The Book of Eli : แสงส่องยุคมิคสัญญี (เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ)



หนังเรื่องนี้อาจทำหลายคนผิดหวัง ส่วนหนึ่งคงเพราะหน้าหนังที่ดูตลาดเกินจริง ชวนให้นึกถึงหนังจีนกำลังภายใน ที่เหล่าจอมยุทธต้องแย่งชิงคัมภีร์สุดยอดเคล็ดวิชา (ถ้าได้ครอบครองแล้วจะมีวรยุทธขั้นเทพ ประมาณนั้น) แต่ทำไปทำมา หลังจากฉากแอ็คชั่นเรียกน้ำย่อยในช่วงแรกผ่านไป ความสนุกของหนังก็เริ่มกร่อยลง มุ่งหน้าเข้าสู่ประเด็นเกี่ยวกับศาสนา เล่าเรื่องแบบเรียบเรื่อย นิ่ง และบางช่วงก็เงียบแบบชวนง่วง

เข้าสู่ประเด็นกันแบบไม่อ้อมค้อม ในโลกยุคมิคสัญญีหลังเกิดสงครามปรมาณู (ในหนังใช้คำว่า “หลังเกิดวิปโยค”) ท้องฟ้ามืดหม่น มนุษย์สูญสิ้นศีลธรรม สังคมไร้ศาสนา พระเอกของเราเป็นคนตาบอด ชื่อว่า อีไล (เดนเซล วอชิงตัน ) เค้าเดินทางพร้อมไบเบิ้ลเล่มหนึ่งที่เป็นเสมือนแสงสว่างในชีวิต (หนังสื่อออกมาในเชิงเปรียบเปรย) เริ่มต้นตั้งแต่ดินแดนฝั่งตะวันออกของอเมริกาไปจนถึงดินแดนฝั่งตะวันตก (เปรียบได้กับทางเดินของดวงอาทิตย์เพื่อมอบแสงสว่างแก่โลก) จุดหมายของเค้าคืออีกสังคมหนึ่งซึ่งเป็นศูนย์กลางของขบวนการฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (คล้ายการฟื้นฟูศิลปวิทยาการในอิตาลี ตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 หรือที่เรียกว่ายุค Renaissance แปลว่า “การเกิดใหม่” หลังผ่านพ้นยุคมืด)


ระหว่างการเดินทางของอีไล หนังเติมอุปสรรคเข้ามาเพื่อขับประเด็นหลักให้คมขึ้น ปรากฏการสร้างอาณาจักรเล็กๆ ของคาร์เนจี้ (แกรี่ โอลด์แมน) โดยการครอบครองทรัพยากรที่จำเป็น เช่น น้ำและอาหาร ไว้แต่ผู้เดียว คาร์เนจี้มองการณ์ไกลว่าหากเค้าได้ไบเบิ้ลมาครอบครอง การรวบรวมอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ก็คงเป็นไปได้โดยง่าย (เหมือนยุครุ่งโรจน์ของศาสนจักรซึ่งเคยอ้างตนเองเป็นตัวแทนพระเจ้าบนโลก)

ในช่วงต้น หนังทำให้ผู้ชมรู้สึกว่า เพราะมีไบเบิ้ลคุ้มครองอีไลอยู่ เค้าจึงรอดพ้นจากอันตรายต่างๆ แต่เมื่อคาร์เนจี้แย่งไบเบิ้ลมาจากอีไลได้สำเร็จ หนังก็เริ่มนิยามลงลึกว่าสิ่งที่มีค่าแท้จริงไม่ใช่ไบเบิ้ลเล่มนั้น หากแต่เป็นศรัทธาในจิตใจมนุษย์ที่ใครก็แย่งชิงไปไม่ได้ คาร์เนจี้ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากไบเบิ้ลเพราะมันถูกจารึกเป็นอักษรเบลล์ หนังบีบสถานการณ์ให้คาร์เนจี้สูญเสียทุกอย่างทั้งทรัพย์สินและบริวารจนต้องกลายเป็นหมาหัวเน่า (พล็อตเขียนให้เค้าเหม็นเน่าจริงๆ ในหนัง) ในขณะที่อีไลซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์แย่งชิงไบเบิ้ล เดินทางต่อด้วยศรัทธาเป็นเกราะคุ้มภัย กระทั่งภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์สำเร็จลุล่วง



หนังกล่าวในช่วงต้นว่าสาเหตุของสงครามคือไบเบิ้ล (ความขัดแย้งทางศาสนาคล้ายในยุคสงครามครูเสด) ไบเบิ้ลถูกเผาทำลายเพราะกลายเป็นจำเลยของสงคราม ในช่วงท้ายของเรื่อง หนังแสดงให้เห็นว่าสาเหตุที่แท้จริงของสงครามเกิดมาจากผู้ที่มืดบอดในศาสนา ศาสนาต้องกลายมาเป็นข้ออ้างของความขัดแย้ง โดยผู้มีอำนาจที่ถือคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์อยู่ในมือ แต่ไม่เคยมองเห็นเนื้อสารที่บรรจุอยู่ภายใน (เหมือนตัวละครของคาร์เนจี้)

