My Blueberry Night : อารมณ์ blue มีบางมุมที่ยัง nice (เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ)



มันคือเวลา 2 ทุ่มครึ่งของค่ำวันอังคาร ณ โรงภาพยนตร์สกาล่า แม้ผู้เขียนไม่ได้กำลังอยู่ในห้วงอารมณ์ blue หรือเศร้าซึม ทั้งท้องฟ้าเบื้องบนยังดำทะมึนประหนึ่งสีผล blackberry แต่ผู้เขียนก็พร้อมแล้วที่จะเที่ยวท่องไปในราตรีสีน้ำเงินม่วงของหนังรอบพิเศษเรื่อง My Blueberry Night

ไม่เพียงมีโอกาสได้มานั่งบนเบาะสีแดงในสถานที่คุ้นเคย แต่นี่เป็นอีกครั้งสำคัญที่มีโอกาสได้นั่งอยู่ในห้วงความคิดอันหวามไหวของผู้กำกับหว่องกาไว หนังเรื่องนี้ไม่มี จางมั่นอี้ เหลียงเฉาเหว่ย และแน่นอนหนังของหว่องกาไวไม่มีแล้วซึ่ง เลสลี่ จาง ผู้ล่วงลับ แม้หลายอย่างจะเปลี่ยนไปทั้งผู้คน เวลา สถานที่ หากแต่ลายเซ็นของผู้กำกับมากฝีมือคนนี้ยังคงตวัดลีลาได้งดงามเป็นเอกลักษณ์

My Blueberry Night หนังพูดภาษาอังกฤษเรื่องแรกในการโกอินเตอร์ครั้งสำคัญของ หว่องกาไว ยกทัพดาราคุณภาพ ทั้งจู๊ด ลอว์ , ราเชล ไวซ์ , นาตาลี พอร์ตแมน ,เดวิด สแตรแธร์น แห่ง Good night and Good luck และการประเดิมขึ้นจอครั้งแรกของนักร้องเพลงแจ็สชื่อดัง นอร่า โจนส์ แต่ละคนล้วนประชันฝีมือกันเต็มเหนี่ยวให้หนังสีฉ่ำประหนึ่งมองผ่านเลนส์ตาของคนที่เพิ่ง อัพยามาเรื่องนี้เต็มไปด้วยการแสดงที่จัดจ้าน จนแสงสีที่ปรากฏอยู่ในเรื่องซึ่งเห็นว่าฉูดฉาดแล้วก็ยังกลบกันไม่ลง



แฟนพันธุ์แท้ส่วนใหญ่อาจค่อนขอดว่า My Blueberry Night ยังไม่คมเข้มเทียบเท่างานหนังจีนในอดีต แต่การที่หว่องกาไวยังคงความเป็นตัวของตัวเองอยู่ได้ในบริบทที่แตกต่าง ผู้เขียนถือเป็นอีกครั้งที่เขาสมควรได้รับคำชม

หนังเปิดเรื่องมาพร้อมความหมองเศร้าของอลิซาเบธ (นอร่า โจนส์ ) หลังพบว่าชายคนรักของเธอนอกใจ อลิซาเบธพยายามหนีไปให้พ้นจากสถานที่เดิมๆ ซึ่งครั้งหนึ่งความรักของเธอได้เกิดขึ้น แต่ละก้าวที่ย่างเท้าออกจากความรู้สึกนั้นช่างยากเย็น เพราะมันถูกหน่วงรั้งไว้ด้วยความอาวรณ์ถวิลหา อลิซาเบธครุ่นคิดหาเหตุผลที่ชายคนรักไม่เลือกเธอเป็นคู่ชีวิต เจเรมี่ (จู๊ด ลอว์ )เจ้าของร้านคาร์เฟ่เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง บอกว่ามันก็เหมือนพายบลูเบอร์รี่ที่เขากำลังจะเททิ้งก่อนปิดร้าน ขนมพายไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลว่าทำไมมันถึงไม่ถูกเลือก

