"The single best way to grow a better brain is through challenging problem solving." - Eric Jensen (1998), Teaching with the Brain in Mind
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2548
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
11 กรกฏาคม 2548
 
All Blogs
 
อยากเป็นนักเขียน

13 พ.ย. 2545

ผมว่ามีหลายคนที่อยากเป็นนักเขียน อยากเขียนหนังสือให้คนอื่นอ่าน ผมก็อยากเป็นกับเขาเหมือนกัน แต่ไม่เคยรู้เลยว่าต้องไปติดต่อกับหนังสือพิมพ์ฉบับไหน นิตยสารเล่มใด หรือต้องติดต่อกับใครถึงจะได้เป็น แต่ผมรู้อย่างหนึ่งแน่นอนว่าถ้าไม่เริ่มเขียนสักทีก็คงไม่มีทางเป็นได้ ทีนี้จะเขียนเกี่ยวกับอะไรดี เรื่องเกี่ยวกับตัวเองน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดและเป็นธรรมชาติที่สุด

เข้าใจว่าการที่ชอบอ่านหนังสือทำให้เกิดอยากเขียนหนังสือเองขึ้นมาบ้าง จำได้ว่าตั้งแต่สมัยเป็นเด็กประถมก็เข้าแต่ห้องสมุดแล้ว ถ้าไม่ไปเล่นกับเพื่อนก็จะมีที่เดียวที่จะไปคือ ห้องสมุด อ่านหนังสือทุกอย่างทุกประเภทที่มีในนั้น ห้องสมุดที่โรงเรียนประถมของผมจะมีขนาดเท่ากับห้องเรียนสองห้องเท่านั้น เพราะฉะนั้น เวลาหกปีที่เรียนอยู่ก็เลยทำให้ได้อ่านหนังสือเกือบจะหมดทุกเล่ม ฟังดูเหมือนจะพูดเกินจริงไป แต่ความจริงก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะหนังสือก็มีอยู่แค่ในสองห้องนั้นเท่านั้น พื้นที่ประมาณเกือบครึ่งหนึ่งที่กันไว้เป็นห้องเล่นเกมส์ยิ่งทำให้พื้นที่วางชั้นหนังสือก็เหลือเพียงประมาณหนึ่งห้อง ชั้นหนังสือก็วางห่างกัน แล้วผมเข้าไปยืมหนังสือเกือบทุกวัน อ่านหมดห้องก็ไม่น่าจะแปลก

อาจจะเป็นเพราะผมเป็นคนไม่ค่อยแข็งแรง สมรรถนะทางร่างกายต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของเด็กอายุเท่าๆ กัน วิ่งก็ไม่เร็ว กีฬาก็ไม่ชอบ (ซึ่งผิดกับปัจจุบันเป็นคนละเรื่องเพราะผมชอบดูกีฬาเป็นชีวิตจิตใจ) ทำให้ไม่ได้ไปเตะฟุตบอลหรือเล่นบาสเหมือนเพื่อนคนอื่น ก็เลยมีเวลาไปหาหนังสือมาอ่านมาก ยิ่งอ่านก็ยิ่งสนุก ได้รู้เรื่องที่ไม่เคยรู้จากหนังสือแต่ละประเภทก็ยิ่งเพลิน ก็ยิ่งทำให้อยากอ่านอยากรู้เรื่องโน้นเรื่องนี้ต่อไปเรื่อยๆ อาจเป็นเพราะอย่างนี้ ทุกวันนี้ผมก็เลยติดนิสัยอยากรู้อยากเห็นอยากเข้าใจในเรื่องต่างๆ ไปเสียทุกเรื่อง ไม่ใช่ในแง่อยากรู้เรื่องชาวบ้าน แต่อยากรู้เหตุผล ที่มาที่ไปของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทำไมฝนจึงตก โลกเกิดมาได้อย่างไร ตายแล้วไปไหน ตับทำหน้าที่อะไร ควายธนูทำอย่างไร ทำไมคนต้องเอาเปรียบกัน เด็กติดยาเพราะอะไร ทำนองนี้เป็นต้น

