Slumdog Millionaire : เกมยาจก (เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ)




"Who Wants To Be A Millionaire?" คงเป็นคำถามที่ตอบง่ายที่สุดหากถูกใช้ในรายการ ควิซโชว์ (Quiz Show) เพราะคงไม่มีใครในโลกที่ไม่อยากเป็นเศรษฐี

ทว่าคำถามสำหรับจามาล มาลิค ผู้เข้าแข่งขันคนล่าสุดของรายการเกมเศรษฐีเวอร์ชั่นอินเดียกลับไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น

คำถามแรกไม่ได้เริ่มต้นขึ้น ณ เวทีอาบสปอตไลท์แห่งนี้ เกมรีลลิตี้ชีวิตจริงของจามาลได้เริ่มต้นมาก่อนแล้วในสลัมบอมเบย์เมื่อหลายปีก่อน



จามาลคือเด็กด้อยโอกาสตามมาตรฐานสังคมที่พัฒนาแล้ว ความสนุกสนานในวัยเด็กถูกแวดล้อมอยู่ด้วยความเสื่อมโทรมและสกปรก เนื้อตัวที่เปื้อนดำปรากฏความบริสุทธิ์เดียวที่สัมผัสได้คือแววตาไร้เดียงสาของจามาล จุดเปลี่ยนในชีวิตเริ่มต้นจากความตายของแม่ในเหตุการณ์ความรุนแรงซึ่งชุมชนชาวมุสลิมถูกไล่ที่โดยชาวฮินดูหัวรุนแรง จามาลต้องใช้ชีวิตจรจัดร่วมกับพี่ชายชื่อว่าซาลิม ซาลิมเป็นเด็กหัวแข็ง ดื้อรั้น ทว่าก็ยังคงหลงเหลือความปรารถนาดีให้แก่น้องชาย ในระหว่างการเร่ร่อนอย่างไร้จุดหมาย ทั้งคู่พบเจอเพื่อนร่วมทางอีกคนเป็นเด็กหญิงชื่อว่าลาติกา ในความคิดของจามาล ลาติกาคือหนึ่งในสามทหารเสือคนสุดท้ายที่เขากำลังเฝ้ารอ เด็กๆทั้งสามถูกล่อลวงโดยกลุ่มค้ามนุษย์ให้ต้องทำงานเป็นขอทานเพื่อแลกอาหารและที่พัก ซาลิมพาจามาลหนีออกมาได้หลังจากพบเจอเหตุการณ์สุดสยองซึ่งนายใหญ่ของแก็งค์กระทำให้เด็กชายคนหนึ่งต้องตาบอด ลาติกาจำทนอยู่กับความโหดร้ายนั้นต่อไปจนกระทั่งก้าวเข้าสู่วัยสาวและกลายเป็นโสเภณี ลาติกาได้พบเจอกับจามาลอีกครั้งและถือเป็นจุดแตกหักระหว่างเขากับพี่ชายซึ่งปรารถนาในตัวลาติกาด้วยเช่นกัน จามาลในวัย 18 ปีทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟชาในบริษัทคอลเซ็นเตอร์แห่งหนึ่ง ส่วนซาลิมกลายเป็นมือขวาของเจ้าพ่อผู้กุมอิทธิพลใหญ่ในย่านมุมไบ เพื่อให้ได้พบเจอกับลาติกาอีกครั้งจามาลสมัครเข้าร่วมแข่งขันเกมเศรษฐีเพราะคิดว่าเธออาจกำลังดูอยู่



โครงเรื่องคร่าวๆ ของ Slumdog Millionaire เปิดโอกาสให้แดนนี่ บอยล์ (ซึ่งมีโลเวลีน ทันดัน เป็นผู้กำกับร่วมชาวอินเดีย) ได้เติมเต็มรายละเอียดที่น่าสนใจรวมถึงลูกเล่นในการเล่าเรื่องที่แพรวพราวตามสไตล์ ความจี๊ดในอารมณ์ของผู้กำกับมากฝีมือรายนี้ยังไม่จางหายและถือเป็นงานในทางเดียว Trainspotting ผลงานสร้างชื่อในอดีต ลีลาความสดในการเล่าเรื่องผ่านงานด้านภาพสีแสบและซาวน์ดนตรีที่มอบความกระปรี้กระเปร่าให้ผู้ชม โดยเฉพาะเพลงประกอบที่ถูกใส่เข้ามาในหนังเรียกได้ว่าติดหูทุกเพลงจนคล้ายจะเป็นพระเอกตัวจริงของ Slumdog Millionaire ไปโดยปริยาย

