Avatar : โลกสีฟ้าที่ถูกรังแก (เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ)



แม้ไททานิค (1997) จะลอยลำอยู่ในหัวใจของผู้ชมมานานนับสิบปี แต่ผลงานสามมิติสุดไฮเทคอย่าง “อวตาร” ของเจมส์ คาเมรอน ก็ยังไม่อาจจมเจ้าเรือยักษ์นั่นได้สำเร็จ

ออสการ์ 11 ตัวที่ไททานิคพิชิตมา อาจไม่ได้พิสูจน์คุณภาพที่สมบูรณ์แบบของหนัง แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับว่าไททานิคทำได้และอวตารยังทำไม่ถึง นั่นคือความรุ่มรวยเสน่ห์และประเด็นที่สัมผัสใจ

พล็อตหลักของอวตารขาดความใหม่และง่ายแก่การคาดเดา ความนุ่มนวลของเรื่องละลายความขึงขังจริงจังให้อ่อนลง การบูรณาการประเด็นต่างๆ เข้าด้วยกันแม้จะดูลื่นไหลลงตัวแต่ก็ทำให้หนังขาดโฟกัสที่ชัดเจน การบรรลุวัตถุประสงค์ของพระเอกที่มีอยู่หลายระดับส่งผลข้างเคียงให้ climax ของเรื่องดูเลือนและไม่แรงอย่างที่ควรจะเป็น



แต่ถึงอย่างไร อวตารก็ยังสร้างความบันเทิงได้ในระดับที่น่าพอใจ เนื้อหาสาระที่มุ่งเสนอถือเป็นค่านิยมสูงส่ง ดีงาม ควรแก่การขบคิดและปรับประยุกต์ใช้ในโลกแห่งความเป็นจริง ส่วนตัวแล้วเห็นว่า เจมส์ คาเมรอน ควรภูมิใจกับอวตารในจุดนี้ยิ่งกว่าความก้าวหน้าทางประสาทสัมผัสที่ได้มอบให้กับผู้ชม

อวตารนิยามโลกในอนาคตเสมือนดาวที่กำลังโคม่า มนุษย์รุกรานธรรมชาติจนไม่หลงเหลือพื้นที่สีเขียว (จากคำวิงวอนของเจคต่อเอวาให้มองโลกมนุษย์ผ่านความทรงจำของเกรซ) มนุษย์ยึดมั่นต่อตรรกะเหตุผลเหนือกว่าคุณค่าทางจิตวิญญาณ เหยียดความเชื่อต่อสิ่งที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นเรื่องงมงายไร้สาระ สังคมวุ่นวายด้วยปัญหาเศรษฐกิจ (พี่ชายฝาแฝดของเจคถูกฆ่าชิงทรัพย์โดยโจรกระจอกข้างถนน) แหล่งพลังงานในโลกร่อยหรอจวนหมดสิ้นและถีบราคาขึ้นสูงลิบพอที่จะส่งให้มนุษย์ออกแสวงหาแหล่งทรัพยากรใหม่นอกโลก สงครามต่างๆ ที่ยืดเยื้ออาจยุติลงเมื่อไม่เหลือทรัพยากรให้แย่งชิง ทหารทั้งที่กระหายสงครามและประสงค์จะต่อชีวิตให้โลกหันมาสนับสนุนภารกิจล่าทรัพยากรบนดาวแพนดอร่า นำโดยชายที่ชื่อ ปาร์คเกอร์ นักธุรกิจซึ่งบูชาผลกำไรของบริษัทเป็นเป้าหมายสูงสุด

หนังให้ผู้ชมจินตนาการถึงโลกอนาคตผ่านคำบอกเล่าของเจคในช่วงต่างๆ โลกที่คงจะชำรุดเสียหายไม่ต่างไปจากร่างพิการของทหารผู้กรำศึก เจคมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะหลุดพ้นออกไปจากร่างที่ไม่สมประกอบ โลกที่ทรุดโทรมของเราก็คงจะปรารถนาสิ่งเดียวกันนั้น