อลิซาเบธขอพายที่กำลังจะถูกหย่อนลงถังขยะมารับประทาน พายบลูเบอร์รี่ที่ไม่มีใครเห็นค่ากำลังถูกมองด้วยมุมของคนหัวอกเดียวกัน เจเรมี่ซึ่งถูกหญิงคนรักทิ้งไปก็กำลังมองอลิซาเบธในมุมนั้น ท่ามกลางค่ำคืนอันหมองเศร้าระทมทุกข์ของอลิซาเบธ เจเรมี่ลิ้มรสชาติพายบลูเบอร์รี่ที่เปื้อนอยู่บนริมมีปากเธอด้วยจุมพิต



หลังจากค่ำคืนนั้นผ่านพ้น อลิซาเบธตัดสินใจออกเดินทางข้ามรัฐหวังใช้ระยะทางเป็นตัวเยียวยาความรู้สึก เธอคิดว่ายิ่งไกล ความรู้สึกเจ็บปวดจากความรักคงตามหาเธอไม่พบ
อลิซาเบธทำงานในบาร์ตอนกลางคืนและทำงานกะกลางวันที่ร้านอาหาร ใช้เวลาแต่ละวันบนหน้าปัดนาฬิกาหมดไปกับงานเพื่อให้ร่างกายล้าเหนื่อยและไม่ว่างพอให้เรื่องราวเก่าก่อนมารบ กวนจิตใจ ชีวิตหลังเคาท์เตอร์ของอลิซาเบธทำให้เธอมองเห็นความทุกข์ของผู้คนมากมาย ทุกคนล้วนแต่มีเรื่องเศร้าและหาทางระบายออกโดยเฉพาะกับการมานั่งดื่มเหล้าที่บาร์

ลูกค้าประจำคนหนึ่งคือตำรวจทางหลวงชื่อว่าอาร์นี่ (เดวิด สแตรแธร์น) เขาคือชายสูงวัยที่หย่าขาดกับหญิงคนรักมานานแล้ว ทว่ายังทำใจลืมเธอไม่ได้ อาร์นี่ติดเหล้าจนต้องเข้าสถานบำบัด เขาแพ้ใจตัวเองเรื่อยมาทั้งเรื่องความรักที่ลืมไม่ลงและอาการติดเหล้าที่เลิกไม่ขาด (สื่อผ่านชิปสีขาวมากมายที่เขาเก็บสะสมไว้เป็นตัวแทนการแหกกฎออกไปดื่ม)



คนรักของอาร์นี่คือ ซู ลินส์ (ราเชล ไวซ์) เธอมีใจให้หนุ่มในวัยเดียวกัน เสน่ห์เหลือล้นในตัวทำให้ ซู ลินส์ สำคัญตนว่ามีอำนาจเหนือใคร เมื่อปรากฏว่าเธอคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้อาร์นี่ติดเหล้าอย่างเรื้อรัง ซู ลินส์ พยายามชดใช้หนี้อันเป็นต้นเหตุความทุกข์ผ่านบิลล์ค่าเหล้าของอาร์นี่ซึ่งเจ้าของร้านเรียกเก็บ ขณะเดียวกันมันคงเป็นวิธีในการชำระหนี้บาปเพื่อเยียวยาความรู้สึกผิดที่ค้างคาอยู่ในใจของเธอเอง

