากได้ไหมคะ?


โดย: ซออู้ วันที่: 19 มกราคม 2549 เวลา:13:47:52 น.  

 
ช่วงที่ท้อๆเซ็งๆ เพื่อนส่งหนังสือของคุณประภาสมาให้อ่าน พี่อ่านรวดเดียวจบเลย....ได้กำลังใจมากจากหนังสือเล่มนั้น ทำให้มองโลกในแง่ดีมากขึ้น


เพลงของเฉลียงนะครับ ตอนแรกไม่ชอบเลย ไม่ชอบมากๆ แต่พอมาฟังจริงๆ มันเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ที่ทำให้เราขบคิด อย่างเพลงนายไข่เจียวอะไรนั่นน่ะ ไม่เข้าใจ อะไรวะ ไข่เจียวอะไร เจียวไข่ก็ต้องมาเล่าให้ฟังด้วยเหรอ แต่พอมาฟังลึกๆด้วยใจที่เปิดกว้าง จึงเข้าใจสิ่งที่แฝงอยู่ในเพลงครับ พี่จึงลองมาฟังเพลงของเฉลียงแบบตั้งใจมากขึ้น

แต่เพลงที่ฟังแล้วชอบมากๆ กินใจพี่มาตลอดจนทุกวันนี้คงเป็นเพลงนิทานหิ่งห้อยครับ(ใช่ชื่อนี้รึเปล่าหว่า) ฟังแล้วอบอุ่นมากๆ ไม่น่าเชื่อว่าคำไม่กี่คำ เมโลดี้ที่ง่ายๆจะสามารถทำให้เพลงเพลงนี้ขลังได้ขนาดนี้ นับถือมากๆครับ



โดย: อิศวร์ (พ่อน้องโจ ) วันที่: 19 มกราคม 2549 เวลา:23:22:01 น.  

 
ป้ามด... ผมว่าป้ายรางวัลที่ท้ายชื่อของป้ามดเป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างดีเลยครับ

คุณสาวไกด์ฯ... สบายดีครับ ส่วนเรื่องร้องเพลงที่ซูโม่เจี๊ยบร้อง หรือปู แบล็คเฮดร้องแล้วเป็นคนละเรื่อง ผมเดาว่าเขาพยายามจะร้องให้เหมือนต้นฉบับมั้งครับเลยทำให้ยิ่งเพี้ยนไป ถ้าเขาร้องในแบบของตัวเองก็คงไม่เป็นไร

คุณจุ... เชื่อแล้วว่าชีวิตเกี่ยวพันกับเรื่องลึกลับ ผมมีเจตนาแฝงให้เป็นกระทู้เช็คอายุจริงๆ ด้วยแหละ

คุณซออู้... ถ้าเกิดทันฟังเฉลียงสมัยตัวเองยังเป็นวัยรุ่นแล้วล่ะก็ ถึงยังไม่แก่แต่ก็อายุไม่ใช่น้อยๆ แล้วล่ะครับ

พ่อน้องโจ... นิทานหิ่งห้อยใช่แล้วครับ ชอบเหมือนกันครับ ผมว่าเพลงของเฉลียงมีสัมผัสคำสัมผัสเสียงอยู่เยอะครับ แล้วก็ใช้คำง่ายๆ ก็เลยฟังได้เรื่อยๆ แล้วก็ฟังได้นาน ที่สำคัญก็คือ เพลงเกือบทุกเพลงเป็นการมองโลกในแง่ดี


โดย: คนทับแก้ว วันที่: 20 มกราคม 2549 เวลา:0:08:39 น.  

 
ชอบเฉลียงค่ะ

วันอาทิตย์นี้แดงเดือดแล้วนะคะ


โดย: rebel วันที่: 20 มกราคม 2549 เวลา:9:26:07 น.  