หนังให้ภาพของดาวแพนดอร่าเหมือนสรวงสวรรค์หรือจินตนาการอันงดงามในเทพนิยาย (ชื่อ “แพนดอร่า” เป็นตำนานปรำปราว่าด้วยหญิงนางหนึ่งที่ต้องห้ามมิให้เปิดกล่องแห่งภัยพิบัติซึ่งเป็นบททดสอบความสามารถในการยับยั้งชั่งใจของมนุษย์) หลายสิ่งที่พบเห็นบนดาวแพนดอร่าดูคล้ายโลกในอดีตก่อนที่จะถูกมนุษย์ชำเราจนไม่เหลือความบริสุทธิ์ บนดาวดวงนี้มีชนเผ่าชาวนาวีอาศัยอยู่ วิถีชีวิตของชาวนาวีประสานสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับสิ่งแวดล้อม มีความเคารพระหว่างกัน และสามารถยินเสียงเจตนารมณ์ของธรรมชาติ (ผ่านการแปลความประสงค์ของ “เอวา” ) ชาวนาวีมองเห็นจิตวิญญาณแท้จริงที่สถิตอยู่ภายในสรรพสิ่ง (ฉากต้นไม้เรืองแสงยามค่ำคืนแสดงให้เห็นจิตวิญญาณที่ดำรงอยู่ภายใน) เกิดเป็นธรรมเนียมทักทายระหว่างกันว่า I see you ความตายตามทัศนคติของชาวนาวีไม่ใช่การดับสูญ แต่เป็นการเดินทางเข้าสู่เอวา หลอมรวมกับจิตวิญญาณสากลคล้ายปรมัตมันในศาสนาพรามณ์-ฮินดู ชาวนาวีไม่เห็นแก่ตัว ไม่สะสมทรัพยากรหรือบริโภคเกินจำเป็น เข้าใจระบบการหมุนเวียนพลังงานระหว่างชีวิต เช่น สัตว์กินพืชที่ถูกชาวนาวีล่าเป็นอาหาร ร่างกายของสัตว์จะเป็นหนึ่งเดียวกับชาวนาวี ส่วนจิตวิญญาณจะหลอมรวมอยู่กับเอวา เป็นการฆ่าเพื่อยังชีพ มีศิลปะและสะอาดหมดจด ต่อมาเมื่อชาวนาวีตายลง ตามประเพณีจะนำศพไปวางไว้ภายในอ้อมกอดของรากไม้ใหญ่ ส่งต่อพลังงานที่เคยยืมใช้ให้ผืนป่าได้สูบกินเพื่อผลิพืชพันธุ์เป็นอาหารของเหล่าสัตว์ต่อไป หนุนเนื่องเช่นนี้เป็นวัฏจักร

ชาวนาวีมีรูปแบบการปกครองที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่ใช้อาวุธข่มขวัญหรือแสดงแสนยานุภาพระหว่างกันแต่ใช้สายสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณเป็นเครื่องมือในการปกครอง ทั้งการครองใจฝูงชนในเผ่าและการปฏิบัติต่อสัตว์ในควบคุม (ที่ขับเคลื่อนด้วยสายสัมพันธ์) แตกต่างจากการบังคับบัญชาในระบบทหารของมนุษย์ซึ่งปกครองกันด้วยกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด ใช้กำลังบังคับและมีลักษณะหยาบกระด้างไม่ต่างจากการควบคุมจักรกล



ชนชาวนาวีมีศูนย์รวมใจอยู่ที่ต้นไม้แห่งจิตวิญญาณ (tree of soul) เป็นแหล่งเชื่อมโยงโครงข่ายของทุกชีวิตที่มีความลึกซึ้งและสลับซับซ้อน ศูนย์รวมใจแห่งนี้คล้ายเป็นศาสนสถานในการประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ หนังสร้างสัญลักษณ์ของต้นไม้แห่งจิตวิญญาณให้เป็นตัวแทนความเชื่อทางศาสนาและความล้ำลึกทางวิทยาศาสตร์ที่ยังไม่ได้รับการอธิบาย