เหมือนแดนนี่ บอยล์จะหลีกเลี่ยงทุกวิธีในการเล่าเรื่องที่ธรรมดาและโชว์ความแปลกเป็นสำคัญซึ่งอาจถือเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วสำหรับเค้า Slumdog Millionaire เหวี่ยงกล้องถ่ายภาพแบบฉวัดเฉวียนแต่เก็บความเคลื่อนไหวของตัวละครได้คมชัดและงดงามมีสไตล์ประกอบรวมกับการตัดต่อแบบฉับไวแต่มีจังหวะ ทำให้หากไม่ทราบมาก่อนว่านี่คืองานใหม่ของผู้กำกับแดนนี่ บอยล์ ผมก็คงไม่อาจคิดเป็นอื่นได้นอกจากจะสรุปว่านี่คือหนังของวัยรุ่นไฟแรงที่กำลังโชว์พลัง



Slumdog Millionaire เปิดประเด็นจิกกัดสังคมได้เจ็บแสบ โดยเฉพาะเรื่องของการ “สร้างภาพ” เพื่อปกปิดความจริงอันไม่พึงประสงค์ หนังทำหน้าที่ตีแผ่ความเสื่อมโทรมซึ่งหลบเร้นอยู่ในสังคมอินเดียแบบหมดเปลือก ไม่ใช่การใส่ร้ายหรือมองแบบแฝงอคติโดยสายตาคนนอกของผู้กำกับ แต่ Slumdog Millionaire คือเสียงสะท้อนจากหนังสือเรื่อง Q and A ของวิกาส สวารัปนักการทูตและนักเขียนชาวอินเดียที่กล้าวิพากษ์แผ่นดินมาตุภูมิตนเอง ดูผิวเผินเหมือนจะเป็นการตำหนิแต่เจตนารมณ์ก็เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและต้องการให้สังคมเดินไปข้างหน้าอย่างถูกทิศถูกทาง เป็นการวิจัยเพื่อค้นหาความสุขแท้จริงของชาวอินเดีย หนังกล่าวถึงภาพลักษณ์ที่ชาวต่างชาติรู้จักอินเดียผ่านทางสถาปัตยกรรมทัชมาฮาลอันยิ่งใหญ่ กลายเป็นสูตรสำเร็จว่าการมาถึงอินเดียคือการได้มาท่องเที่ยว ณ สิ่งมหัศจรรย์แห่งนี้ Slumdog Millionaire มองในมุมกลับว่าทัชมาฮาลเป็นเพียง “ภาพ” ที่อินเดียสร้างขึ้นเพื่อให้โลกภายนอกได้ซึมซับจดจำถึงความเป็นชนชาติอันยิ่งใหญ่ ทัชมาฮาลไม่เคยสะท้อนความเจ็บปวดหรือความแร้นแค้นของชนชาวอินเดียให้สังคมโลกได้รับรู้ในขณะที่ย่านสลัมอันเสื่อมโทรมกลับทำหน้าที่บอกเล่าถึงวิถีชีวิตแบบอินเดียได้ “ถึง” และ “จริง” กว่าแบบเทียบกันไม่ได้