 
พูดถึงเรื่องการวิจารณ์ ผมว่าเดี๋ยวนี้ใครอยากจะมีชื่อเสียงก็จะต้องออกมาวิพากษ์วิจารณ์บ่อยๆ ให้ชาวบ้านเขาได้เห็นน้ำหน้าว่ามีน้ำยา บางครั้งบางคราวผมก็รำคาญเพราะคำวิจารณ์ในบางทีมันก็เกิดมาจาก ego หรือมุมมองของผู้วิจารณ์แต่ฝ่ายเดียว โดยเฉพาะบรรดาพวกวิจารณ์ประเภทกร่นด่า สร้างกระแส ซึ่งอ่านแล้วไม่ได้เกิดความสร้างสรรค์

ตอนเรียนก็ต้องอ่านบทความวิชาการทางโบราณคดี ศิลปะวัฒนธรรม ของพวกเหล่านักวิชาการชั้นแนวหน้า ซึงจำนวนไม่น้อยที่มีชื่อเสียงมาได้เพราะคำวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน ประชดประชัน อย่างเช่น วิจารณ์การทำงานของกรมศิลปฯ ทีมีให้อ่านกันอย่างดาษดื่น แต่ข้อเสียที่น่าตำหนิของการวิจารณ์เหล่านั้นคือ ไม่มีการเสนอแนะแนวทางในการแก้ไข

ปล. ลองสังเกตนักวิจารณ์ที่ประเภทกร่นด่าดูดิ ส่วนใหญคิ้วจะขมวดกันเป็นปมใหญ่อยู่กลางหน้าผาก พูดจาโผงผางน่ารำคาญ


โดย: T_Ang วันที่: 20 มกราคม 2549 เวลา:13:44:40 น.  

 
ทราบมาว่าเด็กทับแก้วต้องมีไฝ จริงไหมค่ะ


โดย: erol วันที่: 20 มกราคม 2549 เวลา:13:45:38 น.  

 
ตอนนี้ก็ใช้สมองอยู่ประจำละค่า.....


โดย: Batgirl 2001 วันที่: 20 มกราคม 2549 เวลา:13:50:48 น.  

 
คุณ rebel... รับทราบครับ ผลการแข่งขันคือ 0-2 ครับ ฟันธง

คุณ T_Ang... เห็นด้วยครับ ถ้าวิจารณ์ว่าของเขาไม่ดีแล้ว ไม่สามารถบอกได้ว่าที่ดีที่ถูกต้องจะต้องทำอย่างไร ก็ไม่สมควรที่จะไปวิจารณ์เขาตั้งแต่แรก อย่างนั้นมันมักง่ายเกินไปครับ

คุณ erol... อย่างนั้นหรือครับ ไม่ทราบมาก่อนเลย ไว้จะลองไปสอบถามดู (แต่จะไปถามใครยังนึกไม่ออก...)

คุณค้างคาวสาว...


โดย: คนทับแก้ว วันที่: 20 มกราคม 2549 เวลา:15:02:59 น.  

 
ส่วนผู้ที่ใช้ชีวิตวัยหนุ่มสาวไปกับการทำลายเซลล์สมองด้วยการดื่มสุราอย่างหนักเป็นประจำ ก็ควรจะมีกำลังใจว่าเราสามารถสร้างเซลล์สมองขึ้นมาทดแทนใหม่ได้อย่างแน่นอน เพียงแต่จะต้องรู้จักสำเหนียกตัวเอง ดื่มแต่พอประมาณ ให้อัตราการสร้างเซลล์สมองใหม่มากกว่าอัตราการถูกทำลายของเซลล์สมองเก่าเท่านั้น ...

แต่จุว่า จุโง่ลงนะ เพราะยังคงทำงานงกๆๆๆ ให้กับชินวัตรที่ไม่เข้าท่าเอาเสียเลย โดยที่ตัวเองก็ไม่มีทางออก


เอ่อ...อ้ายที่ฟันธง 0-2 เนี่ย แมนยู กดไป 2 เม็ดใช่มั้ยคะ


โดย: กระจ้อน วันที่: 20 มกราคม 2549 เวลา:20:18:18 น.  

 
มาทักทายกันวันเสาร์ค่า


โดย: Batgirl 2001 วันที่: 21 มกราคม 2549 เวลา:13:45:24 น.  

 
จุมีน้องชายต่างสายเลือด 2 คนค่ะ สมัยเรียนพวกมันนี่แหละ จะแบกศพจุกลับบ้าน เวลาเมา

คนหนึ่งแต่งงานมีลูก 2 ส่วนอีกคน ก็ หนีไปไกลถึงออสเตรเลียแน่ะค่ะ

ฮืมมม มีเรื่องเล่าขำๆ กับน้อง 2 คน นี้ ว่าแล้วเก็บไปอัพบล็อกพรุ่งนี้ดีกว่า


โดย: ju (กระจ้อน ) วันที่: 21 มกราคม 2549 เวลา:14:09:55 น.  

