The Curious Case of Benjamin Button : L-if-e ถ้าชีวิตนี้ไม่มีคำว่า “ถ้า” (เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ)



หลายคนอาจบ่นว่า 166 นาทีของหนังเรื่องนี้นานเกินไปจนรู้สึกน่าเบื่อ ในขณะที่บางคนอาจติว่าความหวือหวาน่าตื่นเต้นก็ดูจะน้อยเกินไปสำหรับหนังที่มีทุนสร้างสูงถึง 150 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ผมถือวิสาสะเอาเองว่าเสียงตำหนิข้างต้นอาจมาจากผู้ชมที่นิยมดูหนังเพื่อฆ่าเวลา ดูเพียงเพื่อความเพลิดเพลินชั่วขณะก่อนที่จะต้องรีบไปทำกิจกรรมอย่างอื่นที่เห็นว่าสำคัญกว่าหรือไม่ก็อาจสมาธิสั้นที่ทำให้ไม่สามารถทุ่มเทความสนใจต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เป็นเวลานาน

หากเวลาฉายเกินสองชั่วโมงของหนังเรื่องหนึ่งคือความน่าเบื่อสำหรับผู้ชมยุคนี้ หนังในดวงใจอย่าง Ben Hur, Titanic , The Lord of the Rings หรือแม้แต่ Forrest Gump หนังต้นแบบของ The Curious Case of Benjamin Button เรื่องนี้ก็คงจะไม่มีโอกาสได้แจ้งเกิดทั้งในเวทีล่ารางวัลและในความทรงจำอันทรงคุณค่าของผู้ชมหลายๆ คน



ผมคงนิยามได้สั้นๆ ว่า The Curious Case of Benjamin Button เป็น “หนังดีที่ต้องดู” เรื่องหนึ่งของปี หนังมาพร้อมความสมบูรณ์แบบในทุกด้าน ทั้งเนื้อหา วิธีการนำเสนอและงานสร้างที่หากพลาดไปไม่ได้ชมก็เรียกได้ว่าน่าเสียดายอยู่ไม่น้อย

The Curious Case of Benjamin Button เล่าเรื่องราวของเบนจามิน (แบร็ด พิตต์) เด็กชายที่เกิดมาภายใต้เงื่อนไขที่ไม่ธรรมดา นั่นคือร่างกายที่หดเล็ก ผิวหนังเหี่ยวย่นและหยาบกร้านจนทำให้ทารกน้อยผู้นี้ถูกมองเป็นผู้เฒ่าวัย 80 ซึ่งกำลังใกล้จะตาย พ่อของเบนจามินรับไม่ได้กับสภาพของลูกชายจึงนำไปทิ้งไว้ที่บ้านพักคนชราซึ่งมีควินนี่ (ทาราจิ พี เฮนสัน)แม่บ้านผิวดำเป็นคนดูแล ควินนี่ซึ่งไม่สามารถมีลูกของตัวเองได้รู้สึกเอ็นดูเบนจามินตั้งแต่แรกเห็น เธอเลี้ยงดูเบนจามินด้วยความรักมากเท่าที่แม่คนหนึ่งจะให้ได้พร้อมๆ กับเตรียมใจถึงความตายของเบนจามินซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ



แต่แทนที่ร่างกายจะเสื่อมโทรมเบนจามินกลับดูอ่อนเยาว์ลงเรื่อยๆ วัยเด็กในร่างชราของเขาถูกห้อมล้อมด้วยผองเพื่อนผู้แก่เฒ่า แต่ละคนล้วนมีความน่าสนใจที่แตกต่าง คนแล้วคนเล่าที่เดินเข้ามาและจากไปจากชีวิตของเบนจามินช่วยบ่มเพาะวิธีคิดแบบ “ปล่อยวาง” ให้เค้าได้ซึมซับเรียนรู้ว่าความตายและความไม่แน่นอนเป็นเรื่องปกติของชีวิต