อลิซาเบธออกเดินทางต่อและเข้าทำงานในคาร์สิโน ที่นี่เธอหลงลืมเวลาโดยสิ้นเชิงเพราะมันไม่เคยมีความสำคัญใดๆ ต่อชีวิตที่ต้องตื่นอยู่ตลอดเวลา อลิซาเบธรู้จักกับเลสลีย์ (นาตาลี พอร์ตแมน ) ลูกสาวเซียนพนันที่เกลียดพ่อตัวเองเข้ากระดูกดำ เลสลีย์ติดการพนันงอมแงมและไม่อาจตัดใจเลิกเล่นได้หากยังไม่ได้ลิ้มรสชัยชนะ เลสลี่ย์รักการเสี่ยงโชคและไม่เคยคิดที่จะไว้ใจใคร เธอทึกทักว่าสามารถอ่านใจคนอื่นได้แม่นยำ ทว่าเมื่อพ่อบังเกิดเกล้าที่เธอจากมาแสนนานเกิดป่วยหนักเข้าโรงพยาบาล ความสามารถที่เคยทำให้เธอทะนงตัวทั้งในเกมพนันและการอ่านใจคนอื่นกลับไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น เธอพลาดอย่างหนักในการอ่านใจตัวเองเพราะแท้จริงแล้วเธอรักพ่อยิ่งกว่าใคร เลสลี่ย์รู้สึกสูญเสียและพ่ายแพ้ ทั้ง ๆ ที่เพิ่งชนะพนันมา



การเดินทางอันแสนไกลและยาวนานของอลิซาเบธ ทำให้เธอมีโอกาสได้ทำความเข้าใจตัวเองมากขึ้น ทุกคนที่พานพบผ่านหน้าเคาท์เตอร์ล้วนแต่เคยหลงยึดติดอยู่กับความคิดความรู้สึกบางอย่างจนสูญเสียคุณค่าในตัวเอง (เช่นชายแก่ติดเหล้าและสาวติดการพนัน) อารมณ์ไร้ค่าของคนเหล่านั้นเหมือนเธอในอดีตซึ่งคิดว่าตัวเองคือพายบลูเบอร์รี่ที่ไม่มีใครเลือกและจะต้องถูกทิ้ง บัดนี้เธอตระหนักแล้วว่าวิธีเดียวที่จะทำให้สิ่งที่ถูกทิ้งมีค่า คือเรียนรู้ที่จะไม่มองตัวเองให้ต่ำต้อยไปกว่าความเป็นจริง

เจเรมี่เจ้าของร้านคาร์เฟ่ยังคงปักหลักอยู่กับที่ไม่คิดเดินทางไปไหน แม่เขาเคยบอกตอนเป็นเด็ก ว่าหากพลัดหลงกันให้เขายืนอยู่กับที่ เพื่ออีกฝ่ายจะได้เดินทางตามหา เขารอคอยความรู้สึกฉ่ำหวานในราตรีแห่งจุมพิตบลูเบอร์รี่และหวังว่าอารมณ์นั้นจะกลับมาเยือนเขาอีกครั้ง ทว่าเจเรมี่ก็ทำได้ดีที่สุดคือรอคอยอยู่ ณ จุดเดิม เพื่อให้เธอผู้พลัดหลงรู้ว่าจะตามหาตัวเขาพบได้ที่นี่

มุมมองของเจเรมี่ไม่ต่างจากกล้องวงจรปิดในร้าน มันยึดติดอยู่กับที่และเฝ้ามองผู้คนที่ผ่านเข้ามาและเดินจากไป ภาพในกล้องเริ่มให้สีเพี้ยนไปนับแต่วันที่อลิซาเบธเดินเข้ามา (ทั้งในร้านและในใจ) กล้องวงจรปิดตัวนั้นถูกรบกวนด้วยคลื่นความรู้สึกอะไรบางอย่าง ตัวเจเรมี่เองก็เช่นกัน
หากเปรียบเจเรมี่คือเวลาที่นิ่งเงียบซึ่งเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงอยู่ ณ จุดเดิม อลิซาเบธก็คือเส้นทางยาวไกลที่จะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อก้าวเท้าออกเดิน แม้จะแตกต่างกันในรูปแบบแต่ทั้งสองคนมีจุดร่วม นั่นคือล้วนแต่เป็นนักเดินทาง



