 |
|
|
| 1 |
2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | |
|
 |
|
ความรัก วัดระดับการพัฒนาของคน |
|
มาฆบูชา กับ วาเลนไทน์
ความรัก วัดระดับการพัฒนาของคน
(พอดีว่าวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นวันมาฆบูชาของปีนี้ไปตรงกับวันวาเลนไทน์เข้า คือ วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์) คนไทยเราปัจจุบันนิยมวันวาเลนไทน์กันมาก โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่น เดี๋ยวนี้ให้ความสนใจแก่วันวาเลนไทน์ มากกว่าวันมาฆบูชา
เมื่อ ๒-๓ ปีก่อน เคยได้ยินว่า โรงเรียนฝึกหัดครู หรือ วิทยาลัยครูแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด ไม่ยอมจัดกิจกรรมในวันมาฆบูชา แต่ให้จัดในวันวาเลนไทน์ นี่แสดงถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกว่าเข้ามาครอบงำสังคมไทยแค่ไหน
(พอดีปีนี้ วันมาฆบูชา กับ วันวาเลนไทน์ตรงกัน เราก็เอาเรื่องนี้มาโยงเป็นตัวอย่างของการปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนา)
วาเลนไทน์นั้น เขาบอกว่าเป็นวันแห่งความรัก แต่ความรักของวันวาเลนไทน์นี่มีปัญหา อย่างน้อยก็คลุมเครือ ไม่รู้ความหมายว่าเป็นอย่างไรกันแน่ สักแต่ถือตามๆกันไปว่า เอาละ เป็นวันแห่งความรัก
ก็มีการแสดงออก โดยส่งสัญญาณแห่งความรัก มีการให้ดอกไม้สีแดง อะไรต่างๆ โดยที่ว่า ผู้ที่ให้ ผู้ที่แสดงนั้น ก็ไม่ได้รู้เข้าใจความหมายของความรัก ไม่รู้ว่าเป็นความรักแบบไหน และความรักนั้นมีประโยชน์ หรือเป็นโทษแก่ชีวิตของเราอย่างไร
ก่อนที่จะปฏิบัติ โดยเฉพาะจะตามเขา มันน่าจะมีความเข้าใจให้ดี อย่างน้อยถ้าจะให้วันวาเลนไทน์ มีคุณค่าและมีประโยชน์ ก็น่าจะใช้เป็นโอกาสที่จะช่วยให้คนมีความเข้าใจในเรื่องความรัก
ไหนๆ จะเป็นวันแห่งความรัก คนก็ควรจะมีความเข้าใจในความรักและสอนให้คนปฏิบัติในเรื่องความรักให้ถูกต้อง แต่เท่าที่มองเห็นกันมาวันวาเลนไทน์ไม่ได้ช่วยอะไรในเรื่องนี้เลย ไม่ได้ทำให้คนมีความประณีตขึ้นในเรื่องความรัก ดีไม่ดีจะยิ่งหลงไปกันใหญ่
เรามาดูหลักในพระพุทธศาสนา ความรักนี้มาโยงเข้าหาหลักเรื่อง ไม่ทำชั่ว ทำดี และทำใจให้ผ่องใส ดูสิจะเป็นอย่างไร
ความรัก ถ้าแยกตามหลักพระพุทธศาสนา ก็แบ่งง่ายๆ ก่อนว่ามี ๒ แบบ