ประเด็นเรื่อง “การสร้างภาพ” ยังปรากฏอยู่ในรายละเอียดของหลายๆ ฉาก เช่นการที่หัวหน้าแก็งค์ค้ามนุษย์แสร้งทำเป็นใจดีเพื่อหลอกเด็กไปเป็นขอทาน (การเอาโค้กเย็นๆ มาเป็นเหยื่อล่อเด็กอาจตีความได้ถึงระบบทุนนิยมที่กำลังยั่วเย้าต่อระบบคิดในสังคมของประเทศโลกที่สาม) การที่นักท่องเที่ยวถ่ายภาพทัชมาฮาลซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอินเดีย การสร้างภาพของพิธีกรรายการเกมเศรษฐีซึ่งธุรกิจกำลังอยู่ในช่วงตกต่ำ การที่จามาลและซาลิมปลอมตัวเป็นไกด์นำเที่ยวแบบมั่วนิ่มทั้งที่ไม่มีความรู้ การเอาน้ำก็อกใส่ขวดน้ำแร่เพื่อหลอกขายในร้านฟาสต์ฟู้ด หรือแม้แต่การสวมแว่นดำของลาติกาเพื่อปกปิดรอยช้ำจากการถูกทำร้าย เป็นต้น

หนังเหน็บแนมสังคมอินเดียที่บูชาเงินเสมือนการบูชาเทพเจ้าและแอบพาดพิงไปถึงวิธีคิดแบบอเมริกันอยู่ในที (แก้ปัญหาต่างๆ ด้วยเงิน) แต่ละคนพร้อมมองข้ามเส้นแบ่งหรือขอบเขตทางศีลธรรมเพื่อให้ได้มาซึ่งเงิน เป็นผลให้อาชีพสกปรกยังปรากฏเกลื่อนกลาดอยู่ในสังคมเสมือนเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ไม่มีการชำระหรือกวาดล้างอย่างจริงจังไม่ว่าจะเป็นปัญหาการค้ามนุษย์ (ที่ไม่ต่างไปจากประเทศไทยของเรา) ปัญหาโสเภณีเด็ก กลุ่มผู้มีอิทธิพลนอกกฎหมาย ปัญหาความขัดแย้งทางศาสนา (โดยเฉพาะมุสลิมและฮินดู) และการเข้าถึงการศึกษาของเด็กๆ ซึ่งมีเงินเป็นอุปสรรคสำคัญ รวมถึงปัญหาการพัฒนาประเทศสู่ความเจริญแบบฟองสบู่จนอาจหลงลืมรากเหง้าทางวัฒนธรรม

Slumdog Millionaire ใช้วิธีการถ่ายภาพแบบเอียงกล้องตลอดการเล่าเรื่องเหมือนจะแสดงถึงความไม่มีดุลยภาพ ความลำเอียงหรือความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ถือเป็นการถ่ายทอดที่รับใช้เรื่องราวหลักได้เป็นอย่างดี

อีกจุดหนึ่งที่ผมชอบคือเพลงประกอบที่ชื่อ Paper plane โดยเฉพาะตรงท่อนฮุคที่ปรากฏเสียงปืนและเสียงกริ๊ง...ของ “เครื่องคิดเงิน” ฟังแล้วเท่ห์ได้ใจและคมคายไม่ใช่เล่น



บทของจามาลและซาลิมเดินเรื่องในลักษณะของขั้วตรงข้าม อย่างเช่นตอนเด็กที่จามาลมุดส้วมหลุมเพื่อวิ่งออกไปขอลายเซ็นอามิตาบห์ บาจจานดาราชื่อดังของอินเดีย (ฉากนี้ทำให้นึกถึงยวน แม็กเกรเกอร์ใน Trainspotting ขึ้นมาทันที) เรียกได้ว่าเพราะ “รัก” จึงยอมทุกอย่างจริงๆ แต่ท้ายที่สุดซาลิมก็ขโมยลายเซ็นเอาไปขายได้เงินมาแค่ไม่กี่รูปี ฉากที่จามาลได้แบงค์หนึ่งร้อยดอลล่าร์จากผัวเมียอเมริกันแทนค่าทำขวัญที่ถูกกระทืบ ต่อมาก็นำเงินจำนวนนี้ไปให้เพื่อนขอทานตาบอดโดยไม่ได้นึกเสียดายแม้แต่น้อย หรือตอนที่จามาลซึ่งรักลาติกาสุดใจและพยายามตามหาเพื่อช่วยเหลือให้เธอออกมาจากวงจรอันโสมมของแก็งค์ค้ามนุษย์แต่ซาลิมก็ชุบมือเปิบเอาไปครอบครองเพียงเพราะหลงใหลในรสเพศ รวมถึงฉากไคลแม็กซ์ของเรื่องตอนจบที่สะท้อน “ผลของทางเลือก” ได้อย่างชัดเจนที่สุดระหว่างจามาลซึ่งเลือกที่จะเดินทางตามหาความรักในขณะที่ซาลิมเลือกที่จะเดินทางตามหาความร่ำรวยเยี่ยงเศรษฐี (ชอบฉากนอนอาบเงินของซาลิมจริงๆ) เมื่อพิธีกรตะโกนสุดเสียงว่ามันคือคำตอบที่ถูกต้อง...ผู้ชมคงทราบได้ในทันทีว่านั่นไม่ได้หมายถึงแค่ความถูกต้องของคำตอบสุดท้ายซึ่งจามาลเพิ่งเดามั่วพูดออกไป หากแต่มันคือความถูกต้องของมนุษย์ผู้หนึ่งซึ่งเลือกที่จะบูชาความรักเหนือสิ่งใด