หากไททานิคคือเรือเดินสมุทรข้ามทวีปเพื่อแสวงหาโอกาสในโลกใหม่อย่างอเมริกา อวตารก็เป็นการเดินทางฝ่าอวกาศด้วยจุดประสงค์เดียวกัน หนังให้ภาพชาวนาวีคล้ายกับอินเดียนแดงในยุคล่าอาณานิคมของยุโรป (โครงเรื่องถอดมาจากประวัติศาสตร์ของโพคาฮอนทัสอย่างชัดเจน) ผู้กำกับเสริมลักษณะให้ชาวนาวีดูแปลกแยกจากมนุษย์ ด้วยสรีระคล้ายสัตว์ตระกูลแมว ผิวหนังสีฟ้า รองรับประเด็นเรื่องการเหยียดชาติพันธุ์ว่าชาวนาวีมีศักดิ์ต่ำกว่ามนุษย์ ไม่ต่างไปจากยุคค้าทาสที่เคยมองมนุษย์ด้วยกันเป็นเพียงสัตว์ประเภทหนึ่ง บทหนังในส่วนนี้แสดงสัจธรรมได้ชัดเจน ที่ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนผ่านไปเพียงใด แต่วิธีคิดของมนุษย์ก็ยังคงติดอยู่ภายในกรอบเดิมเหมือนไม่เคยได้รับการพัฒนา

อวตารบูรณาการประเด็นที่หลากหลายเข้าด้วยกัน ผู้ชมอาจคุ้นเคยหรือผ่านตามาแล้วจากหนังเรื่องอื่นอย่าง 2001 : A Space Odyssey ในประเด็นการเดินทางเพื่อแสวงหาแหล่งพลังงานจากต่างดาว วิธีการจำศีลบนยาน การวิเคราะห์เชิงปรัชญาถึงธรรมชาติของมนุษย์ที่มีพฤติกรรมซ้ำเดิมในแต่ละยุคสมัย (บทหนังที่สร้างชาวนาวีให้คล้ายกับอินเดียนแดงตามประวัติศาสตร์อเมริกา ยังทำให้นึกถึงฉากจบของ 2001 : A Space Odyssey ที่หลอมรวมอดีตและอนาคตไว้ด้วยกัน )



ประเด็นเรื่องการรุกรานวัฒนธรรมท้องถิ่น เห็นได้ชัดจากหนังโพคาฮอนทัสทั้งฉบับการ์ตูนและฉบับของผู้กำกับ Terrence Malick ในชื่อ The New World (มีประเด็นที่ลึกซึ้งเรื่องแม่ผู้ให้กำเนิดสรรพสิ่ง) หรือหนังของผู้กำกับ Edward Zwick เรื่อง The Lagend of The Fall , The Last Samurai , Blood Diamond ที่ยกย่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของชนพื้นเมืองในทุกท้องถิ่น

ประเด็นเรื่องการอวตารหรือการถ่ายโอนสัมปชัญญะจากหนังเรื่อง The Matrix หรือ Thirtteen Floor ฉากที่นักวิทยาศาสตร์คัดลอกข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ไปยังแผ่นบันทึกซึ่งดูเหมือนกระจกใส อธิบายถึงการทำงานของจิตว่าเป็นเสมือนข้อมูลซึ่งถูกนำไปบรรจุในร่างอวตาร ถือเป็นการบรรยายทางอ้อมที่ฉลาด กระชับและชัดเจน ประเด็นเรื่องการอวตารยังสื่อถึงปรัชญาว่าด้วยการเวียนว่ายตายเกิด การไหวเวียนของจิตจากที่หนึ่งสู่อีกที่หนึ่ง หนังให้ภาพหีบศพพี่ชายฝาแฝดของเจคคล้ายกับอุปกรณ์ในการอวตาร สื่อถึงการเดินทางออกจากร่างของจิตวิญญาณไปยังจุดอื่น ประกอบกับคำยืนยันของเกรซก่อนตายซึ่งเธอกำลังละร่างเดิมเข้าสู่จิตวิญญาณสากลที่เรียกว่า “เอวา” การเกิดใหม่ของเจคในฉากจบที่มีร่างเปล่า (เสมือนทารกในครรภ์) รอการบรรจุจิตวิญญาณเพื่อเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์