เบนจามินรู้จักเด็กหญิงน่ารักคนหนึ่งชื่อว่าเดซี่ซึ่งมาเยี่ยมคุณยายของเธอ ณ บ้านพักแห่งนี้ เดซี่เป็นรักแรกพบของเบนจามินแต่ทั้งสองก็ไม่สามารถใกล้ชิดสนิทสนมกันได้เนื่องจากภาพลักษณ์ที่ไม่เหมาะสม (ประมาณว่าเบนจามินมักถูกมองเป็นเฒ่าหัวงู) สิ่งอัศจรรย์บังเกิดกับควินนี่เมื่อเธอตั้งครรภ์ลูกของตัวเอง ควีนนี่คลอดลูกสาวและทะนุถนอมลูกน้อยของตนจนเบนจามินในฐานะพี่ชายเริ่มรู้สึกเหมือนถูกแย่งความสำคัญ จิตใจที่โตเป็นวัยรุ่นและร่างชราที่อ่อนล้าก็เริ่มจะมีเรี่ยวแรง เบนจามินพร้อมแล้วสำหรับการก้าวออกจากสถานอนุบาลเพื่อเผชิญโลกภายนอกอันท้าทาย



แต่ละเหตุการณ์ที่พัดผ่านเสมือนสายลมใหญ่ซึ่งพุ่งเข้ามาปะทะชีวิต แต่ละคนที่เบนจามินพานพบล้วนมอบบทเรียนอันมีค่าให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่แบบก้าวกระโดด เบนจามินมีโอกาสได้รู้จักพ่อบังเกิดเกล้าและเข้าใจที่มาของตนเอง เค้าเจอกับเดซี่ (เคต บลานเชตต์) ซึ่งขณะนี้โตเป็นสาวและงามจับตา เดซี่ฝันที่จะเป็นนักเต้นบัลเล่ย์ผู้โด่งดัง ความรักของเบนจามินและเดซี่ผลิบานอีกครั้งในช่วงวัยที่เท่าเทียมและคู่ควร ทุกสิ่งในชีวิตดูสวยงามและสมบูรณ์ก่อนที่รอยเลื่อนแห่งวัยจะถ่างแยกออกจากกันอีกครั้ง

ในขณะที่ระยะกระจัดแห่งวัยของทั้งสองเพิ่มมากขึ้น เบนจามินและเดซี่เรียนรู้ที่จะเข้าใจความเป็นนิรันดร์ของความรัก



ผู้กำกับเดวิด ฟินเชอร์ถ่ายทอดภาพของ The Curious Case of Benjamin Button ได้อย่างนุ่มนวลจนดูผิดตา จากหนังคัลต์สุดเซอร์เรื่องโปรดของผมอย่าง Fight Club ทำให้แทบไม่อยากเชื่อว่าเดวิด ฟินเชอร์จะสวมรอยเป็นโรเบิร์ต เซเมกคิส ผู้กำกับ Forrest Gump ได้เนียนตาขนาดนี้ อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า The Curious Case of Benjamin Button มีหนังต้นแบบเป็น Forrest Gump ด้วยฝีมือการประพันธ์บทภาพยนตร์ของเอริก รอธ หลายอย่างในชีวิตของเบนจามินละม้ายคล้ายคลึงกับฟอเรสต์ กัมพ์ ทั้งความแปลกแยกจากผู้คนรอบข้างที่ออกจะประหลาดกว่าความแปลกแยกตามปกติ คำสอนของแม่ที่มีอิทธิพลใหญ่หลวงต่อการดำเนินชีวิต ( คำสอนที่คล้ายคลึงกันจากหนังทั้งสองเรื่องทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าแม่ของเอริก รอธ จะต้องเคยสอนเค้าแบบนี้แน่ๆ ตอนเป็นเด็ก) ผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตซึ่งล้วนแต่มีความน่าสนใจ ความรักที่ยั่งยืนซึ่งมักจะเริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็กรวมตลอดถึงเนื้อหาที่ว่าด้วยการปล่อยวางรวมถึงการมองโลกและชีวิตในแง่ดี