คนหนึ่งเดินทางโดยใช้ระยะเวลา ในขณะที่อีกคนใช้ระยะทาง

My Blueberry Night ตั้งชื่อไทยได้ตรงประเด็นว่า “300 วัน 5,000ไมล์ ห่างไกลไม่ห่างกัน” หนังกล่าวถึงการทำงานของสองระยะ ทั้งระยะเวลาและระยะทาง ซึ่งหากมองผิวเผินแล้วเหมือนว่าเมื่อจุดสองจุดนี้ยิ่งฉีกตัวออกห่างกันเป็นระยะกระจัดที่มากขึ้นเพียงใด ปัญหาโดยเฉพาะความสัมพันธ์ของคนสองคนก็จะทวีความเสียหายขึ้นด้วยเหตุนี้

ทั้งระหว่างเจเรมี่ผู้ยึดติดกับแฟนสาวที่รักอิสระ ซึ่งห่างกันในระยะทาง
ระหว่างอาร์นี่และ ซู ลินส์ ซึ่งห่างกันด้วยระยะแห่งวัย
หรือระหว่างเลสลี่ย์ผู้หนีออกจากบ้านกับพ่อของเธอ ซึ่งห่างกันทั้งด้วยระยะทางและระยะแห่งวัย

หากแต่สำคัญเหนือกว่าช่องสุญญากาศของเวลาและระยะทางคือความห่างเหินของจิตใจ หนังพิสูจน์สัจธรรมข้อนี้ผ่านการเดินทางแสนไกลของอลิซาเบธและการเฝ้าคอยอันยาวนานของเจเรมี่ ความห่างไกลและเวลาจึงไม่ใช้อุปสรรคแท้จริงของความสัมพันธ์หากใจสองดวงยังคงยืนยันที่จะใกล้ชิดกัน

หลายคนอาจแย้งว่าระยะอันห่างเหินของทั้งสองสิ่งนั่นแหละ คืออุปสรรคหรือสาเหตุที่ทำให้ชีวิตคู่ของหลายคนต้องพังไป แต่หากพิจารณากันอย่างปราศจากอคติแล้ว ความสัมพันธ์ที่ขาดสะบั้นลงนั้นมักปรากฏตัวขึ้นพร้อมๆ กันทั้งความห่างไกล เวลา และความห่างเหินของจิตใจด้วยเป็นสำคัญ แต่เรากลับมองไม่ออก คิดตามไม่ทัน จึงเลือกที่จะเอาผิดกับสิ่งไม่มีชีวิตซึ่งเรียกว่ากาลเทศะ (ซึ่งมักจะโทษได้ง่ายและสะดวกกว่า) แทนที่จะโทษการบริหารความสัมพันธ์อันล้มเหลวของตัวเอง



ระยะทางและเวลาคืออุปสรรควัดใจ แต่ไม่ใช่สาเหตุ สาเหตุที่แท้จริงคือการที่เราพ่ายแพ้ต่ออุปสรรคนั้นต่างหาก

หลายๆ จุด หนังสะท้อนให้เห็นว่าความรักออกแบบไม่ได้ หากแต่ความรักเลือกที่จะออกแบบตัวมันเอง (เหมือนคำพูดของอาจารย์สอนวิชาออกแบบในหนังไทยเรื่อง o-negative: รักออกแบบไม่ได้ ) ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสุดแสนธรรมดาที่เราจะผิดหวังกับความรัก แต่แทนที่จะมัวเศร้าโศกตีอกชกหัว เราต้องเรียนรู้และเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ ไม่ใช่เพื่อที่จะไม่หวังในรักใดอีก แต่เพื่อที่จะไม่ทุ่มเทความหวังมหาศาลให้กับความรักที่ท้ายสุดแล้วก็กลับมาเป็นความทุกข์มหาศาลทำร้ายตัวเราเอง เราจะเติบโตและชำนาญขึ้นด้วยการรักใครสักคนอย่างมีวุฒิภาวะ สมเหตุสมผล มีสติและไม่ฟูมฟาย