อวตารยังเป็นหนังแนวอนุรักษ์ธรรมชาติ ยักษ์ใหญ่สำหรับประเด็นนี้คงหนีไม่พ้นการ์ตูนญี่ปุ่นของสตูดิโอจิบลิ อย่าง Laputa (มีภูเขาลอยได้เหมือนกัน) , Princess Mononoke (โดยเฉพาะฉากเรืองแสงของป่าที่อุดมสมบูรณ์และจิตวิญญาณธรรมชาติในรูปของเทพารักษ์) , Spirited Away



อวตารจำแนกคนในเรื่องออกเป็น 3 กลุ่ม หนึ่งคือทัพทหารของควอริชท์ซึ่งมีวิธีคิดเหมือนคนเหล็ก เย็นชา แข็งแกร่ง นิยมความรุนแรง ฉากที่ควอริชท์นั่งจิบกาแฟระหว่างการรบและสั่งการให้ทหาร “ค้นหาและทำลาย” ถือเป็นกิริยาของจักรกลอย่างเห็นได้ชัด ควอริชท์กระหายสงครามอยู่ตลอดเวลา ไม่เชื่อในสันติวิธีและมักเหยียดกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ว่าเป็นพวกหัวฟูกล้ามฝ่อและไร้ประโยชน์สำหรับภารกิจครั้งนี้

สองคือกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ผู้บูชาระบบตรรกะเหนืออื่นใด เป็นตัวแทนของมันสมองหรือความเฉลียวฉลาด มีทัศนคติรังเกียจความรุนแรงของทหารและไม่ศรัทธาอำนาจเหนือธรรมชาติหากยังไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นวิทยาศาสตร์

สามคือกลุ่มชนชาวนาวีซึ่งเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณ ความลึกซึ้งทางอารมณ์ ความบริสุทธิ์แห่งชีวิต

ทั้งสามส่วนที่กล่าวมาถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างมนุษย์ให้มีความสมบูรณ์ เจคพระเอกของเรื่องมีองค์ประกอบเหล่านี้อย่างครบถ้วน ด้วยอดีตที่เคยเป็นนาวิกฯ ได้เรียนรู้กับกลุ่มมิตรแท้นักวิทยาศาสตร์และกลายเป็นผู้นำของชาวนาวีในที่สุด ตอนต้นเรื่อง หนังสร้างตัวละครของเจคให้ดูเหมือนคนเขลา ทว่าบริสุทธิ์ไร้เดียงสาเหมือนเด็ก ชาวนาวีมีทัศนคติว่ามนุษย์ส่วนใหญ่คือพวกน้ำเต็มแก้ว ไม่สามารถเรียนรู้หรือเชื่อในสิ่งใหม่ ต่างจากเจคผู้มีจิตวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพื้นฐาน



อีกตัวละครหนึ่งที่ผมชอบคือเกรซหรือ ดร. ออกัสทีน เธอเป็นหญิงแกร่งและเก่ง เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนชาวนาวี เกรซไม่ศรัทธาอะไรง่ายๆ หากยังไม่ได้รับการพิสูจน์ (อย่างการดูถูกความสามารถของเจคในตอนต้นและการไม่เชื่อความมีอยู่จริงของเอวาจนได้ประสบด้วยตนเอง) พัฒนาการที่น่ารักในตัวเกรซคือสัญชาตญาณของความเป็นแม่ที่เธอแสดงออกต่อเจค อย่างการพาเข้านอน ทำอาหารให้กิน จู้จี้เรื่องอาบน้ำ