พอสอบเข้า ม.1 ได้ที่โรงเรียนมัธยมแถวปากคลองตลาด คิดว่าคงพอจะเดาได้ว่าเป็นโรงเรียนอะไร (ถึงตรงนี้ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเวลาเขียนหนังสือแล้ว ผู้เขียนมักจะไม่ค่อยระบุชื่อบุคคลหรือสถานที่ให้เฉพาะเจาะจงลงไป มีเหตุผลเกี่ยวกับเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์หรือกลัวถูกฟ้องหมิ่นประมาทก็ไม่ทราบได้ แต่ก็ถือว่าเป็นประเพณีไปก็แล้วกัน) ผมก็ได้พบกับห้องสมุดที่ผมอยากจะเรียกว่าดีที่สุดในโลก ว่ากันตามจริงผมก็เคยไปห้องสมุดไม่เกินห้าแห่ง และห้องสมุดที่โรงเรียนมัธยมก็เป็นแห่งที่สองในชีวิตเท่านั้น แต่เผอิญว่าเป็นห้องสมุดที่ประทับใจผมมาก ประการแรกห้องสมุดมีขนาดใหญ่มาก กินพื้นที่เกือบครึ่งชั้นสองของตึกยาว นับเป็นห้องเรียนก็ประมาณเจ็ดแปดห้องได้ ถึงแม้ว่าต่อมาจะได้มาพบกับห้องสมุดในมหาวิทยาลัยที่เรียกว่าห้องไม่ได้ ต้องเรียกเป็นหอสมุดเพราะกินพื้นที่เท่ากับตึกทั้งหลังก็ตาม ห้องสมุดที่โรงเรียนก็ยังคงใหญ่ในความรู้สึกผมอยู่ดี ประการต่อมาคือมีหนังสือหลากหลายประเภทมาก ทั้งหนังสือเรียน นิยาย หนังสือภาษาอังกฤษนอกตำรา วิธีเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ วิธีทำสวน วิธีเลี้ยงปลาตู้ หนังสือหัดเขียนอ่านภาษาขอม แม้กระทั่งหนังสือไสยศาสตร์ที่เล่าถึงวิธีการทำรักยมหรือการทำมีดหมอก็ยังมี ซึ่งประการหลังนี่เอง (ประการหลังหมายถึงการมีหนังสือหลายประเภท ไม่ใช่วิธีทำมีดหมอ) ที่ยิ่งทำให้ผมกลายเป็นคนอยากรู้อยากเห็นจนทุกวันนี้

ที่โรงเรียนมัธยมนี้ ถ้าเป็นนักเรียน ม.ต้น จะมีบัตรห้องสมุดสามใบ หมายถึงว่าจะยืมหนังสือได้สามเล่ม ถ้าเป็น ม.ปลาย จะมีบัตรสี่ใบยืมได้สี่เล่ม โดยธรรมชาติแล้วบัตรห้องสมุดจะไม่เคยอยู่ติดตัวผมเลยเพราะจะอยู่ที่ห้องสมุดตลอด สูตรปรกติของหนังสือที่ยืมคือ หนึ่งถึงสองเล่มจะเป็นนิยาย อีกหนึ่งเล่มจะเป็นประเภทภาษาอังกฤษนอกตำรา อีกเล่มที่เหลือจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ เบ็ดเตล็ด จิปาถะ เพื่อนๆ ส่วนใหญ่จะยืมหนังสือเรียนเป็นหลัก พวกรวมเลข ม.ต้น เคมี 4-5-6 หรืออะไรทำนองนั้น แต่ผมไม่ค่อยได้ยืมหนังสือเรียนจนกระทั่งเทอมสุดท้ายก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยโน่นเลย ช่วงนั้นสำนึกได้ว่าถ้าไม่อ่านคงสอบเข้าไม่ได้แน่ เพราะเอาวุฒิสอบเทียบไปสมัครสอบ เหลือความรู้ ม.หก ที่ไม่เคยเรียนและต้องอ่านเอาเอง