 
มาเยี่ยมค่ะ มาอ่านเรื่องอีกครั้ง ชอบอีกส่วนหนึ่งที่ว่าการมองโลกในแง่ดีทำให้อารมณ์เราแจ่มใส จิตใจเป็นสุข ไม่เครียด นี่ก็พยายามไม่เครียดค่ะ แต่วัยมันฉุดไม่อยู่เองต่างหาก


โดย: ซออู้ วันที่: 22 มกราคม 2549 เวลา:21:34:59 น.  

 
สวัสดีค่ะ
แห่ะๆ มีชื่อเราด้วย เขินเลย
ชื่อนี้ได้มาก็เพราะว่าชอบวงเฉลียงนี่แหล่ะค่ะ
เพลงนี้ก็ชอบด้วย
สมัยเรียนแถวนั้นเดินผ่านโรงเรียนสอนคนตาบอดแยกตึกชัยทุกวันค่ะ ผ่านตรงนั้นก็จะนึกถึงเพลงนี้ค่ะ
..จริงค่ะ..คนสูงอายุต้องไม่ควรหยุดใช้สมอง บอกคุณพ่อคุณแม่ที่บ้านตลอด ทุกวันที่หนึ่งและสิบหก เลยใช้สมองคิดเลขกันใหญ่ เผื่อจะรวย
ป.ล.ท่าจะจริงนะคะที่ว่าคนทับแก้วต้องมีไฝ


โดย: เฉลียงหน้าบ้าน วันที่: 23 มกราคม 2549 เวลา:13:51:37 น.  

 
ช่วงผมอยู่ประถมได้ยินเพลงเฉลียงบ่อยเหมือนกันครับ พอขึ้นมัธยมก็เป็นจุดเปลี่ยนของวงการดนตรีแล้ว

เรื่องเซลล์สมองที่สร้างใหม่ตอนนี้ก็มีการค้นคว้าตามแล๊ปสำคัญๆทั่วโลกครับ ข้อมูลทางด้านนี้ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ และมีการรู้ว่าเซลล์บางตำแหน่งจะทำงานได้เต็มที่ใช่ช่วงอายุ25ปีด้วยซ้ำ ผมทำหนังสือเล่มนั่นหายไปละ ไม่งั้นจะเอามาเขียนลงในนี้ครับ


โดย: นายเบียร์ วันที่: 23 มกราคม 2549 เวลา:23:39:37 น.  

 
สวัสดีอีกรอบนะคะ

อืมม์..ของเราเองถ้าระบบเป็นอย่างนี้ ปัญหาอีกประการก็คือ เราต้องคอยคลิกไปมาระหว่างหน้าแรกกับหน้าอื่นๆ เนื่องจากปัญหาดังนี้ค่ะ

- เพื่อนบางคนอัพบล็อกแต่ไม่เซ็ตบล็อกที่อัพเป็นหน้าแรก เพราะฉะนั้นเราใช้คลิกชื่อเอาจากบล็อกเราไม่ได้ ต้องคลิกไปหน้าสองหรือสามเพื่อหาบล็อกที่เขาอัพวันนั้น เพื่อจะได้คุย หรือกรณีที่ไปคอมเม้นท์ไว้แล้วก็ตามไปดูว่าเจ้าตัวตอบอะไรต่อมั้ย

- ต้องคลิกมาหน้าแรกเพื่อคอยดูว่าแล้วมีบล็อกไหนอัพใหม่วันนั้นอีกมั้ย


เพราะงั้นต้องคอยคลิกไปคลิกมาหนะค่ะ ซึ่งกรณีเล่นเนตที่ที่ทำงานยังไม่เท่าไหร่เพราะเน็ตเร็วไม่เสียเวลาเยอะ

แต่ถ้าเวลาเล่นที่บ้านนี่..ไม่อยากจะคิดเลยค่ะ สยองแน่ๆ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 24 มกราคม 2549 เวลา:10:23:18 น.  