ความรู้สึกระหว่างแม่ลูกที่หนังสื่อออกมาเปรียบได้กับสายสัมพันธ์ของธรรมชาติ (หรือเอวา) ที่เอื้ออาทรและปรารถนาดีต่อทุกชีวิต ไม่ต่างไปจากจิตวิญญาณของความเป็นแม่ การที่ธรรมชาติถูกทำลายด้วยน้ำมือมนุษย์ก็ไม่ต่างไปจากลูกทรพีซึ่งฆ่าแม่ของตน

อวตารถือเป็นคำเตือนจากอนาคตของเจมส์ คาเมรอน ว่าหากมนุษย์ยังคงอหังการ์และข่มเหงธรรมชาติไม่ต่างไปจากที่กระทำต่อชาวนาวี โลกสีฟ้าที่เคยงดงามอาจกลายเป็นดาวที่น่ารังเกียจที่สุดในจักรวาล

มนุษย์อาจทะนงตนแทนโลกว่าอนาคตแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้น และเพิกเฉยต่อคำเตือนเหมือนที่ไททานิคเคยได้รับ ดำเนินชีวิตเรื่อยไปอย่างที่เคยเป็นมา กระทั้งเริ่มมองเห็นเค้าลองของมหันตภัยซึ่งก็อาจสายเกินไปที่มนุษย์จะกลับตัวได้ทัน






Create Date : 22 ธันวาคม 2552
Last Update : 21 มกราคม 2553 19:11:10 น. 14 comments
Counter : 3118 Pageviews.

 
ปีใหม่มีโปรแกรมไปเที่ยวไหนเปล่าคะ
ขอให้มีความสุขนะคะ
ขอให้มีโชคหมดทุกข์โศกโรคภัย
พ้นเคราะห์ที่เลวร้าย พันภัยด้วยเทอญ


โดย: chabori วันที่: 22 ธันวาคม 2552 เวลา:15:30:24 น.  

 
โหยยย โดนใจมากๆ เลยครับ ที่แรกผมดูเสร็จแล้วก็ยังรู้สึกว่า เอ หนังมันเรียบๆ บทจืดๆ ไปหน่อยหรือเปล่า แต่พอมาอ่านเนี่ยได้มองเห็นประเด็นต่างๆ ได้อย่างแจ่มจัด ผมมีแผนต้องไปดูเรื่องนี้อีกอย่างน้อย 2-3 ครั้งเลย กับ .... (อิ อิ) ขอเขียนนี้ทำให้ผมดูได้อย่างไม่รู้เบื่อเลย ขอบคุณมากๆ ครับ


โดย: หนุ่ม IP: 61.47.25.97 วันที่: 22 ธันวาคม 2552 เวลา:17:14:40 น.  

 
เราว่าหนังเรื่องนี้มันสะกดจิตเรา วันๆคิดแต่เรื่องแพนโดร่า จริงๆนะ ไปดูมาเมื่อวาน ภาพมันยังลอยอยู่ในหัวยังไงไม่รู้ หนังสนุกมากเลยค่ะ ชอบจริงๆ


โดย: Sweet Top วันที่: 22 ธันวาคม 2552 เวลา:19:34:39 น.  

 
^^" ไปดูมาแล้วเหมือนกันค่ะ หนังดีมากๆ เลย
หากธรรมชาติสวยงามและทุกๆ ที่ที่เราอยู่ สวยงาม มีธรรมชาติแบบนั้น เอาอะไรมาแลกก็คงไม่ยอม


โดย: NateUnbreakable วันที่: 22 ธันวาคม 2552 เวลา:20:46:43 น.  

 
มาบล็อกนี้ทีไรก็ต้องเขียนความเห็นเหมือนเดิมว่า "ยังไม่ได้ดูเลยครับ"


โดย: แค่เพียงรู้สึกสุขใจ วันที่: 22 ธันวาคม 2552 เวลา:21:22:21 น.  