ความรักแบบที่หนึ่ง คือ ความชอบใจอยากได้เขามาเพื่อทำให้ตัวเรามีความสุข เป็นความปรารถนาต่อบุคคลหรือสิ่งที่จะเอามาบำรุงบำเรอความสุขของเรา ชอบใจคนนั้นเพราะว่า จะมาสนองความต้องการ ช่วยบำรุงบำเรอ ทำให้เรามีความสุขได้ อะไรที่จะทำให้เรามีความสุข เราชอบใจ เราต้องการมัน นี่คือ ความรักแบบที่หนึ่ง ซึ่งมีมากมายทั่วไป
ความรักแบบที่สอง คือ ความอยากให้เขามีความสุข ความต้องการให้คนอื่นมีความสุข หรือความปรารถนาให้คนอื่นอยู่ดีมีความสุข
ความรักสองอย่างนี้ แทบจะตรงข้ามกันเลย แบบที่ ๑ ชอบใจเพราะว่าจะเอาเขามาบำเรอความสุขของเรา แต่แบบที่ ๒ อยากให้เขาเป็นสุข ความรักมี ๒ แบบอย่างนี้ ซึ่งเห็นได้ในชีวิตประจำวัน
ความรักที่เด็กหนุ่มสาวพูดกันมาก ก็คือ ความรักแบบที่ว่า ชอบใจอยากจะได้เขามาสนองความต้องการของตน ทำให้ตนมีความสุข
แต่ในครอบครัวจะมีความรักอีกแบบหนึ่งให้เห็น คือ ความรักระหว่างพ่อแม่กับลูก โดยเฉพาะความรักของพ่อแม่ต่อลูก คือ ความอยากให้ลูกเป็นสุข
ฉะนั้น ตอนแรกจะต้องแยกระหว่างความรัก ๒ แบบนี้เสียก่อน ความรักความชอบใจที่จะได้คนอื่นมาบำเรอความสุขของเรานี้ ทางพระเรียกว่า ราคะ ส่วนความรักที่อยากให้คนอื่นเป็นสุข ท่านเรียกว่า เมตตา
ความรัก ๒ แบบนี้ไม่เหมือนกัน แล้วอะไรจะตามมาจากความรักทั้ง ๒ แบบนี้ ความรัก ๒ แบบนี้ มีลักษณะต่างกัน และมีผลต่างกันด้วย
ถ้ามีความรักแบบที่หนึ่ง ก็ต้องการได้ ต้องการเอาเพื่อตนเอง เมื่อทุกคนต่างคนต่างอยากได้ ความรักประเภทนี้ ก็จะนำมาซึ่งปัญหา คือ ความเบียดเบียนแย่งชิงซึ่งกันและกัน เข้าลักษณะเป็นความเห็นแก่ตัว
ส่วนความรักแบบที่สอง อยากให้ผู้อื่นเป็นสุข เมื่ออยากให้ผู้อื่นเป็นสุข ก็จะพยายามทำให้เขาเป็นสุข เหมือนพ่อแม่รักลูก ก็พยายามทำให้ลูกเป็นสุข และเมื่อทำให้เขาเป็นสุขได้ ตัวเองก็จึงจะเป็นสุข
ความรักของพ่อแม่ คือ อยากทำให้ลูกเป็นสุข และมีความสุขเมื่อเห็นลูกเป็นสุข
ความรักแบบที่หนึ่งนั้น ต้องได้จึงจะเป็นสุข ซึ่งเป็นกระแสกิเลสของปุถุชนทั่วไป มนุษย์อยู่ในโลกนี้ เมื่อยังเป็นปุถุชนก็ต้องการได้ต้องการเอา เมื่อได้เมื่อเอาแล้ว ก็มีความสุข แต่ถ้าต้องให้ต้องเสีย ก็เป็นทุกข์
วิถีของปุถุชนนี้ จะทำให้ไม่สามารถพัฒนาในเรื่องของคุณธรรมเพราะว่าถ้าการให้เป็นทุกข์เสียแล้ว คุณธรรมก็มาไม่ได้ มนุษย์จะต้องเบียดเบียนกัน ความรักแบบที่หนึ่ง จึงเพิ่มปัญหาสังคม
แต่เมื่อไรเราสามารถมีความสุขจากการให้ เมื่อไรการให้กลายเป็นความสุข เมื่อนั้นปัญหาสังคมจะลดน้อยลงไป หรือแก้ไขได้ทันทีเพราะมนุษย์จะเกื้อกูลกัน