The Book of Eli กำกับศิลป์ได้สวยงามและน่าสนใจ คุมโทนสีและบรรยากาศให้ดูมืดหม่นแห้งแล้ง ก่อนที่จะถึงฉากจบซึ่งชุ่มชื่นไปด้วยสายน้ำและท้องฟ้าปลอดโปร่ง (เหมือนเป็นโอเอซิสของเรื่อง) หนังเท่ห์ด้วยแฟชั่นแว่นกันแดด ที่นอกจากจะรับกับสภาพอากาศ แว่นกันแดดยังอาจสื่อถึงความมืดหม่นที่บดบังสายตาของมนุษย์ (ทำให้มนุษย์มืดบอดจากศาสนา) หรือพูดให้เป็นพุทธหน่อยก็ประมาณ “อวิชาบังตา”


ผมดูเรื่องนี้แล้วพาลนึกถึงหนังอิหร่านเรื่อง The Color of Paradise (1999) ของผู้กำกับมายิด มายิดี เรื่องราวของเด็กชายตาบอดที่พยายามสัมผัสให้ถึงอัลเลาะห์ โดยเอานิ้วไปสัมผัสสิ่งต่างๆ รอบตัว เช่น ก้อนหิน สายน้ำ ดอกไม้ เหมือนเค้ากำลังอ่านอักษรเบลล์ เด็กน้อยตัดพ้อชีวิตว่าเป็นคนอาภัพเพราะมองไม่เห็นองค์อัลเลาะห์ The Color of Paradise สรุปว่าอัลเลาะห์คือสิ่งที่มองไม่เห็น น่าเชื่อว่าคงจะเป็นสิ่งเดียวกับศรัทธาของอีไลซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเช่นกัน

ในยุคมิคสัญญีซึ่งมนุษย์ไร้จุดยึดเหนี่ยวจิตใจ หนังแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นและเหตุผลของการมีอยู่ของศาสนา ในทะเลทรายที่ไร้ขอบเขตและจุดหมาย ศาสนาคือถนน ในความมืดมิดของค่ำคืนหรือแม้แต่การมืดบอดของดวงตา ศาสนาคือแสงสว่าง ในยุคที่เต็มไปด้วยพฤติกรรมเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน ศาสนาคือเครื่องเตือนใจว่าเรายังคงเป็นมนุษย์

หนังจบด้วยความหวัง เป็นภาพแสงอาทิตย์ดวงโตที่เรืองรองอยู่ปลายขอบฟ้า ไบเบิ้ลได้รับการตีพิมพ์และนำไปวางเคียงกับคัมภีร์ประจำศาสนาอื่น ไม่เฉพาะแผ่นกระดาษที่ได้รับการสำเนา อีไลมีสาวกไว้แทนตัวคนหนึ่ง เด็กสาวซึ่งเดิมไม่เคยรู้จักพระเจ้าและมืดบอดศรัทธามาทั้งชีวิต

บัดนี้เธอมองเห็นแล้ว กระบวนการเผยแผ่ธรรมกำลังจะเริ่มต้นอีกครั้ง




Create Date : 12 มีนาคม 2553
Last Update : 14 มีนาคม 2553 12:58:39 น. 4 comments
Counter : 985 Pageviews.

 
ขอดูก่อนแล้วจะมาอ่านนะครับ คุณ beerled ให้กี่คะแนนครับ


โดย: Swallowtail วันที่: 13 มีนาคม 2553 เวลา:11:51:35 น.  

 
ชอบในระดับหนึ่งครับ
ชัดไปหน่อยแต่หนังก็ไม่ได้ปิดบังตัวเอง
(Eli แปลว่า พระเจ้า ด้วยนะในไบเบิล)

ปล.Hachiko ไม่ใช่แนวจริงๆ ครับ


โดย: แค่เพียงรู้สึกสุขใจ วันที่: 14 มีนาคม 2553 เวลา:3:27:25 น.  

 
มันขึ้นอยู่กับคนเห็นแก่ตัว


โดย: คนเห็นแกตัว IP: 125.26.163.68 วันที่: 14 มีนาคม 2553 เวลา:16:17:41 น.  

 
เพิ่งดูทาง DVD ผมดูแบบไม่เคยคาดหวังว่าจะเป็นหนังบู๊ เพราะไม่ชอบหนังบู๊เอาเท่าไร(เบื่อมากๆ) แต่ดูหนังแนวๆนี้ถือว่าโดนพอสมควร(ชอบ) หนังเผยให้เห็นว่าอีไลตาบอดเอาตอนจบของเรื่องแล้วครับ ตรงนี้ถือว่าเป็นจุดพลิกผันของหนังที่ชี้ชัดให้เห็นว่าอีไลมีอะไรสักอย่างนำทางมาจริงๆ หากใครรู้ว่าอีไลตาบอดตั้งแต่เริ่มแรกก็จะเป็นอีกความรู้สึกนะครับ หนังเรื่องเดียวกัน แต่ผู้ดูมีฐานความรู้ความคิดต่างกัน ก็จะได้อรรถรสต่างกัน เรื่องนี้น่าจะเหมาะสำหรับคนที่ไม่รู้อะไรมาก่อนเลย แม้กระทั่งว่าเป็นหนังรักหรือหนังลุย การดูหนังบางครั้งเราต้องปล่อยใจให้ล่องลอยไป ไร้ความคาดหวัง เราไม่สามารถคาดหวังเนื้อหาให้เป็นไปตามความต้องการ มีเพียงรับรู้ว่า ผู้สร้าง ผู้เขียนบทเขาต้องการสื่ออะไรให้เรา


โดย: วิศว์ IP: 203.121.178.214 วันที่: 12 ตุลาคม 2553 เวลา:8:59:40 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

beerled
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




"หนัง".....ไม่ได้มีดีเพียงแค่ "ผิว"
New Comments
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
12 มีนาคม 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add beerled's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.