 
รีวิวไปเด็ดขาดบาดใจไปเลยค่ะ
ดูอวตารแล้ว ชอบมาก
แต่ยังชอบแอนิเมชั่นของจิบูลิมากกว่านิดหน่อย


โดย: หยิน IP: 58.8.86.33 วันที่: 2 มกราคม 2553 เวลา:14:54:37 น.  

 
หากมีดาว ผมขอแปะดาวให้กับบทวิจารย์นี้ครับเพราะวิเคราะห์ได้ลึกมากครับ


โดย: Seam - C IP: 58.9.204.9 วันที่: 4 มกราคม 2553 เวลา:11:17:05 น.  

 
+ แหม! กำลังว่าจะมาเยี่ยมพอดีเลยครับ เพราะเห็นน้องเซียมอ้างถึงบทวิจารณ์ชิ้นนี้ของคุณเบียร์ไว้ที่บล็อก ก็ขอสวัสดีปีใหม่นะครับผม ขอบคุณที่ช่วยวิเคราะห์เจาะลึกหนังหลายๆ เรื่องให้ผมเข้าใจเนื้อหาของหนังเหล่านั้นอย่างถ่องแท้มากขึ้น ตลอดปีที่ผ่านมานะครับ

+ อืม ... และก็เช่นเดียวกับบทความชิ้นนี้ ไม่มีอะไรจะกล่าว เพราะเห็นด้วยแทบจะทุกสิ่งที่กล่าวมา แต่ถ้าให้ผมเขียนเอง ก็คงไม่สามารถเขียนได้ลึกและละเอียดขนาดนี้หรอกครับ

+ ผมขอสนับสนุนเต็มที่ ถ้าคุณเบียร์คิดจะจัดลิสต์หนังที่ชอบของตัวเองออกมา ไม่ว่าจะเป็นของปีหรือของทศวรรษที่ผ่านมาก็ตามที และคิดว่าคงมีนักอ่านอีกหลายท่านที่รออ่านอยู่เช่นกันครับ (ที่ผมจัดของตัวเองนั่น ก็เพราะเห็นคนอื่นจัดเลยอยากจัดบ้างเช่นกัน แต่ก็ต้องใช้พลังใจเอาชนะความขี้เกียจของตัวเอง กับเหนื่อยกับการนั่งตัดลิสต์เรื่องที่ชอบออกอ่ะครับ)

+ โปรเจ็คท์ผม ต่อจากเอนทรี่ล่าสุด ก็จะเป็นหนังสุดยอดในทศวรรษที่เพิ่งผ่านไป (2000 - 2008) และถัดไปอีกก็จะเป็นหนังของปี 2009 ยังเหลืออีกหลายหน้าที่ตั้งใจจะเขียนอ่ะครับ หุๆ

+ เรื่องสวัสดีปีใหม่ ไม่ช้าเกินไปหรอกครับ เพราะจนป่านนี้ผมก็ยังไล่สวัสดีเพื่อนบล็อกไม่ครบคนเลยเนี่ย ... ก็ขอสวัสดีเช่นกัน ขอให้คุณเบียร์มีความสุขกับชีวิต หน้าที่การงาน ชีวิตส่วนตัว และหนังทุกเรื่องที่ได้ดูเลยนะครับผม


โดย: บลูยอชท์ วันที่: 6 มกราคม 2553 เวลา:15:55:58 น.  

 
ชอบมากครับหนังเรื่อง AVATAR

ดูแล้วมันสะท้อนจิตใจมากครับ

ชอบมากมายครับ

ผมดูตั้ง 3รอบ
(ธรรมดาภาคไทย 2และ soundtrack 3D อีก 1รอบ ครับ)

ผมอินมากครับทั้งสนุกทั้งเศร้า

บทวิจารย์นี้ดีมากเลยครับ

แพนดอร่า ป่าเขียวขจีดีครับ

อยากไปมั้งจัง - -


โดย: โทรุคมัคโต IP: 124.122.209.103 วันที่: 8 มกราคม 2553 เวลา:13:17:29 น.  