วิวัฒนาการชีวิตแบบย้อนกลับของเบนจามินสะท้อนถึงแนวคิดที่น่าสนใจหลายอย่างเช่นเดียวกับอุดมการณ์ของช่างทำนาฬิกาที่ต้องการจะย้อนเวลาเพื่อให้ลูกชายที่ตายในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ความต้องการที่จะย้อนกลับไปในอดีตสะท้อนถึงความไม่พอใจในปัจจุบัน เรามักสร้างเหตุการณ์สมมติบางอย่างขึ้นเพื่อกำหนดเงื่อนไขในการมีความสุขโดยเฉพาะเงื่อนไขในอดีตที่ผ่านมาแล้ว เช่น

ถ้าโลกนี้ไม่มีสงคราม ถ้าไม่เกิดมาเป็นคนดำ ถ้าได้เป็นศิลปิน ถ้าได้ว่ายน้ำผ่านช่องแคบอังกฤษ ถ้าได้เป็นนักบัลเลย์ผู้มีชื่อเสียง ถ้าได้มีลูกเป็นของตนเอง ถ้าลูกที่เกิดมาไม่ผิดปกติ ถ้าไม่ประสบอุบัติเหตุ ถ้ามนุษย์ไม่ต้องแก่ชรา ถ้าสามารถย้อนเวลากลับไปในอดีตได้



ร้อยพันเงื่อนไขที่เราสร้างขึ้นเพื่อผูกมัดและรัดรึงตัวเองให้ต้องตกเป็นทาสความคิด ชีวิตนี้จึงมากมายไปด้วยเงื่อนไขและคำว่า “ถ้า”

ช่วงหนึ่งของ The Curious Case of Benjamin Button ทำให้ผมนึกถึงหนังอังกฤษที่แสดงโดยกวินเนธ พัลโทรว์เรื่อง Sliding Door (1998) เนื่องจากเห็นว่ามีประเด็นเกี่ยวกับเหตุและผลซึ่งเป็นเงื่อนไขในชีวิตคล้ายๆ กัน



เวลาที่เรามีอยู่ในขณะนี้ (ตอนที่อ่านบทความมาถึงจุดนี้) ชีวิตอาจจะไม่หวือหวาน่าตื้นเต้นหรือไม่โลดโผนสนุกสนานเท่ากับความสุขที่เคยพบเจอในอดีต แต่หากลองตระหนักว่าการมีชีวิตในแต่ละวินาทีคือพรวิเศษจากพระเจ้าและเวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตคือสิ่งที่มีค่าควรแก่การหวงแหน การตัดพ้อหรือไม่พอใจปัจจุบันอาจกลายเป็นเรื่องไร้สาระไปในทันที

เรามีความสุขได้ทั้งที่โลกนี้ยังมีสงคราม แม้จะเกิดมาเป็นคนดำ แม้ไม่ได้เป็นศิลปิน แม้ยังไม่ได้ว่ายน้ำผ่านช่องแคบอังกฤษ แม้ไม่ได้เป็นนักบัลเลย์ผู้มีชื่อเสียง แม้จะไม่มีลูกของตนเอง แม้ลูกที่เกิดมาจะไม่ปกติ แม้จะประสบอุบัติเหตุ แม้จะต้องแก่ชรา แม้จะไม่สามารถย้อนเวลากลับไปในอดีต



The Curious Case of Benjamin Button มอบหลายฉากประทับใจให้ผู้ชมได้กลับมาใคร่ครวญ โดยเฉพาะฉากตลกๆ ที่ชายคนหนึ่งถูกฟ้าผ่า 7 ครั้งแต่ก็ยังไม่ตาย บางคนอาจเห็นเป็นโชคร้ายซ้ำซ้อนครั้งแล้วครั้งเล่า ในขณะที่บางคนอาจเห็นโอกาสครั้งแล้วครั้งเล่าในการได้มีชีวิต