ถามว่าทำไมไม่อ่านหนังสือเรียนจะได้เก่งๆ เก่งกว่าเพื่อน สอบเทียบหรือสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แน่นอน ตอนนั้นผมกลับคิดว่าเรียนหนังสือก็เรียนในห้องเรียนอยู่แล้ว ทำไมอยู่นอกห้องเรียนยังต้องเอาหนังสือเรียนมาเพิ่มความปวดหัวให้ตัวเองอีก ผมว่าผมได้ประสบการณ์ชีวิตหลายอย่างที่ไม่มีทางที่จะได้เจอในชีวิตจริงจากการอ่านนิยายหรืออ่านหนังสือเบ็ดเตล็ดมากมาย สมัยนั้นโรงเรียนมัธยมไม่มีการสอนเขียนภาษาเบสิคสำหรับเครื่องแอ๊ปเปิ้ล ผมก็อ่านจนคิดว่าผมเขียนโปรแกรมเป็นถึงแม้ว่าจะใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็นจนกระทั่งได้เรียนมหาวิทยาลัยแล้วก็ตาม ใครจะมีโอกาสได้ใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองอยากใช้จริงๆ ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังมากมายเหมือนตัวละครในเรื่องพันธุ์หมาบ้า ผมรู้จัก ฟูล มูน ปาร์ตี้ ก็จากเรื่องนี้เอง การริรักในวัยเรียนอาจทำให้ชีวิตเสียหายไปทั้งชีวิตเหมือนในเรื่องกว่าจะรู้เดียงสา (ถึงแม้ว่าเมื่อนำมาทำเป็นหนังหรือละครจะดูเป็นเรื่องน้ำเน่า แต่ชีวิตจริงมันก็เป็นอย่างนี้จริงไหมครับ) คนที่ลำบากกว่าเราก็ยังมีอีกมากมายดูได้จากเวลาในขวดแก้วหรือสุดแต่ใจจะไขว่คว้า ภาษาอังกฤษที่เขาใช้กันในชีวิตประจำวันเขาพูดว่าอย่างไรกันบ้าง แล้วยันตร์ที่เขียนไว้หลังพระเครื่องหรือบนผนังโบสถ์เป็นภาษาขอมอ่านว่าอะไร ให้ย้อนกลับไปสมัยนั้นอีกผมก็ยังคงจะอ่านหนังสือที่ไม่ใช่หนังสือเรียนมากๆ อย่างนั้นอยู่ดี ทุกวันนี้ถ้าผมถามเพื่อนผม หลายคนยังไม่รู้ว่านั่งทอดหุ่ยหมายถึงอากัปกิริยาอย่างไร พื้นดีพื้นเสียหมายถึงอารมณ์ดีอารมณ์เสีย หรือคำว่า “เป็น” เคยสะกดว่า “เปน”

ผมอ่านหนังสือเกือบทุกเวลาว่างที่มี ไม่ว่าจะเป็นบนรถเมล์ (ซึ่งแน่นอนว่าถ้าได้นั่งจึงจะอ่านได้ ยืนอ่านไม่ไหวเพราะมือหนึ่งต้องโหน อีกมือหนึ่งก็ต้องถือสมบัติประเภทหนังสือเรียน หนังสือเรียน และหนังสือเรียนอีกเป็นกอง) เวลาดูโทรทัศน์ เวลากินข้าว เวลาเข้าห้องน้ำ แม้กระทั่งในห้องเรียนถ้าพระเอกกำลังต่อสู้กับผู้ร้ายต่อเนื่องกันเป็นวันที่สาม ผ่านไปแล้วคนละแปดหมื่นกระบวนท่า และผลแพ้ชนะกำลังจะรู้ในอีกยี่สิบหน้าถัดไป นิสัยที่ชอบอ่านหนังสือไปด้วยพร้อมกับทำอย่างอื่นไปด้วยน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมไม่ชอบทำอะไรอย่างเดียวในขณะใดขณะหนึ่ง ผมไม่ชอบคุยโทรศัพท์นานๆ เพราะผมจะโทรศัพท์ได้เพียงอย่างเดียว อ่านหนังสือก็ไม่ได้ ทำงานก็ไม่ได้ รู้สึกว่าเสียเวลา หรือผมจะรู้สึกเบื่อกับการขับรถในกรุงเทพฯ มากเพราะต้องใช้เวลาในการเดินทางนานโดยที่ทำอะไรไม่ได้เลย อ่านหนังสือก็ได้อย่างไม่ต่อเนื่อง จะทำงานก็ไม่รู้ว่าจะเขียนไปด้วยมองถนนไปด้วยได้อย่างไรโดยที่ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ

กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่พวกที่ชอบสิงอยู่ในห้องสมุดนิยมคือ การซ่อนหนังสือ พวกนี้ส่วนใหญ่จะใช้บัตรห้องสมุดหมดแล้ว พอมีหนังสือใหม่เข้าห้องสมุดซึ่งมักจะได้จากการบริจาคจากศิษย์เก่าเป็นประจำ หรือไปเจอหนังสือที่อยากอ่านแต่ไม่มีบัตรเหลือแล้ว ก็จะต้องเอาหนังสือไปซ่อนไว้ก่อน ผมก็ทำเช่นกัน เป็นการพิสูจน์ความสามารถของตัวเองว่าซ่อนเก่งแค่ไหน จะมีนักเรียนคนอื่นหรืออาจารย์บรรณารักษ์หาเจอแล้วเอาไปคืนที่หรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีใครเจอ บางครั้งผมเห็นคนอื่นกำลังซ่อนหนังสือ ผมก็จะทำเฉยไว้ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น แต่พอคนนั้นเดินจากไป ผมก็จะไปเอาหนังสือที่ซ่อนออกมาแล้วไปวางไว้ในรถขนหนังสือของห้องสมุด ซึ่งหนังสือก็จะถูกนำไปเก็บไว้ที่เดิมโดยเจ้าหน้าที่ของห้องสมุด ไม่มีเหตุผลใดนอกจากอยากแกล้งคนอื่นเพื่อหาความสนุกส่วนตัวเท่านั้นเอง

อีกสาเหตุหนึ่งที่ต้องมีการซ่อนหนังสือกันคือ พยายามจะยืมหนังสือเป็นคนแรกของวัน ทั้งนี้เพื่อเป็นเกียรติประวัติให้แก่ตัวเอง เป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่พอหาได้ เรื่องของเรื่องคือ ห้องสมุดจะต้องประทับวันที่กำหนดคืนหนังสือและลำดับที่ของการยืมภายในแต่ละวัน การได้เห็นเลข 001 บนบัตรยืมเป็นความสุขอย่างหนึ่ง ก่อนเวลาเจ็ดโมงเช้าซึ่งเป็นเวลาที่ห้องสมุดเปิด จะมีนักเรียนจำนวนหนึ่งรออยู่หน้าประตูแล้ว พอเจ้าหน้าที่มาเปิดประตูก็จะมีพวกที่ตั้งเป้ากับการยืมหนังสือเป็นคนแรกของวันออกตัวกันไปก่อน ต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปตามจุดที่ตัวเองซ่อนหนังสือไว้แล้วเดินกลับมาที่โต๊ะยืมหนังสืออย่างรวดเร็ว จะวิ่งก็ไม่ได้เพราะจะเป็นการออกอาการมากเกินไป ผมเองก็ได้เลข 001 อยู่หลายครั้งเหมือนกัน อย่างที่บอกไว้คือเป็นความสุขทางใจอย่างหนึ่งสำหรับผมในการเริ่มวันใหม่

นิสัยการอ่านหนังสือของผมหายไปหลายปีตั้งแต่เริ่มเรียนมหาวิทยาลัยต่อเนื่องมาจนถึงเริ่มทำงาน เพราะเมื่อเรียนมหาวิทยาลัยแล้วจะต้องเรียนหนักขึ้น จะไปเร่งอ่านตอนใกล้สอบเหมือนตอนประถมหรือมัธยมไม่ได้ ต้องอ่านสะสมไปเรื่อยๆ ส่วนเมื่อมาทำงานจนถึงปัจจุบัน ผมรู้สึกว่าพอเป็นผู้ใหญ่ ก็เลยต้องรับรู้เรื่องต่างๆ รอบตัวเพิ่มขึ้น ต้องรับผิดชอบมากขึ้น รวมทั้งต้องมีการสังสรรค์สมาคมกับเพื่อนฝูงอีก ทำให้ไม่มีเวลาหรือไม่มีสมาธิในการอ่านหนังสือเหมือนเมื่อก่อน แต่ผมก็ยังพยายามอยู่ในการที่จะอ่านหนังสือที่ไม่ใช่เพื่องานหรือไม่ใช่หนังสือพิมพ์เท่าที่เวลาจะอำนวย

เล่ามาตั้งนานก็ยังไม่เห็นมีส่วนไหนที่จะบอกชัดเจนว่าทำไมผมจึงอยากเป็นนักเขียนกับเขาบ้าง แต่ทั้งหมดโดยเฉพาะนิสัยชอบอ่านหนังสือที่เป็นมาตั้งแต่เด็ก ประกอบกับอายุ ประสบการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่พบมาในชีวิต ทำให้มีบางครั้งที่รู้สึกว่าอยากจะถ่ายทอดความคิดความรู้สึกเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ออกมาบ้าง เมื่อเราพูด คำพูดก็จะอยู่ได้นานเท่าที่ความสามารถของสมองจะเอื้ออำนวย แต่เมื่อเราเขียน ทุกอย่างที่เขียนก็ยังจะคงอยู่


Create Date : 11 กรกฎาคม 2548
Last Update : 11 กรกฎาคม 2548 22:14:34 น. 7 comments
Counter : 439 Pageviews.