ความรักแบบที่สอง ทำให้คนมีความสุขจากการให้ จึงเป็นความรักที่สร้างสรรค์และแก้ปัญหา
เมื่อมนุษย์มีความสุขจากการให้ จะเป็นความสุขแบบสองฝ่ายสุขด้วยกัน คือ เราผู้ให้ก็สุขเมื่อเห็นเขามีความสุข ส่วนผู้ได้รับก็มีความสุขจากการได้รับอยู่แล้ว สองฝ่ายสุขด้วยกัน หรือร่วมกันสุข จึงเป็นความสุขแบบประสาน หรือสุขร่วมกัน
ความสุขแบบนี้ดีแก่ชีวิตของตนเองด้วย คือ ตนเองก็มีทางได้ความสุขเพิ่มขึ้น แล้วก็ดีต่อสังคม เพราะเป็นการเกื้อกูลกัน ทำให้อยู่ร่วมกันด้วยดี
นี่แหละที่ว่า เป็นการแยกความหมายของความรักเป็น ๒ แบบ ฉะนั้น ในวันวาเลนไทน์นี้ เราน่าจะสอนคนให้รู้จักความรัก ๒ แบบ และให้พัฒนาจากความรักแบบที่หนึ่งไปสู่ความรักแบบที่สอง คือ ให้ความรักแบบที่สองเกิดมีขึ้นมา เพื่อสร้างดุลยภาพในเรื่องความรัก
มองเห็นง่ายๆ เช่น ระหว่างหนุ่มสาว ถ้ามีความรักแบบที่หนึ่งอย่างเดียว จะไม่ยั่งยืน ไม่ช้าไม่นานก็จะต้องเกิดปัญหาแน่นอน เพราะว่า คนที่มีความรักแบบที่หนึ่งนั้น ต้องการจะเอาเขามาเป็นเครื่องบำรุงบำเรอตัวเองเท่านั้น ถ้าเมื่อไรตนไม่ได้สมใจปรารถนา ก็จะเกิดโทสะ ความรักใคร่กลายเป็นความชิงชัง ปัญหาก็จะเกิดขึ้น
ฉะนั้น คนเราอาจจะเริ่มต้นด้วยความรักแบบที่หนึ่งได้ ตามเรื่องของปุถุชน แต่จะต้องรีบพัฒนาความรักแบบที่สองให้เกิดขึ้น
พออยู่เป็นคู่ครองกันแล้ว ถ้ามีความรักแบบที่สองเข้ามาหนุน ก็จะทำให้อยู่กันได้ยั่งยืน ความรักแบบที่สองจะเป็นเครื่องผูกพันสำคัญที่ช่วยให้ชีวิตครองเรือนมีความมั่นคง ดังนั้น ปุถุชนอย่างน้อยก็ให้มีความรัก ๒ แบบนี้ มาดุลกัน ก็ยังดี ขอให้ได้แค่นี้ก็พอ
ในกรณีของสามีภรรยา ถ้ามีความรักแบบแรกที่จะเอาแต่ใจฝ่ายตัวเอง ก็คือ ตัวเองต้องการเขามาเพื่อบำเรอความสุของตน ถ้าอย่างนี้ก็ต้องตามใจตัว ไม่ช้าก็จะต้องเกิดปัญหาการทะเลาะวิวาท หรือเบื่อหน่าย แล้วก็อยู่กันไม่ได้ ไม่ยั่งยืน
แต่ถ้ามีความรักแบบที่สอง คือ อยากให้เขาเป็นสุข เราก็จะมีน้ำใจ พยายามทำให้เขาเป็นสุข ถ้ามีความรักแบบที่สองอยู่ ความรักก็จะยั่งยืนแน่นอน เพราะต่างฝ่ายต่างก็คิดว่า ทำอย่างไรจะให้อีกฝ่ายหนึ่งมีความสุข
สามีก็คิดว่าทำอย่างไรจะให้ภรรยามีความสุข ภรรยาก็คิดว่าทำอย่างไรจะให้สามีมีความสุข คิดกันอย่างนี้ ก็มีแต่ความเกื้อกูลกัน ก็ทำให้ครอบครัวอยู่ยั่งยืน ชีวิตครองเรือนก็มีความสุขได้