หลายฉากในหนังประเมินค่าว่าเงินเป็นสิ่งสกปรก โดยเฉพาะฉากที่ซาลิมนอนอาบน้ำเงินอยู่ในอ่างเมื่อเทียบกับการมุดส้วมของจามาลเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่รัก

Slumdog Millionaire เปรียบอุปสรรคในชีวิตเสมือนคำถามล่ารางวัล การแก้ปัญหาหรือการกระโดดข้ามวิบากในแต่ละจุดคงกลายเป็นเรื่องสนุกและท้าทายมิใช่น้อยหากเรามองชีวิตเป็นเพียงเกมเกมหนึ่ง ผมคงไม่อาจเรียกจามาลได้ว่าเป็น “เด็กด้อยโอกาส” เพราะความเจ็บปวดในชีวิตที่เค้าต้องประสบนั่นแหละคือโอกาสที่มีค่าที่สุดในการหล่อหลอมให้กลายเป็นคนเข้มแข็งและเรียนรู้ที่จะสู้ชีวิตอย่างมีความสุข ฉากที่จามาลจุมพิตรอยแผลเป็นบนใบหน้าของลาติกาตอนจบจึงเป็นดังคำขอบคุณต่อความเจ็บปวดในอดีตซึ่งคอยสะสมความมี "คุณค่า" ให้กับชีวิต

เพราะสำหรับเด็กที่ไม่มีการศึกษาอย่างจามาล มาลิค วิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตหรือ ส.ป.ช. ดูจะเป็นแบบฝึกหัดที่สำคัญที่สุดในการเอาตัวรอดท่ามกลางสังคมที่แสนดงดิบและวุ่นวายนี้





Paper Planes - Blaqstarr Remix feat. Rye Rye & Afrikan Boy - M.I.A.



Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 11 กุมภาพันธ์ 2552 1:43:18 น. 11 comments
Counter : 3625 Pageviews.

 
คาดเดาเอาว่าพี่เบียร์คงจะอยากเขียนใจจะขาด
แต่เวลา + สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย
เลยลงไว้แค่ภาพ + ตัวอย่าง และเพลง

ผมเข้าใจเลย วัตถุดิบมันน่าดู ประเด็นมันน่าเขียนขนาดนี้
เห็นแล้วมันคันมืออยากจะเอานิ้วจิ้มคีย์บอร์ดให้สะใจ 555+

ใจเย็นๆพี่ แล้วเวลาของเราจะมาถึงครับ
พระเจ้าแห่งตัวหนังสือไม่เคยทอดทิ้งบุตรของพระองค์หรอก

เรื่องลิ้งค์ข้อความผมส่งเข้าเมล์ให้แล้วนะครับ ^^


โดย: ข้าวหวาน IP: 124.121.192.166 วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:17:13:18 น.  