 
วงเฉลียง ผมชอบเหมือนทุกๆคนคับ
(ยังไม่เคยเจอใครพูดว่า ไม่ชอบวงนี้)

ในอดีต ผมฟังทางวิทยุบ้าง แต่ไม่ค่อยได้สนใจเรื่องเพลงน่ะคับ

สงสัย จะเพิ่งได้ฟังเพลงนี้ครั้งแรก วันนี้แร่ะ...เพราะดี

ที่คุ้นหูหน่อย คือ เพลงไข่เจียว เพราะผมชอบกินพอดี

เขียนเรื่องคนพิการมองเห็นโดยประสาทอื่น

อ๊ะ คงจะใช่ เป็นไปได้ว่าร่างกายคนเราจะสร้างความสามารถพิเศษให้กับบางอวัยวะ เมื่อบางอวัยวะชำรุดไป

ความมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ในหลายสิ่งบนโลกใบนี้


โดย: yyswim วันที่: 24 มกราคม 2549 เวลา:14:49:00 น.  

 
ร้านที่ไปหม่ำในบล็อคชื่อร้าน "ข้าวทิพย์" ค่ะ อยู่เลยราชภัฎไปหน่อยนึง ฝั่งตรงข้ามวัดวังตะกูอ่ะค่ะ
เมนูขึ้นชื่อก็คือกะปิคั่วเนี่ยหล่ะค่ะ กินแกล้มกับขมิ้นอร่อยอย่าบอกใคร
เค้าแถมมะม่วงดองอร่อย ๆ ให้ฟรีด้วยนะคะ
ที่ร้านเค้าจะมีบริการล้างรถด้วยอ่ะค่ะ ไปล้างรถทีไรก็เลยได้กินข้าวร้านเค้าทุ๊กที
เพลงของเฉลียงก็ชอบนะคะ แต่ที่ชอบมาก ๆ คือเพลง "ไข่เจียว" อ่ะค่ะ


โดย: คุณย่า วันที่: 25 มกราคม 2549 เวลา:7:35:45 น.  

 
สองเราเท่ากัน จากบล็อกจุ

จุไม่ค่อยมีความคิดเหมือนชาวบ้านนะ...การใช้ชีวิตคู่ก็เหมือนกัน

ผู้หญิงหลายๆ คนเรียกร้องความเท่าเทียมกันกับผู้ชาย ตะโกนบอกปาวๆ ว่า เรื่องสิทธิหญิง-ชาย เท่าเทียม

พอสิทธิเท่าเทียม เมื่อขึ้นรถเมล์ ผู้ชายนั่ง ผู้หญิงยืน กลับโวยวายว่า ผู้ชายไม่เป็นสุภาพบุรุษ....?

หลายๆ ครั้งที่ ผู้หญิงเรียกร้องสิทธิเท่าเทียมกัน...จุจึงมักจะมองว่า พวก she จะขอสิทธิเท่าเทียม หรือจะเอาชนะ ฟ่ะคะ


ทุกวันนี้ ที่จุมีเพื่อนผู้ชายเยอะ เพราะจุ เท่าเทียมกับมันจริงๆ ไม่ใช่เอาชนะพวกมัน

ลุยด้วยกัน เหนื่อยด้วยกัน แบกด้วยกัน และ เมาด้วยกัน


โดย: ju (กระจ้อน ) วันที่: 25 มกราคม 2549 เวลา:11:06:38 น.  

 
ตามมาเอาลายแทงร้าน ข้าวทิพย์ ค่ะ เลยได้เจอบล๊อกน่าสนใจอีกบล๊อกนึง เดี๋ยวขอไปอ่านต่อก่อนนะคะ


โดย: P.Ta วันที่: 25 มกราคม 2549 เวลา:12:39:22 น.  

 
สนุกดีค่ะ เดี๋ยวขอไปอ่านต่อก่อนค่ะ*-*


โดย: บุม IP: 118.174.64.244 วันที่: 14 มิถุนายน 2551 เวลา:19:28:07 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

คนทับแก้ว
Location :
นครปฐม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






ศิลปิน: เฉลียง
เพลง: หวาน
ชุด: ปรากฏการณ์ฝน
ปี: 2525



Friends' blogs
[Add คนทับแก้ว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.