วันวาเลนไทน์นั้น รู้สึกว่าเขาจะย้ำกันแต่ความรักประเภทที่หนึ่ง ซึ่งจะเป็นอันตรายมากกว่าดี จะไม่ช่วยให้คนพัฒนาชีวิตที่ดีงามขึ้นมาได้
นี้เป็นแง่ที่หนึ่ง ที่จะต้องยกขึ้นมาพูดให้เห็นว่า การพัฒนาคนในเรื่องความรัก ให้รู้จักความรักทั้ง ๒ อย่าง อย่างน้อยก็ให้มีดุลยภาพในเรื่องความรัก ๒ ข้อนี้ แล้วพัฒนายิ่งขึ้น จนกระทั่งให้คนเราอยู่กันด้วยความรักประเภทที่สอง
อย่างไรก็ดี ความรักประเภทที่สองนี้แม้จะดี เมื่อเปรียบเทียบกับความรักประเภทที่หนึ่ง แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์ มีจุดอ่อนได้ จึงต้องมาพูดกันต่อไป พระพุทธศาสนาสอนว่า คนจะต้องพัฒนาขึ้นไปเป็นขั้นๆ
ความรักประเภทที่สอง เป็นคุณธรรม เป็นเมตตา ก็ดีเยอะแล้ว แต่ในตอนเริ่มต้น เมตตาจะยังแคบ เช่น พ่อแม่ก็จะรัก มีเมตตาเฉพาะลูกของตัวเอง มีขอบเขตจำกัด พอเป็นคนอื่นก็ไม่ค่อยจะมีเมตตา
เพราะฉะนั้น เพื่อให้เป็นเมตตาแท้จริง จะต้องกำจัดความเห็นแก่ตัวออกไป ความจำกัดขอบเขตของเมตตามีเป็นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น
ต่อไปท่านให้ขยายความรักนี้ไปยังเพื่อมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายทั่วไป พอความรักนี้ขยายไปยังเพื่อนมนุษย์อย่างเป็นกลางๆ ได้เมื่อไร นั่นจึงเป็นเมตตาตัวแท้
ถ้าเมตตายังจำกัดเฉพาะบุคคล ก็ยังไม่ใช่เมตตาที่บริสุทธิ์ ยังไม่แท้ พอแผ่ออกไปได้สู่เพื่อนมนุษย์ ต่อคนทั้งหลายทั้งปวง เป็นแบบเดียวกัน มีความรู้นึกเป็นไมตรี มีความรัก ปรารถนาให้เขาเป็นสุขได้ ตอนนี้ไม่จำกัดขอบเขตแล้ว เป็นเมตตาแท้ๆ ที่บริสุทธิ์
ที่ท่านให้แผ่เมตตานั้น ท่านมุ่งอย่างนี้ คือเพื่อให้เราเจริญเมตตาที่ไม่มีความเห็นแก่ตัวประกอบอยู่ด้วย เมื่อเมตตาขยายออกไป ก็เป็นคุณธรรมที่ทำให้จิตใจมีความกว้างขวาง เห็นเพื่อนมนุษย์ทั้งหลายเป็นเพื่อนร่วมโลกที่เราจะต้องปรารถนาดีทั่วกันทั้งหมด
อย่างในกรณียเมตตสูตร ท่านสอนบุคคลให้เจริญเมตตาไปถึงจุดที่จะมีน้ำใจรักเพื่อนมนุษย์อย่างเป็นลูก มีความรัก มองเพื่อนมนุษย์เหมือนเป็นลูกไปหมด
ลักษณะของความรัก มีอยู่อย่างหนึ่ง คือ มันนำความสุขมาให้ด้วย
ความรักแบบที่หนึ่ง ก็ทำให้เกิดความสุข เมื่อได้สนองความต้องการที่ตัวอยากได้สิ่งที่ทำให้ตัวมีความสุข
ส่วนความรักประเภทที่สอง ก็ทำให้เกิดความสุข เมื่อได้สนองความต้องการที่อยากให้เขามีความสุข