 
เห็นด้วยทุกประการกับสิ่งที่อาจารย์เขียนครับ

เพราะผมเองก็เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมาตลอด อ่านมาก รู้มาก และอ่านได้แทบทุกประเภท ตั้งแต่นิยายรักหวานแหวว ไปจนถึงอาชญนิยาย นิยายจีนกำลังภายใน อ่านได้หมด ไม่มีแบ่งแยก "แบ่งเขาแบ่งเรา" เหมือนคนอ่านหนังสือคนอื่นๆ

นิยายของโบตั๋นนี่ผมชอบมากครับ แต่ไม่ค่อยมีเวลาจะตามเก็บอ่านมากเท่าไหร่ อาชญนิยายของนักเขียนดังๆดีๆ มีไม่กี่คน ที่หนึ่งของผม(มีคนเดียวอ่ะครับ) คืออ.วสิษฐ์ เดชกุญชร


โดย: แจ้น วันที่: 2 สิงหาคม 2548 เวลา:23:17:11 น.  

 
ขอบคุณมากครับ email มาก็ได้นะครับ ถ้าได้พิมพ์อีกครั้ง ผมจะแก้ไขปรับปรุงเยอะพอสมควร ให้ออกแนวขบขัน และให้รักชาติน้อยลงครับ ^^ บางคนบอกว่า ออกแนวไสยศาสตร์ไป แรงไป หรือเครียดเกินไปครับ


โดย: BigNose IP: 221.128.98.178 วันที่: 23 ธันวาคม 2548 เวลา:23:56:53 น.  

 
ต่ออีกนิดครับ ผมว่าคุณคนทับแก้ว น่าจะมีงานเขียนสักเล่มนะครับ เพราะตอนนี้คนไทยยังอ่านหนังสือน้อย รวมถึงงานเขียนให้คนเลือกอ่านก็น้อยมากๆด้วยครับ


โดย: BigNose IP: 221.128.98.178 วันที่: 24 ธันวาคม 2548 เวลา:0:00:02 น.  

 
Image Hosted by ImageShack.us


โดย: erol วันที่: 13 มกราคม 2549 เวลา:14:33:22 น.  

 
ได้อ่านข้อคิดเห็นแล้ว เห็นด้วยกับที่ว่า
" พอเป็นผู้ใหญ่ ก็เลยต้องรับรู้เรื่องต่างๆ รอบตัวเพิ่มขึ้น ต้องรับผิดชอบมากขึ้น รวมทั้งต้องมีการสังสรรค์สมาคมกับเพื่อนฝูงอีก ทำให้ไม่มีเวลาหรือไม่มีสมาธิในการอ่านหนังสือเหมือนเมื่อก่อน "
เพราะตอนนี้มีหนังสือนอนรอให้อ่านประมาณ 4-5 เล่ม บางเล่มซื้อมา เกือบปีแล้ว ก็ยังอ่านไม่จบ (ประเภทปรัชญา ศาสนา)ไม่รู้ว่า เพราะเราโตขึ้น งานเยอะขึ้น หรือเรากำลังหาข้ออ้างให้ตัวเองก็ไม่รู้สินะคะ


โดย: talak1978 IP: 203.156.186.243 วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:18:42:18 น.  

 
อยากให้มีงานเขียนออกมาซักเรื่องครับจาก แว่น


โดย: แว่น IP: 203.113.22.129 วันที่: 28 พฤศจิกายน 2549 เวลา:13:51:10 น.  

 
ลองชม Stand by me ซีครับผมว่าน่าจะชอบน่ะ


โดย: penny lane IP: 61.91.188.190 วันที่: 17 ตุลาคม 2553 เวลา:3:55:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

คนทับแก้ว
Location :
นครปฐม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






ศิลปิน: เฉลียง
เพลง: หวาน
ชุด: ปรากฏการณ์ฝน
ปี: 2525



Friends' blogs
[Add คนทับแก้ว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.