My Blueberry Night ถ่ายภาพด้วยสีสันที่ฉ่ำตา พร้อมเรื่องราวชอกช้ำแต่ก็ยังชวนครึ้มเคลิ้มให้ฉ่ำใจ ผู้กำกับเล่นกับอารมณ์ Blue ของมนุษย์อย่างโรแมนติกตามสไตล์ พิเศษกว่านั้น ครั้งนี้มาพร้อมเพลงแจ็สประกอบอารมณ์ Blue อย่างเข้าถึงและเหมาะเจาะ การเลือกนอร์ร่า โจนส์ มาแสดงนำก็คงจะเพราะด้วยเหตุนี้



หนังแฝงสัญลักษณ์ของระยะทางและเวลาประกอบการเล่าเรื่อง (แม้แต่อาชีพตำรวจทางหลวงของอาร์นี่ก็ยังเกี่ยวอยู่กับเส้นทาง) ที่โจ่งแจ้งสุดคงเป็นการขึ้นป้ายเวลาและสถานที่ให้เห็นหราอยู่เป็นระยะตลอดเรื่อง แต่มุขเด็ดของหว่องกาไวอยู่ที่ภาพรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่วิ่งโฉบไปมาอยู่หลายฉากแม้เหมือนจะไร้ความเกี่ยวพันกับพล็อตเรื่อง แต่รถไฟฟ้าความเร็วสูงกลับเป็นการรวมความคิดของเวลาและระยะทางเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์ เป็นพาหนะซึ่งเดินทางไปทั้งสองมิติเพื่อนำเรามุ่งสู่จุดหมายปลายทาง

และจุดหมายปลายทางของหนังเรื่องนี้ก็อยู่ที่จุดเริ่มต้นในร้านคาร์เฟ่ การเดินทางแสนไกลของบางคนก็เพื่อที่จะกลับมายืนยังจุดเดิมพร้อมบางสิ่งในตัวที่เปลี่ยนไป การเดินทางยาวไกลมอบมุมมองเปิดกว้างช่วยให้เราไม่เป็นคนคิดคับแคบ พร้อมๆ กับเวลาที่เพิ่มขึ้นก็ได้มอบความเติบโตให้แก่ชีวิต

ค่ำคืนที่มืดมิดทำให้เราเห็นแสงสีของไฟได้ชัดเจนและสวยงามที่สุด เช่นกัน ความทุกข์ก็ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่จะมองให้เห็นสีสันของชีวิต

เพราะ “อารมณ์ blue มีบางมุมที่ยัง nice”






Create Date : 02 เมษายน 2551
Last Update : 10 มกราคม 2554 17:23:01 น. 9 comments
Counter : 859 Pageviews.

 
ดูมาเมื่อวานตอนเย็น อารมณ์ในหนังยังวนเวียนอยู่ในหัว



โดย: ... IP: 202.183.186.188 วันที่: 2 เมษายน 2551 เวลา:18:50:00 น.  

 
เขียนได้ดีมากครับ .. ผมก็ได้ไปชมมาแล้วเหมือนกัน ..

แม้จะไม่ใช่แฟนพันธ์แท้หนังของเฮียหว่อง
แต่ก็ค่อนข้างชอบเรื่องนี้ครับ ..


โดย: nologo วันที่: 2 เมษายน 2551 เวลา:21:00:01 น.  

 
"แฟนพันธุ์แท้ส่วนใหญ่อาจค่อนขอดว่า My Blueberry Night ยังไม่คมเข้มเทียบเท่างานหนังจีนในอดีต แต่การที่หว่องกาไวยังคงความเป็นตัวของตัวเองอยู่ได้ในบริบทที่แตกต่าง ผู้เขียนถือเป็นอีกครั้งที่เขาสมควรได้รับคำชม"

ใช่เลยครับ
ผมว่าหนังไม่ได้หนีไปจากงานเก่าๆ ของเขานัก
แต่ความคุ้นชินของแฟนๆ หว่องต่างหากที่ทำให้เกิดความห่างเหิน

ปล.เพลงประกอบมีเพลงที่นอร่าร้องด้วยนี่ครับ


โดย: แค่เพียงรู้สึกสุขใจ วันที่: 4 เมษายน 2551 เวลา:14:42:27 น.  