เบนจามินเก็บเกี่ยวความสุขในชีวิตเต็มที่พร้อมตระหนักถึงความไม่จีรังยั่งยืนของสรรพสิ่ง พลังงานในชีวิตของเบนจามินถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าในทุกๆ ขณะเสมือนนกฮัมมิ่งเบิร์ดที่กระพือปีกบินอยู่ตลอดเวลา (ฮัมมิ่งเบิร์ดยังเป็นนกที่บินถอยหลังได้คล้ายกับชีวิตของเบนจามิน) เบนจามินมีโอกาสได้ท่องเที่ยวทั้งโลกภายนอกและโลกภายใน ได้เยี่ยมเยือนทุกมุมของโลกและทุกแง่มุมของช่วงวัยในชีวิต



หลังจาก The Curious Case of Benjamin Button จบลง ผมก้มมองนาฬิกาข้อมือเพื่อคำนวณเวลาที่หนังเรื่องนี้ใช้ไป แต่แทนที่จะมองเห็นตัวเลขบนหน้าปัด ผมกลับนึกถึงอายุของตัวเองและเริ่มสงสัยถึงเวลาที่เหลืออยู่




Mr. Gateau - Alexandre Desplat



Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 25 กุมภาพันธ์ 2552 21:12:11 น. 9 comments
Counter : 1311 Pageviews.

 
ไม่คิดว่าหนังยาวเกินไปเลยครับ
ชอบหนังเรื่องนี้มาก และรู้สึกเศร้ามากๆ

หนังมีอะไรลึกซึ้งกว่าเรื่องอื่นอย่างเห็นได้ชัด


โดย: แค่เพียงรู้สึกสุขใจ วันที่: 18 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:1:49:32 น.  

 
ชอบเรื่องนี้ค่ะ.....มีสิ่งที่ลึกซึ้งแทรกอยู่ในหนัง
จะนาน ก็ตอนดูหนังตัวอย่างรอแหละ 555


โดย: bulbul IP: 115.67.243.104 วันที่: 18 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:23:13:04 น.  

 
เล่นเอาลุ้นหนักอยู่เหมือนกัน กว่าผมจะได้ดูหนังเรื่องนี้ เพราะหารอบดึกๆยากเอามากๆ
จวบจนเมื่อวานเลยตัดช่องน้อยโดดงานชิงไปดูในช่วงกลางวัน...แล้วก็เหมือนกรรมตามคนหนีงานทัน

หนังเลยให้ผมชดใช้กรรมคาโรงด้วยการนั่งจมความน่าเบื่อไปตลอดเรื่อง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรยากาศของหนังราวกับจะมีทัศนคติดีๆแฝงอยู่ในแทบทุกอณูและแทบทุกประโยคสนทนา
หากแต่ก็เจ้า “ความนิ่ง” ของบรรยากาศอีกนั่นแหละ ที่ทำให้ทัศนคติดีๆเนียนกันไปหมด
เหมือนถ้าเราเอาเค้กมาวางกลางวงแก้วกาแฟนับร้อย เค้กก็จะแลดูน่าทานสุดๆ
แต่พอเอาเค้กมาวางในวงเค้กนับพัน เค้กก็จะเป็นแค่เค้ก 1 ใน พันชิ้น

สารของหนังก็เหมือนกัน เหมือนสารดีๆมันส่งมาเยอะแต่ทุกสารดีพอๆกันจนไม่มีสารไหนโดดเด่น
ผมไม่ได้ออกไปดูหนังเพื่อฆ่าเวลา หากแต่ตั้งใจหนีงานวิ่งไปดูเต็มที่ แต่ผลที่ได้รับกลับไม่คุ้มค่าอย่างที่คิด

The Curious Case of Benjamin Button อาจจะเป็นหนังดีในหลายๆแง่มุม
แต่คงไม่ใช่ความบันเทิงชั้นดีนัก แต่นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่ผู้สร้างคิดไว้อยู่แล้ว