 
เก็บรายละเอียดได้น่าสนใจเช่นเคยครับ

เกี่ยวกับแผลเป็น ตอนที่ดูก็คิดว่าน่าจะมีความหมายถึงอะไรบางอย่าง
แต่ก็ไม่ได้คิดต่อและลืมไปเลย


โดย: แค่เพียงรู้สึกสุขใจ วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:8:13:19 น.  

 
โอ้ อ่านแล้วผมรู้สึกดีกับหนังไปเลยครับทั้งๆที่ผมดูจบแล้วเฉยๆกับหนังเรื่องนี้ เว้นเสียแต่สไตร์ที่เจ๋งมาก

หลายๆประเด็นผมแทบมองไม่เห็นเลยด้วยซ้ำ

คงต้องลองดูอีกซักรอบแล้วดูซิมันคู่ควรกับรางวัลต่างๆแค่ไหม

ขอบคุณครับ


โดย: Seam - C IP: 58.9.220.101 วันที่: 16 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:9:28:00 น.  

 
Slumdog Millionaire : โอ้ว จามาล นายแน่มาก


โดย: คนขับช้า วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:20:35:28 น.  

 
พี่เบียร์เคยมีความรักไหมครับ?



ตั้งแต่เรียนจบมานี่ผมก็ได้แต่ดูหนังตัวคนเดียวแทบจะตลอดเวลา
5 ปีเข้าไปแล้วที่แอบหนีงานไปดูหนังรอบดึกเพียงลำพัง
แต่อินเตอร์เน็ตก็ทำให้การดูหนังของผม...ไม่เดียวดายอย่างที่ในทางปฏิบัตินั้นมันลำพัง

เวลาไปเจอหนังบ๊องๆมาก็มี msn ไว้คอยให้ได้ไปบ่นกับนาโนกาย
รวมไปถึงได้ไว้ใช้เป็นช่องทางในการเตือนปอให้อย่าหลงไปดูตาม
แต่เวลาที่เจอหนังดีๆ ก็มีเว็บบอร์ด + บล็อกไว้ค่อยให้ได้ลุ้นว่าจะอ่านการตีความดีๆจากพี่เบียร์ ^^

Slumdog Millionaire นี่ดีหน่อยที่ไม่ต้องลุ้น เพราะพี่เขียนก่อนที่ผมจะได้ดู แต่ตอนนี้ได้ดูแล้วครับ

พูดกันตามหลักหนังรางวัล...Slumdog Millionaire นี่ถือว่าเป็นหนังที่ "ดูง่าย" กว่าหนังรางวัลทั่วไปเอามากๆ
คือขนาดผมที่เป็นพวกดูหนังลึกๆไม่เป็น ดูแล้วยังสนุกได้แม้จะรู้ว่าตัวเองจับประเด็นแฝงของหนังไม่ทันก็ตาม
แล้วก็เหมือนทุกทีที่ดูหนังแล้วรู้สึกว่าได้สารไม่ครบ ผมก็มาหาอ่านเอาแถวนี้ 555+

ประเด็นเรื่องการสร้างภาพนี่ ขณะที่ดูผมตามไม่ทันจริงๆ
รวมไปถึงการโจมตีสังคมอินเดียในแง่ต่างๆ งานทัวร์แบบหลอกๆ
รวมไปถึงการตีความให้เงินดูชั่วร้ายด้วยเช่นกัน อ่า...โลกกว้างขึ้นเยอะ

เหนือสิ่งอื่นใด ผมจำได้ติดหู(?)เลย เพราะตอนที่พี่เบียยร์อัพบล็อกเรื่องนี้(แต่ตอนนั้นยังมีแต่รูป)
ผมเลยกดนั่งฟังเพลงประกอบไปเรื่อยๆ โหย....เพลงอะไรไอเดียสุดยอด 555+
พอได้ไปเจอในหนัง ภาพกับเพลงเข้ากันดีเหลือเกิน (เด็กนับเงินคลอเสียงเหรียญดัง)
แต่โดยส่วนตัวผมชอบเพลงตอนเปิดเรื่องมากกว่า เพลงที่เปิดตอนเด็กๆวิ่งหนีตำรวจไปตามสลัมน่ะครับ