ฉะนั้น คนที่ทำจิตให้มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ได้หมด ก็จะมีความสุขได้มากเหลือเกิน คือเวลาเห็นเพื่อนมนุษย์มีความสุข หรือเราทำให้เขามีความสุขได้ ตัวเราเองก็มีความสุขด้วย คนประเภทนี้ก็เลยมีโอกาสที่จะมีความสุขมากยิ่งขึ้น
คนที่พัฒนามาถึงระดับนี้ ก็เช่น พระโสดาบัน เป็นต้น พระโสดาบัน นั้น ไม่มีมัจฉริยะ ไม่มีความตระหนี่ ไม่มีความหวงแหน มีความพร้อมที่จะให้ เพราะฉะนั้น คุณธรรมคือเมตตา ก็เจริญมากขึ้นด้วย
เนื่องจากมีความพร้อมที่จะให้ ไม่มีความหวงแหน ไม่มีความเห็นแก่ตัว มีเมตตาประจำใจ ท่านก็จะมีความสุขจากการให้ได้ทั่วไป จึงมีลักษณะของพระโสดาบันอย่างหนึ่งคือ เป็นผู้พร้อมที่จะให้อยู่เสมอ จนกระทั่งว่า ในวินัยของพระต้องบัญญัติไว้ว่า สงฆ์อาจมีมติตั้งให้ญาติโยมบางท่าน เป็นพระเสขะ
ทั้งนี้ เพราะว่า พระภิกษุบางรูปเห็นแก่ได้ ญาติโยมคนไหนมีศรัทธามาก ชอบให้ชอบถวาย ก็ไปรับเรื่อย จนกระทั่งตัวพระโสดาบันเองเมื่อให้อยู่เรื่อย ตัวท่านเองก็ลำบาก พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติวินัย ให้สงฆ์สมมติ หมายถึงว่า ตกลงกันตั้งให้ครอบครัวที่มีลักษณะอย่างนี้ เป็นเสขะ เป็นพระโสดาบัน เป็นอริยบุคคล ไม่ให้พระภิกษุไปรับของขบฉัน (เว้นแต่เจ็บไข้หรือได้รับนิมนต์)
อันนี้ เป็นเกร็ดความรู้ แต่รวมความแล้ว พระโสดาบันนี้ มีลักษณะจิตใจที่มีเมตตา มีความพร้อมที่จะให้ ไม่มีความตระหนี่ ฉะนั้น ท่านจะมีความสุขจากการให้อยู่เสมอ และลักษณะจิตใจแบบนี้ ก็เป็นสิ่งที่ดีแก่ตัวท่านเองด้วย
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าจะเปรียบเทียบทุกข์ ระหว่างปุถุชน กับ พระโสดาบันนี้ ทุกข์ของปุถุชนเหมือนภูเขาหิมาลัย ส่วนทุกข์ของพระโสดาบันเหลือเท่าก้อนกรวด
หมายความว่า พระโสดาบันนี้ ทุกข์น้อยเหลือเกิน ใจมีความสุขสบายตลอดเวลา เหลือทุกข์เท่าก้อนกรวด หรือเม็ดทรายเท่านั้น
นี่คือผลอย่างหนึ่งของการที่ได้พัฒนาจิตใจ ด้วยการเจริญเมตตา เป็นต้น ทำให้จิตใจมีความสุขมากยิ่งขึ้นตามลำดับ

ตร.เตือนระวังภัย ‘วาเลนไทน์’ พร้อมแนะ 3 ข้อป้องกันไม่ตกเป็นเหยื่อ
- ปี พ.ศ. ๒๕๖๘ วันมาฆะก่อนวันวาเลนไทน์ ๑ วัน
- มีต่ออีก
Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2568 |
Last Update : 14 กุมภาพันธ์ 2568 10:58:59 น. |
|
0 comments
|
Counter : 57 Pageviews. |
 |
|
|
|
|
 |
|
|
|