แต่ก็เหมือนกับหนังที่กระแสบอกว่าดีหลายๆเรื่องที่ผมดูแล้วไม่ยักพยักหน้าตาม
พอได้มาอ่านบทวิจารณ์ของพี่เบียร์ตบท้ายหนังทีไรก็ถึงบางอ้อทุกทีไป 555+

The Curious Case of Benjamin Button ก็เช่นกัน

ชอบที่หนัง + บทความบอกกับผมว่า แท้จริงแล้วพวกเราทุกคนเกิดมาภายใตเงื่อนไขที่ไม่ธรรมดาด้วยกันทั้งนั้น
เพียงแต่เงื่อนไขเหล่านั้นจะมีผลกระทบกับชีวิตของเรามากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับตัวเองเรา
เหมือนที่พี่เบียร์ยกตัวอย่าง(ตรงอักษณวิ่งๆมา) ว่าโลกนี้ไม่มีคำว่า “ถ้า” แล้วคนเหล่านั้นจะยังมีความสุขไหม

ในหนัง
คนผิวดำในเรื่องแทบจะไม่มีใครที่เป็นทุกข์
กัปตันเรือลากแลดูจะมีความสุขกับอารมณ์ศิลปินแบบเป็นการส่วนตัวของเขาเองดี
พ่อของพระเอกอาจจะไม่สุขนัก แต่ก็มีจุดจบที่สงบ
นางเอกแลดูจะปล่อยวางความฝันและเอาชนะความชราของตัวเองได้ในที่สุด
หรือแม้แต่นักว่ายน้ำที่เสียเวลากับความพ่ายแพ้ไปนานหน่อย แต่ก็กลับลำมาทัน

ดูๆจะมีก็แต่คนทำนาฬิกาและเบนจามินพระเอกของเรื่องที่พ่ายแพ้ให้กับเงื่อนไขที่ไม่ธรรมดา

คนทำนาฬิกายอมแพ้การสูญเสียและจมชีวิตที่เหลือหมดไปกับการเดินเรือ(และผลิตนาฬิกาที่เดินถอยหลัง)
ส่วนพระเอกยอมแพ้เร็วไปหน่อยกับการใช้ชีวิตกับคนที่ตนรักในถึงที่สุด
แม้จะด้วยเหตุผลที่ดี แต่ก็แลดูจะยอมแพ้เร็วและง่ายเกินไป
(สุดท้ายนางเอกก็ต้องมาเลี้ยงเขาอยู่ดี โดยลูกสาวไม่ใช่ปัญหาแล้วเพราะโตแล้ว)

ชีวิตของเบนจามินดูจะใช้คุ้มค่าเอามากๆ จวบจนการยอมแพ้กับเงื่อนไขในตอนท้าย
ทำเอาการไปเที่ยวอินเดียก็แลดูจะทดแทนสิ่งที่เขาพลาดกับลูกสาวและคนรักไปไม่ได้

ส่วนชีวิตของตัวเองที่เหลือ ถ้าชีวิตมีคำว่าถ้า ผมก็อยากให้มันมีความสุข
แต่หากไม่มีคำว่าถ้าจริงๆ ...เราอาจจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อการันตีความสุขด้วยมือตัวเอง ณ เวลาปัจจุบัน

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆนะครับ
(ชอบไอเดียคนโดนฟ้าผ่า 7 ครั้ง ตอนที่ดูหนังนี่ไม่เข้าใจเลยว่ามันจะมาผ่าอะไรบ่อยๆ -*-)

ปล อีก 2 เรื่องของต้ะไว้ก่อนนะครับ
THE READER นี่ผมยังอ่านเวอร์ชั่นหนังสืออยู่ ส่วน Slumdog Millionaire ก็มีแววจะได้แผ่นมาดู ^^
ไว้ดูแล้วจะมาคุยกันอีกทีนะครับ


โดย: ข้าวหวาน IP: 124.121.185.186 วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:18:45:09 น.  