แถมตอนจบตรงเครดิตมีเต้นแบบอินเดียๆให้ได้ดูด้วย 555+
คือถ้าไม่ได้วิ่งข้ามเขา ขอเต้นเอาหน้าสถานีก็ยังดี ลั่นล้าปาจิโกะเอามากๆ


กลับมาที่คำถามที่ผมถามไว้ในบรรทัดแรก

คือที่ผมถามแบบนั้นเพราะผมชอบประเด็นเรื่องของการได้เงินรางวัล 20 ล้านในหนังน่ะครับ
ประเด็นที่ว่าคือ ปกติพี่คิดว่าอะไรที่ดลบันดาลให้ผู้เข้าแข่งขันได้รับเงินรางวัลใหญ่?

ความรู้? ความใจถึง? โชคช่วย? โชคชะตา?...
ใน Slumdog Millionaire บอกกับผมว่าเป็นความรักครับที่ดลใจให้จามาลได้เงิน 20 ล้าน...

คือมันเหมือนเวลาเราคุยโทรศัทพ์กับแฟน หรือไปเที่ยวกับคนรัก
เราจะไม่อยากให้วันเวลามันผ่านไปเร็วนัก เราอยากจะอยู่ ณ เวลานั้นตลอดไป
หรืออย่างน้อยๆให้เนิ่นนานที่สุด นั่นทำให้เวลามีความรัก ใครบางคนก็ไม่ขึ้นรถ
แต่กลับเดินไปส่งแฟนแทน (เพราะอยากเดินด้วยกันนานๆ) อะไรประมาณนั้น

ซึ่งสำหรับจามาล
การได้อยู่ในรายงานเกมโชว์นั้น...คือหนทางเดียวที่เขาจะได้เชื่อมโยงกับลาติกา
ว่าแล้วเขาก็เลยสมัครเข้าร่วมแข่งและตะบี้ตะบันตอบไปเรื่อยทั้งๆที่ไม่มีความรู้อะไรในหัว
ได้เงินเท่าไหร่เขาก็ไม่ค่อยจะทำตาโต
และมุ่งหวังแต่จะขออยู่บนจอต่อไปเพื่อสัมผัสกับคนรักในแง่มุมของการถูกจ้องมองไปนานๆ

รายการเกมโชว์มาโรแมนติกก็คราวนี้เอง

แถมหนังยังแอบโรแมนติกขึ้นไปอีกนิด เมื่อแกล้งให้จามาลโทรไปหาพี่แต่ติดไปเจอกับลาติกาแทน
โดยก่อนสายจะถูกตัดลาติกายังย้ำให้เราฟังอีกด้วยว่า เธอไม่แคร์ว่าจามาลจะชนะได้เงินไหม
แล้วจามาลก็ย้ำซ้ำอีกรอบว่าการออกเกมโชว์ของเขานั้น เพราะเชื่อว่าลาติกาต้องกำลังดูอยู่แน่ๆ
จวบจนเป็นตัวหนังเอง ที่ย้ำว่าเกมโชว์คราวนี้โรแมนติกเป็นรอบสุดท้ายด้วยการไม่พูดถึงเงินเลยหลังจากที่จามาลชนะ...

จนก่อเกิดเป็นอีกประเด็น นั่นคือ "การตอบคำถามในชีวิต"
หรือที่เรามักจะเรียกมันว่า "ทางเลือกของชีวิต"(ที่จะตัดสินใจทำอะไร สอบเข้าที่ไหน กินอะไร แต่งกันดีไหม ทำงานกับใคร ฯลฯ)

ตอนที่ตำรวจบอกว่าที่จามาลเล่าเรื่องชีวิตมามันเล่าเยอะไปนะ เล่าแบบจามาลจะลำบากนะ(เพราะเขามีส่วนในเรื่องผิดกฏหมาย)
แต่จามาลกับบอกว่า "เวลามีใครถามคำถามเขาเยอะๆ เขาก็จะให้คำตอบ"