 
สวัสดีปีใหม่ (ย้อนหลัง) ครับ


ชอบเรื่องนี้เหมือนกันครับ


ชอบงานเขียนชิ้นนี้ด้วยครับ ช่วยเปิดมุมมองที่ผมนึกไม่ถึงเยอะเลยครับ

แถมเขียนกระชับ แต่ได้ใจความ


โดย: navagan วันที่: 8 มกราคม 2553 เวลา:13:37:58 น.  

 
ยังไม่ได้ไปดูและอาจจะไม่ไปดูด้วย
แต่อ่านบลอกนี้แล้วชัก 2 จิต 2 ใจแฮะ


โดย: cobaltblue IP: 202.176.110.87 วันที่: 20 มกราคม 2553 เวลา:23:28:59 น.  

 
เข้ามาโดนบังเอิญแท้ๆเชียว
อ่านวิจารณ์ไป 2 เรื่อง Air doll กับ Avatar


อยากจะบอกว่า ตกหลุมรักงานเขียนของคุณเข้าแล้วแฮะ

จะติดตามอ่านเรื่องอื่นๆนะครับ

ยินดีที่ได้รู้จัก blog นี้ครับ


โดย: wOOtts IP: 204.114.196.11 วันที่: 18 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:10:22:50 น.  

 
ไม่รู้ว่าคุณจะได้อ่านคอมเมนต์ของผมรึเปล่านะ? แต่ผมขอบอกไว้เลย ว่าผมชอบบทความวิเคราะห์ในเชิงลึกของ Avatar ชิ้นนี้ของคุณมากๆ

(ความจริงแล้วผมติดตามผลงานของคุณมาตั้งแต่สมัยที่คุณเขียนบทความของ Watchmen หรือกรณีละเมิดลิขสิทธิ์บทความ Slumdog Millionaire ของคุณ แค่อยากบอกเฉยๆว่าผมติดตามผลงานของคุณมาเงียบๆได้นานพอดูแล้ว)

ผมคงำไม่มีอะไรจะพิมพ์มากไปกว่านี้ ขอแค่สิงเรื่อง หนึ่ง... คุณเปิดมุมมองใหม่ๆให้ผมที่มีต่อหนังเรื่องนี้ ความจริงผมนึกว่าตัวเองเก็บสาระสำคัญที่หนังพยายามจะสื่อได้หมดแล้ว แต่สารบางอย่างผมยังเก็บได้ไม่ลึกพอ และสารบางอย่างผมก็ไม่เฉลียวใจนึกด้วยซ้ำว่ามันก็เป็น"สาร"อย่างหนึ่ง(คือผมมองข้ามมันไป) ต้องขอบคุณมากๆ

และ สอง... ถ้าเป็นไปได้ผมอยากคุณลองโพสบทความของคุณในบอร์ดดูบ้าง เพื่อจะมีคนที่ชอบ หรือสนใจที่จะได้รับรู้มุมมองที่มีต่อหนังแต่ละเรื่องของคุณ ถึงผมจะการันตีไม่ได้ว่าจะมีคนเยอะมั้ยที่สนใจ? แต่ผมยืนยันได้แน่นอนว่าถ้าคุณ ผมยินดีให้กำลังเป็นการสนับสนุนครับ...


โดย: Apple101 IP: 203.144.144.165 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:15:04:26 น.  

 
^
^
^มีเขียนผิดไปบ้าง แก้ไม่ได้ซะด้วยสิ ขอโทษด้วยนะครับ...


โดย: Apple101 IP: 203.144.144.165 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:15:07:37 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

beerled
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




"หนัง".....ไม่ได้มีดีเพียงแค่ "ผิว"
New Comments
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2552
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
22 ธันวาคม 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add beerled's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.