 
เผาเต่าไปหลายรอบ และ
ประทับใจไดละล็อกหลายๆตอนค่ะ

" we're meant to lose the people we love, How eles would we know how important they are to us."

"เราถูกลิขิตให้สูญเสียผู้คนที่เรารัก

ไม่อย่างนั้นเราจะรู้ได้อย่างไรว่า

พวกเขาสำคัญต่อเรามากแค่ไหน"


ป้าคนหนึ่งที่กำลังตัดเล็มผมให้กับ เบนจามิน พูดขึ้นเมื่อเขาถามหาคนอื่นๆ



โดย: renton_renton วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:21:38:50 น.  

 
ผมชอบที่หนังมองความตายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ แต่ระหว่างทางก่อนตายเป็นสิ่งที่สำัคัญกว่า


โดย: Seam - C IP: 58.9.202.106 วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:8:22:00 น.  

 
ชอบตรงส่วนที่เขียนเกี่ยวกับฮัมมิ่งเบิร์ดครับ
ขอบคุณครับ


โดย: absent-minded IP: 158.108.54.249 วันที่: 16 มีนาคม 2552 เวลา:13:08:30 น.  

 
เป็นแฟนประจำของผู้กำกับ David Fincher ตั้งแต่ Seven,Alien 3 ,the game, Fight club สำหรับเรื่อง the curious case of Benjamin Button ค่อนข้างจะยาวหากนั่งดูในโรงหนังรวดเดียวจบ ตัวหนังก็เดินเรื่องไปเรื่อย ๆ คล้ายหนังสารคดี ซึ่งคล้ายกับเรื่อง Forest Gump มาก แต่โดยภาพรวมแล้ว ก็ถือว่าเป็นหนังดีที่คอหนังพันธ์แท้ไม่ควรพลาดอีกเรื่องหนึ่ง น่าเสียดายที่พลาดรางวัลออสการ์สำคัญ ๆ ไป


โดย: psw2548 IP: 114.128.150.171 วันที่: 7 พฤษภาคม 2552 เวลา:20:45:00 น.  

 
สำหรับเราหนังเรื่องนี้ ทำได้ประณีต และ สวยงามมากมาก..........
เวลาใครถามว่าหนังเรื่องนี้สนุกมั้ย.......
เราจะตอบว่าไม่สนุก.........................
แต่เป็นหนังที่น่าประทับใจมาก............
"For me it is the most beautiful movie"


โดย: Moo Yis วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:17:24:28 น.  

 
ประทับใจกับหนังเรื่องนี้มากครับ พอได้อ่านบทความ ยิ่งทำให้เข้าใจมากขึ้นกับหลายๆจุดที่หนังนำเสนอ หนังเรื่องนี้คงช่วยสอนผมให้รู้จักใช้ชีวิตในช่วงเวลาของวัยต่างๆได้ดีขึ้น ส่วนเรื่องที่พระเอกเดินออกจากครอบครัว ผมว่ามองได้หลายมุม มุมของผม ผมคิดว่าเขาอยู่ในวัยของไม้ใกล้ฝั่ง(คนแก่แถ้วบ้านผมเข้าวัด)แต่ร่างกายเขาเต็มไปด้วยพลังของวัยรุ่น แต่เป็นวัยรุ่นที่ใกล้จะตาย เป็นผมก็คงทำแบบเขา(ถ้าผมเป็นแบบเขา) หนังจบ ผมรู้สึกว่าตัวเองมีพลัง ไม่รู้คนอื่นที่ดู รู้สึกแบบผมหรือปล่าว อันนี้ไม่แน่ใจ


โดย: หัดดู IP: 192.168.1.100, 58.8.106.93 วันที่: 26 พฤศจิกายน 2553 เวลา:14:41:57 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

beerled
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




"หนัง".....ไม่ได้มีดีเพียงแค่ "ผิว"
New Comments
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2552
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
 
17 กุมภาพันธ์ 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add beerled's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.