 
น่าสงสารพายบลูเบอร์รี่เนอะ แต่ก็นั่นแหละถึงขนมพายไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ก็ไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลแล้วละว่าทำไมมันถึงไม่ถูกเลือก
แหม!ก็คนเลือกเค้าไม่ชอบกินพายบลูเบอร์รี่นี่นา บางทีถ้าลองเปลี่ยนเป็นขนมพายอย่างอื่น เค้าอาจจะเลือกก็ได้


โดย: นักเดินทาง IP: 202.133.143.149 วันที่: 4 เมษายน 2551 เวลา:22:29:36 น.  

 
ผมยังไม่คุ้นกับงานของหว่องเท่าไหร่ (เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สองของเขาที่ผมได้ดู)

แต่ไม่ค่อยชอบเรื่องนี้มากนัก เพราะเหมือนกับหนังค่อนข้าง miscast ยังไงบอกไม่ถูก โดยเฉพาะบทของ Rachel Weisz และ Jude Law (มีคนเดียวที่รอดพ้นไปได้อย่างสง่างามคือ Natalie Portman)


โดย: nanoguy IP: 125.24.71.218 วันที่: 6 เมษายน 2551 เวลา:7:36:37 น.  

 
ขอบคุณสำหรับงานรีวิวหนังดี ๆ ที่ให้ได้อ่านก่อนตัดสินใจไปชมนะคะ เขียนได้ดีจังค่ะ โดนใจอยู่หลายประโยคทีเดียว เพราะเป็นแฟนของเฮียหว่องด้วยอะคะ เลยอยากรู้ว่าถ้าให้เฮ๊ยแกกำกับออกมาในมุมมองของความเป็นสากล(ฝรั่งมอง)บ้างจะเป็นเช่นไร แต่แค่ดูจากหนังตัวอย่างก้อน่าดูแล้วนะคะ


โดย: aorengja IP: 202.147.38.96 วันที่: 21 เมษายน 2551 เวลา:16:55:48 น.  

 
Norah ร้องเพลงประกอบให้ด้วยนะคะ ชื่อเพลง The Story มีเปิดคลอๆในหนังด้วย


โดย: ตัวกลมๆ (syramay ) วันที่: 21 เมษายน 2551 เวลา:23:56:42 น.  

 
จริงๆ พึ่งมีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้ เพราะว่าอยู่ ตจว ซึ่งหนังมันเข้าแค่ 5 โรงเท่านั้น เท่าที่รู้มา อารมณ์หนัง Blue ยังตามหลอกหลอนแม้ว่าหนังจะจบไปแล้วก็ตาม แต่เท่าที่ได้ดูมา แม้จะไม่ใช่เรื่องที่ดีที่สุด แต่ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ชอบที่สุดค่ะ


โดย: Maya IP: 117.47.10.114 วันที่: 25 สิงหาคม 2551 เวลา:0:53:25 น.  

 
เป็นเรื่องแรกของ เฮียหว่อง ที่ได้ดู ผมซื้อมาสามแผ่นรวด ที่ดูก็เพราะอารมณ์ใกล้เคียงกับ หนังสือของมูราคามิ เป็นอย่างยิ่ง
.
จบแล้วต่อด้วย fallen angel ยังเหลือ 2046 อีกแผ่นครับ
โดนมากมาย


โดย: i.am.Victor วันที่: 19 ตุลาคม 2553 เวลา:1:51:40 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

beerled
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




"หนัง".....ไม่ได้มีดีเพียงแค่ "ผิว"
New Comments
Group Blog
 
<<
เมษายน 2551
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
2 เมษายน 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add beerled's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.