ใช่เลย ถ้าเราไม่ตั้งคำถามกับชีวิต...เราก็จะไม่มีวันได้รับคำตอบ แล้วชีวิตก็จะล่องลอย
รวมไปหากเราไม่ตั้งคำถาม โลกมันก็จะตั้งคำถามให้เราอยู่ดี เพราะงั้นทางที่ดีเราชิงตั้งก่อนคงจะเหมาะกว่า
อย่างน้อยๆ เราก็จะได้สร้างตัวเลือกด้วยตัวเอง

ในขณะเดียวกัน ในช่วงของชีวิตเราก้มักจะได้พบเจบกับคำถามที่ยากสุดๆตอบไม่ถูกตัดสินใจไม่ได้เอาเสียเลย
โดย Slumdog Millionaire บอกกับเราว่า "ประสบการณ์" จะช่วยเราเอง
เหมือนที่คำถามวิชาการต่างๆถูกจามาลตอบได้แม้เขาจะไม่เคยแตะตำรา
เขารู้เรื่องเพลงจากเพื่อนผู้ตาบอดและวงการชั่วหลอกเด็ก เขารู้เรื่องเงินจากการโดนกระทืบวัยเด็ก
เขารู้เรื่องดาราจากกองอึ และเขารู้ว่าสมาชิกคนที่ 3 ของทหารเสือคือใคร...เมื่อเขารู้อยู่เสมอว่าคนที่ 3 นั้นคือคนรักของเขา

เวลาที่เรารับมือกับคำถามไม่ได้ บางครั้งก็ต้องอาศัยเวลาในการบ่มชีวิตให้เรามือกับคำถามด้วยเหมือนกัน
ชีวิตผม 27 แล้วพี่ 555+ ได้แต่แอบหวังว่า หากชีวิตในส่วนที่เหลือจะมาถามคำถามอะไรยากๆกับผม
ก็ขอให้ประสบการณ์ 27 ที่ผ่านมาของผมมีคำตอบให้ได้หยิบมาคาดเดาได้บ้าง

คงจะดีถ้าชีวิตถามผมเรื่องภาพยนตร์...ผมจะได้เอามา(โทร)ปรึกษาพี่ 555+


โดย: ข้าวหวาน IP: 124.122.226.237 วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:22:40:53 น.  

 
ใครแวะมาเยี่ยม blog ช่วงนี้ แนะนำให้อ่านนี่หน่อยครับ


โดย: beerled วันที่: 13 มีนาคม 2552 เวลา:19:55:58 น.  

 
หวัดดีครับจขบ.

ผมเองก็เคยโดนหน้าข่าวบันเทิงของมติชนรายวันลอกบทความวิจารณ์หนังไปเหมือนกันครับ เมื่อหลายปีก่อน

อยากจะขออีเมล์แอดเดรสของบรรณาธิการหรือผู้เกี่ยวข้องที่คุณติดต่อเรื่องนี้ครับ

ผมจะส่งกรณีของผมไปฟ้องด้วย ไม่ยอมเหมือนกันครับ



โดย: หวัดดีครับ IP: 118.174.72.208 วันที่: 17 มีนาคม 2552 เวลา:21:41:35 น.  

 
หาดูได้ตามเว็บ


โดย: beerled IP: 203.150.245.177 วันที่: 19 มีนาคม 2552 เวลา:16:04:59 น.  

 
ชอบมาก หนังเรื่องนี้


โดย: คนขับช้า วันที่: 26 เมษายน 2552 เวลา:3:07:04 น.  

 
ประทับใจมากเลย วิเคาะห์ลึกจนเราเองยังมองผ่านๆ
ขอบคุณสำหรับ บทความดีๆ จ้า ^^


โดย: ่j IP: 114.128.112.124 วันที่: 13 ตุลาคม 2552 เวลา:15:53:55 น.  

 
ขอบคุณสำหรับบทความค่ะ ไม่ได้สังเกตมุมกล้องเอียงเลย


โดย: pp IP: 58.9.76.90 วันที่: 19 มกราคม 2554 เวลา:21:28:37 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

beerled
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




"หนัง".....ไม่ได้มีดีเพียงแค่ "ผิว"
New Comments
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2552
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
 
10 กุมภาพันธ์ 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add beerled's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.